ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 187 แทนที่
มิติประดิษฐ์เคลื่อนเข้าไปใกล้ขบวนเกวียนที่เดินแถวกันไปตามถนน มีสัตว์อสูรสี่ขาตัวสีขาวเป็นผู้ลากจูงขับเคลื่อน
ตัวเกวียนแต่ละเล่มเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ประดับประดาด้วยลวดลายบุปผาประปราย เป็นการตกแต่งที่ดูเรียบแต่ก็งดงามอ่อนช้อย
ผู้ควบคุมสัตว์อสูรหน้าเกวียนแต่ละเล่มล้วนเป็นอิสตรีทั้งหมด สวมใส่ชุดคลุมสีฟ้ารูปแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันจะเป็นเครื่องแบบอะไรสักอย่าง
จินจ้องมองขบวนเกวียนด้วยแววตาฉงน 'คนกลุ่มนี้ถึงกับใช้อเวกระดับเจ็ดเป็นพลขับเลยหรือ? ทั้งยังเป็นสตรีทั้งหมดอีกด้วย'
ขบวนเกวียนเดินทางไปตามถนนอย่างเชื่องช้า ผ่านจัตุรัสกลางเมืองก่อนจะเลี้ยวซ้ายมุ่งตรงไปทางทิศตะวันออก ปีกขวาสุดของเมือง
ยิ่งมองก็ยิ่งสงสัย ชายหนุ่มมีข้อสันนิษฐานอยู่ภายในใจหลายอย่างแต่ไม่กล้าฟันธง ไม่นานขบวนเดินทางก็มาหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังโต
คฤหาสน์หลังนี้มิใช่ของผู้อื่นใด แต่คือคฤหาสน์ในการครอบครองของตระกูลพีไรซ์ ดูเหมือนคนกลุ่มนี้จะมีธุระบางอย่างที่นี่ เพราะที่ผ่านมาพวกเขาไม่แวะที่อื่นใดเลยแม้แต่จวนเจ้าเมือง กลับเลือกมุ่งหน้าตรงสู่คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์โดยตรง
รออยู่ครู่ใหญ่ ประตูบานใหญ่ด้านหน้าก็ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นมาคัส หัวหน้าตระกูลพีไรซ์เป็นผู้ออกมารับแขกกลุ่มนี้ด้วยตนเอง ด้านข้างมีสมาชิกตระกูลบางส่วน และผู้อาวุโสเหลียนจงจากสำนักจันทรานิรันดร์
อย่างน้อยๆ หากแขกกลุ่มนี้เป็นศัตรู ไม่ว่าจะมีความแข็งแกร่งและจำนวนคนมากแค่ไหน พวกมันก็คงถูกทุบทำลายจนแตกกระเจิงอย่างแน่นอนเมื่ออยู่ต่อหน้าอีโวลระดับที่สองเช่นนี้
ผู้อาวุโสเหลียนจงช่วยรับประกันความปลอดภัยของสมาชิกตระกูลพีไรซ์ได้อย่างแท้จริง
แต่น่าเสียดายว่าผู้ที่เดินทางมาในครั้งนี้หาใช่ศัตรูไม่ วิญญาณบรรพบุรุษจึงไม่อาจได้เห็นฉากต่อสู้ที่เป็นการไล่บี้อยู่ฝ่ายเดียวของเหลียนจง
ร่างบางของอิสตรีจำนวนหนึ่งค่อยๆ เดินลงมาจากคันเกวียน ก่อนจะเดินมาคำนับที่เบื้องหน้าของผู้อาวุโสเหลียนจงกันโดยพร้อมเพรียง จะสังเกตเห็นได้ว่าสตรีทุกนางสวมใส่ชุดคลุมสีฟ้าน้ำทะเลเหมือนกันหมด มีความแตกต่างเล็กน้อยที่ลวดลายการตกแต่งเพียงเท่านั้น
สมาชิกตระกูลพีไรซ์ค่อยๆ เขยิบตัวหลบทาง ส่วนผู้อาวุโสเหลียนจงก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะขยับฝ่ามือในเชิงให้ทุกคนกลับมายืนตามปกติ
“ยินดีที่ได้พบ ผู้อาวุโสสี่ เจ้าสำนักฝากข้ามาแจ้งท่านเรื่องการเข้าร่วมกับกองทัพส่วนกลาง เนื่องจากท่านน่าจะเหมาะสมและเดินทางสะดวกที่สุดในหมู่ผู้อาวุโสแล้ว การเดินทางไปเข้าร่วมกองทัพในครั้งนี้จึงมอบหมายมาถึงมือท่าน” หญิงวัยกลางผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำของคนทั้งหมดประสานมือพร้อมกับกล่าวบอกต่อเหลียนจง
ไม่ต้องสงสัยเลย กลุ่มสตรีเหล่านี้คือศิษย์จากสำนักจันทรานิรันดร์ที่เดินทางมารวมกับกองทัพส่วนกลางนั่นเอง และผู้อาวุโสเหลียงจงเองก็ได้รับคำสั่งจากเจ้าสำนักให้เดินทางไปด้วยในครั้งนี้
ดูเหมือนว่าสถานการณ์ระหว่างเขตแดนจะใหญ่ไม่น้อยทีเดียว สำนักจันทรานิรันดร์ถึงกับต้องส่งศิษย์จำนวนมากออกมา และแม้แต่ผู้อาวุโสระดับอีโวลก็ต้องออกหน้าเอง
จินพอจะเดาตัวตนของคนกลุ่มนี้ได้สักพักแล้ว จะมีกองกำลังใดที่ทรงพลังและมีเพียงสตรีเหมือนกับสำนักจันทรานิรันดร์ในดินแดนนี้อีกเล่า?
“อืม ท่านเจ้าสำนักแจ้งข้ามาแล้วล่ะ พวกเจ้าจะพักที่นี่ก่อนหรือไม่?” เหลียนจงตอบรับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“เรื่องนี้…ข้าไม่รบกวนตระกูลพีไรซ์ดีกว่า อีกอย่างพวกเราก็ยังไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรกันมากขนาดนั้น สามารถเดินทางต่อได้ทันทีที่ผู้อาวุโสพร้อม” หญิงวัยกลางคนคนเดิมตอบกลับไป และเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้จึงพูดต่อ
“ในครั้งนี้ท่านเจ้าสำนักได้ให้หานฮวามาอยู่ประจำที่ตระกูลพีไรซ์แทนผู้อาวุโสไปก่อน หากสถานการณ์สงบลงอาจจะมีคำสั่งลงมาใหม่อีกที” หญิงคนดังกล่าวยังคงพูดต่อไป “หานฮวา…”
สิ้นคำเรียก หญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนก็เดินออกมาจากฝูงชน บรรยากาศรอบตัวนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ นางประสานมือคารวะผู้อาวุโสเหลียนจง ก่อนจะทักทายมาคัสและสมาชิกตระกูลพีไรซ์คนอื่นๆ
“ยินดีที่ได้พบ ผู้อาวุโสสี่ ท่านมาคัส และทุกคน ข้าหานฮวา จะขอมาพักอาศัยที่คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์สักระยะหนึ่ง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ” หญิงสาววัยแรกแย้มเผยรอยยิ้มอันอ่อนหวานออกมา
“นี่เจ้า…ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นแล้วงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสสี่หรือเหลียนจงเลิกคิ้วขึ้นมาขณะจ้องมองไปที่หญิงสาวเบื้องหน้า
พรสวรรค์ของหานฮวานั้นยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เมื่อรวมเข้ากับการที่มีผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างเยว่ซิน คอยกรุยทางให้หลานสาวตัวน้อยมาโดยตลอด ความสามารถของนางจึงก้าวหน้ากว่าคนในรุ่นเดียวกันไปไกลโข คงจะมีเพียงเหล่าอัจฉริยะในมหานครเท่านั้นที่เปรียบเทียบกับนางได้
เมื่อไม่นานมานี้ นางยังเป็นอเวกระดับที่แปดขั้นสูงสุดอยู่เลย ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ก็บรรลุถึงระดับที่เก้าแล้ว นับว่าเป็นพัฒนาการที่รวดเร็วมากจริงๆ
นับว่าหวางเยว่ซินเอาใจใส่หลานสาวคนเดียวของตนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหานฮวายังอายุไม่มาก ประสบการณ์ชีวิตไม่เยอะ การให้นางเข้าร่วมสงครามในตอนนี้อาจจะอันตรายเกินไป ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน การสูญเสียอัจฉริยะรุ่นเยาว์เช่นนี้ไปคงน่าเสียดายมากทีเดียวสำหรับสำนักจันทรานิรันดร์ และจะกลายเป็นความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่ต่อเจ้าสำนักด้วย
เยว่ซินจึงมอบหมายหน้าที่ในการดูแลตระกูลพีไรซ์มาให้กับนางแทน หากให้นางอุดอู้อยู่แต่ในสำนัก หญิงสาวก็จะไม่ได้พัฒนาตนเอง ทั้งยังอาจจะกลายเป็นที่ครหาได้ว่าไร้ซึ่งผลงานทั้งๆ ที่หานฮวาพัฒนาไปถึงอเวกระดับที่เก้าแล้ว
“ถูกต้องแล้วผู้อาวุโสสี่ ข้าเพิ่งพัฒนาระดับได้ก่อนที่จะออกเดินทางไม่นาน เจ้าสำนักจึงส่งข้ามาสลับตำแหน่งกับท่าน” หญิงสาวก้มหน้าลง ใจจริงนางเองก็อยากพิสูจน์ตนเองด้วยการไปยังกองทัพ แต่ท่านย่าไม่เห็นด้วย จึงส่งนางมาที่ตระกูลพีไรซ์แทน
“อืม ดีแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นในสนามรบหรือตระกูลพีไรซ์ล้วนแล้วแต่มีสิ่งที่เจ้าสามารถตักตวงได้อยู่ จงใช้โอกาสที่ได้อยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ให้ดี มันจะทำให้เจ้าพัฒนาได้มากทีเดียว” เหลียนจงยกสัมภาระของตนขึ้นมาก่อนจะเดินไปจับไหล่ของหานฮวา
ตัวนางที่พักอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์มาเกือบสองเดือนรู้ดีว่าตระกูลพีไรซ์นั้นยอดเยี่ยมเพียงใด มันขาดเพียงเวลาเท่านั้นที่จะส่งให้ตระกูลนี้กลายเป็นขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่
ตระกูลพีไรซ์มีความลับมากมายซุกซ่อนเอาไว้ รวมถึงตัวตนปริศนาที่ทุกคนในตระกูลเคารพเทิดทูนอย่างบรรพบุรุษ คนผู้นั้นก็เหมือนเป็นหลุมที่ไร้ก้น ไม่สามารถมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และยังเป็นผู้ที่ทำให้นางตัดผ่านระดับพลังที่ชะงักงันมานานได้สำเร็จ
อีกทั้งยังมีสิ่งหนึ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง แม้แต่สำนักจันทรานิรันดร์ก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้ ...นั่นคือความรวดเร็วในการฝึกฝน
แม้ไอพลังตามธรรมชาติในสถานที่แห่งนี้จะไม่เข้มข้นเท่ากับสำนักจันทรานิรันดร์ แต่มันกลับสามารถฝึกฝนพลังได้ง่ายกว่าปกติเป็นเท่าตัว และผลลัพธ์นั้นจำกัดเฉพาะด้านในพื้นที่ของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์เท่านั้น
เหลียนจงเคยทดลองออกไปฝึกฝนพลังด้านนอกแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน ความพิเศษนี้มันไม่ได้ตามนางออกไปด้วย จึงสรุปได้ว่านี่เป็นวิธีการพิเศษที่มีเฉพาะตระกูลพีไรซ์เท่านั้น
อาจจะเป็นค่ายกลบางอย่างที่จัดตั้งเอาไว้เพื่อเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนก็เป็นได้? แต่ไม่ใช่ว่าของแบบนี้มันสิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาลหรอกหรือ ตระกูลพีไรซ์ทำได้เช่นไรกัน? นี่เป็นสิ่งที่เหลียนจงไม่เข้าใจ แต่เลือกที่จะไม่ถามออกไป
เพราะการถามซอกแซกถึงความลับของคนอื่นไม่ใช่มารยาทที่ดีเท่าไหร่นัก…
แน่นอนว่าหานฮวาไม่ได้ล่วงรู้เรื่องทั้งหมดนี้ จึงได้แต่สงสัยอยู่ภายในใจว่า ตระกูลพีไรซ์นั้นยอดเยี่ยมเพียงนั้นเชียวหรือ? ผู้อาวุโสเหลียนจงคงไม่ได้ให้กำลังใจตนอยู่หรอกนะ?
เห็นสีหน้าที่แสดงความฉงนออกมาอย่างปิดไม่มิดของหานฮวา ผู้อาวุโสเหลียนจงก็ทำแค่เพียงยิ้มให้เท่านั้น ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก ก่อนนางจะเดินตรงไปทางขบวนเกวียน
“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าไม่ต้องการพักผ่อน พวกเราก็ออกเดินทางกันเลยเถอะ" ประโยคแรกเหลียนจงพูดกับศิษย์สำนักจันทรานิรันดร์ที่เหลือ ส่วนประโยคต่อมานางหันกลับมาทางมาคัสแล้วกล่าวว่า "ฝากดูแลความเป็นอยู่ของศิษย์น้องของข้าด้วย และขอบคุณสมาชิกตระกูลพีไรซ์ทุกคนที่มาส่งข้าในวันนี้ หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีก...”
“...ถ้าข้าไม่ตายไปซะก่อนล่ะนะ” ประโยคสุดท้ายนั้นเบาหวิวจนแทบไม่มีใครได้ยิน เหมือนเป็นสิ่งที่พูดกับตนเองมากกว่า
มาคัสและสมาชิกตระกูลตกปากรับคำอย่างแข็งขันก่อนที่จะมองดูกลุ่มคนนับสิบเดินทางจากไป เรียกได้ว่ามาไวไปไว เหมือนกับว่าเมือง B-24 เป็นเพียงทางผ่านของพวกนางเท่านั้น
เมื่อเหลียนจงจากไป หานฮวาก็มาแทนที่ นางยกสัมภาระส่วนตัวมาด้วย
มีสมาชิกตระกูลพีไรซ์หลายคนต้องการจะเข้าไปช่วยแต่นางบอกว่าไม่เป็นไร
เนื่องจากผู้อาวุโสเหลียนจงเพิ่งจากไป ห้องเดิมที่เป็นของนางก็ยังไม่ได้ทำความสะอาดและจัดเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ทางตระกูลพีไรซ์จึงจัดห้องใหม่ให้หานฮวาพักอาศัย อย่างไรคฤหาสน์หลังนี้ก็ใหญ่โตเอาการ มีห้องสำหรับรับรองแขกอยู่เหลือเฟือ ดีเสียอีก หากผู้อาวุโสเหลียนจงอยากจะกลับมาพักที่นี่ นางจะได้พักห้องเดิมของนาง
การดำเนินการของตระกูลพีไรซ์เป็นไปด้วยความฉับไว ไม่นานหานฮวาก็ขนของเข้าไปไว้ในห้องทั้งหมด กระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรทั้งนั้น คงจะมีก็แต่สายตาแปลกใจของแขกอย่างชายชราเมอร์ดิส และองค์หญิงองค์ชายจากราชวงศ์ฮอริสเท่านั้นที่มองมา
ตอนนี้พวกเขาซึ่งเป็นคนจากราชวงศ์ฮอริสที่ล่มสลาย ไม่สามารถกลับไปยังเขต C ได้อีกต่อไป ทางเลือกที่เหลืออยู่จึงมีเพียง 'อยู่ที่ตระกูลพีไรซ์ต่อไป' หรือ 'กลับไปยังอาณาจักรฮาฟแลนดิส' ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้รู้สถานการณ์ภายในอาณาจักรฝั่งนั้นมากนักจึงเลือกที่จะอยู่ดูสถานการณ์ไปก่อน
อย่างน้อยภายในคฤหาสน์หลังนี้ก็ปลอดภัยดี ทั้งยังมีโอกาสมากมายให้ตักตวง สำหรับเมอร์ดิสที่แก่ชราจนแทบจะลงโลงอยู่แล้ว มองไม่เห็นโอกาสที่ตนเองจะพัฒนาต่อไปได้เลย ...แต่เมื่อมาอยู่ภายในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ ความพิเศษของที่นี่กลับทำให้เขาเห็นโอกาสอีกครั้ง แม้จะเป็นแค่ความหวังเล็กๆ ก็ตาม
ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ เขาฝึกฝนอย่างเต็มที่ แม้อายุขัยที่เหลืออยู่จะน้อยเต็มทน แต่ก็มีโอกาสที่เขาจะข้ามผ่านไปสู่ขอบเขตใหม่อยู่บ้าง
เมื่อใดก็ตามที่เขาทำสำเร็จ เมื่อนั้นอายุขัยก็จะเพิ่มขึ้น! เขาก็จะมีเวลาใช้ชีวิตต่อไป! นี่เป็นโอกาสใหญ่ที่ชายชราไม่สามารถหาจากที่อื่นได้อีกแล้ว
สำหรับองค์ชายวาริสและองค์หญิงวีนัสที่อยู่ในวัยกำลังโต สถานที่แห่งนี้ก็ให้ผลประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน ความก้าวหน้าของทั้งคู่จะรวดเร็วไม่แพ้เหล่าอัจฉริยะในโลกภายนอกเลยทีเดียวหากฝึกฝนในสถานที่แห่งนี้
ความพิเศษของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์นั้น นอกจากสมาชิกตระกูล และข้ารับใช้ที่ได้ประโยชน์แล้ว ก็เห็นจะมีแต่แขกเท่านั้นที่ได้ล่วงรู้ความมหัศจรรย์นี้ และเมื่อได้รู้ ก็ยิ่งไม่อยากจากสถานที่อันวิเศษเช่นนี้ไป
จะบอกว่าที่นี่นับเป็นสวรรค์ของผู้คนที่คลั่งไคล้ในการฝึกฝนพลังเลยก็ว่าได้
แขกทุกคนต่างก็มีความสงสัยในใจ แต่คนที่รู้ทุกอย่าง ก็เห็นจะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น นั่นก็คือชายหนุ่มที่นั่งมองที่สิ่งต่างๆ อยู่ภายในห้องควบคุมของมิติประดิษฐ์...จิณณ์ พิไร...
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตั้งแต่ที่ตระกูลพีไรซ์ยกระดับขึ้นเป็นตระกูลระดับที่สอง จินก็ได้รับค่ายกลป้องกันรอบเขตตระกูล และพรที่ช่วยให้ผู้คนที่อยู่ในเขตของตระกูลสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วขึ้นเป็นสองเท่า
ซึ่งจินเองสามารถเลือกปิดกั้นความสามารถนี้เป็นรายบุคคลได้ด้วย เพียงแต่ตอนนี้จินก็ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไรมัน เพราะคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ศัตรูเสียหน่อย การเผื่อแผ่โอกาสดีๆ ให้มิตรสหายก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
จินจ้องมองเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ดูเหมือนความวุ่นวายในคฤหาสน์จะสิ้นสุดลงแล้ว เขาไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับการที่เหลียนจงจากไป และที่เยว่ซินส่งหลานสาวของตนมาแทน
แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอเวกระดับที่เก้า ทรงพลังกว่าลูกหลานตระกูลพีไรซ์ทั้งหมดในตอนนี้เสียอีก แต่ความแข็งแกร่งระดับนี้จินก็มีโกเลมหินแฝดอยู่แล้ว และเมื่อใดที่จินฟื้นพลังได้สำเร็จ เขาอาจจะทรงพลังไม่น้อยไปกว่าเหลียนจงที่เป็นอีโวลระดับสองเลยก็ได้
สำหรับเรื่องที่เหลียนจงต้องไป จินทราบดีว่าเยว่ซินก็อยู่ในภาวะที่ลำบากเช่นเดียวกัน ต้องคอยบริหารจัดการสำนัก ทั้งยังต้องส่งคนเข้าร่วมสงครามอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะให้ลดการป้องกันภายในสำนักก็ไม่เหมาะสมอีก เพราะขุมอำนาจระดับนั้นคงมีศัตรูที่คอยจ้องจะเล่นงานอยู่พอสมควร
การที่อีกฝ่ายสามารถส่งอเวกระดับเก้ามาช่วยดูแลตระกูลพีไรซ์ได้ก็นับว่าเต็มที่แล้ว หากคิดจะส่งตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้ออกมา อาจจะเป็นสำนักจันทรานิรันดร์เองที่เสี่ยงอันตราย
ร่างวิญญาณเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา ครุ่นคิดถึงความคุ้มค่าของสิ่งที่ตนจะทำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงแผ่นยันต์บางอย่างออกมาจากช่องเก็บของ...