แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 75: ผมจำหลวงปู่ได้นะเว้ย!

    ท่ามกลางความครื้นเครงของงานเลี้ยงสวรรค์แสงรัศมีจากเหล่าทวยเทพสาดส่องจนนัยน์ตาพร่ามัวแต่เจ้าจ้อยกลับรู้สึกถึงรังสีบางอย่างที่ดู "ผิดแผก" ไปจากความศักดิ์สิทธิ์รอบกายมันเป็นกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างความลึกลับและความเหม็นเขียวของซากกระดูกไก่ที่ถูกแทะจนเกลี้ยง

    จ้อยหรี่ตาลงพลางเพ่งมองฝ่าม่านหมอกสีทองเข้าไปในกลุ่มสมณะที่นั่งสำรวมกิริยาอยู่จนไปสะดุดตาเข้ากับพระรูปหนึ่งที่นั่งอยู่มุมอับ ท่านสวมหมวกทรงเบี้ยวๆที่ดูเหมือนจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่จีวรสีซีดจางที่ห่มอยู่นั้นรุ่งริ่งเสียจนนางฟ้าที่เดินผ่านต้องแอบสะบัดสไบหนีเพราะกลัวจะโดนความยากจนติดตัวไปมือข้างหนึ่งของท่านโบกพัดด้ามเก่าที่ขาดกะรุ่งกะริ่งไปมาเพื่อไล่ความร้อน(ซึ่งบนสวรรค์มันก็ไม่ร้อนแท้ๆ) ส่วนอีกข้างกำลังถือขาไก่ชิ้นโตขึ้นมาแทะอย่างเมามัน

    พอจ้อยจ้องเขม็งกลับไปพระรูปนั้นก็รีบหลบสายตาทันควัน เดี๋ยวก็มองเพดานวิมาน เดี๋ยวก็มองพื้นลานมณีทิพย์ทำทีเป็นพิจารณามดปลวกอย่างตั้งอกตั้งใจ...สรุปคือมองทุกอย่างยกเว้นสบตากับเจ้ากระรอกอ้วน!

    'มีพิรุธชัดๆ ...ไอ้พระรูปนี้ต้องมีแผนการร้ายหรือแอบมาขโมยของกินแน่!' จ้อยพึมพำในใจความรู้สึกมันคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นภาพแบบนี้ที่ไหนสักแห่ง 'ต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตาหน่อยแล้วว่าหลวงตาหน้าคุ้นคนนี้เป็นใคร'

    จ้อยค่อยๆ ปีนลงจากโต๊ะเสวย สะบัดหางพวงโตเดินเตาะแตะฝ่าฝูงชนไปอย่างวางก้าม(ด้วยฤทธิ์สุราทิพย์ที่ยังคงออกฤทธิ์ให้หัวมันตื้อๆ)

    พระรูปนั้นเห็นกระรอกอ้วนเดินมุ่งหน้ามาหาก็เริ่มมีอาการลุกลนเล็กน้อยแต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาทำหน้านิ่งยิ้มละไม จ้อยปีนขึ้นไปบนโต๊ะของพระรูปนั้นนั่งขัดสมาธิกอดอก จ้องหน้าพระลึกลับด้วยตาปรือๆ แล้วถามขึ้นว่า:

    “เฮ้... หลวงปู่!เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”

    “เจอกันรึ? จะเป็นไปได้ยังไงอาตมาเพิ่งจะเคยเห็นกระรอกหน้าตาเหมือนก้อนแป้งเปียกเดินได้แบบเจ้าเป็นครั้งแรกนี่แหละ”พระรูปนั้นฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่หลอไปบางซี่ พลางแทะขาไก่ต่ออย่างหน้าตาเฉย

    จ้อยจ้องไปที่ขาไก่สีเหลืองทองที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันกลิ่นหอมของมันทำให้จมูกเล็กๆ ของมันสั่นฟุดฟิดด้วยความอยาก(ถึงจะอิ่มขนมหวานมาจากโต๊ะท่านเจ้าคุณแล้ว แต่นี่มันคือเนื้อ!)ในขณะที่จ้อยกำลังจะอ้าปากซักไซ้ต่อ... ดวงตาของพระรูปนั้นก็เป็นประกายวับขึ้นมา“อยากลองกินขาไก่ดูไหมล่ะเจ้าหนู? เห็นจ้องซะจนน้ำลายจะหกแล้ว”

    จ้อยไม่รอช้าคว้าขาไก่มายัดเข้าปากคำโต “ขอบใจนะหลวงปู่! ถือว่าแลกกับค่าเปิดทางให้ผมละกัน”

    จ้อยเคี้ยวกร้วมๆเสียงดังลั่นไปทั้งวงสนทนา มันเคี้ยวจนถึงกระดูกแล้วกลืนลงท้องไปอย่างรวดเร็วทำเอาพระรูปนั้นมองตาค้างก่อนจะแกล้งเลื่อนจานซากกระดูกที่แทะแล้วมาประชดใส่หน้าจ้อย “ถ้ากินเก่งนักก็เอาพวกนี้ไปแทะเล่นต่อสิ”

    เจ้าจ้อยเห็นดังนั้นก็ไฟโทสะพุ่งปรี๊ด'เห็นผมเป็นหมาวัดหรือไง!'ด้วยความขัดเคือง จ้อยเลยคว้าไก่ที่เหลือทั้งหมดในจานยัดเข้าปากไปในคราวเดียวจนแก้มตุ่ยพลางพ่นเศษจานทิพย์ใส่หลวงปู่ทีหนึ่งเป็นการส่งท้าย

    “ไอ้... ไอ้สมองลิง!กินมูมมามกว่าอาตมาอีกนะเนี่ย!” พระรูปนั้นเกือบจะหลุดคำด่าออกมา

    จ้อยหรี่ตามองอีกครั้งด้วยความมั่นใจ“ไม่ใช่แล้ว... ท่าทางแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ ผม ต้องเคยเห็นในรายการไหนแน่ๆ!มันคุ้นตามาก! หลวงปู่ชื่ออะไร บอกมาดีๆ!”

    พระรูปนั้นยืดอกขึ้นเล็กน้อยโบกพัดรัวๆ เพื่อสร้างบารมี “ถ้าเจ้าอยากรู้นัก อาตมาจะบอกให้เป็นบุญหู อาตมาคือหลวงปู่เค็ม แห่งวัดเขาอีโต้ขว้างเป็ด!”

    พอได้ยินชื่อ "หลวงปู่เค็ม"และ "วัดเขาอีโต้ขว้างเป็ด" สมองของจ้อยก็กระตุกกึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาด!ภาพในหัวพุ่งปรี๊ดกลับไปยังโลกเก่าทันทีภาพของพระผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างพุ่งเข้ามาในมโนภาพอย่างชัดเจน!

    “เฮ้ย! หลวงปู่เค็มเหรอ?”จ้อยร้องลั่นจนเทพที่นั่งข้างๆ สะดุ้ง “ที่เขาเล่าว่า... หลวงปู่ก้าวลงกองไฟก้าวแรกไม่เป็นไร... ก้าวที่สองเริ่มมีควัน...พอถึงก้าวที่สามไฟลุกท่วมตัวจนต้องหามส่งโรงพยาบาลนั่นน่ะเหรอ!”

    หลวงปู่เค็มชะงักไปทันทีพัดในมือหยุดโบก ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสี “เฮ้ย! เจ้าไปเอาข่าววงในนี้มาจากไหน? นั่นมันเหตุสุดวิสัยเว้ย! กองไฟมันยาว 8เมตร ใครจะไปนึกว่าน้ำมนต์ที่ลูกศิษย์เตรียมไว้น่ะ...มันจะเป็นน้ำมันก๊าด!”

    จ้อยหัวเราะกิ๊กจนตัวสั่น “ผมจำได้แล้ว! หลวงปู่คือตำนานที่เดินลงกองไฟยาว 8 เมตรแล้วโดนไฟคลอกจนน่วมไปทั้งตัวนี่เอง!วีรกรรมของหลวงปู่ขจรขจายไปไกลมากนะหลวงปู่ รู้ไหมว่าคนเขาเอาไปเล่าต่อกันสนุกปากแค่ไหน?”

    หลวงปู่เค็มรีบพุ่งเข้ามาเอามืออุดปากจ้อยไว้ทันควันหน้าซีดเป็นไก่ต้ม พยายามทำเสียงซิบๆ “เบาๆ สิเจ้ากระรอกปากเสีย! มีอะไรค่อยๆพูดกันอย่างสุภาพชน อย่าตะโกนเสียงดังเดี๋ยวเทวดาทั้งสวรรค์จะรู้ว่าอาตมาไม่ใช่พระสายอิทธิฤทธิ์ แต่เป็นพระสายอิทธิเวชที่ต้องพึ่งพยาบาล!”

    “หึๆ ...ช่วยไม่ได้นะหลวงปู่ มันตื่นเต้นเกินไปหน่อย วีรกรรมเรื่องกองไฟ 8 เมตรนั่นน่ะ ผม รู้ลึกรู้จริงหมดแหละ อดไม่ได้จริงๆที่จะประกาศให้เทวดาทั้งสวรรค์ได้รู้ว่าหลวงปู่เค็มตัวจริงมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว!”จ้อยทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ ยิ่งหลวงปู่ลนลาน มันก็ยิ่งสนุก

    พอจ้อยเริ่มทำท่าทางกะล่อนหลวงปู่เค็มก็ยิ่งกะล่อนกลับหนักกว่าเดิม ท่านทำท่าทางลับๆ ล่อๆ แล้วซิบถาม“เจ้าหนู... เรื่องกองไฟนั่นน่ะ ไม่ต้องพูดออกมาจะดีกว่าไหมอาตมาเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นมานั่งแถวหน้าในงานเลี้ยงสวรรค์ ถ้าใครรู้ว่าอาตมาเคยเกือบกลายเป็นหมูหันเพราะกองไฟ8 เมตรนั่นอาตมาต้องโดนย้ายไปนั่งแถวหลังสุดข้างๆ คอกม้าสวรรค์แน่ๆ”

    “จะดีได้ไงล่ะหลวงปู่!ของดีต้องแชร์สิ! หลวงปู่สร้างตำนานไว้ระดับโลกขนาดนี้ในงานเลี้ยงขององค์เทวราชที่มีแต่ท่านผู้ใหญ่แบบนี้ พูดออกมาสิถึงจะสมเกียรติ!”จ้อยพูดพลางทำท่าจะปีนขึ้นไปบนที่สูงเพื่อป่าวประกาศ

    หลวงปู่เค็มเริ่มใจคอไม่ดีเหงื่อเริ่มซึมตามไรผม “เอาอย่างนี้เจ้าหนู... บอกมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าจะเอาอะไรถึงจะยอมปิดปากเงียบเรื่องกองไฟ 8 เมตรนี่! อย่าให้ถึงขั้นต้องใช้ศอกเลยนะ (ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าใช้ศอกไปหลวงปู่ก็น่าจะเจ็บเอง)”

    จ้อยมองดูท่าทางลุกลนของหลวงปู่เค็มแล้วมองไปทางพระผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่บนอาสนะสูง... จ้อยเริ่มนับนิ้วคำวณในใจในเมื่อมีโอกาสรีดไถตำนานระดับประเทศที่มีชีวิตอยู่ตรงหน้ามีหรือจ้อยจะพลาดโอกาสทอง!

    “ได้!ถ้าหลวงปู่ไม่อยากให้ ผม ตะโกนบอกทุกคนว่าหลวงปู่เกือบไหม้คาที่เพราะไฟ 8 เมตรนั่น... ผม ต้องการ ของวิเศษ! เอามาเยอะๆ เลยนะ ยิ่งเยอะยิ่งดีของอะไรก็ได้ที่มันใช้งานได้จริง ไม่เอาแบบที่ต้องไปลงกองไฟนะหลวงปู่!”จ้อยประกาศข้อเสนอทันที

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน