อาจารย์ใช้ซากงูเพียงตัวเดียวคำนวณหลักการของห้าธาตุและความสัมพันธ์ของพวกมันได้ แม้ฟังดูซับซ้อนแต่ผมก็จำไว้ขึ้นใจและพยักหน้าตอบอาจารย์ทันที
ไม่ว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่อย่างน้อยก็ต้องจำเอาไว้ก่อน
หลังจากอาจารย์พูดจบก็กล่าวกับผมอีกว่า “บรรพจารย์อวยพรนายในครั้งนี้ มอบทั้งหมูป่าและงูมาให้ แต่นายกลับเห็นเพียงซากงู นี่คงเป็นโชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้แล้ว แต่เมื่องูตาย ไฟก็ดับ และน้ำข่มไฟ ดังนั้นนายควรหลีกเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับคนที่มีชะตาธาตุน้ำ”
ผมพยักหน้าพลางตอบว่าเข้าใจแล้ว
อาจารย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “นำซากงูนี้กลับไปที่ร้านบูชาไว้หนึ่งวัน นับเป็นการรับพรจากบรรพจารย์ หลังจากนั้นฉันถึงจะถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้นายได้”
เรื่องเกี่ยวกับงูและหมูป่าผมไม่เข้าใจศาสตร์ลี้ลับพวกนี้ แต่อาจารย์ให้ทำอย่างไร ผมก็ทำตามโดยไม่อิดออด
ผมก้าวไปข้างหน้าหยิบซากงูขึ้นมา
มันตัวใหญ่มากอย่างน้อยก็น่าจะยาวกว่าสองเมตร ทั้งตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำ
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นงูชนิดไหน
ขณะที่อาจารย์เดินไปที่ซากหมูป่า
หมูป่าตัวนั้นถูกผ่าท้องจนไส้ทะลักหนังถูกฉีกออกเป็นแถบใหญ่ ลำไส้กระจายไปทั่วพื้น
อาจารย์หยิบธูปจากกระเป๋าสะพายจุดไฟแล้วปักไว้ตรงหน้าหัวหมูป่า
จากนั้นกล่าวกับมันว่า “ไปเกิดใหม่เถอะ!ชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ไม่ต้องเวียนว่ายเป็นสัตว์เดรัจฉานอีก”
ขณะเดียวกันผมเก็บซากงูเรียบร้อย
อาจารย์โบกมือให้ผมก่อนจะหันหลังเดินกลับไป
ในความเลือนรางผมเหมือนจะได้ยินเสียงหมูร้อง “ครอกๆ” แว่วมา
ผมหันไปมองซากหมูป่า
เดิมทีมันตายไปทั้งที่ดวงตาเปิดค้าง แต่ตอนนี้กลับหลับตาลงอย่างน่าประหลาด...
ผมมองไปยังซากหมูป่าโดยไม่ได้พูดอะไรก่อนจะรีบก้าวตามอาจารย์ไป
เมื่อเดินมาได้สักพักผมจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจ
“อาจารย์งูกับหมูป่านี่เป็นการทดสอบสุดท้ายที่ท่านจัดเตรียมไว้ให้ผมใช่หรือเปล่า”
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ไม่ทั้งหมด การเข้าสำนักเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หากต้องการเรียนรู้วิชาที่แท้จริงก็จำต้องผ่านการทดสอบจากบรรพจารย์ จำยันต์ปิดตาที่ฉันให้ได้ไหม ยันต์ที่อยู่บนนั้นเป็นคาถาพิเศษซึ่งเป็นของที่ถ่ายทอดกันมาในสำนักของเรา เมื่อปิดตาด้วยยันต์นั้น แต่ละคนจะเผชิญสิ่งที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็นงู แมลง สัตว์ร้าย หรือแม้กระทั่งหมาป่า เสือดาว แต่ตราบใดที่ยันต์ปิดตายังอยู่ สิ่งเหล่านั้นจะไม่สามารถทำร้ายนายได้ มันเป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น…”
พูดถึงตรงนี้อาจารย์หันมามองผมพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
“โดยทั่วไปแล้วคนที่เข้าทดสอบมักจะพบเพียงสัตว์เล็กๆ หากผ่านได้ก็สามารถศึกษาวิชา หากไม่ผ่านก็แสดงว่าจิตใจยังไม่มั่นคง ไม่มีวาสนาในศาสตร์นี้
“แต่นายต่างออกไป นายปิดตาได้นานถึงสามชั่วโมงเต็ม ตอนแรกฉันยังกลัวว่านายจะไม่ผ่านการทดสอบเสียด้วยซ้ำ แต่นายกลับมีจิตใจที่มั่นคงเกินกว่าคนทั่วไป จึงดึงดูดทั้งงูใหญ่และหมูป่าตัวมหึมา แถมยังดึงดูดพังพอนที่ฝึกวิชาและหมายมาทดสอบนายอีกด้วย และก็ผ่านไปได้ในท้ายที่สุด
“แม้การทดสอบจะเต็มไปด้วยอุปสรรคมากกว่าคนอื่น นั่นก็หมายความว่าเส้นทางที่นายจะเดินต่อไปนั้นเต็มไปด้วยบททดสอบและโอกาส แต่ฉันเชื่อว่าการที่บรรพจารย์ทำให้นายเห็นซากงูนั้นคงเป็นสัญญาณแห่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว”
ผมมองไปที่ซากงูในมือสูดลมหายใจเข้าลึก
เป็นไปตามที่ผมคิดจริงๆ งูกับหมูป่าถูกดึงดูดมาเพื่อลองใจผม
เพียงแต่ผมเดาผิดไปอย่างหนึ่ง ผู้ที่เรียกสัตว์ร้ายสองตัวนี้มาไม่ใช่อาจารย์แต่เป็นผ้ายันต์ปิดตาและอักขระพิเศษที่อยู่บนนั้น
ระหว่างที่คุยกันเราก็มาถึงศาลหลักเมืองรกร้าง
อาจารย์ถามว่าผมอยากพักสักหน่อยไหม
ผมส่ายหน้าแล้วตอบว่าไม่ต้องแล้ว
อยู่ในที่รกร้างแบบนี้นานไปคงไม่ดีผมอยากกลับให้เร็วที่สุด
อาจารย์พยักหน้าจากนั้นก็พาผมเดินลงเขา
อาจารย์พาผมขึ้นรถที่จอดอยู่ตีนเขาแล้วขับมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง
ระหว่างทางผมกับอาจารย์คุยกันหลายเรื่อง
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภูตพรายและสัตว์ปีศาจในภูเขา เพราะผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย
อาจารย์อธิบายให้ฟังจากทุกแง่มุมเขาเล่าว่า ทุกวันนี้ภูตพรายลดลงมาก ยิ่งไปกว่านั้น หลังการก่อตั้งประเทศยังมีอำนาจบางอย่างที่ขัดขวางไม่ให้สิ่งมีชีวิตบำเพ็ญจนกลายเป็นปีศาจได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหมดไป
ตามภูเขายังมีปีศาจที่ฝึกฝนมานานหลายร้อยปีหลบซ่อนอยู่ บางตนอาจอาศัยอยู่ในเมืองปลอมตัวเป็นมนุษย์
แต่ปีศาจเหล่านี้ก็คล้ายกับวิญญาณ พวกมันมีจิตสำนึกรู้จักบุญคุณและความแค้น
มีทั้งปีศาจที่กินคนเพื่อช่วงชิงโชคลาภและปีศาจที่รู้จักตอบแทนบุญคุณ
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปีศาจที่ลงจากเขามาเปิดสำนักรับลูกศิษย์ เปิดศาลหลักเมืองรับเครื่องเซ่นเพื่อคุ้มครองพื้นที่หนึ่งให้สงบสุข
แต่ก็มีปีศาจที่เห็นแก่ตัวสนใจแค่ช่วงชิงโชคลาภ ไม่สนใจว่าศิษย์ของมันจะเป็นหรือตาย...
ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นเพียงนิทานปรัมปราหรือเรื่องเล่า‘เหลียวไจ’[1]
แต่ตอนนี้ผมกลับตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
เพราะเมื่อเข้าสู่วงการนี้แล้วสักวันหนึ่งผมอาจต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้โดยตรง เช่นเดียวกับเรื่อง ‘การขอแต่งตั้ง’ ที่ผมเคยได้ยินมาก่อนซึ่งทำให้ผมพอเข้าใจวิธีจัดการอยู่บ้าง
หากผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนไม่เข้าใจกลไกของมัน คืนนี้ผมอาจตกหลุมพราง ‘ตั้งตาย’ ของเจ้าเดรัจฉานเฒ่านั่นแล้วก็เป็นได้
หากเผลอหลุดปากออกไปและแต่งตั้งให้มันเป็น ‘เทพหรือเซียน’ครอบครัวผมทั้งหมดคงต้องพบกับเคราะห์กรรมถึงชีวิต…
อาจารย์กล่าวอย่างจริงจังและผมก็รับฟังอย่างตั้งใจ
จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าจะถึงร้านอุปกรณ์ตกปลาของอาจารย์แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่นานก็ถึง
เมื่อดูเวลาฟ้าใกล้สว่างแล้ว ร้านอาหารเช้ารอบๆ เริ่มเปิดให้บริการ
ผมกับอาจารย์ไปกินอาหารเช้าก่อนแล้วจึงกลับไปที่ร้าน
เมื่อกลับถึงร้านสิ่งแรกที่อาจารย์ทำคือหยิบผ้าสีเหลืองผืนใหม่ออกมา แล้วให้ผมนำซากงูที่โชกเลือดจนเผยให้เห็นกระดูกวางลงบนผ้านั้น จากนั้นนำไปวางไว้ใต้แท่นบูชาของบรรพจารย์
อาจารย์บอกว่าต้องบูชาไว้สิบสองชั่วยามหรือก็คือยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม
อาจารย์จุดธูปต่อหน้าป้ายบรรพจารย์แล้วกล่าวว่า “บรรพจารย์ที่เคารพ ผมรับศิษย์ชื่อเจียงหนิงเขาผ่านการทดสอบรับพรและได้รับงูศักดิ์สิทธิ์จากพระคุณของท่าน อีกไม่กี่วัน ผมจะเริ่มสอนวิชาให้เขา ขอให้บรรพจารย์คุ้มครองด้วยเถิด”
กล่าวจบอาจารย์คำนับป้ายบรรพจารย์ ปักธูปบูชา จากนั้นก็ให้ผมคุกเข่าแล้วคำนับสามครั้ง
เมื่อทำพิธีเสร็จอาจารย์หรี่ตาลง มองดูควันธูปที่ลอยขึ้นจากเครื่องบูชา
ควันธูปสามสายพวยพุ่งสู่เพดานเป็นเส้นตรง
เมื่อเห็นเช่นนั้นอาจารย์ถอนหายใจโล่งอก แล้วหันมาบอกผมว่า “เสี่ยวเจียง! ลุกขึ้นได้
“ควันธูปพวยพุ่งเป็นเส้นตรงและมีสีฟ้าแสดงว่าสิ่งที่นายนำมาบูชานั้นถูกต้อง บรรพจารย์ยอมรับนายเป็นศิษย์แล้ว ไปพักผ่อนเถอะตอนค่ำฉันจะเริ่มถ่ายทอดวิชาให้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมตื่นเต้นขึ้นมาในทันที “ขอบคุณบรรพจารย์ ขอบคุณอาจารย์!”
อาจารย์พยักหน้าหาวเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพัก
ผมเองก็เข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำก่อนจะเอนตัวลงพักในห้องรับรองที่อาจารย์จัดเตรียมไว้ให้
ผมส่งข้อความไปหาลุงอวี๋บอกว่า [บรรพจารย์มอบงูศักดิ์สิทธิ์ให้]
ลุงอวี๋ตอบกลับมาด้วยเครื่องหมายคำถาม
ผมจึงส่งข้อความเสียงอธิบายตามที่อาจารย์บอกให้ฟัง
ลุงอวี๋ฟังจบก็บอกให้ผมทำตามที่อาจารย์สั่ง และยังบอกให้ผมไปที่หน้ามหาวิทยาลัยมะรืนนี้ช่วงบ่ายเพื่อรับของบางอย่าง
ผมตอบตกลงจากนั้นก็ปิดโทรศัพท์แล้วหลับไป
ทว่าทั้งที่เมื่อคืนไม่ได้หลับแต่เมื่อคิดว่าอาจารย์จะสอนวิชาที่แท้จริงให้ก็ทำเอาผมนอนไม่หลับเลย
ผมพลิกตัวไปมาบนเตียงจนเกือบเที่ยงวันถึงจะหลับสนิท
เมื่อลืมตาอีกครั้งก็เป็นยามโพล้เพล้แล้ว
ผมเดินออกจากห้องเห็นอาจารย์นั่งอยู่ในห้องรับแขก
เมื่อเห็นว่าผมตื่นแล้วอาจารย์ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ตื่นแล้วหรือ! ไปเถอะ ไปกินของดีๆ สักมื้อ แล้วไปนวดกันหน่อย…”
ผมได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
กินข้าวพอเข้าใจแต่ไปนวด? ไม่ใช่ว่าคืนนี้จะสอนวิชาให้หรือ
“อาจารย์ท่านไม่ได้บอกว่าคืนนี้จะสอนวิชาให้ผมหรือ” ผมถามออกไปทันที
แต่กลับเห็นอาจารย์หัวเราะพลางตอบว่า ”ลับมีดไม่เสียแรงตัดฟืน[2]ช่วงนี้เหนื่อยมามากแล้ว ไปร้านนวดให้หายเมื่อยก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน…”
[1] เหลียวไจ ย่อมาจาก เหลียวไจจื้ออี้ (聊斋志异) เป็นวรรณกรรมรวมเรื่องเล่าแนวภูตผีปีศาจ และสิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดวรรณกรรมแนวเหนือธรรมชาติของจีน
[2] ลับมีดไม่เสียแรงตัดฟืน หมายถึงเตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงมือทำอะไร จะได้ประหยัดแรงหรือทำงานง่ายขึ้นคล้ายสำนวนไทยที่ว่า เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง