หลัวซางเทียน พยักหน้าเบาๆ แต่ยังมีแววผิดหวังอยู่เล็กน้อย
กู้เหยียนหัวเราะในลำคออย่างชื่นชม
หลานซือหรงเพียงพยักหน้าเบาๆ แต่แววตาที่ลึกล้ำของนางกลับฉายแววพึงใจอย่างหาที่เปรียบมิได้
“เด็กคนนี้…ช่างน่าติดตามยิ่งนัก…”
หลานซือหรงพึมพำกับตนเองเบาๆ พลางลูบขนบนหลัง ‘กวางหยกเมฆา’ อย่างใจเย็น
ทันใดนั้น หลัวซางเทียน เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทรงอำนาจแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น
“หลี่ซูเหยา… เจ้าอยากพัฒนาหมาป่าเพลิงของเจ้าหรือไม่?”
เสียงเขาดังชัดทั่วทั้งลานประลอง ทำเอาหลายคนหันขวับไปทางซูเหยาทันที เด็กสาวหน้าหวานผู้มีสายตามั่นคง และสัตว์อสูรคู่ใจอย่างหมาป่าเพลิง—ที่แม้ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็แสดงศักยภาพอันน่าทึ่งไว้หลายครั้งในการประลอง
หลี่ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย ไม่คิดว่าตนจะได้รับความสนใจจากอาวุโสแห่งนิกายใหญ่อย่างหลัวซางเทียน
“ข้าเห็นศักยภาพของเจ้าชัดเจน หมาป่าเพลิงของเจ้า มีสายเลือดพิเศษแฝงอยู่ หากมีผู้ชี้ทาง และทรัพยากรสนับสนุนที่เพียงพอ… อาจตื่นสายเลือดราชันได้”
เขาหยุดเล็กน้อย แล้วหยิบ ป้ายหยกเพลิง ออกมาอีกชิ้น
“รับไว้เถิด หากเจ้าตัดสินใจเมื่อใด จิ่วเยี่ยนจะต้อนรับด้วยไฟแห่งเกียรติ”
หลี่ซูเหยาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนประสานมือคำนับเบา ๆ
“ขอบคุณท่านอาวุโส ข้า..เอ่อข้า…“
นางหันมองผู้คนรอบๆ และหยุดที่หลี่หยาง พร้อมกำหมัดแน่น พร้อมพึมพำในใจ
”ข้าจะต้องตามเจ้าให้ทันแน่นอน“
”ท่านอาวุโสข้า ยินดี“
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานประลองทันทีที่หลี่ซูเหยาตอบรับคำเชื้อเชิญ เสียงกระซิบกระซาบแทรกด้วยความตื่นเต้นจากเหล่าผู้ชมเริ่มขยายออกไปเป็นวงกว้าง
“หลี่ซูเหยา ตอบรับแล้วจริงหรือ?”
“นางจะได้เข้าสู่นิกายจิ่วเยี่ยนโดยตรงเชียวรึ?”
“เด็กสาวจากตระกูลหลี่ พวกเขาเริ่มเปล่งประกายแล้วจริงๆ…”
ท่ามกลางความอื้ออึง เสียงหัวเราะอย่างพอใจของ หลัวซางเทียน ดังลั่น
“ฮ่าๆๆ ดีมาก ๆ ซูเหยา! เจ้าตัดสินใจไม่ผิดเลย!”
“หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือน ข้าจะมารับเจ้าด้วยตนเอง! ตำแหน่งศิษย์ของนิกาย ข้าจะจัดการให้!”
คำกล่าวนั้นทำให้ทั้งลานยิ่งตกตะลึง—การที่ผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายจิ่วเยี่ยนจะมา “รับด้วยตนเอง” เป็นเรื่องหาได้ยากยิ่ง แสดงให้เห็นว่าเขามองหลี่ซูเหยาไว้สูงเพียงใด
หลี่ซูเหยาแม้จะพยายามสงบนิ่ง แต่ในแววตาก็มีประกายความตื่นเต้นซ่อนอยู่… ขณะเดียวกัน หลี่เทียนไห่และผู้อาวุโสทั้งสามต่างหันมาสบตากันเงียบ ๆ —สายเลือดตระกูลหลี่ กำลังได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
หลานซือหรงก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองผู้คนในลานประลองที่ยังคงฮือฮาไม่จางหาย จากเหตุการณ์ก่อนหน้า ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้นอย่างชัดเจนและมีพลัง
“เอาล่ะ”
“เรื่องของหลี่เฉินเฟิง…โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการวางยาหลี่หยางเมื่อสามปีก่อน ขอให้ทุกผู้ในลานแห่งนี้เก็บไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยโดยพลการเด็ดขาด”
เสียงพูดของนางไม่ดังมากนัก แต่กลับก้องชัดในจิตใจของทุกคน เหมือนเสียงนั้นฝังแน่นลงไปในสำนึก
“เรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำซ่อนเร้น และอาจเกี่ยวพันกับพวกขุมอำนาจมืด…หากข่าวรั่วไหลออกไป ไม่เพียงแต่หลี่หยางจะตกเป็นเป้า แม้แต่ตระกูลหลี่เอง หรือกระทั่งบางนิกาย ก็อาจถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย”
นางหันไปทางหลี่เทียนไห่ ผู้นำตระกูลหลี่ และกล่าวเสียงนิ่ง
“ตระกูลหลี่ต้องปกป้องเด็กคนนี้ให้ดี…เขายังมีหนทางอีกยาวไกล และศัตรูในความมืด อาจไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านจะต้านทานได้เพียงลำพัง”
หลี่เทียนไห่ขมวดคิ้ว ก่อนจะค้อมศีรษะให้หญิงชราผู้นี้ด้วยความเคารพ
“ขอบคุณท่านอาวุโสหลานซือหรง ตระกูลหลี่จะปกป้องหลี่หยางอย่างสุดกำลัง”
หลานซือหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย แรงกดดันอันเย็นเยียบแผ่กระจายออกมาเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่เสียงเฉียบขาดจะเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้เยื่อใย
“และหากเรื่องนี้รั่วไหล…ตระกูลใดที่เกี่ยวข้อง จะถูกตัดออกจากการพิจารณาเข้าร่วมกับนิกายเมฆาล่องของข้า ตลอดกาล”
คำพูดของนางทำให้บรรยากาศในลานประลองถึงกับเย็นยะเยือก ไม่ใช่เพราะเพียงคำขู่ แต่เพราะทุกคนรู้ดีว่า…นี่คือคำสั่งจากอาวุโสใหญ่แห่งนิกายชั้นนำของดินแดน
ไม่ทันที่เสียงซุบซิบจะเริ่มขึ้น เสียงทุ้มหนักของ กู้เหยียน แห่งนิกายหลัวเทียนก็ดังขึ้นต่อทันที
“นิกายหลัวเทียนเอง ก็จะไม่ยินดีต้อนรับตระกูลที่ไร้ความเคารพต่อคำเตือน…จงจำไว้ให้ดี”
หลัวซางเทียน แห่งนิกายจิ่วเยี่ยน แม้จะยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยประกายคมกริบ
“ข้าเองก็ไม่ชอบคนปากพล่อย…คนที่ไม่รู้จักหนักเบา ไม่มีทางได้เหยียบธรณีนิกายจิ่วเยี่ยนเด็ดขาด”
เสียงของอาวุโสทั้งสามดั่งประกาศิตจากฟ้า ท่ามกลางความเงียบงัน…ทุกตระกูลต่างรับรู้ได้ถึงภัยเงียบที่แท้จริง การเลือกเข้าข้างผิดฝั่ง อาจไม่ใช่แค่สูญเสียโอกาส—แต่อาจหมายถึงการดับสูญโดยไม่ทันตั้งตัว
เสียงรับคำดังขึ้นจากผู้อาวุโสในตระกูล และตระกูลน้อยใหญ่ที่เคารพในนิกายเมฆาล่อง และบางคนตอบรับด้วยความหวั่นเกรง
ท่ามกลางบรรยากาศที่เพิ่งสงบลงหลังการกล่าวคำเตือนของเหล่าอาวุโส
หลานซือหรง พลันหันมาทางหลี่หยาง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางควักสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เป็นป้ายหยกสีครามอ่อน แกะสลักลวดลายเมฆล่องลอยเบื้องบน และกลีบบุปผาเลือนราง
“เอาล่ะ…พวกข้าคงต้องขอตัว”
นางกล่าวเบา ๆ แล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ ลืมไป—เจ้ารับนี่ไว้เสีย หลี่หยาง ป้ายประจำตัวของหุบเขาเมฆาล่อง ใช้เข้าออกเขตนิกาย และแสดงฐานะเป็นผู้ได้รับเชิญโดยตรงจากข้าเอง”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลาน ป้ายประจำตัวจากหลานซือหรงนั้น มิใช่ผู้ใดจะได้มาโดยง่าย แม้แต่ศิษย์ทั่วไปในนิกายยังต้องผ่านการคัดเลือกเข้มงวดถึงจะมีสิทธิ์ได้จับ
กู้เหยียน เบิกตากว้าง มองป้ายในมือหลี่หยางด้วยความตกตะลึง สบตากับ หลัวซางเทียน ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ทั้งสองไม่อาจปล่อยให้หุบเขาเมฆาล่องได้เปรียบไปข้างเดียว
“หลี่หยาง รับของจากข้าด้วย” กู้เหยียนควักป้ายทองแดงฝังลวดลายมังกรคลื่นจากแขนเสื้อ
“นี่คือป้ายจากนิกายหลัวเทียน เจ้าใช้มันเข้าเขตนอกและเขตในได้ทุกเมื่อ หากเปลี่ยนใจก็มาเถอะ”
หลัวซางเทียน ยิ้มอย่างสงบ ก่อนหยิบป้ายหยกสีเพลิงขลิบทอง
“ของจากจิ่วเยี่ยนก็นี่ เจ้าถือมันไว้ หากวันหนึ่งอยากเรียนรู้พลังแห่งไฟ—มาหาข้า”
หลี่หยาง ก้มศีรษะคำนับอย่างเคารพ
“ขอบคุณท่านอาวุโสทั้งสาม ข้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี”
เสียงในสนามเงียบกริบ มีแต่ความประหลาดใจและความตื่นเต้น—ชายหนุ่มที่เคยถูกลืมในตระกูลหลี่ บัดนี้มีป้ายเชิญโดยตรงจากสามนิกายใหญ่ติดตัว!
เมื่ออาวุโสทั้งสามจากนิกายใหญ่ต่างทยอยจากไป พร้อมเหล่าศิษย์ติดตาม บรรยากาศอันตึงเครียดก็ค่อยๆ คลายตัวลง ทั่วลานประลองกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
หลี่เทียนไห่ ผู้นำตระกูลหลี่ ก้าวออกไปยืนกลางลานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เสียงของเขากังวานชัดเจน แทรกผ่านหมู่ชน
“ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นสักขีพยานในงานประลองเยาวชนของตระกูลหลี่ปีนี้
ข้าขอกล่าวว่า—ตระกูลหลี่ของเรายังมีอนาคตที่สดใส!”
เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย ก่อนจะทวีขึ้นเป็นเสียงชื่นชมกึกก้อง
หลี่เทียนไห่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ในวันพรุ่งนี้ ข้าขอให้ผู้ที่ได้รับชัยชนะสามอันดับแรก
ได้แก่ หลี่หยาง หลี่ซูเฟย และหลี่ซูเหยา มาพบข้าและผู้อาวุโสทั้งสาม
เพื่อรับรางวัล และหารือเรื่องอนาคตของพวกเจ้า!”
“ส่วนคนอื่นๆ ข้าจะให้คนนำรางวัลไปส่งให้“
เขาพยักหน้าเบาๆ พร้อมประกาศปิดงานอย่างเป็นทางการ
“ขอให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน รักษาพลังเอาไว้ เพื่อวันใหม่ที่จะเริ่มต้น”
เสียงฆ้องปิดพิธีดังขึ้น—เสียงที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยพิธีรีตรอง แต่ครานี้กลับแฝงไว้ด้วยความหมายใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงของตระกูลหลี่