เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 37 ปกป้อง

     

    หลัวซางเทียน พยักหน้าเบาๆ แต่ยังมีแววผิดหวังอยู่เล็กน้อย

    กู้เหยียนหัวเราะในลำคออย่างชื่นชม

    หลานซือหรงเพียงพยักหน้าเบาๆ แต่แววตาที่ลึกล้ำของนางกลับฉายแววพึงใจอย่างหาที่เปรียบมิได้

     

    “เด็กคนนี้…ช่างน่าติดตามยิ่งนัก…”

    หลานซือหรงพึมพำกับตนเองเบาๆ พลางลูบขนบนหลัง ‘กวางหยกเมฆา’ อย่างใจเย็น

     

    ทันใดนั้น หลัวซางเทียน เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทรงอำนาจแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น

     

    “หลี่ซูเหยา… เจ้าอยากพัฒนาหมาป่าเพลิงของเจ้าหรือไม่?”

     

    เสียงเขาดังชัดทั่วทั้งลานประลอง ทำเอาหลายคนหันขวับไปทางซูเหยาทันที เด็กสาวหน้าหวานผู้มีสายตามั่นคง และสัตว์อสูรคู่ใจอย่างหมาป่าเพลิง—ที่แม้ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็แสดงศักยภาพอันน่าทึ่งไว้หลายครั้งในการประลอง

     

    หลี่ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย ไม่คิดว่าตนจะได้รับความสนใจจากอาวุโสแห่งนิกายใหญ่อย่างหลัวซางเทียน

     

    “ข้าเห็นศักยภาพของเจ้าชัดเจน หมาป่าเพลิงของเจ้า มีสายเลือดพิเศษแฝงอยู่ หากมีผู้ชี้ทาง และทรัพยากรสนับสนุนที่เพียงพอ… อาจตื่นสายเลือดราชันได้”

    เขาหยุดเล็กน้อย แล้วหยิบ ป้ายหยกเพลิง ออกมาอีกชิ้น

    “รับไว้เถิด หากเจ้าตัดสินใจเมื่อใด จิ่วเยี่ยนจะต้อนรับด้วยไฟแห่งเกียรติ”

     

    หลี่ซูเหยาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนประสานมือคำนับเบา ๆ

     

    “ขอบคุณท่านอาวุโส ข้า..เอ่อข้า…“

    นางหันมองผู้คนรอบๆ และหยุดที่หลี่หยาง พร้อมกำหมัดแน่น พร้อมพึมพำในใจ

    ”ข้าจะต้องตามเจ้าให้ทันแน่นอน“

    ”ท่านอาวุโสข้า ยินดี“

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานประลองทันทีที่หลี่ซูเหยาตอบรับคำเชื้อเชิญ เสียงกระซิบกระซาบแทรกด้วยความตื่นเต้นจากเหล่าผู้ชมเริ่มขยายออกไปเป็นวงกว้าง

     

    “หลี่ซูเหยา ตอบรับแล้วจริงหรือ?”

    “นางจะได้เข้าสู่นิกายจิ่วเยี่ยนโดยตรงเชียวรึ?”

    “เด็กสาวจากตระกูลหลี่ พวกเขาเริ่มเปล่งประกายแล้วจริงๆ…”

     

    ท่ามกลางความอื้ออึง เสียงหัวเราะอย่างพอใจของ หลัวซางเทียน ดังลั่น

     

    “ฮ่าๆๆ ดีมาก ๆ ซูเหยา! เจ้าตัดสินใจไม่ผิดเลย!”

    “หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือน ข้าจะมารับเจ้าด้วยตนเอง! ตำแหน่งศิษย์ของนิกาย ข้าจะจัดการให้!”

     

    คำกล่าวนั้นทำให้ทั้งลานยิ่งตกตะลึง—การที่ผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายจิ่วเยี่ยนจะมา “รับด้วยตนเอง” เป็นเรื่องหาได้ยากยิ่ง แสดงให้เห็นว่าเขามองหลี่ซูเหยาไว้สูงเพียงใด

     

    หลี่ซูเหยาแม้จะพยายามสงบนิ่ง แต่ในแววตาก็มีประกายความตื่นเต้นซ่อนอยู่… ขณะเดียวกัน หลี่เทียนไห่และผู้อาวุโสทั้งสามต่างหันมาสบตากันเงียบ ๆ —สายเลือดตระกูลหลี่ กำลังได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

     

    หลานซือหรงก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองผู้คนในลานประลองที่ยังคงฮือฮาไม่จางหาย จากเหตุการณ์ก่อนหน้า ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้นอย่างชัดเจนและมีพลัง

    “เอาล่ะ”

     

    “เรื่องของหลี่เฉินเฟิง…โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการวางยาหลี่หยางเมื่อสามปีก่อน ขอให้ทุกผู้ในลานแห่งนี้เก็บไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยโดยพลการเด็ดขาด”

     

    เสียงพูดของนางไม่ดังมากนัก แต่กลับก้องชัดในจิตใจของทุกคน เหมือนเสียงนั้นฝังแน่นลงไปในสำนึก

     

    “เรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำซ่อนเร้น และอาจเกี่ยวพันกับพวกขุมอำนาจมืด…หากข่าวรั่วไหลออกไป ไม่เพียงแต่หลี่หยางจะตกเป็นเป้า แม้แต่ตระกูลหลี่เอง หรือกระทั่งบางนิกาย ก็อาจถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย”

     

    นางหันไปทางหลี่เทียนไห่ ผู้นำตระกูลหลี่ และกล่าวเสียงนิ่ง

     

    “ตระกูลหลี่ต้องปกป้องเด็กคนนี้ให้ดี…เขายังมีหนทางอีกยาวไกล และศัตรูในความมืด อาจไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านจะต้านทานได้เพียงลำพัง”

     

    หลี่เทียนไห่ขมวดคิ้ว ก่อนจะค้อมศีรษะให้หญิงชราผู้นี้ด้วยความเคารพ

     

    “ขอบคุณท่านอาวุโสหลานซือหรง ตระกูลหลี่จะปกป้องหลี่หยางอย่างสุดกำลัง”

     

    หลานซือหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย แรงกดดันอันเย็นเยียบแผ่กระจายออกมาเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่เสียงเฉียบขาดจะเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้เยื่อใย

     

    “และหากเรื่องนี้รั่วไหล…ตระกูลใดที่เกี่ยวข้อง จะถูกตัดออกจากการพิจารณาเข้าร่วมกับนิกายเมฆาล่องของข้า ตลอดกาล”

     

    คำพูดของนางทำให้บรรยากาศในลานประลองถึงกับเย็นยะเยือก ไม่ใช่เพราะเพียงคำขู่ แต่เพราะทุกคนรู้ดีว่า…นี่คือคำสั่งจากอาวุโสใหญ่แห่งนิกายชั้นนำของดินแดน

     

    ไม่ทันที่เสียงซุบซิบจะเริ่มขึ้น เสียงทุ้มหนักของ กู้เหยียน แห่งนิกายหลัวเทียนก็ดังขึ้นต่อทันที

     

    “นิกายหลัวเทียนเอง ก็จะไม่ยินดีต้อนรับตระกูลที่ไร้ความเคารพต่อคำเตือน…จงจำไว้ให้ดี”

     

    หลัวซางเทียน แห่งนิกายจิ่วเยี่ยน แม้จะยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยประกายคมกริบ

     

    “ข้าเองก็ไม่ชอบคนปากพล่อย…คนที่ไม่รู้จักหนักเบา ไม่มีทางได้เหยียบธรณีนิกายจิ่วเยี่ยนเด็ดขาด”

     

    เสียงของอาวุโสทั้งสามดั่งประกาศิตจากฟ้า ท่ามกลางความเงียบงัน…ทุกตระกูลต่างรับรู้ได้ถึงภัยเงียบที่แท้จริง การเลือกเข้าข้างผิดฝั่ง อาจไม่ใช่แค่สูญเสียโอกาส—แต่อาจหมายถึงการดับสูญโดยไม่ทันตั้งตัว

    เสียงรับคำดังขึ้นจากผู้อาวุโสในตระกูล และตระกูลน้อยใหญ่ที่เคารพในนิกายเมฆาล่อง และบางคนตอบรับด้วยความหวั่นเกรง

     

    ท่ามกลางบรรยากาศที่เพิ่งสงบลงหลังการกล่าวคำเตือนของเหล่าอาวุโส

     

    หลานซือหรง พลันหันมาทางหลี่หยาง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางควักสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เป็นป้ายหยกสีครามอ่อน แกะสลักลวดลายเมฆล่องลอยเบื้องบน และกลีบบุปผาเลือนราง

     

    “เอาล่ะ…พวกข้าคงต้องขอตัว”

    นางกล่าวเบา ๆ แล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

     

    “อ้อ ลืมไป—เจ้ารับนี่ไว้เสีย หลี่หยาง ป้ายประจำตัวของหุบเขาเมฆาล่อง ใช้เข้าออกเขตนิกาย และแสดงฐานะเป็นผู้ได้รับเชิญโดยตรงจากข้าเอง”

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลาน ป้ายประจำตัวจากหลานซือหรงนั้น มิใช่ผู้ใดจะได้มาโดยง่าย แม้แต่ศิษย์ทั่วไปในนิกายยังต้องผ่านการคัดเลือกเข้มงวดถึงจะมีสิทธิ์ได้จับ

     

    กู้เหยียน เบิกตากว้าง มองป้ายในมือหลี่หยางด้วยความตกตะลึง สบตากับ หลัวซางเทียน ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ทั้งสองไม่อาจปล่อยให้หุบเขาเมฆาล่องได้เปรียบไปข้างเดียว

     

    “หลี่หยาง รับของจากข้าด้วย” กู้เหยียนควักป้ายทองแดงฝังลวดลายมังกรคลื่นจากแขนเสื้อ

    “นี่คือป้ายจากนิกายหลัวเทียน เจ้าใช้มันเข้าเขตนอกและเขตในได้ทุกเมื่อ หากเปลี่ยนใจก็มาเถอะ”

     

    หลัวซางเทียน ยิ้มอย่างสงบ ก่อนหยิบป้ายหยกสีเพลิงขลิบทอง

     

    “ของจากจิ่วเยี่ยนก็นี่ เจ้าถือมันไว้ หากวันหนึ่งอยากเรียนรู้พลังแห่งไฟ—มาหาข้า”

     

    หลี่หยาง ก้มศีรษะคำนับอย่างเคารพ

     

    “ขอบคุณท่านอาวุโสทั้งสาม ข้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี”

     

    เสียงในสนามเงียบกริบ มีแต่ความประหลาดใจและความตื่นเต้น—ชายหนุ่มที่เคยถูกลืมในตระกูลหลี่ บัดนี้มีป้ายเชิญโดยตรงจากสามนิกายใหญ่ติดตัว!

     

    เมื่ออาวุโสทั้งสามจากนิกายใหญ่ต่างทยอยจากไป พร้อมเหล่าศิษย์ติดตาม บรรยากาศอันตึงเครียดก็ค่อยๆ คลายตัวลง ทั่วลานประลองกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

     

    หลี่เทียนไห่ ผู้นำตระกูลหลี่ ก้าวออกไปยืนกลางลานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เสียงของเขากังวานชัดเจน แทรกผ่านหมู่ชน

     

    “ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นสักขีพยานในงานประลองเยาวชนของตระกูลหลี่ปีนี้

    ข้าขอกล่าวว่า—ตระกูลหลี่ของเรายังมีอนาคตที่สดใส!”

     

    เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย ก่อนจะทวีขึ้นเป็นเสียงชื่นชมกึกก้อง

     

    หลี่เทียนไห่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง

     

    “ในวันพรุ่งนี้ ข้าขอให้ผู้ที่ได้รับชัยชนะสามอันดับแรก

    ได้แก่ หลี่หยาง หลี่ซูเฟย และหลี่ซูเหยา มาพบข้าและผู้อาวุโสทั้งสาม

    เพื่อรับรางวัล และหารือเรื่องอนาคตของพวกเจ้า!”

    “ส่วนคนอื่นๆ ข้าจะให้คนนำรางวัลไปส่งให้“

     

    เขาพยักหน้าเบาๆ พร้อมประกาศปิดงานอย่างเป็นทางการ

     

    “ขอให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน รักษาพลังเอาไว้ เพื่อวันใหม่ที่จะเริ่มต้น”

     

    เสียงฆ้องปิดพิธีดังขึ้น—เสียงที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยพิธีรีตรอง แต่ครานี้กลับแฝงไว้ด้วยความหมายใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงของตระกูลหลี่

     

     


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน