Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 103 อุปกรณ์แปลงพลังเวท

    ตอนที่ 103 อุปกรณ์แปลงพลังเวท

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    ด้านบนชั้นสองนั้นเงียบสงบ


    มันมีห้องที่แบ่งเป็นสัดส่วน มีผู้คนใช้ที่นี่อยู่มากมาย ด้านบนเพดานยังมีผลึกเวทประดับอยู่มากมาย ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองล้วนมีหนังสือหลากหลายประเภท


    เคลบี้เมื่อเห็นเมอร์ลินยังคงสนใจหนังสือผลึกเวทที่อยู่ด้านบนจึงเอ่ย


    “ถ้าสนใจขนาดนั้นทำไมไม่ลองหยิบมาดูสักเล่มล่ะ” 


    “ได้” เมอร์ลินตอบอย่างไม่เกรงใจ


    พวกเขายังไม่ทันที่จะได้เดินหาที่ว่างในการติวหนังสือด้วยซ้ำ ชั้นสองของห้องสมุดนั้นเป็นที่นิยมไม่น้อย มันถูกแบ่งออกเป็นบล็อคๆ มีทั้งน้อยและใหญ่ สำหรับคนที่ต้องการติวน้อยคนและคนกลุ่มใหญ่ 


    สำหรับห้องใหญ่ถึงกับมีกระดานและปากกาเวทมนตร์อำนวยความสะดวกไว้ให้


    ทั้งนี้ยังมีบล็อคที่เป็นพื้นที่จำกัดสำหรับใช้งานคนเดียว มันถูกแบ่งออกเป็นช่องๆ ซอยจนยาวเหยียด 


    มีผู้คนไม่น้อยที่ใช้งานในชั้นนี้ ม่านพลังถูกกางกั้นไม่เสียงเข้าและออก มันจึงกลายเป็นสถานที่ที่สร้างสมาธิได้ดีมาก


    เมอร์ลินละความสนใจกับห้องอ่านหนังสือไปชั่วคราว เขาทดลองใช้แท่งที่มีปุ่มสามปุ่มที่เขาได้รับมา


    “นายสามารถกดปุ่นอ่านเพื่ออ่านชื่อหนังสือหรือหมวดหมู่ที่ถูกจัดไว้ได้ กดมันเมื่อนายชี้ไปที่กลุ่มหนังสือเหล่านั้น” เคลบี้เอ่ยแนะนำ


    เมอร์ลินพยักหน้าและทำตามทันที


    เมื่อเขาชี้แท่นนั้นแล้วกดปุ่ม “อ่าน” ชื่อของหมวดก็ปรากฏขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรก


    “หมวดค่ายกล”


    เมื่อชี้ไปยังหนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้นแล้วกดปุ่ม “อ่าน”


    “หนังสือการประยุกต์ใช้ค่ายกลชั้นกลาง”


    เมอร์ลินเลื่อนไปชี้อีกเล่มหนึ่งที่อยู่ข้างๆ 


    “หนังสือค่ายกลสามเหลี่ยม”


    “หนังสือค่ายกลสะท้อน”


    “หนังสือค่ายป้องกันเบื้องต้น”


    ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็ตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มหนึ่งลงมา


    เขากดไปที่ปุ่ม “รับ”


    ตอนนั้นเองแผ่นตราผลึกเวทที่ลอยอยู่กลางอากาศชิ้นนั้นก็ร่อนลงมาตรงหน้าเมอร์ลิน


    เขาคว้ามันเอาไว้


    แน่นอนว่าเมอร์ลินเคยอ่านแผ่นตราผลึกเวทแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เขาต้องการทดลองอ่านโดยใช้แท่งที่อยู่ในมือ 


    เขาต้องการรู้ว่าหากใช้อุปกรณ์แปลงพลังเวทจะมีความรู้สึกเช่นใด


    ทันทีที่เขากดปุ่ม “อ่าน” หินเวทในแท่งก็กระตุ้นแผ่นตราผลึกเวทหนังสือที่อยู่ในมือ มันมีการทำงานสื่อสารกับหินเวทที่จับอยู่และกระตุ้นประสาทสัมผัสให้สร้างภาพมายาขึ้นมา


    เมอร์ลินพบว่าการใช้อุปกรณ์แปลงพลังเวทจะแตกต่างจากการใช้พลังเวทของตนเองในการกระตุ้นผลึกหนังสือโดยตรง เพราะคนธรรมดาจะอ่านในรูปแบบที่ผู้สร้างภาพมายากำหนดมาแล้ว นั่นคือการเลื่อนขึ้นเลื่อนลงเท่านั้น


    แต่สำหรับนักเวทเช่นเมอร์ลิน หากอ่านโดยใช้พลังเวทของตนเอง เขาจะสามารถจัดรูปแบบการอ่านได้มากกว่าตามจินตนาการของตนเอง


    เขาสามารถพลิกอ่านเหมือนอ่านหนังสือจริงๆ หรือจะให้ตัวหนังสือปรากฏอยู่ตรงหน้าเลื่อนขึ้นเลื่อนลง ปัดซ้ายปัดขวายังไงก็ได้


    “มันอาจเป็นเพราะพื้นที่พลังเวทที่มีจำกัดจึงทำให้มันออกมาได้แค่รูปแบบเดียว” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำ เขาวิเคราะห์การสร้างภาพมายาของการอ่านแผ่นตราผลึกหนังสือ


    ตอนนั้นเองเขาก็รีบหยิบสมุดบันทึกของตนเองขึ้นมาแล้วจดสิ่งที่เขาคิดได้ลงไป


    บางทีนี่อาจเป็นแนวคิดหัวข้อวิจัยของเขา


    เคลบี้มองภาพนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ จนอดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้


    “นายกำลังทำอะไร?”


    เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”


    “เด็ก?”


    “นี่นายว่าฉันเป็นเด็กอย่างนั้นหรอ?”


    เหอะ เคลบี้ทำใบหน้าจนใจ เขาจ้องมองเด็กน้อยผมสีเงินตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ


    เขาถูกเด็กหาว่าเป็นเด็ก นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น


    เมอร์ลินไม่ได้สนใจชายหนุ่มคนนี้มากนัก เขาอ่านแผ่นตราผลึกหนังสืออีกครั้ง


    ครั้งนี้เขาอ่านทั้งเล่มอย่างรวดเร็ว การอ่านแผ่นตราผลึกหนังสือนั้นทำได้รวดเร็วกว่าอ่านในหนังสือจริงมาก


    เพียงแค่เลื่อนตัวหนังสืออย่างรวดเร็วทั้งหมด ดวงเนตรสีเงินก็จดจำเนื้อหาของพวกมันทั้งหมดได้แล้ว อีกทั้งเพียงแค่ทำความเข้าใจเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจพวกมันทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว


    เวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจเมอร์ลินก็อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว 


    เขากดปุ่ม “ส่ง” บนแท่งที่อยู่ในมือ 


    ผลึกหนังสือก็ลอยขึ้นไปด้านบน มันลอยขึ้นไปอยู่ในกลุ่มเดิม ทำให้กลางอาการปรากฏเหมือนกลุ่มดาวอีกครั้ง


    “ไปกันเถอะ” เมอร์ลินหันไปพูดกับเคลบี้


    “เหอะ” เคลบี้พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ


    เจ้าเด็กนี่ทำกับเขาเหมือนเด็กจริงๆ 


    ทั้งสองเดินหาห้องว่างไม่นานก็พบห้องขนาดกลางห้องหนึ่งที่อยู่เกือบสุดทางเดิน


    เคลบี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงนำแท่งอ่านหนังสือของตนเองเสียบไปที่ช่องที่อยู่บนผนัง


    วึง!


    ม่านพลังทำงาน


    เสียงทั้งหมดกลายเป็นเงียบลง ราวกับว่าพวกเขาได้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง


    “เยี่ยมมาก” เมอร์ลินอดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้ ท่าทางตื่นเต้นของเขานั้นปิดไม่มิด


    เคลบี้ส่ายศีรษะไปมาและเอ่ย “จะสอนฉันได้รึยัง?”


    “อารมณ์เสียอะไรของนาย?”


    “เหอะ”


    “เอาล่ะๆ ฉันจะสอนนายแล้ว นายนี่มันขี้งอนจริงๆ ตัวโตซะป่าว?”


    ยิ่งเมอร์ลินพูดเคลบี้ก็ยิ่งหน้าบึ้ง


    อีกแล้ว! เด็กคนนี้ว่าเขาเป็นเด็กอีกแล้ว!


    “รีบสอนเถอะ”


    เคลบี้เอาหนังสือออกมาจากแหวนเก็บของ


    เมอร์ลินสังเกตมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเคลบี้ไม่ได้นำกระเป๋าติดตัวมา นั่นหมายความว่าเขาต้องมีวัตถุเวทมนตร์ที่สามารถเก็บของได้


    ‘ฐานะครอบครัวของเจ้านี่คงจะไม่ย่ำแย่นัก’ เมอร์ลินคิดในใจ


    “นายไม่เข้าใจตรงไหน เปิดหนังสือหน้าที่นายไม่เข้าใจแล้วบอกฉันมา?” เมอร์ลินกล่าว


    “ตั้งแต่ต้น” เคลบี้กล่าวด้วยท่าทางที่สบายๆ


    “เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้นายว่ายังไงนะ” 


    “ก็ตั้งแต่ต้นไง ฉันไม่เข้าใจมันทั้งหมด”


    “นายจะบ้าหรอ? ไหนนายบอกว่าเรียนพวกมันมาสามรอบแล้ว มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ไม่เข้าใจทั้งหมด นี่นายยัดเงินเข้ามารึเปล่าเนี้ย?” เมอร์ลินกล่าวอย่างมีอารมณ์ เขาคิดว่าผู้ชายตรงหน้านี้ล้อเล่นกับเขาแล้ว


    นี่จะให้เขาสอนใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทั้งๆ ที่วิชานี้เป็นวิชารูนศาสตร์เบื้องต้น


    เขามองผู้ชายที่เป็นนักเวทสามวงเวทอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง คนที่ไม่รู้จักรูนศาสตร์ขนาดนี้ทำไมถึงสร้างวงเวทที่สามขึ้นมาได้


    ทว่าใบหน้าของเคลบี้กลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำพูดของเมอร์ลิน


    “ใช่! ฉันไม่ได้เข้ามาด้วยช่องทางปกติ แล้วนายรู้รึป่าวว่าฉันนามสกุลอะไร” เคลบี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาล 


    คำพูดของเมอร์ลินเหมือนกับไปจี้ปมของเขา


    คำพูดของเคลบี้ทำให้เมอร์ลินเหมือนจะคิดอะไรออกเช่นกัน


    “อย่าบอกนะว่านายคือ ... เจเฮริส?”