สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 265 หมัดใครแข็งกว่าคนนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่ง

        ความจริงแล้ว พวกขุนนางหรือกองกำลังทหารรับจ้างต่างรู้สึกไม่ดีเท่าไรที่เห็นคนของราชาแซมบอร์ดเผาอาคารและโรงงานในสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเดิมทีพวกเขาคิดว่าต่อให้ยอดฝีมืออย่างราชาแซมบอร์ดลงมือกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตด้วยตัวเองฝ่ายเมืองแซมบอร์ดก็น่าจะได้รับความเสียหายหนักดังนั้นจึงสมควรที่จะได้รับการชดเชยมากที่สุด แต่ใครจะไปรู้ว่า คนของเมืองแซมบอร์ดจะสามารถกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตได้ง่ายดายแบบนี้ทำให้ตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ยอมตกลงรับข้อเสนอนั้นไปในเมื่อสามารถหาเหตุผลมาอ้างเพื่อเพิ่มผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองได้อีกหน่อยทำไมพวกเขาจะไม่ทำ

        มีเพียงแพรีส ปัฟลูย์เชนโค สาวชุดม่วง ผู้พิทักษ์หอการค้าโซรอสและนักบวชบาเรซีเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

        คนเหล่านี้ต่างเฝ้ามองการต่อสู้ก่อนหน้านี้อย่างใกล้ชิดด้วยตาของตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลยสักครั้ง อาศัยแค่ยอดฝีมือที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาไม่กี่คนก็สามารถกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่แข็งแกร่งลงได้แต่ละคนต่างมีทักษะและความสามารถที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะนักเวทที่สวมหน้ากากสีดำคนนั้นพลังของเขาร้ายกาจมากจนทำให้ทุกคนทึ่งจนพูดไม่ออก ราชาแซมบอร์ดก็เป็นยอดฝีมือที่หาจับตัวได้ยากความแข็งแกร่งที่ชาวแซมบอร์ดแสดงออกมาในวันนี้ก็น่าทึ่งกองกำลังของเมืองแซมบอร์ดสามารถต่อต้านกองกำลังของตระกูลชนชั้นสูงที่เก่าแก่ในเมืองหลวงได้อย่างสบายๆสำหรับกองกำลังใหญ่ๆ ที่ชาญฉลาดนั้น พวกเขารู้ดีว่าผลประโยชน์สามสิบเปอร์เซ็นต์นี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นถ้าสามารถดึงกองกำลังใหม่ที่แข็งแกร่งแบบนี้เข้ามาเป็นพวกได้ผลประโยชน์เล็กน้อยตรงหน้านับเป็นอะไรได้

        ผู้พิทักษ์หอการค้าโซรอสเองก็ไม่ได้มีความสนใจในสมบัติพวกนี้เพียงแต่ว่า หลังจากที่ได้อ่านรายงานของแฮร์รี่ เรดแนปป์แล้ว พวกเขาก็เกิดความสนใจในตัวราชาแซมบอร์ดคนนี้ขึ้นมาดังนั้น ในฐานะผู้พิทักษ์ของหอการค้าโซรอสสาขานี้ลอเดอโน่จึงลงมาสังเกตการณ์ความแข็งแกร่งของซุนเฟยด้วยตัวเอง

        ส่วนนักบวชบาเรซียังคงก้มหน้าลง คล้ายกับว่ากำลังสวดภาวนาอะไรสักอย่างปากของเขาพึมพำเสียงเบาไม่หยุด ท่าทางไม่ยินดียินร้าย เหมือนจะวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

        คนที่มองเห็นภาพรวมต่างพากันเงียบทั้งหมด

        องค์ชายคริสโตเฟอร์เป็นเหมือนตัวตลกที่มีแต่ความทะเยอทะยานเขาไม่ยอมล้าหลังพวกพี่ๆ องค์ชายหนุ่มคนนี้พยายามชักจูงกองกำลังต่างๆ เข้ามาเป็นพวกและคอยผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเทียบชั้นองค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองเพื่อให้มีคุณสมบัติและโอกาสสืบทอดราชบัลลังก์ หากเขาบังเอิญได้ตัวองค์ราชาแซมบอร์ดไปเป็นพวกบางทีสถานการณ์อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืนน่าเสียดายที่โอกาสทองอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆแต่เขากลับไม่รู้จักคว้าโอกาสนั้นไว้ ทั้งยังผลักดันให้ราชาแซมบอร์ดยืนอยู่คนละฝั่งกับตัวเองอีก

        คนแบบนี้มักจะเข้าใจว่าตัวเองนั้นสูงส่งทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่โคลนตมเท่านั้นดูเหมือนว่าชั่วชีวิตนี้ของเขาคงไม่มีโอกาสได้ครอบครองราชบัลลังก์แน่ๆ

        หากกองกำลังหรือขุุนนางที่ให้การสนับสนุนองค์ชายสี่ได้มาเห็นองค์ชายคริสโตเฟอร์พยายามแตกหักกับราชาแซมบอร์ดแล้วล่ะก็พวกเขาคงไม่อาจมีความสุขได้อีกแน่ๆ

        การศึกไม่หน่ายอุบายนี่สิการเมืองของเมืองหลวง

        ซุนเฟยไม่รู้สึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังนี้เขาแค่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าขององค์ชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้นเองเขาแสยะยิ้มเล็กน้อยในขณะที่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลางจ้องหน้าองค์ชายสี่ไปด้วยเขายกมือกอดอกแล้วพูดว่า “อืม พูดได้ดี ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะจัดการอย่างไร?”

        “วิธีจัดการง่ายจะตายไป อย่างแรกส่วนแบ่งของเมืองแซมบอร์ดจะต้องนำมาหักล้างกับความเสียหายของสิ่งก่อสร้างที่ถูกไฟเผาจนมอดไหม้ความจริงแล้ว ความเสียหายนี้ฝ่ายเจ้าเป็นคนสร้างเองแท้ๆก็ไม่น่าจะต้องมาให้พวกข้าร่วมรับผิดชอบไปด้วยเลยนี่”

        องค์ชายสี่มองหน้าซุนเฟยแล้วพูดออกมาอย่างช้าๆ

        ตอนนี้เอง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความองอาจสง่างามก็ได้ฟื้นคืนกลับมาเขาคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทุกอย่าง เขามองซุนเฟยด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนหน้านี้เพราะเขาถูกพลังที่น่ากลัวของซุนเฟยเข้ากดดันทำให้เสียหน้าต่อหน้าทุกคน แต่ตอนนี้ความหงุดหงิดที่ไม่กล้าพูดออกไปในตอนนั้นได้สลายไปแล้วองค์ชายสี่รู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่มีฐานะอะไรตราบใดที่คนเหล่านี้เคลื่อนไหวและให้การสนับสนุนเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวซุนเฟย

        นี่คือแรงกดดันของเหล่าผู้มีอิทธิพล!

        อิทธิพลคือราชา

        “ฮ่าๆๆด้วยข้อมือเล็กๆ ของเจ้าคงต้านทานแรงกดดันนี้ไม่ไหวหรอกเป็นเพียงราชาบ้านนอกที่มาจากถิ่นทุรกันดารแท้ๆ แต่กล้าทำตัวไร้มารยาทกับข้าหรือ? ข้าจะเหยียบย่ำเจ้าเสีย และจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงอำนาจและชื่อเสียงของข้าทำให้พวกขุนนางกับกองกำลังที่ไม่สนับสนุนข้าได้รู้ว่า ข้าอังเดร คริสโตเฟอร์บุตรคนที่สี่ขององค์จักรพรรดิยาซินก็มีคุณสมบัติและความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าสุนัขอาร์ชาวินและไอ้ปัญญาอ่อนโดมิงเกวซ”

        เขาส่งสายตายั่วยุให้ซุนเฟย

        ซุนเฟยยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเฉียบขาดว่า “การจะทำลายกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตให้สิ้นซากมันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่จะต้องเกิดความเสียหายถ้าเปลี่ยนเป็นพวกเจ้าเข้าโจมตีแทนพวกข้าล่ะก็ มันก็เกิดความเสียหายขึ้นมาเช่นกันดังนั้นความเสียหายพวกนี้เมืองแซมบอร์ดไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ”

        ความจริงแล้ว ไอ้สมบัติพวกนี้สำหรับซุนเฟยมันเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากภายใต้สถานการณ์แบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คืออำนาจต่อหน้าตัวแทนของทุกกองกำลัง หากซุนเฟยยอมถอยให้ก้าวหนึ่งก็จะทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาความจริงแล้วราชาแซมบอร์ดสามารถประนีประนอมกับพวกเขาได้เพียงแต่ในสถานการณ์แบบนี้ หากยอมแล้วครั้งหนึ่งก็จะมีครั้งที่สองและสามโผล่มาอีกเรื่อยๆอีกทั้งซุนเฟยได้สร้างภาพลักษณ์ ‘หมาบ้า’ ขึ้นมาแล้วหากยอมกันง่ายๆ ทุกอย่างที่ทำก็พังทลายกันหมด และหลังจากนี้ ไม่ว่าจะมีทางเลือกใดๆเมืองแซมบอร์ดก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

        หรือจะให้พูดอีกอย่างว่าเวลาที่มองหน้าองค์ชายสี่ทีไร ซุนเฟยมักจะรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร

        และถ้าราชาไม่มีความสุขคนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุข ถ้าข้าจะจัดการกับเจ้า แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้?

        องค์ชายคริสโตเฟอร์คาดไม่ถึงว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ราชาแซมบอร์ดยังกล้าแข็งข้อใส่อีก ในใจก็รู้สึกโมโหมากเขาก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวพลางพูดเสียงเย็นว่า “ราชาแซมบอร์ดเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เจ้าเป็นฝ่ายกำหนด แล้วยังมีอีกเจ้ามาถึงห้องโถงนี้ก่อนพวกข้าและอยู่ที่นี่นานกว่าพวกข้า ใครจะรู้ว่าเจ้าจะถือโอกาสหยิบฉวยสมบัติมีค่าอื่นๆในห้องนี้ไปหรือไม่ ในฐานะที่เจ้าเป็นราชาและเพื่อรักษาเกียรติยศของเจ้าเองดังนั้นเอาของที่อยู่ในแหวนเก็บของของเจ้าออกมาให้พวกข้าตรวจสอบเสีย!”

        การที่องค์ชายสี่กล้าทำตัวผยองแบบนี้ก็เพราะว่า เขาได้รับการสนับสนุนจากฝูงชนที่มีแต่ความระแวง

        เคิร์ดเดินเข้ามาหาซุนเฟยโดยที่ด้านหลังของตัวเองมีเหล่ายอดฝีมือในชุดเกราะโลหะอีกสิบคนเดินตามหลังมาติดๆแต่ละคนเต็มไปด้วยจิตสังหารและคลื่นพลังที่พลุ่งพล่านบนร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยเปลวไฟคลื่นพลังที่กำลังห่อหุ้มร่างของตัวเองไว้เห็นได้ชัดว่าสิบคนนี้ได้รับทักษะการต่อสู้แบบกลุ่มคลื่นพลังบนร่างของพวกเขาไหลออกมาไม่หยุดยอดฝีมือเคิร์ดแสยะยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า “ที่องค์ชายสี่พูดมาก็มีเหตุผลข้ารู้ว่าท่านแข็งแกร่ง แต่คนเราก็ควรที่จะมีเหตุผลไม่ใช่หรือ?”

        “ราชาแซมบอร์ด กรุณาเเสดงความจริงใจด้วย!” ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของกองกำลังทหารรับจ้าง 'กองกำลังทหารรับจ้างเสือหมอบ' กับผู้ติดตามก็เดินเข้ามา

        “ส่งแหวนมา…” ผู้นำของ 'วิหารอันรุ่งโรจน์' กองกำลังทหารรับจ้างอีกหนึ่งกลุ่มก็เดินเข้ามายืนข้างๆ องค์ชายสี่

        “ราชาแซมบอร์ด ตระกูลบีเกิ้ลเองก็คิดว่าสิ่งที่องค์ชายสี่พูดมามีเหตุผลพวกเราไม่ได้มีเจตนาอื่นใด เพียงท่านยอมมอบแหวนเก็บของมาให้พวกเรานำไปให้เหล่าจอมเวทในวังหลวงตรวจสอบดูหากไม่มีสมบัติของเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิต เราก็จะส่งแหวนคืนให้แก่ท่าน” ในที่สุดบีเกิ้ลบียอนเซ่ที่ยืนเงียบๆ มาตลอดก็เปิดปากพูดขึ้นมา แผนการและวาจาของนางช่างร้ายลึกความจริงแล้วนางก็แค่อยากเห็นซุนเฟยโดนกดดันจนต้องยอมมอบแหวนให้

        “มอบแหวนเก็บของให้? นี่มันเรื่องตลกอะไรกันเนี่ยพวกเจ้ามีวิธีอะไรมาตรวจสอบได้กันว่าอันไหนเป็นของข้าอันไหนเป็นของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต?” ซุนเฟยถามกลับ

        “ฮ่าๆๆๆ…” องค์ชายสี่ได้ยินดังนั้นก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดัง ราวกับได้ยินมุกตลกขบขัน“เจ้าเป็นเพียงราชาอาณาจักรบริวารระดับหกเล็กๆ เองนะจะมีของล้ำค่าได้อย่างไรกัน หากมีของล้ำค่าอยู่ในนั้นก็ถือว่าเป็นของของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตยังมีคำถามอะไรอีกไหม?”

        องค์ชายสี่ไม่พลาดโอกาสที่จะเหยียบย่ำราชาแซมบอร์ดต่อหน้าคนอื่น

        ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาถูกปูทางไว้ตั้งแต่ตอนที่พบกันแล้วองค์ชายสี่ผู้มีแต่ความทะเยอทะยาน ตั้งมั่นแล้วว่าจะต้องเหยียบย่ำชื่อเสียงของราชาแซมบอร์ดให้ได้ เพื่อจะได้เป็นที่สนใจของทุกกองกำลัง

        “เป็นวิธีที่ไม่เลว!” หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างเสือหมอบแสยะยิ้มออกมา

        “ในเมื่อเราหาวิธีที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ได้แล้วราชาแซมบอร์ด ส่งแหวนของท่านมาเสีย ส่วนแบ่งของเมืองแซมบอร์ดจากสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็เหลือเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ก็พอเพื่อเป็นการชดเชยให้กับสิ่งก่อสร้างที่ท่านได้ทำลายลงไป...” เคิร์ดพูดอย่างเย็นชา

        “ในเมื่อทุกคนคิดเห็นด้วยกับวิธีนี้ ก็เอาแบบนั้นก็แล้วกัน ราชาแซมบอร์ดส่งแหวนมาสิ!” บียอนเซ่ฉีกยิ้มน้อยๆ

        ใบหน้าของซุนเฟยก็ยังคงราบเรียบเขากวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดอย่างยิ้มๆ “โอ้? นี่คือเหตุผลของพวกเจ้า?”

        “ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดเหตุผลและเมืองแซมบอร์ดก็เป็นเพียงอาณาจักรบริวารระดับหก ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้สิทธิ์ในการกำหนด…”องค์ชายสี่ยิ้มอย่างดูแคลน

        “ส่งแหวนมาเสีย!” เคิร์ดยืดมือออกไปผู้ติดตามทั้งสิบคนที่อยู่ด้านหลังก็กระทำเหมือนกัน ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนคนเดียวกันตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงสถานะตื่นตัวไว้เสมอ ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับสูงอย่างราชาแซมบอร์ด พวกเขาไม่กล้าประมาทเด็ดขาด

        ซุนเฟยยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก

        “เจ้าพูดไม่ผิด ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดเหตุผลเมืองแซมบอร์ดอาจจะไม่มีคุณสมบัติ…แต่ว่า พวกเจ้าลืมเรื่องหนึ่งไปนะอะไรคือความแข็งแกร่ง? ความแข็งแกร่งมันไม่ได้วัดจากระดับของอาณาจักรไม่ได้วัดจากสถานะหรือชาติตระกูล แต่เป็นหมัดหมัดใครหนักกว่าคนนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่ง” ซุนเฟยยกกำปั้นขึ้นมาพลางกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า“พวกเจ้าว่า ระหว่างหมัดของพวกเจ้ากับหมัดของบิดา ใครหนักกว่ากัน?”

        ได้ยินดังนั้นแพรีสก็ยิ้มกว้างออกมาทันที โรมัน ปัฟลูย์เชนโคก็แสยะยิ้มออกมาคล้ายถูกใจ…แม้แต่ชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังอุ้มหมาด้วยท่าทางง่วงงุนก็ยังหลุดยิ้มออกมา

        สีหน้าขององค์ชายสีพลันเปลี่ยนไป

        วินาทีต่อมาไม่ทันที่ฝูงชนจะได้ทันตั้งตัว สีหน้ายิ้มๆ ของซุนเฟยก็พลันเปลี่ยนไป

        “ถุย! อาศัยสวะไม่กี่ตัวก็กล้ามาผยองต่อหน้าบิดางั้นหรือ? อยากได้แหวนของบิดาก็ต้องดูว่าพวกเจ้ามีปัญญาเอามันไปได้ไหม!” พริบตาเดียวราชาหนุ่มก็เริ่มคลั่งขึ้นมาใบหน้าที่ยิ้มๆ มาตลอดก็เริ่มเปิดฉากสถบด่า ไม่หลงเหลือมาดของราชาที่ควรจะมี

        เพี้ยะ!

        ซุนเฟยไม่รอช้าตวัดฝ่ามือตบผัวะทันที

        “อั่ก...แค่ก...”

        โดยไม่ทันได้ตั้งตัวองค์ชายคริสโตเฟอร์ถูกตบเข้าที่หน้าถึงกลับกระเด็นแทบจะทันทีฟันของเขากระเด็นออกมาจากปากพร้อมกับร่างที่ม้วนตัวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะกระเเทกเข้ากับผนังหินอย่างแรงแล้วไถลลงสู่พื้นใบหน้าของเขาบวมฉึ่งอย่างเห็นได้ชัด ราวกับมีลูกหมั่นโถวยัดอยู่ในปากเลือดไหลออกมาจากมุมปากไม่หยุด ใบหน้าหล่อเหลาพลันเปลี่ยนไปกรามของเขาหักอย่างเห็นได้ชัด สภาพตอนนี้น่าสังเวชมาก…

        “เจ้า...กล้าตบข้า?” แม้แต่องค์ชายสี่ที่ถูกตบก็ยังลืมความเจ็บบนใบหน้าเขามองไปที่ซุนเฟยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

        ทั้งห้องโถงพลันเงียบกริบ

        -------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน