ลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท

    ตอนที่ 49 งานเลี้ยง

            เมื่อเจ้าเมืองมาถึงภายในงานเลี้ยงเหล่าขุนนางพร้อมกับคนตระกูลเฉินต่างพากันไปต้อนรับ”

            “คารวะท่านเจ้าเมือง”

            “เอาหละตามสบายพวกเจ้าตระกูลเฉินคงมากันครบแล้ว แล้วคนไหนที่เป็นนักหลอมโอสถระดับสี่คนนั้นกันข้าอยากจะรู้จักเขาสักหน่อยต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสเฉินแนะนำแล้ว”

            ทุกคนต่างมองไปยังผู้อาวุโสเฉินมู่โดยเฉพาะบรรดาเหล่าขุนนางทั้งหลายอยากจะถามเฉินมู่นานแล้วว่านักหลอมโอสถระดับสี่นั้นอยู่ที่ไหนแต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม เมื่อเจ้าเมืองเอ่ยขึ้นมา เฉินมู่ และเฉินลู่เจินพร้อมกับคนตระกูลเฉินพลันรีบมองหาเฟยหลงในทันที พวกเขาพบว่าเฟยหลงและเฉินคงนั่งอยู่กับเด็กสาวอีกคนหนึ่งในมุมที่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจและดูเหมือนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย

            “เรียนท่านเจ้าเมืองนักหลอมโอสถที่ท่านกล่าวถึงนั่งอยู่กับบุตรชายของข้าและเด็กผู้หญิงคนนั้นขอรับ”

            ทุกคนต่างมองไปยังจุดที่เด็กๆ ทั้งสามที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อยแต่เมื่อเจ้าเมืองได้เห็นชุดที่เฟยหลงใส่เขาพลันทราบได้ทันทีว่าเฟยหลงมีสถานะใดในสถาบันฟ้าครามเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของสถาบันฟ้าครามเช่นเดียวกัน

            เจ้าเมืองเดินตรงไปตรงที่เด็กทั้งสามที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานเมื่อยู่จินเชียงหันมามองอีกทีเขาพบว่าบิดาของเขายืนอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเขาทั้งสามคนแล้ว

            “ท่านพ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ หนูกำลังคุยกับเพื่อนใหม่ของหนูอยู่นี่เฟยหลงส่วนคนนี้เฉินคงคะ”

            “คารวะท่านลุงยู่”เด็กทั้งสองคนกล่าวออกมาพร้อม ๆ กัน

            “ตามสบายเถอะเจ้าคงเป็นเฟยหลงสินะ เจ้าเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสท่านใดในสถาบันฟ้าคราม”

            “เอ๋ท่านลุงทราบได้อย่างไร หรือว่าท่านลุงเคยเป็นศิษย์ของสถาบันฟ้าครามเช่นกัน”

            “ถูกต้องแล้วข้าเป็นศิษย์ของสถาบันฟ้าครามเช่นเดียวกับเจ้าแต่จากชุดที่เจ้าใส่เจ้าต้องเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสท่านใดท่านหนึ่งอย่างแน่นอนเจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสท่านใด”

            “ข้าเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสซุนหวู่ขอรับ”

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า มิน่า มิน่าหละ เจ้าโอหยางจื่อที่ชอบอวดเบ่งไปทั่วถึงได้จนตรอกได้ ฮ่า ฮ่าฮ่า ที่แท้เจ้าก็เป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสซุนหวู่ที่ไม่เคยคิดจะรับศิษย์เลยนั่นเอง เจ้าอายุแค่สิบปี สิบเอ็ดปี พอ ๆ กับลูกสาวข้ากลับสามารถผ่านการทดสอบจนกลายเป็นนักหลอมโอสถระดับสี่ได้ มิน่าผู้อาวุโสซุนหวู่ถึงได้เลือกเจ้าเป็นศิษย์หลัก”

            “ขอบคุณท่านลุงที่ชมท่านลุงเป็นบิดาของ ยู่จินเชียงเช่นนั้นข้าน้อยขอมอบโอสถนี้ให้เป็นของขวัญสำหรับท่าน” เฟยหลงนำโอสถระดับห้าที่เขาฝึกหลอมกลั่นออกมาให้กับเจ้าเมือง

            “นี่มันโอสถระดับห้าไม่ใช่หรือเจ้าสามารถหลอมกลั่นโอสถระดับห้าได้แล้วเช่นนั้นหรือ? เอ๋ นี่มันความบริสุทธิ์สิบส่วนเลยนะโอสถนี้นับว่าแพงเป็นอย่างมาก เจ้ามอบให้กับข้าไม่เสียดายบ้างหรือไง”

            “ท่านลุงโอสถเหล่านี้เป็นของที่ข้าน้อยฝึกหลอมกลั่นได้ไม่นานหวังว่าท่านลุงคงไม่รังเกียจที่จะรับมันเอาไว้”

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า เจ้านี่ชักถูกใจข้าจริง ๆ  ของที่เจ้าฝึกหลอมกลั่นกลับเป็นของที่มีความบริสุทธิ์ระดับเต็มสิบนี่นะว่าง ๆ ข้าคงต้องไปคารวะท่านผู้อาวุโสซุนหวู่แล้ว”

            “เอาหละเอาหละ เลิกเสียเวลากันดีกว่า ข้าขอประกาศเริ่มต้นงานเลี้ยง ณ  บัดนี้พวกเจ้าทั้งสามคนรวมถึงท่านผู้อาวุโสตระกูลเฉินตามมานั่งที่โต๊ะของข้าข้ามีเรื่องจะคุยกับพวกเจ้าหลายเรื่องเลยหละ ส่วนพวกเจ้าก็ดื่มกินกันตามสบายเลย”

            “ขอรับท่านเจ้าเมือง”

            “เอ๋ท่านลุงเป็นเจ้าเมืองไผ่งามนี้อย่างนั้นหรือขอรับ” เฟยหลงเอ่ยถาม

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า เจ้านั่งกับลูกสาวข้า ยังไม่รู้อีกหรือว่าข้าเป็นเจ้าเมืองเจ้าลูกคนนี้ก็เหลือเกินนะ”

            “ท่านพ่อหากข้าบอกพวกเขาว่าข้าเป็นลูกสาวท่าน พวกเขาจะยอมคุยกับข้าแบบนี้หรือ?”

            “เอาหละเอาหละ ไปนั่งโต๊ะด้านหน้ากันดีกว่าพ่อยังมีเรื่องที่จะคุยกับพวกเขาอีกหลายเรื่อง”

            ยู่จินเชียงเฟยหลง เฉินคง และเหล่าผู้คนตระกูลเฉินต่างเดินตามเจ้าเมืองไปยังโต๊ะด้านหน้า

            “เฟยหลงก่อนอื่นข้าต้องขอโทษแทนลูกน้องของข้าที่ล่วงเกินเจ้าไป”

            “ท่านลุงท่านไม่ต้องขอโทษข้าหรอก แค่สิ่งที่ท่านทำให้กับข้า ข้าก็พอใจเป็นอย่างมากแล้วท่านลุงในอนาคตตระกูลเฉินจะจำหน่ายโอสถที่ข้าน้อยหลอมกลั่นและข้าน้อยต้องขออนุญาติท่านเจ้าเมืองใช้ตำหนักตะกูลเหวินที่ท่านลุงมอบให้ข้าทำเป็นร้านจำหน่ายโอสถและทุกเดือนข้าน้อยจะให้พวกเขาจัดการประมูลขึ้นมาครั้งหนึ่งท่านลุงพอจะอนุญาตให้ข้าน้อยได้หรือไม่”

            “ได้สิไม่มีปัญหา ตำหนักของตระกูลเหวินเป็นของเจ้าแล้ว เจ้าจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าส่วนเรื่องการจัดการประมูลนั้นข้ายินดีสนับสนุนเพราะจะทำให้การค้าในเมืองไผ่งามของข้านั้นเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นดีไม่ดีตำแหน่งเจ้าเมืองของข้าอาจจะสูงขึ้นก็ได้ในอนาคตแต่ลุงอยากจะขอให้เจ้าช่วยอะไรสักอย่างจะได้ไหมเฟยหลง”

            “ท่านลุงเชิญบอกมาได้เลยท่านลุงอยากให้ข้าน้อยช่วยเหลืออะไรอย่างนั้นหรือ?”

            “เจ้าช่วยหลอมโอสถส่งให้เมืองไผ่งามของลุงด้วยได้หรือไม่”

            “ท่านลุงตอนนี้ตระกูลเฉินเป็นตัวแทนจำหน่ายโอสถของข้าน้อยท่านลุงคุยกับพวกเขาจะดีกว่านะขอรับ ท่านลุงต้องการโอสถชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ข้าน้อยคิดว่าตระกูลเฉินเองก็พร้อมจะร่วมมือกับท่านลุงอยู่แล้ว ใช่ไหมท่านลุงเฉิน”

            “ใช่  ใช่ ใช่ พวกเราตระกูลเฉินไม่เคยลืมบุญคุณแผ่นดินเกิด พวกเรายินดีรับใช้ท่านเจ้าเมืองท่านต้องการโอสถชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ ตอนนี้จำนวนโอสถที่มีอยู่คงจะเพียงพอสำหรับกองทัพทั้งเมืองของท่านเจ้าเมืองเลยขอรับ”

            “เจ้าพูดจริงๆ  อย่างนั้นหรือโอสถของพวกเจ้ามีจำนวนมากขนาดไหน เพียงพอสำหรับคนหนึ่งหมื่นคนหรือไม่”

            “ตอนนี้โอสถที่พกวเรามีอยู่ตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับห้ามีอยู่ราว ๆ  หนึ่งแสนเม็ด คงจะเพียงพอสำหรับกองกำลังหนึ่งหมื่นคนนะท่านเจ้าเมือง”

            “ดีดี เช่นนั้นพวกท่านช่วยจำหน่ายโอสถครึ่งหนึ่งให้กับข้าได้หรือไม่ ข้าไม่เกี่ยงราคาพวกท่านสามารถเรียกราคามาได้เลย”

            “ท่านเจ้าเมืองท่านดูรีบร้อนใช้โอสถจำนวนมาก ท่านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า พอจะเล่าให้พวกเราฟังได้ไหมบางทีพวกเราอาจจะช่วยเหลือท่านได้”

            “ก็ได้  ก็ได้ ข้ายอมบอกพวกเจ้าก็ได้ตอนนี้ทางเมืองหลวงได้แจ้งมาว่ามีสัตว์ปีศาจเข้ามาบุกทางตอนใต้ของอาณาจักรทำให้ผู้คนถูกสังหารไปจำนวนมากและที่สำคัญที่สุดคือสถานที่ที่สัตว์ปีศาจนั้นบุกเข้ามาโจมตีนั้นอยู่ใกล้กับเมืองที่ภรรยาของข้าเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดพอดีข้าเลยเป็นห่วงภรรยาของข้ากลัวว่านางจะถูกสัตว์ปีศาจพวกนั้นโจมตี”

            “อะไรนะท่านพ่อท่านแม่อยู่ในอันตรายขนาดนี้ทำไมท่านพ่อไม่ยอมบอกข้าสักคำ”

            “ยู่จินเชียงเจ้าอย่าพึ่งร้อนใจไป บิดาของเจ้าก็บอกแล้วว่าสัตว์ปีศาจนั้นบุกโจมตีเมืองใกล้  ๆ ยังไม่ใช่เมืองที่มารดาของเจ้าไป เจ้าอย่าพึ่งใจร้อนไป ฟังให้จบเสียก่อน”เฟยหลงเอ่ย

            “จริงอย่างที่เฟยหลงพูด ที่ข้าต้องการโอสถจำนวนมากเพื่อให้เหล่าทหารของข้าได้มุ่งไปช่วยเหลือชาวบ้านและภรรยาของข้า เพราะหากรอการช่วยเหลือจากเมืองหลวง ข้าเกรงว่าจะสายเกินไปเมืองไผ่งามของพวกเราอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเท่าไหร่หากยกกองทัพไปใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งวันก็ถึงแล้วหากรอกองกำลังจากเมืองหลวงคงใช้เวลาเดินทางร่วมหนึ่งอาทิตย์ถึงจะมาถึง”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท ที่คุณอ่าน