“หลางเอ๋อในเมื่อเ้ามาแล้วข้าจะให้เ้าได้ตัดสินความผิดของซ่งจวิน” ซ่งหงเฉินเอ่ยกับซ่งไป่หลางด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและรักใคร่
เห็นได้ชัดว่าซ่งหงเฉินตัดสินใจที่จะซื้อใจซ่งไป่หลางด้วยการโยนซ่งจวินให้
ซ่งไป่หลางกวาดตามองซ่งจวินอีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตาอาฆาต ซ่งไป่หลางหัวเราะเย้ยหยันก่อนจะกล่าวว่า “ปัญหาของข้ากับซ่งชางหยางนั้นเป็เพียงเื่เล็กน้อยสุดท้ายเราก็เป็ศิษย์สายในด้วยกันทั้งคู่ตอนนี้ข้าเชื่อว่าซ่งชางหยางคงไม่ติดใจสิ่งใดแล้วแต่ท่านลุงซ่งจวินกลับคิดแค้นต่อข้า”
“หลางเอ๋อเ้าอยากให้ลงโทษเขาเช่นไร” ซ่งหงเฉินถาม
“ผนึกพลังของเขาเอาไว้ให้เหลือระดับหนึ่งเที่ยงแท้เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่พยายามทำร้ายข้า”ซ่งไป่หลางตอบ
สีหน้าของผู้คนแปรเปลี่ยนไปให้ผนึกพลังเหลือระดับหนึ่งเที่ยงแท้เพื่อไม่ให้พยายามทำร้ายนั่นหมายความว่าซ่งไป่หลางมั่นใจว่าสามารถรับมือกับคนที่มีพลังระดับหนึ่งเที่ยงแท้ได้?
ก่อนที่ซ่งหงเฉินจะได้กล่าวสิ่งใดคนสามคนวิ่งเข้ามาในเรือนอย่างร้อนรน นอกจากทั้งสามแล้วยังมีร่างหนึ่งที่ถูกแบกหามเข้ามาด้วยสภาพาเ็สาหัส
“ซ่งชุน” ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นสภาพของซ่งชุน“เขาาเ็สาหัสหรือว่ามีศัตรูโจมตีตระกูลของเรา”
“ซ่งชุน เกิดสิ่งใดขึ้นกับเ้า” ซ่งหงเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวหากมีใครกล้าเข้ามาโจมตีคนของตระกูลเขาจะโต้ตอบอย่างรุนแรง
ขณะที่ทุกคนกำลังใคนที่ใที่สุดกลับเป็ซ่งเจี่ยเพราะเขาเป็คนสั่งให้ซ่งชุนไปจัดการกับซ่งไป่หลางด้วยตัวเองตอนแรกที่เขาเห็นซ่งไปหลางเดินเข้ามาเขายังคิดว่าซ่งชุนคงพลาดโอกาสที่จะสั่งสอนซ่งไป่หลางเงียบๆนึกไม่ถึงซ่งชุนกลับมีสภาพสาหัสเช่นนี้
‘หรือว่ามีคนคอยปกป้องซ่งไป่หลางอยู่’ ในใจของซ่งเจี่ยเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ท่านประมุข ข้า” ซ่งชุนพูดไม่ออกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าแท้จริงแล้วคนที่ทำร้ายเขาก็คือซ่งไป่หลาง
ในเวลานั้นซ่งไป่หลางหัวเราะออกมาเขาเอ่ยทำลายความเงียบงันของผู้คน “มีสิ่งใดเป็ความลับกันซ่งชุน ท่านก็บอกต่อทุกคนไปสิ ว่าท่าน้าสั่งสอนข้าแต่เพราะท่านอ่อนแอเกินไปจึงทำให้ท่านต้องกลายเป็ฝ่ายถูกสั่งสอนเสียเอง”
เป็ความโอหังและเย่อหยิ่งถึงขีดสุดซ่งไป่หลางทำเช่นนี้เพื่อประกาศให้ทุกคนในตระกูลได้ทราบถึงความสามารถของเขา ทั้งหมดเพื่อป้องกันความยุ่งยากที่จะเกิดจากการโดนโจมตีในอนาคต‘คิดจะทำร้ายข้าต้องดูก่อนว่าพวกเ้ามีปัญญาหรือไม่’
“เป็ไปไม่ได้ ซ่งไป่หลางน่ะรึจะเอาชนะซ่งชุน”
“พลังระดับก่อกำเนิดและเที่ยงแท้มีระยะห่างอันมหาศาลขวางกั้นอยู่ต่อให้เป็อัจฉริยะอย่างซ่งเจียหลานก็ยังไม่สามารถเอาชนะผู้มีพลังระดับเที่ยงแท้ตอนที่ยังอยู่ขั้นก่อกำเนิด”
“ข้าว่าจะต้องเป็ฝีมือของผู้าุโจางแน่เขาคงส่งคนมาคุ้มครองซ่งไป่หลางเอาไว้”
ไม่มีใครเชื่อว่าซ่งไป่หลางเป็คนทำสิ่งนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปที่ผู้มีพลังระดับแปดก่อกำเนิดเอาชนะระดับสองเที่ยงแท้ได้
“หากผู้ใดสงสัยในความสามารถของข้าจงก้าวออกมาทดสอบด้วยตัวเอง”ซ่งไป่หลางประกาศกร้าว
“ซ่งไป่หลางต่อให้เ้ามีผู้าุโจางหนุนหลังก็อย่าได้โอหังมากเกินไปนักระดับแปดก่อกำเนิดด้วยอายุเท่านี้อาจจะน่าอัศจรรย์ใจแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้ใดสามารถสั่งสอนเ้าได้” ซ่งเจี่ยแค่นเสียง
“ซ่งไป่หลาง ในเมื่อเ้าบอกให้ทดสอบเช่นนั้นข้าก็จะทดสอบเ้าเอง”ซ่งจวินลุกขึ้น ดวงตาจ้องมองซ่งไป่หลางด้วยความเกลียดชัง
“ท่านประมุข รบกวนช่วยผนึกพลังของเขาด้วย” ซ่งไป่หลางหันมาพูดกับซ่งหงเฉิน
“ได้”ซ่งหงเฉินฟาดฝ่ามือใส่ซ่งจวินใช้พลังที่เหนือกว่าเข้าไปผนึกพลังส่วนหนึ่งของซ่งจวินเอาไว้ความแข็งแกร่งของซ่งจวินลดลงจนเทียบเท่ากับระดับหนึ่งเที่ยงแท้
ซ่งจวินไม่ได้ต่อต้านอันที่จริงเป็เพราะเขาไม่อาจต่อต้านได้ไม่เช่นนั้นคงถูกลงโทษหนักกว่าเดิมทว่าด้วยพลังระดับหนึ่งเที่ยงแท้ก็มากพอที่จะจัดการซ่งไป่หลางได้แล้วเขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซ่งชุนจะถูกซ่งไป่หลางทำร้ายจริงๆ
‘คิดหลอกลวงผู้คน ข้าจะสั่งสอนเ้าเอง’ ซ่งจวินทะยานร่างเข้าหาซ่งไป่หลางทันที
ซ่งหงเฉินกังวลเล็กน้อยแต่ก็ปล่อยให้ซ่งจวินทำตามใจชอบเขาเองก็อยากรู้ว่าซ่งไป่หลางมีศักยภาพมากแค่ไหนแน่นอนว่าหากมันอันตรายเขาจะหยุดซ่งจวินด้วยตัวเอง
ดวงตาของซ่งชุนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหากเป็ซ่งจวินในสภาวะปกติย่อมสามารถเอาชนะซ่งไป่หลางได้แน่นอนแต่ถูกจำกัดพลังเช่นนี้ยังอ่อนแอกว่าตัวเขาเสียอีก แบบนี้อย่าว่าแต่จะสั่งสอนซ่งไป่หลางเลยแค่เอาตัวรอดก็ยากเต็มทีแล้ว
ซ่งจวินมีพลังธาตุอัคคีและวายุ เมื่อผสานกับวิชาขั้นสูงของเขาทำให้เกิดคลื่นอัคคีอันรุนแรงสามารถหลอมละลายแม้แต่เหล็กกล้า
เคล็ดหมัดเพลิงคำราม
วังวนเพลิงหมุนวนรอบร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาซ่งไป่หลางเพียงพริบตาเดียววังวนนี้ก็กลืนร่างของซ่งไป่หลางเข้าไป
“แย่แล้ว”ซ่งหงเฉินไม่นึกว่าซ่งจวินจะกล้าลงมือเต็มกำลังต่อเด็กอย่างซ่งไป่หลางดังนั้นจึงห้ามเอาไว้ไม่ทัน
เปลวเพลิงสลายหายไปท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคนซ่งไป่หลางยืนอยู่ที่เดิม บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสบายอารมณ์
“ท่านโจมตีข้าหนึ่งครั้งข้าก็จะโจมตีท่านหนึ่งครั้งเช่นกัน”ภายใต้การปกป้องของเคล็ดม่านบัว์เปลวเพลิงของซ่งจวินที่ถูกจำกัดพลังไม่มีผลต่อซ่งไป่หลางแม้แต่น้อย
เคล็ดฝ่ามือบัว์
ดวงตาของซ่งชุนสั่นสะท้านเมื่อเห็นเงาของดอกบัวปรากฏขึ้นร่างของซ่งจวินถูกเงาดอกบัวครอบคลุมเอาไว้พร้อมกับพลังกดดันของฝ่ามือที่ทรงพลังซ่งจวินพยายามสร้างเกราะลมปราณขึ้นแต่กลับไม่สามารถต้านทานพลังของฝ่ามือนี้ได้เลย ในที่สุดซ่งจวินทรุดร่างลงบนพื้นพร้อมกับกระอักเืออกมา
“เพียงฝ่ามือเดียว” ทุกคนต่างใจนพูดไม่ออกระดับแปดก่อกำเนิดสามารถเอาชนะระดับหนึ่งเที่ยงแท้ด้วยฝ่ามือเดียวนี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ท่ามกลางความตกตะลึงดวงตาของซ่งหงเฉินทอประกายด้วยความพึงพอใจ ‘ในที่สุดอัจฉริยะระดับนี้ก็เกิดขึ้นในตระกูลซ่ง’
คนที่ใที่สุดกลับเป็ซ่งจิงลู่และฮูหยินทั้งสองไม่นึกเลยว่าเด็กที่พวกเขาปล่อยทิ้งเอาไว้ให้เผชิญกับชะตากรรมจะเติบโตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้
‘ถ้าข้ารู้ว่าวันนี้จะมาถึงละก็ ข้าไม่มีทางทำผิดพลาดโดยการทิ้งเขาเด็ดขาด’
ตอนนี้ซ่งจิงลู่รู้สึกเสียใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วเขาทิ้งได้เพชรเม็ดนี้ไปจากมืออย่างน่าเสียดาย
ตอนยังเด็กซ่งไป่หลางไม่ได้แสดงสัญญาณของความเป็อัจฉริยะออกมาเลยตรงกันข้ามเขาอ่อนแอและยังไร้ค่าสุดๆ แม้แต่คนที่ธรรมดาที่สุดก็ยังแข็งแกร่งกว่าและมีแนวโน้มที่จะพัฒนามากกว่า
ซ่งจิงลู่มีความลับบางอย่างเขาและฮูหยินไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ และซ่งไป่หลางก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของพวกเขาแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างพวกเขาจำเป็ต้องรับเลี้ยงเด็กคนนี้นั่นจึงเป็เหตุผลที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับซ่งไป่หลางมากนัก
‘ตอนแรกที่ได้รับเลี้ยงเขาข้าเชื่อว่าเขาจะต้องมีพร์สูงมากแน่ๆ แต่พอรู้ว่ามันผิดข้าจึงไม่สนใจเขาอีกใครจะรู้ว่าพร์นั้นจะมาะเิออกตอนนี้’ ซ่งจิงลู่มีสีหน้าเ็ปเมื่อหวนนึกถึงอดีต
“เป็ไปได้ยังไงกัน” แม้แต่ซ่งเจี่ยยังมีสีหน้าซีดขาวต่อให้ถูกผนึกพลังแต่ซ่งจวินนั้นมีระดับฝีมือเทียบเท่ากับเขาเชียวนะต่อให้เป็ซ่งเจียหลานก็ตามถ้ามีระดับพลังขั้นหนึ่งเที่ยงแท้เท่ากันซ่งเจียหลานก็ไม่มีทางเอาชนะซ่งจวินได้แต่ซ่งไป่หลางกลับทำได้ง่ายๆทั้งที่ระดับต่ำกว่า
‘หากปล่อยมันเอาไว้ตำแหน่งอัจฉริยะอันดับหนึ่งของหลานเอ๋อจะต้องหลุดลอยไปแน่’
ตอนนี้อำนาจในตระกูลของซ่งเจี่ยนับได้ว่าโดดเด่นเหนือผู้ใดเพราะบุตรสาวที่ยอดเยี่ยมของเขายึดครองอันดับหนึ่งในบรรดาคนรุ่นใหม่แต่ทันทีที่ซ่งไป่หลางผงาดขึ้นมาตำแหน่งนั้นได้สลายหายไปอำนาจของเขาก็สั่นคลอนอย่างร้ายแรงด้วยเช่นกัน
‘ข้าต้องจัดการกับมันั้แ่ตอนที่ยังมีโอกาส’ ดวงตาของซ่งเจี่ยฉายแววอำมหิต
ยังไงก็ตามซ่งเจี่ยไม่สามารถลงมือได้ง่ายๆซ่งไป่หลางในเวลานี้โดดเด่นเกินไป ได้รับความสนใจจากคนทั้งตระกูลอีกทั้งยังได้รับการปกป้องจากทั้งผู้าุโจางจากนิกายบัว์นอกจากนี้ยังมีซ่งิที่ดูเหมือนจะสนับสนุนซ่งไป่หลางจนยอมมีปัญหากับซ่งจวินทั้งหมดนี้ทำให้ซ่งเจี่ยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงมือ
“พาตัวซ่งจวินไป” ซ่งหงเฉินสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ร่างของซ่งจวินถูกหามออกไปนอกเรือนระหว่างนั้นคนอื่นๆถูกสั่งให้แยกย้ายกันออกไปท้ายที่สุดภายในเรือนเหลือเพียงซ่งไป่หลางซ่งจิงลู่และฮูหยินรวมไปถึงซ่งหงเฉินเท่านั้น
“หลางเอ๋อ เ้ากลับมาที่ตระกูลมีธุระอะไรสำคัญหรือไม่” ซ่งหงเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ข้าได้ยินจากซ่งเจียหลานว่าบิดามารดาของข้าถูกควบคุมตัวดังนั้นจึงเดินทางกลับมาเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ได้รับความเดือดร้อน” ซ่งไป่หลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็าแม้แต่กับซ่งหงเฉินเขาก็ไม่คิดจะผูกมิตรมากนัก
ซ่งหงเฉินไม่สนใจท่าทีเย่อหยิ่งของเขา“โอ้หลางเอ๋อจงอย่าได้กังวลบิดามารดาของเ้านับว่ามีคุณความชอบให้กำเนิดอัจฉริยะเช่นเ้าขึ้นมาพวกเขาย่อมไม่มีทางได้รับความยากลำบาก”
‘ตาแก่เ้าเล่ห์ถึงแม้เ้าจะไม่ได้สร้างความลำบากต่อพวกเขาแต่เ้าก็จงใจดึงพวกเขาเอาไว้ใกล้ๆตัวเพื่อให้แน่ใจว่าข้าจะไม่หักหลังต่อตระกูล’ซ่งไป่หลางคิดในใจ
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีความ้าที่จะก่อเื่กับตระกูลซ่งตราบใดที่ตระกูลซ่งไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเขาก่อน
“ท่านประมุขพูดเช่นนี้ข้าก็สบายใจขอฝากท่านช่วยดูแลบิดามารดาของข้าด้วย หลังจากนี้ข้าคงไม่อาจกลับมาที่ตระกูลได้อีกสักพักอย่างน้อยก็จนกว่าจะจบการประลองสิบนภา”
อันที่จริงซ่งไป่หลางไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเดินทางกลับมายังตระกูลอีกแม้ว่าการประลองสิบนภาจะจบลงไปแล้วก็ตามภายใต้การแนะนำดูแลของเซี่ยหยางเด็กหนุ่มตั้งใจที่จะฝึกฝนตนเองจนพลังทะลุไปถึงขอบเขตเที่ยงแท้ขั้นสูงสุดและทะยานไปสู่ขอบเขตขั้นเหนืุ์ หลังจากนั้นแคว้นสิบนภาก็จะไม่มีความสำคัญสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
‘ข้าทำให้พวกเขาได้เปลี่ยนฐานะความเป็อยู่เท่านี้ก็เท่ากับว่าได้ตอบแทนพวกเขาแล้ว จากนี้ไปข้าจะไม่มีสิ่งใดติดค้างในใจอีก’
ซ่งหงเฉินตอบรับที่จะช่วยดูแลซ่งจิงลู่และฮูหยินเป็อย่างดีนอกจากนี้เขายังเป็ห่วงว่าซ่งไป่หลางอาจจะถูกลอบทำร้ายจากบุตรชายของตนซ่งจวินและซ่งเจี่ยเป็คนเช่นไรเขาย่อมรู้ดี ดังนั้นจึงออกคำสั่งให้ผู้าุโของตระกูลที่มีพลังระดับสามเที่ยงแท้คนหนึ่งคุ้มครองซ่งไป่หลางเดินทางกลับไปยังนิกาย
ข่าวลือของซ่งไป่หลางแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วแม้แต่อัจฉริยะจากตระกูลอื่นๆยังได้ยินชื่อเสียงของเขาและจดจำเอาไว้ในใจอัจฉริยะคนใหม่ของตระกูลซ่งที่สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งระดับหนึ่งเที่ยงแท้ แม้แต่คนของตระกูลเทียนที่เป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ก็ยังให้ความสนใจและพยายามทาบทามเขาผ่านการหมั้นหมายอย่างไรก็ตามซ่งไป่หลางได้ปฏิเสธทุกคนและเก็บตัวฝึกฝนอย่างเงียบงันในนิกายบัว์
นอกจากชื่อเสียงที่โด่งดังภายในเมืองแล้วแม้แต่ในนิกายเองชื่อเสียงของซ่งไป่หลางก็ยิ่งโด่งดังไปอีกหลายขั้นซ่งเจียหลานไม่กล้าแม้แต่จะกลับมาท้าทายซ่งไป่หลางหลังจากถูกบิดาของนางกำชับอย่างจริงจังอย่างไรก็ตามนางยังคงหาวิธีสร้างปัญหาให้กับซ่งไป่หลางเป็ระยะทว่าภายใต้การจัดการของผู้าุโจางยังมีผู้ใดสามารถก่อปัญหาให้กับเขาได้กัน?
แม้แต่ในบรรดาศิษย์สายในคนที่มีโอกาสได้พบเจอกับซ่งไป่หลางนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อยนอกจากการเก็บตัวสร้างรากฐานศักดิ์สิทธิ์แล้วซ่งไป่หลางได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการออกล่าสัตว์ปีศาจในเขตเทือกเขาต้องห้ามเพื่อสะสมทรัพยากรและฝึกฝนตัวเองในที่สุดหลังจากผ่านไปนับเดือนพลังของซ่งไป่หลางได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับเก้าก่อกำเนิดทั้งยังมีระดับความบริสุทธิ์ที่สูงส่งอย่างยิ่ง
“ยังเหลือเวลาอีกสองเดือนก่อนที่การประลองสิบนภาจะมาถึงตอนนี้รายชื่อของศิษย์หลักค่อนข้างเป็ที่แน่นอนแล้ว นอกจากในบรรดาอัจฉริยะที่เคยตำแหน่งเดิมสี่คนยังมีอัจฉริยะคนใหม่ถือกำเนิดขึ้น”
“ศิษย์น้องฉินจีเพิ่งเข้ามาเป็ศิษย์สายในได้ไม่นานทว่ากลับฝึกฝนอย่างรวดเร็วทั้งยังมีความเข้าใจในศาสตร์วิชานิกายที่ลึกซึ้งนอกจากนี้ด้วยพร์ที่สามารถใช้พลังได้ถึงสามธาตุทำให้นางก้าวมาเป็อันดับต้นๆของศิษย์สายในอย่างรวดเร็ว”
ศิษย์หลักห้าอันดับแรกอันดับหนึ่งคือจูเหวิน พลังฝึกตนอยู่ที่ขั้นสี่เที่ยงแท้ ทว่าด้วยอายุที่เกือบจะแตะถึงสี่สิบทำให้นี่จะกลายเป็การประลองสิบนภาครั้งสุดท้ายของเขา
อันดับสองคืออู๋หลิวหลังจากเผาผลาญทรัพยากรจำนวนมากพลังฝึกตนของเขาพัฒนาจนถึงระดับสี่เที่ยงแท้เช่นกันนับว่าเป็อัจฉริยะที่มีพลังขั้นสี่เที่ยงแท้ที่อายุน้อยที่สุดในนิกาย เขาเป็ดั่งอนาคตของนิกายบัว์และถูกคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุถึงระดับเหนืุ์ได้ก่อนอายุหนึ่งร้อยปี
อีกสองคนต่อมาคือฟงซุ่ยอัจฉริยะจากตระกูลฟงซึ่งเป็ตระกูลของเ้าเมือง อายุของเขามากกว่าอู๋หลิวอยู่เล็กน้อยและพลังฝึกตนอยู่ที่ระดับสามเที่ยงแท้ความอัจฉริยะของเขายังด้อยกว่าอู๋หลิวแต่ก็นับว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับศิษย์คนอื่นๆ
อันดับสี่ก็คือเทียนเจินเขามีอายุสามสิบห้าปีนับว่าใกล้จะพ้นสภาพการเป็ศิษย์อยู่มากแต่เขาก็มีพลังถึงระดับสามเที่ยงแท้เช่นกัน
อันดับห้าเดิมทีเคยเป็ของซ่งหูเหยียนที่มีระดับพลังขั้นสามเที่ยงแท้และมีอายุประมาณสามสิบปลายๆทว่าหลังจากที่เริ่มมีการประลองชิงอันดับเขาได้พ่ายแพ้และถูกยึดอันดับห้าไปทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมประลองอย่างไรก็ตามเขากำลังพยายามพัฒนาตัวเองอย่างเร่งรีบเพื่อที่จะกลับมาชิงตำแหน่งคืนอีกครั้ง
และอันดับที่ห้าคนใหม่ก็คือฉินจีภายใต้การสนับสนุนของผู้าุโจางนางใช้ทรัพยากรจำนวนมากและการฝึกที่พิเศษทำให้พลังของนางพุ่งทะยานมาจนถึงระดับสามเที่ยงแท้ด้วยอายุที่น้อยที่สุดอีกทั้งด้วยการช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆของซ่งไป่หลางนางมีความเข้าใจวิชาต่างๆสูงกว่าศิษย์หลักคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
แม้เหล่าศิษย์หลักจะมีศักยภาพที่น่าจับตามองเพียงใดทว่าตำแหน่งของพวกเขาล้วนมีความค่อนข้างแน่นอนและยากที่จะเปลี่ยนแปลงจึงทำให้ผู้คนไม่ให้ความสนใจนักเทียบกันแล้วการชิงตำแหน่งของศิษย์สายในกลับรุนแรงยิ่งกว่า
สามอันดับสุดท้ายของศิษย์สายในมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากการประลองที่เกิดขึ้นในทุกๆวันมีเพียงอันดับหนึ่งคือซ่งเจียหลานและอันดับสองคือฟงหยูซิงเท่านั้นที่สามารถยึดครองอันดับได้อย่างเหนียวแน่นและแทบไม่มีใครกล้าท้าประลอง
อย่างไรก็ตามภายใต้การชิงตำแหน่งอันดุเดือดนี้คนที่ได้อันดับห้านั้นสามารถตระหนักได้ว่าตนเองไร้ซึ่งความหวังตราบใดที่อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของศิษย์สายใน้าตำแหน่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
“ข้าได้ยินว่าเขาสามารถเอาชนะระดับหนึ่งเที่ยงแท้ได้ตอนที่มีพลังระดับแปดก่อกำเนิดแม้หลายคนจะบอกว่าตระกูลซ่งจงใจสร้างข่าวลือทว่าข่าวลือนี้ซ่งจวินเองก็ได้รับความเสียหายข้าไม่คิดว่าซ่งหงเฉินจะโหดร้ายกับลูกชายของเขาขนาดนั้น”
“ตอนนี้เขามีพลังระดับเก้าก่อกำเนิดแล้วใครจะรู้ว่าพลังต่อสู้ของเขาตอนนี้สูงส่งขนาดไหนต่อให้เป็อันดับหนึ่งอย่างซ่งเจียหลานแต่นางก็มีพลังเพียงระดับหนึ่งเที่ยงแท้เช่นกันถ้าซ่งไป่หลาง้าอันดับหนึ่งย่อมเป็ของเขา”
แม้จะมีข่าวลือเกิดขึ้นมากมายทว่าซ่งไป่หลางกลับหายตัวไปอย่างลึกลับมีบางคนเอ่ยว่าได้พบเจอกับเงาของเขาที่ปรากฏตัวขึ้นในเขตเทือกเขาต้องห้ามบางคนยังอ้างว่าเห็นเขาสังหารสัตว์ปีศาจระดับสอง ซ่งไป่หลางออกล่าตามลำพังและคบหากับคนเพียงไม่กี่คนภายใต้ชื่อเสียงที่พุ่งทะยานขึ้นตลอดเวลาในที่สุดใครบางคนได้ขนานนามของเขาว่า ‘อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยว’