อัจฉริยะพลิกโลก

    ตอนที่ 39 รักษา


    "ว่าไงนะ! รักษาได้?" 

    จอห์นอุทานออกมาหลังจากได้ฟังโดมินิคพูด

    "ใช่ หายขาดด้วย" โดมินิคตอบ

    จอห์นพอได้ยินก็ถึงกับยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา

    ตั้งแต่รู้ว่าพ่อตนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเขาก็กังวลใจตลอดมา เมื่อได้ยินว่ารักษาได้จึงดีใจจนน้ำตาไหล

    "ยังมีอีกเรื่อง หลังพ้นตำแหน่ง ฉันจะเลิกเล่นการเมืองและมาทำงานทีนี่แทน"

    โดมินิคพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง เขาแทบรอให้หมดสมัยไม่ได้ด้วยซ้ำ

    "พ่อ...ถูกนายฟีเรสนั่นบังคับหรือเปล่า" จอห์นถามกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด คิดว่าเฟรีสเอาเรื่องเจ็บป่วยมาบีบพ่อของตัวเอง

    ผลตอบรับคือมะเหงกสองลูกติดกัน ทำให้เขาถึงกับกุมหัวด้วยความเจ็บปวด

    "แกเคยเห็นฉันถูกคนอื่นบังคับ?" โดมินิคถามอย่างเคืองๆ

    "แม่ไง" จอห์นไม่ยอมแพ้

    โป๊ก!

    สุดท้ายก็โดนเขกเพิ่มอีกจนได้

    "นั่นฉันเต็มใจโว้ย" 

    โดมินิคแก้ตัว แต่กลับไม่กล้าสบตาเจ้าลูกชาย

    คนในครอบครัวต่างรู้ดีว่าเสือเฒ่ากลัวภรรยาเป็นที่สุด เพียงแต่ตอนนี้เธอได้เสียชีวิตไปแล้ว                    

    ----------

    ช่วงค่ำวันเดียวกัน

    เฟรีสได้มอบหมายให้แอนโทนี่พาคณะแขกและพวกเด็กๆ เที่ยวในโลกเสมือน จุดประสงค์คือเพื่อให้เด็กๆ รู้จักเพื่อนใหม่อย่างแคโรไลน์

    ชายหัวล้านดีใจออกหน้าออกตาอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าเมื่อจบทัวร์จะถูกยึดเงินและทุกอย่างคืนไปก็ตาม แต่คราวนี้เจ้าตัวได้วางแผนไว้แล้ว 

    เขาจะพาทั้งหมดไปทานอาหารที่แพงที่สุดแทน ยึดคืนได้ก็ให้รู้ไปสิ!

    ระหว่างการท่องเที่ยวจอห์นกับซาร่าได้คอยสังเกตลูกสาวอยู่ตลอดเวลา พอเห็นว่าเธอเข้ากับเด็กคนอื่นได้ดีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นไม่น้อย

    พวกเขายังสังเกตอีกว่าเด็กแต่ละคนดูฉลาดเกินวัยไปมากอีกด้วย จอห์นจึงได้แอบทดสอบโจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ ระดับมัธยมปลายกับเด็กอ้วนคนหนึ่ง

    ผลปรากฎว่าเจ้าอ้วนนั่นใช้เวลาคิดแค่ไม่ถึง 10 วินาที เร็วกว่าเขาเสียอีก เรื่องนี้ทำให้สองสามีภรรยาอดทึ่งไม่ได้ 

    ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะว่าเรื่องเรียนของลูกสาวเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งสองจึงแอบเลียบๆ เคียงๆ ถามเกี่ยวกับตัวตนของเฟรีสจากพวกเด็กๆ ดูว่าเขาเป็นคนเช่นไร

    ปรากฎว่าคำตอบที่ได้ถ้าเฟรีสได้ยินก็คงน้ำตาตกในแน่ๆ

    ในสายตาพวกเด็กครูใหญ่ของพวกเขาเป็นพวกเปิ่นๆ และชอบทำซุ่มซ่ามอยู่เสมอ

    ที่เอามาล้อกันสนุกปากก็คือเขามักเผลอทำเนกไทตกลงในถ้วยซุปบ่อยครั้งเวลาทานอาหาร (ในโลกเสมือน)

    ด้วยเหตุนี้เด็กๆ จึงมักแกล้งสั่งซุปมาให้เขาทานและก็แอบไปหัวเราะคิกคักกัน 

    พอพูดถึงชายคนนี้เมื่อไร พวกเด็กก็มักจะเล่าเรื่องของเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มเสมอ

    ในสายตาคนอื่นอาจมองว่านี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย

    แต่จอห์นซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองกลับมองอีกอย่าง เท่าที่สังเกตมาสักพักเขาก็สรุปได้ทันทีว่าเด็กทุกคนรักเฟรีสมาก และเจ้าตัวเองก็รักลูกศิษย์มากด้วยเช่นกัน

    คนระดับนี้มีหรือที่ปล่อยให้เนกไทตัวเองตกในถ้วยหลายครั้ง เขาก็แค่อยากให้พวกเด็กน้อยสนุกสนานกันเท่านั้นเอง 

    ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากตามโรงเรียนต่างๆ ในปัจจุบัน ขนาดโรงเรียนชื่อดังของแคโรไลน์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็ยังไม่ขนาดนี้เลย 

    "ซาร่า ผมตัดสินใจแล้วว่าจะให้แคลี่เรียนที่นี่ คุณคิดยังไง?" จอห์นปรึกษาภรรยาคนสวยด้านข้าง

    หลังจากหารือกันเสร็จ ทั้งสองก็ตกลงว่าจะลาออกจากงานเดิมแล้วมาทำงานกับเฟรีสแทน และหาซื้อบ้านสักหลังใกล้กับโรงเรียน 

    ส่วนเรื่องเงิน ต่อให้เฟรีสไม่รับเข้าทำงาน สำหรับตระกูลเศรษฐีใหญ่แค่นั่งกินนอนกินเฉยๆ ยังไงก็ไม่หมดอยู่แล้ว

    -----------

    เช้าวันถัดมา

    [ขอให้ทุกคนมารวมตัวที่ห้องพยาบาลชั้นสอง ย้ำว่าทุกคน!]

    เสียงเฟรีสดังก้องไปทั่วทั้งอาคาร น้ำเสียงที่จริงจังบ่งบอกถึงความสำคัญของการเรียกรวมตัวได้เป็นอย่างดี

    ไม่กี่นาทีต่อมา โจนาธานและเซซาเรียก็ได้มาถึงห้องพยาบาลเป็นคู่แรก 

     

    วันนี้ทั้งคู่ตั้งใจมาเยี่ยมลูกชายบุญธรรมตามปกติ แต่พอได้ยินประกาศจึงตัดสินใจแวะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่


    ทั้งคู่เลือกนั่งตรงมุมห้องเงยหน้ามองเด็กๆ และแขกที่เริ่มทยอยเดินเข้ามา บรรยากาศคึกคักขึ้นด้วยเสียงจอแจของพวกตัวน้อย

    ทันใดนั้น ก็มีชายชราท่าทางสง่างามในชุดสูทเรียบหรู เดินเข้ามาพร้อมคณะผู้ติดตาม 

    เมื่อได้เห็นโจนาธานและเซซาเรียก็ถึงกับชะงัก ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตะลึงเมื่อจำได้ว่านั่นคือประธานาธิบดีแห่งไอโนวา

    ก่อนที่ทั้งคู่จะตั้งตัวทัน โดมินิคก็หันมาทางพวกเขา สายตาคมกริบแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น 

    จากนั้นชายชราก็ก้าวตรงมาพร้อมกล่าวทักทาย 

    "สวัสดี คุณโจนาธานและคุณนายฟรีแมน"

    "สวัสดีครับ เอ่อ…ท่านรู้จักพวกเราได้ยังไง...?" โจนาธานถามด้วยความสงสัย เขาเป็นแค่ตำรวจตัวเล็กๆ ส่วนภรรยาก็เป็นหมอธรรมดาๆ ตามหลักแล้วตัวตนระดับนี้คงไม่เสียเวลาปรายมองมาด้วยซ้ำ

    "พวกเธอเป็นผู้ปกครองของเจ้าหนูนั่น" โดมินิคพยักพเยิดไปยังเด็กชายที่กำลังทำหน้าบูดเบื่อโลก

    "รัฐบาลไอโนว่าตกลงมอบสัญชาติให้ผู้ปกครองและเด็กทุกคนที่เรียนที่นี่ และฉันก็เป็นคนเซ็นอนุมัติเองกับมือ จะไม่รู้จักพวกเธอได้ยังไง ถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณครูใหญ่ของลูกเธอเถอะ เพราะเขาเป็นคนเสนอมา"


    "แล้วจะส่งเอกสารมาให้ทีหลังนะ" โดมินิคกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนเดินไปหาหุ่นตัวแทนของเฟรีสที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง

    สองสามีภรรยาได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ อยู่ดีๆ ก็ได้สัญชาติประเทศที่ผู้คนทั่วโลกใฝ่ฝันมาแบบงงๆ

    "เอาล่ะ! ฟังให้ดี" เฟรีสประกาศเสียงดังผ่านหุ่นยนต์

    "วันนี้ ผมจะฉีดสิ่งที่เรียกว่า "นาโนบอท" รุ่นพิเศษให้แก่ทุกคน สำหรับผู้ที่สงสัยว่ามันคืออะไร อธิบายให้ง่ายที่สุดก็คือยาอายุวัฒนะที่ทุกคนฝันถึงนั่นแหละ" 

    เมื่อนาโนบอทเข้าสู่ร่างกาย พวกมันจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แม้กระทั่งเซลล์ที่เสื่อมสภาพทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้นมาก"

    พออธิบายจบ เด็กๆ ต่างก็ถกแขนเสื้อขึ้นพร้อมฉีดทันที แต่สำหรับพวกผู้ใหญ่ นอกจากโดมินิคกับชายหัวล้าน(แอนโทนี่)แล้วกลับมีสีหน้าลังเล

    ก็ไม่แปลก เพราะใครจะยอมให้ฉีดสารแปลกปลอมเข้าร่างกายโดยไม่สงสัยบ้างล่ะ?

    “นาโนบอทรุ่นนี้รักษาเร็วกว่ารุ่นทั่วไปถึงสามเท่าด้วยนะ พลาดแล้วพลาดเลยบอกไว้ก่อน” เฟรีสกระตุ้นพวกที่ยังลังเล

    "หนู! ฉัน! ผม!" เด็กๆ ที่เชื่อมั่นในเฟรีสสุดหัวใจต่างตะโกนแย่งกัน รวมถึงเสียงของแอนโทนี่และโดมินิคด้วย

    "อะแฮ่ม...ในเวลาแบบนี้ผู้อาวุโสต้องมาก่อนสิ" โดมินิคพูดจบก็ก้าวฉับๆ แซงทุกคนไปนั่งบนเก้าอี้พยาบาลเรียบร้อย

    "พ่อ! ถ้าจะฉีด ผมขอเป็นคนแรก เราไม่รู้ว่ามันปลอดภัยหรือมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง" จอห์นคัดค้าน ด้วยสัญชาตญาณของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง เขาจึงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ

    "ไม่ต้องเป็นห่วงไป เทคโนโลยีนี้ไม่มีอันตรายและก็มีคนเคยใช้มาแล้ว" เฟรีสในคราบหุ่นกล่าว ก่อนชี้ไปที่เซซาเรีย

    "คุณนายฟรีแมนครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบ ก่อนหน้านี้ผมบังคับโดรนผ่านอุทยานกรีนไฮ เห็นคุณได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก จึงถือวิสาสะฉีดนาโนบอทให้" เฟรีสโกหก

    "ถึงว่าสิ...ตกจากที่สูงขนาดนั้นแต่กลับหายดีในไม่กี่วัน ฉันจะโทษคุณได้ยังไง ต้องขอบคุณด้วยซ้ำ" เซซาเรียลุกขึ้นจับมือเฟรีสพร้อมกับเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง

    “แต่….ยังไม่ได้ผ่านองค์การอนามัยโลกเลยนะ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล

    กับคนเหล่านี้ถ้าไม่มีใบรับรองจากองค์กรสากลก็ยากที่พวกเขาจะเชื่อ

    "พอแล้ว! หุบปากเดี๋ยวนี้ น่ารำคาญ! ไอ้หนุ่ม ฉีดเลย เร็ว!" โดมินิคตวาดด้วยความหงุดหงิด

    แค่ปล่อยไว้ อีกแค่ไม่กี่เดือนร่างเหี่ยวๆ ของเขาก็คงได้ไปนอนที่โลงอยู่แล้ว การที่คนอื่นมาห่วงว่าเฟรีสจะทำร้ายตนนั้นช่างน่าขันสิ้นดี

    เฟรีสยกยิ้มให้ชายชราเงียบๆ คุยกับคนฉลาดเหมือนกันมันง่ายกว่าเยอะ จากนั้นเขาก็หยิบเครื่องมือคล้ายกับปากกาขึ้นมาและฉีดสารสีส้มเข้าไปที่แขนของโดมินิค

    "รอ 15 นาที เมื่อถึงตอนนั้น พวกคุณที่ยังลังเลอยู่ก็จะได้เห็นเอง" เฟรีสกล่าว

    จอห์นและซาร่ากอดแคโรไลน์ไว้แน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล 


    "แค่ก!…อ๊อก เฮือก!?!" หลังจากครบ 15 นาที โดมินิคก็ไอชุดใหญ่พร้อมกับกระอักเลือดออกมากองโต

    บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหมดต่างชักปืนออกมาทันที แต่ก่อนที่จะมีอะไรมากไปกว่านั้น เสียงตวาดดังลั่นก็หยุดพวกเขาไว้เสียก่อน

    "หยุด! หยุดโว้ย! ฉันดีขึ้นแล้ว!" ชายชราพูดออกมาด้วยความโมโหพร้อมกับเช็ดปากไปด้วย

    “เลือดนั่นคือเซลล์มะเร็งกับเนื้อร้ายบางส่วนที่ถูกขับออกมา นี่เป็นอาการปกติไม่ต้องกังวล ถ้าไม่เชื่อก็ให้หมอของพวกคุณมาตรวจอีกครั้งก็ได้” เฟรีสกล่าวด้วยแววตาเรียบเฉย 

    จอห์นหันไปทางด้านหลังและพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทีมแพทย์ประจำตัวพร้อมเครื่องมือครบชุดก็เดินเข้ามา 

    หลังจากตรวจดูคร่าวๆเสร็จ พวกเขาก็แปลกใจไม่น้อย

    การหายใจของประธานาธิบดีเฒ่า จากที่เคยหอบเหนื่อยเพราะก้อนเนื้อมะเร็ง บัดนี้กลับดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ

    “ดีขึ้นมาก….แต่คงต้องตรวจอย่างละเอียดอีกที” หัวหน้าทีมแพทย์ตอบอย่างไม่มั่นใจ 

    ยาแค่เข็มเดียวก็ทำให้ดีขึ้นทันตาแบบนี้ เกิดมาเขาก็เพิ่งเคยเห็นจึงยากที่จะยอมรับได้

    “พอกันที! แล้วแต่พวกคุณเลย ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว เด็กๆ มาทางนี้" เฟรีสตอบกลับอย่างรำคาญ 

    เป้าหมายสำคัญคือการรักษาประธานาธิบดีเฒ่าก็ได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว คนอื่นอยากจะฉีดก็ช่างไม่อยากก็ตามใจ

    "รีบพาหลานฉันมาฉีดซะ เร็วเข้า! เสียเวลาจริงๆ ไม่เห็นหรือว่าเด็กๆ ต่อแถวรอแล้ว คิดว่าไอ้หนุ่มนั่นจะทำร้ายนักเรียนตัวเองหรือไง? เลิกโง่สักที" 

    หลังจากโดมินิคระเบิดอารมณ์ ชาวไอโนว่าทั้งหมดก็ยอมต่อแถวอย่างเงียบๆ

    --------------

    "เฟลี่กับลุงโทนี่ มาทางนี้" เฟรีสเอ่ยเรียกสองพ่อลูกที่เพิ่งรับการฉีดยาจากหุ่นพยาบาลเสร็จ

    "ครูจะรักษาใบหน้าให้เฟลี่นะ" เฟรีสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ

    "ฮึก..." เฟลิเซียน้ำตาคลอด้วยความดีใจจนพูดไม่ออก

    เพราะใบหน้าเป็นปมด้อยของเธอมากกว่าขาที่พิการเสียอีก

     

    “เอาล่ะ นอนนิ่งๆ แล้วหลับตาซะ ห้ามลืมตาเด็ดขาดเข้าใจไหม?”

    "อื้ม" เฟลิเซียพยักหน้าอย่างว่าง่ายพร้อมกับหลับตาลง 

    จากนั้นเฟรีส(ร่างหุ่น)ก็หยิบวัสดุคล้ายๆ กับก้อนแป้งนุ่มนิ่มสีขาวจากในกล่องแช่แข็งออกมา เขาบรรจงแปะมันลงบนใบหน้าเด็กหญิงทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย

    "ไม่ต้องตกใจ แปะเจ้านี่ไว้ 30 นาที จะรู้สึกเย็นๆ หน่อย ระหว่างนี้ก็หลับตาไว้ ห้ามแกะหรือลืมตาเด็ดขาด เข้าใจไหม?"

    หลังจากลูบใบหน้าสาวน้อยสองสามครั้ง ก้อนแป้งในตอนแรกก็เปลี่ยนไปดูคล้ายแผ่นมาสก์หน้าแทน เพียงแต่มันไม่มีช่องตรงตาเท่านั้น

    เฟลิเซียรู้สึกเย็นสบายมากจนเคลิ้มและหลับไปในที่สุด ที่จริงแล้วความเย็นนั้นมาจากยาชาที่นาโนบอทปล่อยออกมา 

    ส่วนอาการเคลิ้มเกิดจากยานอนหลับผสมกับยาสลบ หากไม่มีสองสิ่งนี้ รับรองว่าคงเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแน่นอน

    สาเหตุเพราะนาโนบอทบนแผ่นมาสก์กำลังทำลายผิวหนังที่เป็นแผลเป็นอยู่ ซึ่งถ้าหากถอดมันออกตอนนี้ก็จะพบว่าใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเลือดเนื้อเละเทะจนน่าตกใจ

    เนื่องจากแผลเป็นของเด็กหญิงถูกปล่อยทิ้งไว้มาเป็นระยะเวลานาน

    การจะรักษามีทางเดียวคือต้องทำลายแผลเดิมออกแล้วจึงค่อยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้น โดยทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน

    ซึ่งระหว่างที่ยังอยู่ในกระบวนการนี้ นาโนบอทก็จะจำลองตัวเองเป็นเซลล์ผิวชั่วคราวไปก่อน เมื่อผิวหนังจริงถูกสร้างขึ้นมาเรียบร้อย มันถึงจะไปทำหน้าที่อื่นต่อไป

    "เฟลี่ ไม่มีปัญหาแล้ว ต่อไปก็ลุงโทนี่ ขาลุงน่ะต้องเฉือนทิ้งแล้วต่อใหม่นะ" เฟรีสพูดพร้อมกับแสยะยิ้ม ไม่นุ่มนวลเหมือนตอนคุยกับเด็กหญิง

    แอนโทนี่หน้าซีดทันที เขากลัวเจ็บเป็นที่สุด แค่ฉีดยาก็แทบทนไม่ไหวแล้ว พอได้ยินว่าต้องโดนเฉือนเนื้อก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม

    "อย่าทำหน้าแบบนั้น มันไม่เจ็บหรอก และก็ยังไม่ใช่วันนี้ เคสของลุงต้องรอก่อน เอาล่ะ ยื่นขามา ผมจะเก็บเนื้อเยื่อไปเพาะ"

    หลักการเดียวกับใบหน้าของเฟลิเซีย แผลของแอนโทนี่ปิดสนิทแล้ว การรักษาจะต้องเปิดแผลใหม่ขึ้น 

    ส่วนที่ต้องรอเพราะขาข้างที่ขาดยังไม่พร้อม เขาต้องเก็บเนื้อเยื่อไปเพาะก่อน ซึ่งมันต้องใช้เวลาสักพัก

    ด้วยเทคโนโลยีของเฟรีส การปลูกถ่ายอวัยวะจากเซลล์ต้นกำเนิดถือเป็นเรื่องไม่ยากเลย เมื่อทุกอย่างพร้อมเขาก็แค่ต่อมันเข้าไปใหม่ด้วยนาโนบอท

    ในยุคอนาคต การโคลนมนุษย์นั้นแม้จะสามารถทำได้ แต่ก็ถูกห้ามไว้ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม 

    และเพื่อป้องกันความวุ่นวาย จึงได้มีกฎหมายว่าด้วยการโคลนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงสติปัญญาขึ้นมาพร้อมกับบทลงโทษที่รุนแรง 

    แต่ทั้งนี้ไม่รวมไปถึงการโคลนอวัยวะเฉพาะส่วนซึ่งสามารถทำได้

    -------------------------------------

    เวลาผ่านไป เมื่อเด็กคนสุดท้ายฉีดนาโนบอทเสร็จ และหุ่นพยาบาลก็กำลังเริ่มทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้

    ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงแหลมเล็กดังจากตรงมุมห้อง

    "เฮ้! ฉันยังไม่ได้ฉีดเลยนะ"

    "เหวอ!"

    "ตัวบ้าอะไรวะ!"

    "ปกป้องท่านประธานาธิบดีเร็ว!" 

    เมื่อเจ้าตัวกลมเผยตัว ความโกลาหลก็บังเกิด บรรดาเจ้าหน้าที่พากันควักปืนออกมาอีกครั้ง

    ตั้งแต่ได้ยินประกาศคำว่า "ทุกคน" กูอีก้าก็รีบกลิ้งมายังห้องพยาบาลและก็รออยู่นานแล้ว 

    ด้วยความรีบร้อน ทำให้เขาลืมใส่ชุดสูทและก็ดันไปอยู่ข้างลูกบาสเกตบอลที่เด็กๆ ถือติดมือมาด้วย ด้วยความกลมเหมือนกัน ทุกคนจึงไม่ทันสังเกตเห็น

    "ปู่ ช่วยอธิบายแทนผมด้วย" เฟรีสพูดอย่างเหนื่อยใจ