"ว่าไงนะ! รักษาได้?"
จอห์นอุทานออกมาหลังจากได้ฟังโดมินิคพูด
"ใช่ หายขาดด้วย" โดมินิคตอบ
จอห์นพอได้ยินก็ถึงกับยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา
ตั้งแต่รู้ว่าพ่อตนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเขาก็กังวลใจตลอดมา เมื่อได้ยินว่ารักษาได้จึงดีใจจนน้ำตาไหล
"ยังมีอีกเรื่อง หลังพ้นตำแหน่ง ฉันจะเลิกเล่นการเมืองและมาทำงานทีนี่แทน"
โดมินิคพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง เขาแทบรอให้หมดสมัยไม่ได้ด้วยซ้ำ
"พ่อ...ถูกนายฟีเรสนั่นบังคับหรือเปล่า" จอห์นถามกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด คิดว่าเฟรีสเอาเรื่องเจ็บป่วยมาบีบพ่อของตัวเอง
ผลตอบรับคือมะเหงกสองลูกติดกัน ทำให้เขาถึงกับกุมหัวด้วยความเจ็บปวด
"แกเคยเห็นฉันถูกคนอื่นบังคับ?" โดมินิคถามอย่างเคืองๆ
"แม่ไง" จอห์นไม่ยอมแพ้
โป๊ก!
สุดท้ายก็โดนเขกเพิ่มอีกจนได้
"นั่นฉันเต็มใจโว้ย"
โดมินิคแก้ตัว แต่กลับไม่กล้าสบตาเจ้าลูกชาย
คนในครอบครัวต่างรู้ดีว่าเสือเฒ่ากลัวภรรยาเป็นที่สุด เพียงแต่ตอนนี้เธอได้เสียชีวิตไปแล้ว
----------
ช่วงค่ำวันเดียวกัน
เฟรีสได้มอบหมายให้แอนโทนี่พาคณะแขกและพวกเด็กๆ เที่ยวในโลกเสมือน จุดประสงค์คือเพื่อให้เด็กๆ รู้จักเพื่อนใหม่อย่างแคโรไลน์
ชายหัวล้านดีใจออกหน้าออกตาอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าเมื่อจบทัวร์จะถูกยึดเงินและทุกอย่างคืนไปก็ตาม แต่คราวนี้เจ้าตัวได้วางแผนไว้แล้ว
เขาจะพาทั้งหมดไปทานอาหารที่แพงที่สุดแทน ยึดคืนได้ก็ให้รู้ไปสิ!
ระหว่างการท่องเที่ยวจอห์นกับซาร่าได้คอยสังเกตลูกสาวอยู่ตลอดเวลา พอเห็นว่าเธอเข้ากับเด็กคนอื่นได้ดีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นไม่น้อย
พวกเขายังสังเกตอีกว่าเด็กแต่ละคนดูฉลาดเกินวัยไปมากอีกด้วย จอห์นจึงได้แอบทดสอบโจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ ระดับมัธยมปลายกับเด็กอ้วนคนหนึ่ง
ผลปรากฎว่าเจ้าอ้วนนั่นใช้เวลาคิดแค่ไม่ถึง 10 วินาที เร็วกว่าเขาเสียอีก เรื่องนี้ทำให้สองสามีภรรยาอดทึ่งไม่ได้
ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะว่าเรื่องเรียนของลูกสาวเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งสองจึงแอบเลียบๆ เคียงๆ ถามเกี่ยวกับตัวตนของเฟรีสจากพวกเด็กๆ ดูว่าเขาเป็นคนเช่นไร
ปรากฎว่าคำตอบที่ได้ถ้าเฟรีสได้ยินก็คงน้ำตาตกในแน่ๆ
ในสายตาพวกเด็กครูใหญ่ของพวกเขาเป็นพวกเปิ่นๆ และชอบทำซุ่มซ่ามอยู่เสมอ
ที่เอามาล้อกันสนุกปากก็คือเขามักเผลอทำเนกไทตกลงในถ้วยซุปบ่อยครั้งเวลาทานอาหาร (ในโลกเสมือน)
ด้วยเหตุนี้เด็กๆ จึงมักแกล้งสั่งซุปมาให้เขาทานและก็แอบไปหัวเราะคิกคักกัน
พอพูดถึงชายคนนี้เมื่อไร พวกเด็กก็มักจะเล่าเรื่องของเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มเสมอ
ในสายตาคนอื่นอาจมองว่านี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย
แต่จอห์นซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองกลับมองอีกอย่าง เท่าที่สังเกตมาสักพักเขาก็สรุปได้ทันทีว่าเด็กทุกคนรักเฟรีสมาก และเจ้าตัวเองก็รักลูกศิษย์มากด้วยเช่นกัน
คนระดับนี้มีหรือที่ปล่อยให้เนกไทตัวเองตกในถ้วยหลายครั้ง เขาก็แค่อยากให้พวกเด็กน้อยสนุกสนานกันเท่านั้นเอง
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากตามโรงเรียนต่างๆ ในปัจจุบัน ขนาดโรงเรียนชื่อดังของแคโรไลน์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็ยังไม่ขนาดนี้เลย
"ซาร่า ผมตัดสินใจแล้วว่าจะให้แคลี่เรียนที่นี่ คุณคิดยังไง?" จอห์นปรึกษาภรรยาคนสวยด้านข้าง
หลังจากหารือกันเสร็จ ทั้งสองก็ตกลงว่าจะลาออกจากงานเดิมแล้วมาทำงานกับเฟรีสแทน และหาซื้อบ้านสักหลังใกล้กับโรงเรียน
ส่วนเรื่องเงิน ต่อให้เฟรีสไม่รับเข้าทำงาน สำหรับตระกูลเศรษฐีใหญ่แค่นั่งกินนอนกินเฉยๆ ยังไงก็ไม่หมดอยู่แล้ว
-----------
เช้าวันถัดมา
[ขอให้ทุกคนมารวมตัวที่ห้องพยาบาลชั้นสอง ย้ำว่าทุกคน!]
เสียงเฟรีสดังก้องไปทั่วทั้งอาคาร น้ำเสียงที่จริงจังบ่งบอกถึงความสำคัญของการเรียกรวมตัวได้เป็นอย่างดี
ไม่กี่นาทีต่อมา โจนาธานและเซซาเรียก็ได้มาถึงห้องพยาบาลเป็นคู่แรก
วันนี้ทั้งคู่ตั้งใจมาเยี่ยมลูกชายบุญธรรมตามปกติ แต่พอได้ยินประกาศจึงตัดสินใจแวะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทั้งคู่เลือกนั่งตรงมุมห้องเงยหน้ามองเด็กๆ และแขกที่เริ่มทยอยเดินเข้ามา บรรยากาศคึกคักขึ้นด้วยเสียงจอแจของพวกตัวน้อย
ทันใดนั้น ก็มีชายชราท่าทางสง่างามในชุดสูทเรียบหรู เดินเข้ามาพร้อมคณะผู้ติดตาม
เมื่อได้เห็นโจนาธานและเซซาเรียก็ถึงกับชะงัก ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตะลึงเมื่อจำได้ว่านั่นคือประธานาธิบดีแห่งไอโนวา
ก่อนที่ทั้งคู่จะตั้งตัวทัน โดมินิคก็หันมาทางพวกเขา สายตาคมกริบแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
จากนั้นชายชราก็ก้าวตรงมาพร้อมกล่าวทักทาย
"สวัสดี คุณโจนาธานและคุณนายฟรีแมน"
"สวัสดีครับ เอ่อ…ท่านรู้จักพวกเราได้ยังไง...?" โจนาธานถามด้วยความสงสัย เขาเป็นแค่ตำรวจตัวเล็กๆ ส่วนภรรยาก็เป็นหมอธรรมดาๆ ตามหลักแล้วตัวตนระดับนี้คงไม่เสียเวลาปรายมองมาด้วยซ้ำ
"พวกเธอเป็นผู้ปกครองของเจ้าหนูนั่น" โดมินิคพยักพเยิดไปยังเด็กชายที่กำลังทำหน้าบูดเบื่อโลก
"รัฐบาลไอโนว่าตกลงมอบสัญชาติให้ผู้ปกครองและเด็กทุกคนที่เรียนที่นี่ และฉันก็เป็นคนเซ็นอนุมัติเองกับมือ จะไม่รู้จักพวกเธอได้ยังไง ถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณครูใหญ่ของลูกเธอเถอะ เพราะเขาเป็นคนเสนอมา"
"แล้วจะส่งเอกสารมาให้ทีหลังนะ" โดมินิคกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนเดินไปหาหุ่นตัวแทนของเฟรีสที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง
สองสามีภรรยาได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ อยู่ดีๆ ก็ได้สัญชาติประเทศที่ผู้คนทั่วโลกใฝ่ฝันมาแบบงงๆ
"เอาล่ะ! ฟังให้ดี" เฟรีสประกาศเสียงดังผ่านหุ่นยนต์
"วันนี้ ผมจะฉีดสิ่งที่เรียกว่า "นาโนบอท" รุ่นพิเศษให้แก่ทุกคน สำหรับผู้ที่สงสัยว่ามันคืออะไร อธิบายให้ง่ายที่สุดก็คือยาอายุวัฒนะที่ทุกคนฝันถึงนั่นแหละ"
เมื่อนาโนบอทเข้าสู่ร่างกาย พวกมันจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แม้กระทั่งเซลล์ที่เสื่อมสภาพทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้นมาก"
พออธิบายจบ เด็กๆ ต่างก็ถกแขนเสื้อขึ้นพร้อมฉีดทันที แต่สำหรับพวกผู้ใหญ่ นอกจากโดมินิคกับชายหัวล้าน(แอนโทนี่)แล้วกลับมีสีหน้าลังเล
ก็ไม่แปลก เพราะใครจะยอมให้ฉีดสารแปลกปลอมเข้าร่างกายโดยไม่สงสัยบ้างล่ะ?
“นาโนบอทรุ่นนี้รักษาเร็วกว่ารุ่นทั่วไปถึงสามเท่าด้วยนะ พลาดแล้วพลาดเลยบอกไว้ก่อน” เฟรีสกระตุ้นพวกที่ยังลังเล
"หนู! ฉัน! ผม!" เด็กๆ ที่เชื่อมั่นในเฟรีสสุดหัวใจต่างตะโกนแย่งกัน รวมถึงเสียงของแอนโทนี่และโดมินิคด้วย
"อะแฮ่ม...ในเวลาแบบนี้ผู้อาวุโสต้องมาก่อนสิ" โดมินิคพูดจบก็ก้าวฉับๆ แซงทุกคนไปนั่งบนเก้าอี้พยาบาลเรียบร้อย
"พ่อ! ถ้าจะฉีด ผมขอเป็นคนแรก เราไม่รู้ว่ามันปลอดภัยหรือมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง" จอห์นคัดค้าน ด้วยสัญชาตญาณของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง เขาจึงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
"ไม่ต้องเป็นห่วงไป เทคโนโลยีนี้ไม่มีอันตรายและก็มีคนเคยใช้มาแล้ว" เฟรีสในคราบหุ่นกล่าว ก่อนชี้ไปที่เซซาเรีย
"คุณนายฟรีแมนครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบ ก่อนหน้านี้ผมบังคับโดรนผ่านอุทยานกรีนไฮ เห็นคุณได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก จึงถือวิสาสะฉีดนาโนบอทให้" เฟรีสโกหก
"ถึงว่าสิ...ตกจากที่สูงขนาดนั้นแต่กลับหายดีในไม่กี่วัน ฉันจะโทษคุณได้ยังไง ต้องขอบคุณด้วยซ้ำ" เซซาเรียลุกขึ้นจับมือเฟรีสพร้อมกับเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
“แต่….ยังไม่ได้ผ่านองค์การอนามัยโลกเลยนะ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
กับคนเหล่านี้ถ้าไม่มีใบรับรองจากองค์กรสากลก็ยากที่พวกเขาจะเชื่อ
"พอแล้ว! หุบปากเดี๋ยวนี้ น่ารำคาญ! ไอ้หนุ่ม ฉีดเลย เร็ว!" โดมินิคตวาดด้วยความหงุดหงิด
แค่ปล่อยไว้ อีกแค่ไม่กี่เดือนร่างเหี่ยวๆ ของเขาก็คงได้ไปนอนที่โลงอยู่แล้ว การที่คนอื่นมาห่วงว่าเฟรีสจะทำร้ายตนนั้นช่างน่าขันสิ้นดี
เฟรีสยกยิ้มให้ชายชราเงียบๆ คุยกับคนฉลาดเหมือนกันมันง่ายกว่าเยอะ จากนั้นเขาก็หยิบเครื่องมือคล้ายกับปากกาขึ้นมาและฉีดสารสีส้มเข้าไปที่แขนของโดมินิค
"รอ 15 นาที เมื่อถึงตอนนั้น พวกคุณที่ยังลังเลอยู่ก็จะได้เห็นเอง" เฟรีสกล่าว
จอห์นและซาร่ากอดแคโรไลน์ไว้แน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล
"แค่ก!…อ๊อก เฮือก!?!" หลังจากครบ 15 นาที โดมินิคก็ไอชุดใหญ่พร้อมกับกระอักเลือดออกมากองโต
บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหมดต่างชักปืนออกมาทันที แต่ก่อนที่จะมีอะไรมากไปกว่านั้น เสียงตวาดดังลั่นก็หยุดพวกเขาไว้เสียก่อน
"หยุด! หยุดโว้ย! ฉันดีขึ้นแล้ว!" ชายชราพูดออกมาด้วยความโมโหพร้อมกับเช็ดปากไปด้วย
“เลือดนั่นคือเซลล์มะเร็งกับเนื้อร้ายบางส่วนที่ถูกขับออกมา นี่เป็นอาการปกติไม่ต้องกังวล ถ้าไม่เชื่อก็ให้หมอของพวกคุณมาตรวจอีกครั้งก็ได้” เฟรีสกล่าวด้วยแววตาเรียบเฉย
จอห์นหันไปทางด้านหลังและพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทีมแพทย์ประจำตัวพร้อมเครื่องมือครบชุดก็เดินเข้ามา
หลังจากตรวจดูคร่าวๆเสร็จ พวกเขาก็แปลกใจไม่น้อย
การหายใจของประธานาธิบดีเฒ่า จากที่เคยหอบเหนื่อยเพราะก้อนเนื้อมะเร็ง บัดนี้กลับดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ดีขึ้นมาก….แต่คงต้องตรวจอย่างละเอียดอีกที” หัวหน้าทีมแพทย์ตอบอย่างไม่มั่นใจ
ยาแค่เข็มเดียวก็ทำให้ดีขึ้นทันตาแบบนี้ เกิดมาเขาก็เพิ่งเคยเห็นจึงยากที่จะยอมรับได้
“พอกันที! แล้วแต่พวกคุณเลย ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว เด็กๆ มาทางนี้" เฟรีสตอบกลับอย่างรำคาญ
เป้าหมายสำคัญคือการรักษาประธานาธิบดีเฒ่าก็ได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว คนอื่นอยากจะฉีดก็ช่างไม่อยากก็ตามใจ
"รีบพาหลานฉันมาฉีดซะ เร็วเข้า! เสียเวลาจริงๆ ไม่เห็นหรือว่าเด็กๆ ต่อแถวรอแล้ว คิดว่าไอ้หนุ่มนั่นจะทำร้ายนักเรียนตัวเองหรือไง? เลิกโง่สักที"
หลังจากโดมินิคระเบิดอารมณ์ ชาวไอโนว่าทั้งหมดก็ยอมต่อแถวอย่างเงียบๆ
--------------
"เฟลี่กับลุงโทนี่ มาทางนี้" เฟรีสเอ่ยเรียกสองพ่อลูกที่เพิ่งรับการฉีดยาจากหุ่นพยาบาลเสร็จ
"ครูจะรักษาใบหน้าให้เฟลี่นะ" เฟรีสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ
"ฮึก..." เฟลิเซียน้ำตาคลอด้วยความดีใจจนพูดไม่ออก
เพราะใบหน้าเป็นปมด้อยของเธอมากกว่าขาที่พิการเสียอีก
“เอาล่ะ นอนนิ่งๆ แล้วหลับตาซะ ห้ามลืมตาเด็ดขาดเข้าใจไหม?”
"อื้ม" เฟลิเซียพยักหน้าอย่างว่าง่ายพร้อมกับหลับตาลง
จากนั้นเฟรีส(ร่างหุ่น)ก็หยิบวัสดุคล้ายๆ กับก้อนแป้งนุ่มนิ่มสีขาวจากในกล่องแช่แข็งออกมา เขาบรรจงแปะมันลงบนใบหน้าเด็กหญิงทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
"ไม่ต้องตกใจ แปะเจ้านี่ไว้ 30 นาที จะรู้สึกเย็นๆ หน่อย ระหว่างนี้ก็หลับตาไว้ ห้ามแกะหรือลืมตาเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
หลังจากลูบใบหน้าสาวน้อยสองสามครั้ง ก้อนแป้งในตอนแรกก็เปลี่ยนไปดูคล้ายแผ่นมาสก์หน้าแทน เพียงแต่มันไม่มีช่องตรงตาเท่านั้น
เฟลิเซียรู้สึกเย็นสบายมากจนเคลิ้มและหลับไปในที่สุด ที่จริงแล้วความเย็นนั้นมาจากยาชาที่นาโนบอทปล่อยออกมา
ส่วนอาการเคลิ้มเกิดจากยานอนหลับผสมกับยาสลบ หากไม่มีสองสิ่งนี้ รับรองว่าคงเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแน่นอน
สาเหตุเพราะนาโนบอทบนแผ่นมาสก์กำลังทำลายผิวหนังที่เป็นแผลเป็นอยู่ ซึ่งถ้าหากถอดมันออกตอนนี้ก็จะพบว่าใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเลือดเนื้อเละเทะจนน่าตกใจ
เนื่องจากแผลเป็นของเด็กหญิงถูกปล่อยทิ้งไว้มาเป็นระยะเวลานาน
การจะรักษามีทางเดียวคือต้องทำลายแผลเดิมออกแล้วจึงค่อยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้น โดยทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน
ซึ่งระหว่างที่ยังอยู่ในกระบวนการนี้ นาโนบอทก็จะจำลองตัวเองเป็นเซลล์ผิวชั่วคราวไปก่อน เมื่อผิวหนังจริงถูกสร้างขึ้นมาเรียบร้อย มันถึงจะไปทำหน้าที่อื่นต่อไป
"เฟลี่ ไม่มีปัญหาแล้ว ต่อไปก็ลุงโทนี่ ขาลุงน่ะต้องเฉือนทิ้งแล้วต่อใหม่นะ" เฟรีสพูดพร้อมกับแสยะยิ้ม ไม่นุ่มนวลเหมือนตอนคุยกับเด็กหญิง
แอนโทนี่หน้าซีดทันที เขากลัวเจ็บเป็นที่สุด แค่ฉีดยาก็แทบทนไม่ไหวแล้ว พอได้ยินว่าต้องโดนเฉือนเนื้อก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
"อย่าทำหน้าแบบนั้น มันไม่เจ็บหรอก และก็ยังไม่ใช่วันนี้ เคสของลุงต้องรอก่อน เอาล่ะ ยื่นขามา ผมจะเก็บเนื้อเยื่อไปเพาะ"
หลักการเดียวกับใบหน้าของเฟลิเซีย แผลของแอนโทนี่ปิดสนิทแล้ว การรักษาจะต้องเปิดแผลใหม่ขึ้น
ส่วนที่ต้องรอเพราะขาข้างที่ขาดยังไม่พร้อม เขาต้องเก็บเนื้อเยื่อไปเพาะก่อน ซึ่งมันต้องใช้เวลาสักพัก
ด้วยเทคโนโลยีของเฟรีส การปลูกถ่ายอวัยวะจากเซลล์ต้นกำเนิดถือเป็นเรื่องไม่ยากเลย เมื่อทุกอย่างพร้อมเขาก็แค่ต่อมันเข้าไปใหม่ด้วยนาโนบอท
ในยุคอนาคต การโคลนมนุษย์นั้นแม้จะสามารถทำได้ แต่ก็ถูกห้ามไว้ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม
และเพื่อป้องกันความวุ่นวาย จึงได้มีกฎหมายว่าด้วยการโคลนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงสติปัญญาขึ้นมาพร้อมกับบทลงโทษที่รุนแรง
แต่ทั้งนี้ไม่รวมไปถึงการโคลนอวัยวะเฉพาะส่วนซึ่งสามารถทำได้
-------------------------------------
เวลาผ่านไป เมื่อเด็กคนสุดท้ายฉีดนาโนบอทเสร็จ และหุ่นพยาบาลก็กำลังเริ่มทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงแหลมเล็กดังจากตรงมุมห้อง
"เฮ้! ฉันยังไม่ได้ฉีดเลยนะ"
"เหวอ!"
"ตัวบ้าอะไรวะ!"
"ปกป้องท่านประธานาธิบดีเร็ว!"
เมื่อเจ้าตัวกลมเผยตัว ความโกลาหลก็บังเกิด บรรดาเจ้าหน้าที่พากันควักปืนออกมาอีกครั้ง
ตั้งแต่ได้ยินประกาศคำว่า "ทุกคน" กูอีก้าก็รีบกลิ้งมายังห้องพยาบาลและก็รออยู่นานแล้ว
ด้วยความรีบร้อน ทำให้เขาลืมใส่ชุดสูทและก็ดันไปอยู่ข้างลูกบาสเกตบอลที่เด็กๆ ถือติดมือมาด้วย ด้วยความกลมเหมือนกัน ทุกคนจึงไม่ทันสังเกตเห็น
"ปู่ ช่วยอธิบายแทนผมด้วย" เฟรีสพูดอย่างเหนื่อยใจ