ผมชอบขับรถตอนกลางคืนขณะที่มีแสงไฟจากหน้าหม้อรถสาดส่องทางให้อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย เท่าที่สายตาของเราจะมองไปได้เห็นในความคิดของผมมันดีกว่าขับรถตอนกลางวันมาก
ขาไป ผมเป็คนขับเหยียบคันเร่งถึง 50 ไมล์ต่อชั่วโมงแต่แล้วก็ลดลงเหลือแค่ 40 เพราะที่จริงแล้วเราไม่จำเป็ต้องเร่งรีบอะไรนักขณะนี้ยังไม่เที่ยงคืนด้วยซ้ำ
แต่ชั่วโมงที่ผ่านไปที่สนามบินมันไม่เหมือนกับชั่วโมงที่เรานั่งสบายอยู่ในบ้าน ที่นั่นเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวดูเหมือนทุกคนมีภารกิจวุ่นวายที่จะต้องทำให้เสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ทั่วทั้งสนามบินเต็มไปด้วยผู้คน บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่สักอย่างหนึ่งทั้งๆ ที่เราไม่มีอะไรจะต้องทำเลย
เปลวไฟจากไล้เตอร์สว่างวาบชึ้นอลิซาเบทกำลังจุดบุหรี่ แต่แทนที่จะยื่นให้ผม เธอกลับสอดเข้ามาให้ในริมฝีปากผมอัดควันบุหรี่ลึกถึงขั้วปอด
“เป็ยังไงบ้างคะ?”เธอถาม
“ไม่เป็ไรหรอก”ผมตอบ
“เราจะพูดถึงมันยังไงดี?”อลิซาเบทเอ่ยขึ้นลอยๆ
“ก็ไม่เห็นมีอะไรจะต้องพูดคุณก็รู้แล้วนี่ ว่าดานี่กำลังเคราะห์ร้ายและผมก็กำลังจะไปที่นั่น”
“พูดอย่างกับว่าคุณตั้งใจจะไปเองอย่างนั้นแหละ” เสียงพูดของเธอกระเง้ากระงอดขึ้นมาทันที
ผมมองเธออย่างประหลาดใจมีความรู้สึกว่า บางครั้งเธอก็ทำดีกับผมจนน่าใจหาย แต่บางครั้งก็คล้ายๆ กับว่าผมไม่รู้จักเธอดีเท่าที่ควร...เธอมักจะรู้เสมอว่าผมกำลังคิดอะไร กำลังจะทำอะไรหรือที่ถูก ก็คล้ายๆ กับเธอกำลังขุดหลุมล่อให้ผมตกลงไปเฉยๆ อย่างนั้นเอง ทั้งๆที่ผมไม่ได้ตั้งใจ
“ผมไม่ได้คิดหรือตั้งใจเองเลยนะ”ผมรู้สึกวูบวาบขึ้นมาในอารมณ์เหมือนเปลวไฟจากปลายบุหรี่ของเธอวาบขึ้น
“ก็แล้วคุณกำลังคิดอะไรอยู่ล่ะคะ?”
ผมตอบทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่เป็ความจริงผมรู้ว่าตัวเองกำลังคิดถึงอะไรอยู่...ผมเคยหวังว่าสักวันหนึ่งดาเนียลจะโทรศัพท์มาหาผมแล้วก็บอกผมว่า เธอไม่้าจะอยู่กับแม่อีกต่อไปเธออยากจะมาอยู่กับผม แต่เวลา 11 ปีที่ผ่านไปมันก็ได้พาความหวังของผมหลุดลอยไปด้วย
“คุณคิดว่าตำรวจเขาอาจจะ...เอ้อ...คิดไปเองได้ไหมคะ?”อลิซาเบทเอ่ยขึ้นอีก
“เปล่าผมไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก จริงๆ แล้ว ผมว่ามันอาจจะมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นก็ได้เพราะถ้ารูปการมันเป็อย่างนั้น คนที่เป็ฆาตกรน่าจะเป็นอร่ามากกว่าแต่ผมก็รู้ว่าเื่อย่างนี้ นอร่าคงจะไม่รับผิดชอบเท่าไรนักหรอก”
อลิซาเบทสงบปากคำลงทันทีส่วนผมก็ครุ่นคำนึงไปร้อยแปดพันประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีทางที่นอร่าดำเนินอยู่นอร่าผู้มีหลักการสำคัญประการเดียวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอคือรักษาผลประโยชน์ทุกประการที่เธอ้าและผมก็ยังจดจำวันนั้นได้...วันที่เราไปถึงศาลเพื่อตกลงหย่าขาดจากกัน...
ภาพของวันนั้นกระจ่างขึ้นในความคิดของผม...
วันนั้น อะไรๆก็ดูจะสำเร็จลุล่วงไปตามความประสงค์ของเธอคือหย่าขาดจากผมและทำให้ผมกลายเป็คนหมดตัว ไม่มีอะไรเหลือแม้แต่จะดำรงชีวิตอยู่ในขณะที่เธอได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ปรารถนามีปัญหาอยู่เพียงข้อเดียวที่ยังตกลงกันไม่ได้ คือเื่ที่เกี่ยวกับดาเนียล
และที่เื่ต้องถึงศาลก็เพราะเหตุนั้นที่จริงแล้วหลังจากที่ได้มีการตกลงกันก่อนหน้านั้น ดูๆ อะไรมันก็น่าจะเรียบร้อยเพราะเราได้ตกลงกันมาก่อนแล้วว่า ดาเนียลจะใช้เวลาประมาณ 12 สัปดาห์ต่อปี กับครึ่งหนึ่งของการหยุดภาคเรียนในฤดูร้อนอยู่กับผมในเรือที่เป็สมบัติชิ้นเดียวของผมที่ลา จอลล่า
เมื่อเราต่างนั่งลงบนเก้าอี้เบื้องหน้าผู้พิพากษาขณะที่ทนายความของผมกำลังอ่านรายงานข้อตกลงดังกล่าวให้ผู้พิพากษาฟังซึ่งท่านก็พยักหน้ารับทราบข้อความต่างๆ ไปเรื่อยๆและเมื่อการอ่านรายงานข้อตกลงดังกล่าวของทนายได้สิ้นสุดลงท่านก็ได้หันไปมองทางแฮริส กอร์ดอน ทนายความของนอร่าและเอ่ยขึ้นว่า
“รู้สึกจะได้เตรียมการกันไว้เพื่อการตกลงกันมาแล้วอย่างดีนี่”
ผมยังจำได้ว่าตอนนั้นดาเนียล ลูกสาวตัวเล็กๆ ของผมกำลังเล่นกลิ้งลูกบอลอยู่ตามประสาทางมุมห้องด้านหนึ่ง แกไม่มีโอกาสที่จะรู้เลยว่าทำไมตัวแกจะต้องมาร่วมอยู่ในสถานที่นี้ด้วยผมได้ยินเสียงแกพูดเสียงดังข้ามห้องมาว่า
“พ่อจ๋า...รับ...”
ลูกบอลกลิ้งมาตามพื้นผมก้มตัวลงเก็บมันขึ้นมาถือไว้ในมือ ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงกอร์ดอนพูดว่า
“ที่จริงเื่นี้ยังไม่เรียบร้อยตามที่รายงานหรอกครับใต้เท้า”
ผมหันขวับไปมองเขาอย่างไม่เชื่อหูตัวเองตอนนั้นลูกบอลยังอยู่ในมือผม...ก็...สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือเล่าที่เราเพิ่งได้ทำการตกลงกันเมื่อวานนี้เองผมหันไปมองนอร่า ดวงตาสีน้ำเงินของเธอก็กำลังจ้องมองดูผมอยู่
ผมกลิ้งลูกบอลกลับไปให้ดานี่ได้ยินเสียงแฮริส กอร์ดอนกล่าวต่อเนิบๆ น้ำเสียงของเขาออกจะเป็ต่ออยู่
“คือลูกความของผมมีความเห็นว่าผู้การคาร์เร่ย์อาจจะไม่สามารถหรือมีสิทธิในการคุ้มครองลูกได้ครับผม”
“คุณหมายความว่ายังไง?”ผมร้องถามออกไปทันที “อย่าลืมนะว่าผมเป็พ่อของเด็ก”
ประกายเล่ห์เหลี่ยมโชนขึ้นในดวงตาของกอร์ดอนเขายิ้มเย็นขณะกล่าวต่อไปว่า
“แล้วคุณไม่เคยคิดบ้างเลยหรือครับว่ามันน่าแปลกหรือไม่ที่เด็กเกิดภายหลังจากที่คุณกลับจากญี่ปุ่นเพียง 7เดือน”
ผมพยายามระงับอารมณ์อย่างสุดความสามารถ
“ก็เมียผม...คุณนายคาร์เร่ย์คนนี้กับหมอประจำตัวของเธอยืนยันกับผมนี่ครับว่าเด็กคลอดก่อนกำหนด”
“แต่สำหรับคนโตๆอย่างคุณก็น่าจะรู้ว่าอะไรเป็อะไรนะครับ ผู้การคาร์เร่ย์”
ผมยังจำสำเนียงเยาะหยันนั้นได้และแล้วกอร์ดอนก็หันไปทางผู้พิพากษา
“คุณนายคาร์เร่ย์อยากให้ผมกราบเรียนให้ใต้เท้าได้ทราบว่าเธอรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก่อนหน้าที่ผู้การคาร์เร่ย์จะเสร็จภารกิจและกลับจากประเทศญี่ปุ่นประมาณ6-7สัปดาห์ ซึ่งในกรณีย์เช่นนี้ เธอจึงแน่ใจว่าการที่ผู้การคาร์เร่ย์จะอ้างตัวเป็พ่อของเด็กนั้นเป็เื่ที่คิดเอาเอง...เธอจึงใคร่ขอความคุ้มครองจากศาลในการที่จะเรียกร้องสิทธิที่จะเลี้ยงดูบุตรด้วยตัวเธอเองครับผม”
ผมหันขวับไปทางทนายความของผมทันที
“นี่คุณจะปล่อยให้พวกเขาทำอย่างนี้กับผมงั้นหรือครับ?”
ทนายความของผมมีใบหน้าซีดเผือดขณะพยายามอธิบายกับผู้พิพากษาว่า
“กระผมรู้สึกใมากครับใต้เท้าในถ้อยแถลงของคุณกอร์ดอนที่ได้กล่าวมาแล้ว กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่าข้อตกลงดังกล่าวตามที่กระผมได้อ่านรายงานเป็ความจริงทั้งสิ้นและเราได้ทำการตกลงกันเมื่อวันวานนี้เองครับ”
ผมไม่สามารถอธิบายได้ถึงความรู้สึกของผู้พิพากษาที่ได้แสดงออกถึงความประหลาดใจในถ้อยแถลงของแฮริส กอร์ดอนเช่นกัน...แต่ถึงกระนั้น ท่านก็พยายามระงับอารมณ์ตั้งสติไว้ขณะที่กล่าวกับทนายความของผมว่า
“ผมเองก็รู้สึกแปลกใจและรู้สึกเสียใจด้วยคุณทนายแต่คุณก็คงทราบดีแล้วใช่ไหมว่า ในศาลนี้เราไม่สามารถที่จะยอมรับข้อตกลงที่ไม่ได้กระทำกันต่อหน้าศาลได้”
โลกของผมหยุดหมุนลงในบัดดลอารมณ์ของผมขาดสะบั้นลงทันที
“ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่า พวกเขาหลอกลวงผมและข้อตกลงดังกล่าวก็เป็การหลอกลวงกันลายลักษณ์อักษรเ่าั้ไม่มีความหมายเลยเอาละ...จะเอากันอย่างนั้นก็ได้ผมจะกลับไปสืบเื่นี้แล้วจะกลับมาสู้กันให้มันแหลกลงไปข้างหนึ่งทีเดียว”
ทนายความยึดมือผมไว้และหันไปกล่าวกับผู้พิพากษาว่า
“กระผมขออนุญาตใต้เท้าให้กระผมได้เจรจากับลูกความของผมสักครู่นะครับ”
ท่านผงกศีรษะอนุญาตในเกือบจะทันทีความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องและเรา...ผมกับทนายความก็เดินออกไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างหันหลังให้กับห้องโถงกว้างซึ่งเป็ห้องพิจารณาคดี เพ่งสายตาออกไปภายนอก