ตอนที่ 39
ความรู้ใหม่
ในระหว่างที่ทั้งสองต่างคนต่างแปลกใจคนหนึ่งคิดว่าชายตรงหน้าไม่เข้าใจเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรส่วนอีกคนนั้นคิดว่ามันทำได้จริงเหรอต่างมองหน้ากันด้วยท่าทีสงสัย
“นี่ท่านไม่รู้จักสิ่งที่ข้าทำอยู่ตอนนี้เหรอ”
อี้เฟยกล่าวถามตรงๆ อย่างสงสัยเหตุใดคนที่นางคิดว่าเก่งกาจถึงไม่เข้าใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ทั้งที่เขาอยู่ในช่วงวัยกลางคนย่อมผ่านประสบการณ์ในโลกฝึกตนมานานเหตุใดถึงมีท่าทีเช่นนี้ไปได้ความแปลกใจความสงสัยต่างๆ นานาลอยเข้ามาในความคิดที่ไม่อาจหาคำตอบได้
“ไม่ข้าไม่รู้จัก”
ไป๋เหอตอบออกมาตรงๆ สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่รู้จริง ๆ เขาแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบใหม่เลยถือว่าตอนนี้กำลังสะสมความรู้ก็ว่าได้
อี้เฟยพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “ตอนนี้ข้ากำลังรวบรวมพลังจากแกนอสูรระดับ 9 เข้าสู่ตัวการทำเช่นนี้คือการช่วยเพิ่มพลังระดับหนึ่งเช่นกัน แม้ในโลกฝึกตนจะมีอยู่หลายประเภทในการฝึก วิธีที่ข้าทำอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดีเช่นกันพลังฟ้าดินคนทั่วไปต่างก็ใช้กันเป็นวิธีที่หาได้ง่ายสุดหากพลังฟ้าดินไม่มีอย่างน้อยก็ยังมีพลังจากเจ้าสิ่งนี้ช่วยได้”นางอธิบายและดูท่าแล้วคนตรงหน้าตั้งใจฟังมากดูจากสีหน้านั้น
พอพูดถึงจุดนี้ทำให้ไป๋เหอรับรู้บางอย่างว่าตอนที่เขาฝึกตนนั้นบางสถานที่ที่เขาเจอก็มีพลังลมปราณบางเบาบางจุดก็มีมาก เขาถึงเข้าใจว่าพลังลมปราณฟ้าดินไม่ได้มีตลอดบางที่ก็ไม่มีเลย ฉะนั้นการที่จะฝึกรับพลังไม่ใช่เพียงแค่พึ่งฟ้าดินจากแกนอสูรก็รับพลังได้เช่นกันและยังคงมีอย่างอื่นอีกที่เขาไม่รู้
‘มิน่าละตอนที่เขาอยู่หอประมูลของจื่อลู่แล้วเห็นของที่เอาไว้ขายที่เขารับพลังได้ก็เพราะมันสามารถทำได้นี่เองและบางอย่างก็รับไม่ได้ งั้นแสดงว่ามีหลายอย่างที่สามารถดึงมันออกมาเป็นพลังหากเขารู้ว่าอะไรสามารถใช้เพิ่มพลังในตัวบ้างมันคงเป็นเรื่องง่ายที่ชั้นพลังจะก้าวกระโดด’ ไป๋เหอกำลังคิดบ้า ๆ อยู่ถึงกับอมยิ้มน้อย ๆ
“การใช้แกนอสูรเพิ่มลมปราณได้ถ้าอย่างนั้นมันสามารถใช้เจ้าพวกนี้ตั้งแต่แกนอสูรระดับ1 เลยใช่ไหม” ไป๋เหอถามขึ้นเมื่ออยากรู้ต่อ เขามีความตั้งใจฟังคำตอบหากเป็นเช่นนั้นเมื่อเจอสัตว์อสูรเขาจะได้ฆ่าไม่เว้น เรื่องการฆ่าฟันตอนนี้เขาชินเสียแล้วไม่ได้นึกกลัวว่าจะเป็นบาปเป็นกรรมเพราะโลกที่เขาอยู่หากไม่ฆ่าเขาเขาก็จะฆ่าเราฉะนั้นลงมือเด็ดขาดอย่าคิดลังเลสงสัย
“ทำไมจะไม่ได้ละมันสามารถทำได้ตั้งแต่แกนอสูรระดับ1แต่ประสิทธิภาพของมันก็ขึ้นอยู่กับสัตว์อสูรระดับไหนยิ่งระดับอสูรสูงเท่าไหร่การรับพลังก็จะยิ่งดี ยิ่งระดับน้อยเราจำเป็นจะต้องใช้มันมากกว่าเดิมจงจำไว้ว่ายิ่งระดับสูงยิ่งมีประโยชน์มากกว่า”
“แล้วแกนอสูรที่ท่านถืออยู่นั้นมันเป็นสัตว์อสูรระดับไหนกันเหรอ เท่าที่ข้าเห็นเหมือนกับว่ามันค่อนข้างมีพลังเยอะคงอยู่ระดับสูงใช่หรือไม่”ขณะเอ่ยพูดดวงตายังคงจ้องมองไปยังแกนอสูรในมือของนางมันเป็นสิ่งที่ไป๋เหอสนใจอยู่ไม่น้อยเมื่อได้เห็นมันเช่นนี้กลิ่นอายของมันที่แผ่ออกมาไป๋เหอพอจะเดาออกว่าน่าจะเป็นอสูรระดับ9 แต่เพื่อความแน่ใจจึงได้เอ่ยถามนางขึ้นอีกครั้ง
“แกนอสูรที่ข้าใช้มันเป็นของสัตว์อสูรระดับ9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด” นางกล่าวออกมาพร้อมกับแบมือให้เขาเห็นเด่นชัดหินที่อยู่ในมือของนางถือว่าทรงพลังมากสำหรับคนที่อยู่ในชั้นพลังต่ำกว่านางแต่สำหรับนางไม่ถือว่าดีเท่าไหร่
ไป๋เหอมองมันแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าหญิงสาวซึ่งอยู่ในชั้นพลังที่สูงเช่นนั้นย่อมที่จะเอาแกนอสูรระดับ9 มาได้อย่างง่ายดาย นางสามารถใช้กี่อันก็ได้ตามความสามารถของนางผิดจากตัวเขามากหากเขาได้มันมาใช้สัก1 อันคงจะมีประโยชน์กับเขาไม่น้อยทีเดียวแต่นั่นแหละได้แค่คิดเขาถึงกับระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักอก
“ตอนนี้ท่านมีพระคุณกับข้ามากหากท่านต้องการมันข้ายังมีอีก 1 ก้อนให้ท่าน”
นางเอาของออกมาจากแหวนมิติและสิ่งนั้นก็คือแกนอสูรสีดำแล้วยื่นให้กับเขาเห็นว่าเขาควรจะต้องใช้มันดูจากแววตาที่เขาจ้องแล้วนางคิดว่าเขาอยากได้เช่นกัน นางรู้สึกแปลก ๆเกี่ยวกับบุคคลนี้แม้ยังหาคำตอบไม่ได้ก็ตามเถอะแล้วอีกอย่างดูท่าแล้วเขาไม่ใช่เป็นแค่นักเล่นแร่แปรธาตุเพียงอย่างเดียวเขายังเก่งการต่อสู้ด้วยถือว่าหายากคนมีพรสวรรค์เช่นนี้ แม้ตอนนี้จะอยู่แค่ชั้นรวมลมปราณก็ตามถือว่าเขาไม่ธรรมดาเป็นคนที่น่านับถือคนหนึ่งก็ว่าได้ที่นางควรจะคบเป็นมิตร
ไป๋เหอถึงกับมือไม้สั่นนั่นคือแกนอสูรระดับ 9เลยนะเขาไม่มีทางจะฆ่ามันได้นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแตะต้องของล้ำค่าเช่นนี้จะไม่ให้เขามือไม้สั่นรู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร เมื่อได้มาอยู่ในมือเขาจ้องมองดูมันราวกับสิ่งนี้มีค่ามหาศาลที่เขาไม่สามารถทำหายได้คิดว่าเขาอยู่ในชั้นโลหิตระดับ9 หากรับพลังแกนอสูรเข้าไปก็คงจะเพิ่มเป็น 10ตอนนี้เขาแสดงพลังไว้ให้คนอื่นเห็นแค่เพียงชั้นรวมลมปราณขั้นที่ 5 เท่านั้นเขาไม่ต้องการให้ใครรู้พลังที่แท้จริงของเขา
“ขอบใจเจ้ามากนะที่ให้ข้าถือว่าของสิ่งนี้มีประโยชน์กับข้ามาก” นางก็มีน้ำใจคนหนึ่งของหายากเช่นนี้ยังมอบให้ได้ก็นับว่าไม่เสียแรงเปล่าที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือชายหนุ่มถึงกับยิ้มออกมา
“ท่านมีอะไรอยากให้ข้าช่วยบอกได้เลยตอนนี้ท่านมีพระคุณกับข้ามาก ข้าย่อมจะช่วยเหลือท่านขอเพียงท่านเอ่ยปากขอข้าจะหามาให้ท่านจงได้”น้ำเสียงและท่าทางไม่มีแววว่าจะกล่าวเล่น ๆ นางยินดีหากเขาขอสิ่งใดมาเพียงแลกกับการที่เขาจะยินดีช่วยบิดาของนางแค่นี้นางเต็มใจทำทุกสิ่งตามที่เขาขอ
การใจกว้างของหญิงสาวทำให้ไป๋เหอทึ่งไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะใจกว้างเพียงนี้ และอีกอย่างตระกูลของนางน่าจะเป็นคนใหญ่คนโตฉะนั้นทรัพยากรที่เขาอยากได้ก็คงไม่ยากเกินไปแต่ตอนนี้คิดไม่ออกว่าจะเอาอะไรดี
“ตอนนี้ข้าไม่ต้องการอะไรมากเพียงความรู้เท่านั้นอยากให้เจ้าช่วยสอนเกี่ยวกับโลกใบนี้ข้ารู้สึกว่าสิ่งที่ข้าไม่รู้มีมากมายเหลือเกินเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความโง่เขลาของข้าที่ไม่ค่อยใส่ใจการเรียนรู้แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าการมีความรู้ย่อมมีประโยชน์”
ไป๋เหอแสร้งกล่าว เขาไม่สามารถบอกความจริงเกี่ยวกับตัวเขาให้คนอื่นรู้ได้เดี๋ยวก็หาว่าเขาบ้าเรื่องแบบนี้จะมีจริงได้อย่างไร มีฝ่ายคนเชื่อและก็ไม่เชื่อถ้างั้นก็เลือกที่จะไม่เล่าดีกว่าไม่อยากที่จะเป็นตัวตลกของใคร
“ได้”แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงพูดเช่นนี้นางก็ไม่อาจที่จะถามอะไรให้มากความเขาคงมีเหตุผลของเขาและนางก็ยินดีจะตอบหากเขาเกิดสงสัย
“ข้าอยากรู้ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิชาที่ศัตรูกำลังใช้นั้นแข็งแกร่งเพียงใดอยู่ขั้นไหน” เขากล่าวออกมาในเรื่องที่เขาสงสัยการต่อสู้ในแต่ละครั้งเขาก็ดูแค่การรับพลังของฝ่ายตรงข้ามยากง่ายและการถามของเขาไม่รู้ว่านางจะเข้าใจหรือเปล่าตัวเขาเองยังงงอยู่ในคำถามนั้นเลย
“หากท่านจะหมายถึงวิชา วิชาในโลกแห่งการฝึกตนมีตั้งแต่เคล็ดลับระดับปฐพีระดับสวรรค์ ระดับวายุ และระดับจักรพรรดิ ระดับปฐพีเป็นวิชาต่ำสุดและสูงสุดคือระดับจักรพรรดิแต่ระดับจักรพรรดินั้นไม่ใช่ว่าจะมีง่ายบนโลกนี้มีเพียงตำราระดับจักรพรรดิเพียง19 ชุดเท่านั้นที่กระจายอยู่ทั่วไปและอาจจะมีอยู่ในโลกอื่นที่เราไม่รู้ยังไม่ถูกค้นพบ แต่เท่าที่ข้ารู้แน่ ๆ ตอนนี้มีเพียง 19ชุดเท่านั้น”
วิชาระดับจักรพรรดิล้วนแล้วแต่อยู่ในตระกูลชั้นนำในราชวังก์เองก็มีเพียง3 เล่ม สำนักเมฆาสวรรค์มี 2 เล่ม ตระกูลของนางมีเพียง 1 เล่มและตระกูลอื่นอีกประปรายกันไป หากใครมีวิชาระดับจักรพรรดิอยู่ในมือย่อมที่จะแสดงอำนาจของตระกูลนั้น ๆยิ่งมีมากยิ่งสามารถกุมอำนาจมาก
“แล้วอาวุธละมีกี่ประเภทกี่แบบอาวุธแบบไหนที่น่ากลัวที่สุด” เมื่อเขาเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาแล้วจึงถามต่อ
“อาวุธมีตั้งแต่ระดับปฐพีระดับอัคคี และระดับสวรรค์” นางกล่าวออกมาเพียง3 เพราะอีกหนึ่งสิ่งนั้นมันไม่ค่อยจะพบมันมีไม่มากจึงไม่อาจกล่าวออกมาได้
ไป๋เหอดึงกระบี่ของจื่อลู่ออกมาให้นางดูด้วยความอยากรู้ว่าของนางอยู่ในระดับไหน “กระบี่เล่มนี้อยู่ในระดับไหนเหรอ”
นางเพียงมองวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“กระบี่เล่มนี้อยู่ในระดับสวรรค์ดูท่าแล้วคงไม่ใช่ของท่านกระบี่นี้ยังถูกตราประทับไว้ยังมีเจ้าของอยู่เลย” นางพูดตรง ๆเมื่อเห็นเช่นนั้นนางก็ไม่รู้หรอกว่าเขาได้กระบี่นี้มาอย่างไรแต่เมื่อมันไม่ใช่ของเขานางย่อมที่จะกล่าวออกมา
“ใช่กระบี่นี้มีเจ้าของมีคนให้ข้ามา” เขาเก็บมันเข้าแหวนคืนก่อนจะนำกระบี่อีกชิ้นหนึ่งที่เขาพึ่งได้ออกมา“แล้วกระบี่เล่มนี้ละ”
ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเมื่อเห็นมัน“นี่ ๆ นี่มันกระบี่ระดับจุติ”
นางพยายามระงับอารมณ์ตกใจออกมา นี่ถือว่ากระบี่ล้ำค่าที่นางพอจะรู้อาวุธระดับจุติมีในโลกนี้เพียง 3เล่มเท่านั้นที่มีคนครอบครอง เขามีมันได้อย่างไรกันเท่าที่นางรู้หากใครถือครองอาวุธระดับนี้ไม่ต้องกลัวใครเลยและที่นางไม่กล่าวถึงเพราะมันเป็นอาวุธทรงพลังที่หายากมากเป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่ไม่เคยปรากฏชิ้นที่4 นี่ถือว่าเปิดประสบการณ์ใหม่ทำให้นางคิดว่าชิ้นอื่น ๆน่าจะมีอยู่แต่ใครจะเป็นผู้โชคดีได้มันครอบครอง แม้นางต้องการก็ยังไม่มีให้เห็น
“ว่าแต่กระบี่จุตินี่มันเป็นอะไรเหรอเหตุใดเจ้าทำหน้าตกใจเช่นนั้นเล่า” ไป๋เหอที่เห็นสีหน้าของนางแล้วกลับแปลกใจเหตุที่นางทำหน้าเช่นนี้เขาคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะความร้ายกาจของมันก็เป็นได้ เขาจำวันที่ใช้มันตอนขัดขวางชาย 3 คนได้เพียงเขาฟันทีเดียวเกราะกำบังพวกนั้นก็พังทลายลงและได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้าทั้งที่เขาคิดว่าเกราะพลังนั้นออกจะแข็งแกร่งแต่ไม่คิดเลยว่าจะพ่ายแพ้แก่กระบี่ที่อาวุโสได้ให้ไว้เขาถึงกับตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อรู้เช่นนี้
“อาวุธระดับนี้ค่อนข้างหายากกล่าวเลยก็คือมันไม่ได้มีให้เห็นกัน มีเพียงไม่กี่ตระกูลที่ได้ครอบครองมันขนาดตระกูลข้ายังไม่มีเลยเท่าที่ข้ารู้มันมีอาวุธระดับนี้เพียง 3 ชิ้นเท่านั้นไม่รวมกับของท่านด้วย” นางกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นดวงตากลมโตคู่งามยังไม่ยอมลดละจากการจ้องมองกระบี่เล่มนั้นอย่างสนใจ
“งั้นแสดงว่าอาวุธนี้วิเศษมากกว่าระดับที่เจ้ากล่าวมาอย่างนั้นนะสิ”
“ใช่แล้วมันต่างกันมากหากต่อสู้กันระดับจุติสามารถทำลายอาวุธระดับสวรรค์ลงได้ ถ้าข้าพอจะเดาไม่ผิดก็คือท่านใช้กระบี่เล่มนี้ไล่พวกนั้น3 คนไปพอมันเห็นจึงไม่ตามมา เพราะด้วยชั้นพลังของท่านที่อยู่ในระดับรวมลมปราณไม่สามารถต่อสู้ได้เลย”
ในคราแรกนางเป็นห่วงเขามากที่เขาเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ตอนที่ต่อสู้กับพวกมันนางสลบไปแล้วไม่ได้เห็นฉากสำคัญเช่นนั้นหากนางได้เห็นการต่อสู้ในครั้งนั้นคงสาแก่ใจนางยิ่งนัก
“ใช่ข้าใช้กระบี่เล่มนี้จัดการพวกนั้นไม่งั้นข้ากับเจ้าคงไม่รอดตอนนี้ข้าเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวิชาและอาวุธแล้วต่อไปข้าอยากรู้ว่ามันมีวิชาเหาะเหินเดินอากาศหรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามเรื่องที่ตนเองสนใจอีก
“มีทั้งวิชา มีทั้งการเพิ่มชั้นพลังและมีทั้งของวิเศษที่พาเหาะเหินเดินอากาศได้”
“อืมงั้นข้าเข้าใจแล้วละ หากข้าสงสัยอะไรข้าจะถามเจ้าอีกนะแต่ตอนนี้ข้าจะต้องรักษาเจ้าต่อแล้วล่ะ” เมื่อได้พูดคุยกันมานานแล้วเรื่องที่เขาสงสัยก็ได้คลี่คลายลงหากมีเรื่องอื่นที่เขาคิดได้ค่อยถามนางต่อแต่เห็นทีว่าเขาจำเป็นจะต้องรักษานางยิ่งหายเร็วยิ่งดีนั่นหมายถึงว่าเขาจะต้องเดินทางกลับไปช่วยรักษาหวังเหว่ยต่อจะได้หมดธุระของเขา
เมื่อรู้ว่าจะต้องรักษาด้วยวิธีเดิมหญิงสาวก็มีใบหน้าแดงระเรื่อทันทีนั่นหมายถึงว่านางจำเป็นจะต้องแก้ผ้าอยู่ต่อหน้าเขา
ไป๋เหอเห็นว่าตอนนี้นางมีสติครบเพื่อไม่ต้องการให้นางเขินอายตนจึงให้นางหันหลังให้เขาแล้วใช้พลังลมปราณขจัดพิษออกมาฝ่ามือของเขาไล่วนไปตามร่างกายของนางโดยการวางมืออยู่ห่างจากตัวนางเพียงหนึ่งคืบ เขาทำเช่นนี้เพื่อที่จะกำจัดพิษออกจากร่างกายตอนนี้พิษได้กระจายไปทั่วเรือนร่าง เขาจำเป็นต้องขับมันออกก่อนที่จะเห็นว่านางสำรอกโลหิตสีดำออกมา พื้นผิวขาวจากที่เป็นสีม่วงคล้ำตอนนี้เริ่มดีขึ้นมากอีกไม่นานมันจะถูกกำจัดออกหมด
“เอาล่ะพิษบางส่วนถูกขจัดออกแล้ว เท่าที่ข้าดูตอนนี้ถือว่าเลยครึ่งแล้ว เจ้าสามารถเดินลมปราณได้และดูสิว่าพลังของเจ้าเริ่มใช้การได้หรือไม่” บนหน้าไป๋เหอปรากฎเม็ดเหงื่อขึ้นหลายจุดเกิดจากการใช้ลมปราณจำนวนมาก เขารักษานางถึงสองครั้งเสียลมปราณค่อนข้างเยอะแต่มียาช่วยเสริมลมปราณทำให้เขาไม่เป็นอะไรแล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ได้ดึงพลังจากแอ่งน้ำนั้นมาใช้เลยอาจจะเป็นเพราะกลัวว่าหากดึงออกมาใช้แล้วจำเป็นจะต้องใส่คืนที่มากกว่าเดิม
นางทำตามอย่างที่เขาพูดโคจรพลังลมปราณปรับร่างกายให้สมดุลนางรู้สึกโล่งขึ้นไม่เจ็บปวดเหมือนเดิมพลังเริ่มกลับมาเป็นปกติ ถ้าพิษถูกขจัดออกไปหมดพลังก็คงจะกลับมา เมื่อนางแข็งแกร่งนางจะตามล่าเจ้า 3คนที่มันทรยศ
เมื่อโคจรพลังเรียบร้อยนางสงบนิ่งอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยเรื่องที่นางยังไม่ได้ถาม “ว่าแต่ท่านชื่ออะไรเหรอ ข้าไม่ได้ถามเลย”
“ข้าชื่อไป๋หลง” เมื่อไม่ต้องการให้ใครรู้ชายหนุ่มที่เปลี่ยนทั้งหน้าตาเปลี่ยนทั้งชื่อจึงรู้สึกสนุกที่ตัวเองทำเช่นนี้
ไป๋เหอที่เป็นห่วงน้องสาวหลังจากไม่ได้เจอหน้ากัน เขาคิดว่าจำเป็นจะต้องกลับไปยังหมู่บ้านแล้วคิดว่าซวงเอ๋อร์คงจะเป็นห่วงตนหากยังไม่ได้กลับไป ส่วนเรื่องขออี้เฟยคิดว่าไปจัดการเรื่องหวังเหว่ยก่อนแล้วค่อยมาจัดการตรงนี้ต่อนางคงไม่รีบร้อน
อ่านฟรีวันละ 1 ตอน มีติดเหรียญอ่านล่วงหน้าเพื่อหารายได้ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าน้ำค่าไฟ
หากผิดพลาดเรื่องคำผิดหรืออะไรต้องขออภัยครับผม เราจะทำการตรวจทานอีกทีเมื่อถึงเวลาอันควร