ตอนที่ 16 โน้มน้าว (1)
พอเยี่ยสุยกลับถึงเรือนซีถัง เพ่ยอวี้ก็เข้ามาปรนนิบัติพลางรายงานเสียงเบาว่า “คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินใหญ่ซื้อตัวแม่นางอินเหนี่ยวไว้แล้ว ทั้งยังพาตัวมาพบนายน้อยหกอีก บ่าวทำตามที่ท่านสั่ง หาคนสวมรอยเป็นพ่อค้าจากเมืองหยางโจวซื้อตัวนางไว้แล้วเจ้าค่ะ”
เยี่ยสุยผงกศีรษะรับ ไม่แปลกใจกับผลลัพธ์เช่นนี้
จูซื่อทำเช่นนี้ช่างเฉียบขาดไร้น้ำใจโดยแท้ นางพาตัวอวี๋อินเหนี่ยวมา แล้วขายนางไปต่อหน้าพี่ชายหก คาดว่าคงเพื่อเป็นการหยามเกียรตินาง ทั้งยังเป็นการตักเตือนเยี่ยเซี่ยงเจิงอีกทางด้วย
เยี่ยสุยถึงกับล่วงรู้ว่าจูซื่อจะพูดอะไร นอกเสียจากคำว่า “หญิงงามเมืองไร้ใจ นักแสดงไม่สัตย์ซื่อ” ถึงแม้จูซื่อจะเติบโตจากจวนฉางซิงโหว แต่คำพูดด่าทอผู้คนกลับรู้จักไม่น้อยเลย สำหรับประเด็นนี้ ในชาติก่อนนางเคยรับรู้ด้วยตนเองมาแล้ว
หึ...จะพูดอย่างไรดีนะ การที่จูซื่อแม่ลูกโกรธแค้นอวี๋อินเหนี่ยวนั้นก็มีเหตุผลอยู่ แต่หากจูซื่อไม่ใจร้ายใจดำจ้างให้เหล่าอันธพาลทำเรื่องพวกนั้น ต่อให้อวี๋อินเหนี่ยวพูดอย่างไร เยี่ยเซี่ยงเจิงก็ไม่มีทางบาดเจ็บ
แต่ด้วยนิสัยคนพาลอย่างพวกเขาคงไม่คิดเช่นนี้หรอก
ไม่ว่าอย่างไรนางได้ยืมปากของอวี๋อินเหนี่ยวทำลายแผนการร้ายของจูซื่อ ยามนี้ก็คอยดูแลนางสักหน่อยก็แล้วกัน คิดว่ายามนี้อวี๋อินเหนี่ยวคงรู้ซึ้งเป็นอย่างดีแล้วว่า ชายหนุ่มที่นางหมายปองเป็นคนไร้น้ำใจเพียงใด
ฆ่าคนอย่างมากก็แค่ตาย แต่จูซื่อแม่ลูกกลับขายอวี๋อินเหนี่ยวให้กับพ่อค้าเมืองหยางโจว ซึ่งเป็นการเหยียบย่ำทำลายศักดิ์ศรีอวี๋อินเหนี่ยวถึงที่สุด พ่อค้าหยางโจวที่ฝึกฝนเลี้ยงดูนางบำเรอ มักให้ความสำคัญกับพวกเด็กสาววัยเจ็ดแปดขวบ ส่วนพวกที่วัยขนาดอวี๋อินเหนี่ยวนั้นอย่างมากก็ใช้ร้องรำรับแขกไปเท่านั้น
เมื่อนึกถึงนางบำเรอของเมืองหยางโจว เยี่ยสุยแววตาสลดวูบ นางนึกถึงคนสนิทซ้ายขวาของนางเมื่อชาติก่อน ล้วนเติบโตมาโดยผ่านการฝึกให้เป็นนางบำเรอ...เซี่ยนชู ตอนนี้นางอยู่ที่ไหนกันนะ
ผ่านไปชั่วขณะเยี่ยสุยกลับคืนเป็นปกติ สั่งการว่า “จัดหาที่พักให้นางได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ต่อไปห้ามพูดถึงเรื่องนี้ในจวนอีก”
ท่านพี่ผ่านการคัดเลือกแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวน เรื่องค้างคาใจที่ทำให้นางรู้สึกผิดเมื่อชาติก่อน ยามนี้ในที่สุดก็เปลี่ยนไปแล้ว
ยามนี้เรื่องที่นางเป็นห่วงที่สุดคือพี่หญิงในวัง...
หลายวันผ่านไป วังหลวงมีข่าวคราวของเยี่ยซวี่ ที่แท้มีคนพบแมวตายที่ตำหนักหลินหฺวาซึ่งเป็นตำหนักที่พักของเยี่ยซวี่ ทำให้นางตระหนกตกใจยิ่งนัก จึงคิดจะถือศีลภาวนา ยามนี้เข้าพักที่หอพระของไทเฮาเป็นการชั่วคราว
พอทราบข่าวนี้ เยี่ยสุยก็ยิ้มออก คิดในใจว่า ‘นี่คงเป็นฝีมือของพี่หญิงละสิ ยามนี้นางคงรู้ตัวบ้างแล้ว’
พี่หญิงเข้าไปถือศีลในหอพระสักระยะ ด้วยความเฉลียวฉลาดของนาง เหตุเภทภัยในงานเลี้ยงวันไหว้พระจันทร์ในชาติก่อนคงไม่เกิดขึ้นอีก
เยี่ยสุยเบาใจไปได้ไม่น้อย ตอนไปเยี่ยมเถาซื่อที่เรือนอิ้งซิ่วจึงยิ้มแย้มหัวเราะคิกคักตลอด ที่ไหนได้เถาซื่อกลับตวัดสายตามองนางอย่างตำหนิ กล่าวเตือนว่า “สถานศึกษาสตรีซ่อมแซมเสร็จแล้วกระมัง หลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็น่าจะไปเรียนได้แล้ว”
รอยยิ้มของเยี่ยสุยชะงักค้าง...สถานศึกษาสตรีหรือ นางลืมไปเลยว่ามีเรื่องนี้อยู่!
“สถานศึกษาสตรี” สองคำนี้อยู่ห่างไกลจากความทรงจำของเยี่ยสุยมานานเกินไปจนนางลืมสนิทว่ายังมีเรื่องนี้ด้วย
ยามนี้พอเถาซื่อเตือนสติ นางก็ระลึกขึ้นได้ในที่สุด...
ปีที่นางปักปิ่น สถานศึกษาสตรีจิงจ้าวหยุดเรียนเพื่อซ่อมบำรุง หลังเทศกาลไหว้พระจันทร์จึงเปิดเรียนอีกครั้ง
ดูจากท่าทีของท่านแม่แล้ว หลังเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ นางต้องไปสถานศึกษาสตรีอย่างนั้นหรือ น...นี่มันไม่เกิดขึ้นเมื่อชาติก่อนนี่นา