ความมืดเริ่มกลืนกิน ทั่ววังหลวงเริ่มจุดโคมไฟสว่าง กลุ่มของอู๋ฮวนที่ต้องแฝงตัวเข้าไปในคุกใต้ดิน ได้แยกตัวออกไปแล้ว เหลือกลุ่มของจางหลินถงที่กำลังเตรียมตัวรอ หน้าที่ของพวกนางคือหลอกล่อคนให้สับสน สร้างเรื่องวุ่นวายเพื่อเปิดโอกาสให้อู๋ฮวนพาคนออกไปได้สะดวก จึงต้องรอกลุ่มของอู๋ฮวนออกมาจากคุกใต้ดินเสียก่อน ถึงจะได้เวลาทำงานของนาง
ที่ท้องพระโรงจัดพิธี ฮ่องเต้ ราชนิกูล รวมทั้งขุนนางสำคัญยังคงร่วมดื่มกิน ชมการร่ายรำของเหล่านางรำอย่างเพลิดเพลิน ฮองเฮาถูกส่งไปรอที่ห้องบรรทม ส่วนไทเฮาแยกตัวกลับไปพักผ่อนที่ตำหนัก
ค่ำคืนนี้ซ่งตงหยางไม่อาจร่วมดื่มได้ เนื่องจากอาการบาดเจ็บภายในยังไม่หายดี ระหว่างที่นั่งประจำตำแหน่งองค์ชาย หลิงฉีรับหน้าที่เป็นรองหัวหน้าองครักษ์ รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยในงาน ได้เดินเข้ามาก้มกระซิบรายงานสถานการณ์ด้านนอก
เจิ้งจื่ออี้นั่งถัดจากซ่งซือฉีเหลือบมองซ่งตงหยางแวบหนึ่ง เขานึกถึงคำกล่าวของจางหลินถงก่อนแยกกันที่เมืองเตียวฮุย เด็กคนนั้นยังไม่ตายทั้งวาสนาดีได้กลายเป็นบุตรชายคนโตของฮ่องเต้ ในขณะที่เขาต้องสวมรอยเป็นคุณชายไร้อำนาจ เสียโฉม เสียภรรยาแล้วยังต้องอายุสั้น
ควรโทษใคร มารดา สวรรค์?
เจิ้งจื่ออี้ยกสุราขึ้นมาดื่ม สุราฤทธิ์แรงลวกผ่านลำคอ กระตุ้นโทสะให้โหมแรงขึ้น ชายหนุ่มกำจอกสุราจนข้อนิ้วซีดขาว ในตระกูลซ่งยังไม่มีใครรู้ว่าคุณชายใหญ่ซ่งตงหยางยังมีชีวิตอยู่ หากฉวยโอกาสนี้ทำให้บิดาและบุตรชายฆ่ากันเองได้คงจะสะใจไม่น้อย
ซ่งตงหยางฟังคำรายงานแล้วเริ่มมีอาการคิ้วขมวด เจิ้งจื่ออี้เห็นเช่นนั้นก็เดาได้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น กระทั่งเห็นซ่งตงหยางลุกออกไป เขาจึงลุกตามไปด้วย
“เจ้าว่าอะไรนะ อู๋ฮวนลงมือแล้วหรือ?”ซ่งตงหยางมีสีหน้าดำคล้ำแทบดูไม่ได้ หากลงมือวันอื่น อู๋ฮวนไม่มีทางลอดตาข่ายที่เขาวางแน่ แต่ฝ่ายนั้นกลับเลือกลงมือวันนี้ ในวังมีคนจำนวนมาก หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบต่อเขามากทีเดียว
“พ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเขาอยู่ที่ไหนแล้ว”
“กำลังมุ่งหน้าที่คุกใต้ดินพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งข่าวบอกคนของเราอย่าเพิ่งลงมือทำอะไร รอให้พวกนั้นออกมาก่อนแล้วค่อยจัดการ ถึงอย่างไรพวกเขาก็หนีไปไม่พ้น มีคนเจ็บสองคนการหลบหนีย่อมล่าช้า นี่เป็นโอกาสดีของเรา ไป ส่งคนไปกราบทูลเสด็จพ่อ และส่งองครักษ์ไปคุ้มกันข้างในเพิ่มอย่างลับๆ อย่าให้คนในงานแตกตื่นเป็นอันขาด หาไม่แล้วคนร้ายจะรู้ตัว จะให้เกิดเรื่องใหญ่โตไม่ได้เด็ดขาด”ซ่งตงหยางคิดแผนรับมือทันทีอย่างสุดกำลังความสามารถ
“พ่ะย่ะค่ะ”หลิงฉีรับคำแล้วรีบจากไป ส่วนซ่งตงหยางเดินแยกไปอีกทาง
“จวิ้นอ๋องบุกเข้ามาชิงตัวอู๋อ๋องงั้นหรือ?”ดวงตาเจิ้งจื่ออี้เปล่งประกายวาบ
เดาได้เห็นจากอาการร้อนรนของซ่งตงหยางแล้ว คิดว่าสถานการณ์ควบคุมได้ลำบาก อู๋ฮวนเลือกลงมือวันนี้ซึ่งตรงกับวันที่ซ่งตงหยางได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่ คอยบัญชาการองครักษ์ดูแลรักษาความสงบในงานเสียด้วย หากไม่เกิดเรื่อง งานราบรื่น ซ่งตงหยางย่อมได้รับความดีความชอบจากฮ่องเต้ และคำสรรเสริญจากขุนนาง ตำแหน่งไท่จื่อก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่หากเกิดเรื่องขึ้น อู๋อ๋องถูกช่วยออกไปได้ งานวุ่นวาย หายนะย่อมมาเยือนซ่งตงหยางแน่แท้ ตำแหน่งไท่จื่อไม่เพียงหลุดลอย แต่ตำแหน่งองค์ชายก็เริ่มไม่มั่นคงด้วยเช่นกัน
นี่นับเป็นแผนการที่โหดเหี้ยมมากจริงๆ
อู๋ฮวนพาคนลัดเลาะผ่านเงามืด ไปตามเส้นทางคุกใต้ดิน ระหว่างทางพบองครักษ์เดินยามหลายคน เขาโบกให้คนหลบเข้าพุ่มไม้ องครักษ์คนหนึ่งเห็นความเคลื่อนไหวจึงกล่าวขึ้นว่า
“ทางนี้เรียบร้อยดี ไปที่อื่นเถอะ”ที่แท้นั่นคือวิธีการส่งสัญญาณ กล่าวจบพวกเขาเดินจากไป
อู๋ฮวนจึงนำคนออกมาและรีบพุ่งตรงไปที่คุกใต้ดิน ที่นั่นมีทางเข้าออกแค่ทางเดียว เวลาก็มีจำกัด พวกเขาจึงต้องเร่งลงมือให้เร็วขึ้นก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกราต้องพาคนออกจากวังหลวงให้ได้
ทางเดินในคุกใต้ดินกว้างพอสมควร มีการจุดคบไฟให้แสงสว่างเป็นระยะ ภายในมีกลิ่นอับโชยคลุ้ง ยามก้าวเท้าเดินมีเสียงก้องสะท้อนกังวาน ทำให้พวกเขาต้องเดินอย่างระมัดระวังมาก เห็นได้ชัดว่าในนี้ไม่มีนักโทษกบฎคนอื่น มีเพียงอู๋อ๋อง และอู๋สี่อยู่ที่นี่ พวกเขาใช้คนในครอบครัวเป็นเหยื่อล่อเขาให้มาติดกับจริงๆ
เมื่อถึงทางแยกอู๋ฮวนแนบตัวเข้ากับผนัง ก่อนจะยื่นหน้าไปมองข้างหน้าเห็นทหารสองคนยามเฝ้าอยู่ ชายหนุ่มดึงปิ่นปักผมออกมาจากอกเสื้อ กดปุ่มปล่อยเข็มพิษพุ่งไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ ชั่วพริบตาคนทั้งสองก็ถูกพิษเล่นงานถึงตาย ล้มลงนอนกองบนพื้นอย่างอนาถ จากนั้นผู้เป็นนายหันไปมองตาเซินสี่กับอีม่าน และสั่งการด้วยสายตาให้พวกเขาจัดการเก็บศพไปซ่อน ครั้นทางโล่งพวกเขาจึงไปต่อ ทางเดินชั้นแรกมีแค่สองคน แต่ผ่านลึกเข้าไปอีกมีเป็นโขยง
“ฆ่า!” สิ้นคำผู้เป็นนายและลูกน้อง ทั้งหมดกระชากกระบี่ออกจากฝัก และโถมเข้าองครักษ์ที่รักษาการอยู่ด้านในอย่างรวดเร็ว คนเหล่านั้นเมื่อเห็นผู้บุกรุกก็ไม่รอช้า กระชากดาบมาตั้งรับอย่างเต็มที่
พวกเขามีหน้าที่เฝ้ายามไม่ให้ผู้ต้องขังหนีรอดไปได้ จะปล่อยให้กบฎพวกนี้เอาตัวคนไปง่ายๆได้อย่างไร แม้หลั่งเลือดสูญสิ้นชีวิต มิอาจได้พบหน้าลูกเมียก็ขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ อู๋ฮวนเห็นคนพวกนั้นที่แต่ก่อนเคยจงรักภักดีต่ออดีตฮ่องเต้ ยามนี้ทรยศเปลี่ยนฝ่ายหันดาบเข้าเล่นงานพวกเขา โทสะที่กองอยู่ก้นบึ้งจิตใจถูกกระตุ้นจนตื่น
อู๋ฮวนในชุดสีดำตวัดดาบฟันฉับลงบนตัวฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ปรานี โลหิตกระเซ็นไปทั่วก่อนที่ตัวจะองครักษ์พวกนั้นจะล้มลงนอนกองพื้น โลหิตเจิ่งนองเซ่นไหว้แด่ผู้คนที่ต้องล้มตายจากการก่อกบฎก่อนหน้า ฝั่งเซินสี่ใบหน้าเหี้ยมเกรียมขึ้นหลายส่วน คิดถึงพี่น้องผู้ภักดีที่ดับสูญ ความโกรธพลันพลุ้งพล่าน เขาแทงกระบี่เข้าที่ท้องฝ่ายตรงข้ามจนทะลุก่อนจะใช้เท้าถีบยอดอก และกระชากกระบี่ออกด้วยความสาแก่ใจ
อู๋สี่ได้ยินเสียงการต่อสู้ด้านนอก ก็รู้ทันทีว่าอู๋ฮวนมาถึงแล้ว เขารีบเคาะผนังเสียงดัง“ท่านพ่อ พี่ใหญ่มาช่วยแล้ว”
ยามนั้นอู๋อ๋องกำลังสะลึมสะลือ ได้ยินเสียงบุตรชายกล่าวก็ถึงกับตาสว่างเขารีบลุกขึ้นมานั่ง และเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังใกล้เข้ามา
อ้าก! เสียงคนร้องครวญครางดังต่อเนื่อง ไม่นานนักคนในชุดสีดำหลายคนก็มาหยุดหน้าห้องขัง อู๋อ๋องมองคนเหล่านั้นเปลือกตาพลันร้อนผ่าว ร่างผอมโกรกพยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้น เพื่อเดินไปหาบุตรชายที่ไม่ได้พบหน้ามานานหลายเดือน
“อาฮวน”เขาดีใจมากจริงๆที่ได้เห็นบุตรชายอีกครั้ง
“พี่ใหญ่มาแล้ว”อู๋สี่คลานมาเกาะประตูห้องขัง เกาะเหล็กพยุงตนเองให้ยืนขึ้น
อู๋ฮวนได้เห็นสภาพอู๋อ๋องและอู๋สี่เต็มตาถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาทั้งสองผอมมาก ปากแห้งสะเก็ด กระทั่งเสียงพูดยังแทบไม่ได้ยิน เพียงเท่านี้รับรู้ได้ถึงความยากลำบากของทั้งบิดา และน้องชายตลอดหลายเดือนนี้แล้ว ชายหนุ่มขบกรามแน่น แรงโทสะพลุ่งพล่านจวนระเบิดอยู่รอมร่อ คนพวกนั้นช่างเลวทรามต่ำช้า กระทั่งพี่น้องสายเลือดเดียวกันก็คิดเข่นฆ่า แต่แค้นส่วนแค้น วันนี้เขามาเพื่อช่วยคน จึงต้องเก็บแค้นเอาไว้ก่อน
“รีบช่วยอู๋อ๋องและอู๋สี่ ออกมาเร็วเข้า”
จางหลินถงเตรียมตัวพร้อมแล้ว นางสวมใส่ชุดบุรุษชุดสีดำรัดกุม ที่หลังสะพายกระบอกใส่ลูกธนู นางหยิบกระเป๋าสะพายที่ทำจากหนังสัตว์ ภายในบรรจุระเบิดควันพิษที่นางสั่งทำพิเศษยื่นให้ไห่เถิงช่วยถือ แล้วหยิบคันธนูที่อู๋ฮวนมอบให้ขึ้นมามอง
“ชอบหรือไม่”
“อาหลิน ข้าขอกอดเจ้าสักครู่หนึ่งเถอะ”
“อาหลิน สัญญากับข้าว่าเจ้าจะระวังตัว จะไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด”
กลิ่นตัวที่หอมสะอาดของเขายังคงติดอยู่บนตัวของนาง นึกถึงตอนที่เขาแอบจุมพิตนางที่กลางกระหม่อม ขุมความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า ความอ่อนหวานก่อตัวในหัวใจ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณบอกไห่เถิง และเป่าซานว่านางพร้อมแล้ว คนทั้งสามจึงออกจากโรงซักล้าง มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่นัดแนะไว้
“ได้ยินว่าในวังหลวงมีหอตำราหลวงเก่าแก่ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บรายงาน บันทึก พระราชโองการ และข้อมูลที่สำคัญของแคว้นไว้ที่นั่น”จางหลินถงกล่าวขณะเดินด้วยความระมัดระวัง
“ถูกต้องแล้วสาวน้อย ทุกแคว้นย่อมต้องมี”ไห่เถิงเริ่มรู้ทันแล้วว่านางคิดจะทำอะไร เขายิ้มด้วยความภาคภูมิใจ กัวซือซิน บุตรสาวของเจ้า ช่างทำให้ข้าประหลาดใจได้ทุกคราจริงๆ
ด้วยข้อมูลมีมาก วังหลวงจึงต้องสร้างอาคารสูงถึงสี่ชั้นเก็บบันทึกสำคัญ หากนางทำลายที่นั่น ทำให้มีเสียงดัง ทำให้เกิดไฟลุกท่วมต้องหลอกล่อทหารองครักษ์จากจุดต่างๆมารวมตัวที่นี่ได้มากแน่ คิดแล้วหญิงสาวจึงใช้วิชาตัวเบาเหินขึ้นไปบนหลังคาอาคารหลังหนึ่ง และมองหาหอสูงสี่ชั้น เป่าซานกับไห่เถิงจึงตามขึ้นไปประกบหลัง
ขณะเดียวกันอู๋อ๋องและอู๋สี่ถูกช่วยออกมาจากคุกแล้ว มีอู๋ฮวนคุ้มกันด้านหน้า เซินสี่คุ้มกันด้านหลัง อีม่านกับถิงเฟิงช่วยกันประคองอู๋อ๋อง ยู่เฟิงกับลี่เฉิงช่วยประคองอู๋สี่ ส่วนเจี่ยอินและเฉินอี้คอยระวังด้านข้างซ้ายขวา พวกเขามาถึงทางออกพอดี พบเข้ากับกลุ่มคนจำนวนมากที่ดักรอ คาดการณ์จากสายตาน่าจะเกินยี่สิบคน ขณะนั้นคนในอาภรณ์ขาวก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากับอู๋ฮวน ด้วยท่วงท่าสุขุมและหยิ่งผยอง
“หูจิง ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าองค์ชายอู๋เหวินเซียว”อู๋ฮวนมองซ่งตงหยางแล้วหันไปมองหลิงฉีพลางยิ้มหยัน“หรือข้าต้องเรียกเจ้าว่าคุณชายซ่งตงหยางดี”
เมื่อถูกเปิดเผยฐานะใบหน้าซ่งตงหยางเริ่มเปลี่ยนไป อู๋ฮวนรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร คงเป็นนางที่บอกเรื่องราวทั้งหมด แต่สักวันความลับนี้อู๋ฮวนย่อมต้องรู้อยู่ดี จะเป็นนางบอกหรือสืบรู้เองก็หาได้มีความสำคัญอะไร ซ่งตงหยางปรับสีหน้าได้ก็ยิ้มตอบบ้าง“ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายเดือน ไม่ทราบว่าจวิ้นอ๋องสบายดีหรือไม่”
“แน่นอนว่าข้าสบายดี หาไม่เจ้าจะเห็นข้ายืนที่นี่ได้อย่างไร ว่าแต่เจ้าอาการบาดเจ็บหายดีแล้วหรือ ได้ยินว่าเจ้าไปยั่วโทสะคู่หมั้นของข้าทำให้นางโกรธ นางถึงได้ลงมือกับเจ้า”
“อาการบาดเจ็บแค่เล็กน้อย แต่ว่าจวิ้นอ๋องลักลอบพานักโทษกบฏหลบหนีนี่คือเรื่องใหญ่ ทหารจับพวกเขา!”ซ่งตงหยางสั่งการพลางหัวเราะ
“แน่ใจหรือว่าจะจับข้าได้ เจ้าตามข้าไปถึงเตียวฮุย ไม่ใช่เพื่อสังหารข้าให้ตายตกตามหน่วยพยัคฆ์ขาวหรอกหรือ แต่ข้าก็ยังรอดมาได้ ไม่เห็นหรือว่าสวรรค์เข้าข้างข้ามากกว่าเจ้า”อู๋ฮวนยืนนิ่ง แต่ไม่คลายระวังตัว
“จับเขา อย่าให้หนีรอดไปได้ เร็ว!”ซ่งตงหยางถูกทำให้ขายหน้า โทสะลุกโชน
สิ้นเสียงคำสั่งทหารองครักษ์กรูเข้าไปปิดล้อมขวางทางออกไว้อย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่ยังไม่ทันถึงตัวกลุ่มของอู๋ฮวน ก็มีขวดเล็กๆถูกโยนออกมาสองขวด เป็นเจี่ยอินและเฉินอี้ที่โยนมันออกไปใส่คนที่ขวางทาง คนพวกนั้นถอยหลบอย่างว่องไว เพล้ง! ขวดที่ทำจากกระเบื้องตกพื้นแตกกระจาย ควันพิษเขียวลอยคลุ้งไปทั่ว แยกคนสองฝ่ายออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
แค่กๆ
“พิษ เป็นควันพิษ ถอย รีบถอย”
ทหารองครักษ์ยกแขนขึ้นมาปิดจมูก พลางถอยร่นกลับลงไปแต่ช้าไปแล้ว ผู้ที่สูดควันพิษเข้าไปเริ่มล้มลงนอนดิ้นอย่างทุรนทุราย ดวงตาปูดโปนจนแทบถลน เอามือจับที่ลำคอ ขาเหยียดเกร็ง ใบหน้าบิดเบี้ยวแสดงออกถึงความทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด ไม่มีเสียงหลุดออกมาต่อจากนั้น มีเพียงภาพกลุ่มคนนอนดิ้นพล่านกลางควันสีเขียวครู่ใหญ่ แล้วสิ้นใจนอนแน่นิ่ง
“รีบไป ไป”อู๋ฮวนฉวยโอกาสในขณะคนพวกนั้นยังทำอะไรได้ไม่มาก บอกให้พวกเซินสี่พาคนออกไป
“องค์ชายระวังนะพ่ะย่ะค่ะ”หลิงฉีกันซ่งตงหยางถอยห่างทันเวลา พวกเขาจึงไม่ถูกควันพิษ แต่ว่าองครักษ์พวกนั้นล้วนไม่รอด ยาพิษที่อู๋ฮวนใช้ช่างร้ายแรงมากจริงๆ ทำให้องครักษ์จำนวนยี่สิบกว่าคนหลือรอดเพียงครึ่งเดียว
ซ่งตงอย่างขบเม้มริมปากด้วยความโกรธแค้น น่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดีจึงไม่อาจใช้วรยุทธ์ได้ ครั้นมองหากลุ่มของอู๋ฮวนอีกทีพบว่าคนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว ยิ่งทำให้ไฟโทสะของซ่งตงหยางโหมกระพือหนักขึ้น
ในที่สุดก็หาจนพบ มันอยู่ทางทิศตะวันตกนี่เอง!
จางหลินถงยืนมองหอสูงสี่ชั้นด้วยสายตาหมายมาด เป่าซานและไห่เถิงตามมาทันพอดี หอสูง ลมแรง หากเกิดไฟไหม้เพลิงลุกลามเร็วมากขึ้น ยิ่งเพลิงไหม้รุนแรงยิ่งต้องใช้คนมาก เพื่อจะดับไฟรักษาบันทึกที่อยู่ภายใน องครักษ์และคนทั้งหมดจะถูกดึงดูดมาที่นี่ เส้นทางฝ่ายทิศใต้จะร้างผู้คน อู๋ฮวนจึงสามารถพาคนออกไปได้ง่ายโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ
“ลมแรงกำลังดี รีบลงมือเถอะ”จางหลินถงกล่าว
ไห่เถิงรีบเปิดกระเป๋าหยิบของข้างในส่งให้นาง จางหลินถงไม่รอช้าย่อกายลง หยิบลูกธนูจากกระบอกออกมาสามดอก จากนั้นหยิบระเบิดควันพิษในมือไห่เถิงมาผูกติดกับหัวธนูทั้งสาม แล้วยืนขึ้น หันไหล่ขวาข้างที่ถือธนูไปทางหอสูงสี่ชั้นที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก
ดวงตาสงบนิ่งเพิ่งมองความใหญ่โตของวังหลวง ในใจระลึกถึงการตายของครอบครัว ตระกูลจาง ตระกูลกัว ท่านตา ท่านแม่ และคนในหน่วยพยัคฆ์ขาว การตายของทุกคนล้วนเชื่อมโยงกับคนในวังหลวง
ก่อนหน้านั้นนางอ่อนแอมีแต่ถูกรังแก วันนี้นางมาถึงที่นี่แล้ว นางจะทำให้คนในวังหลวงรับรู้ถึงการมาเยือนของนางบ้าง ลมค่ำคืนพัดแรงแต่มิอาจทำให้หญิงสาวที่กำลังน้าวสายธนูซวนเซได้ ยามนั้นเป่าซานเริ่มขมวดคิ้ว กำลังจะอ้าปากถามจางหลินถงว่าไม่จุดชนวนก่อนแล้วระเบิดจะทำงานได้อย่างไร ไห่เถิงรีบยื่นมือไปแตะไหล่เป่าซานบอกให้นางเงียบ เป่าซานจึงต้องเงียบไว้
จางหลินถงมีสมาธิแน่วแน่ ฉับพลันดวงตาสงบนิ่งสีน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีโลหิต ปราณสีแดงแผ่ซ่าน เป่าซานเห็นไอสีแดงจากตัวจางหลินถงถึงกับตะลึง ดวงตามีแวววูบไหว
นั่นมันปราณโลหิตอัคคี!
ไม่ผิดแน่ แม่นางอาหลินเป็นคนของเผ่าหั่วจู เป่าซานยิ้มดีใจกับพบญาติที่หายไป นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจางหลินถงไม่จุดฉนวนก่อน ไอสีแดงเริ่มเข้มข้นเป็นช่วงเวลาที่จางหลินถงน้าวสายจนตึงพอดี เวลานั้นที่สายฉนวนเริ่มเกิดประกายไฟ นางปล่อยลูกธนูพุ่งออกไปด้วยความเร็วและแรงมาก หัวลูกธนูที่มีระเบิดควันพิษมุ่งหน้าไปทางหอสูงสี่ชั้น ครู่ต่อมามีเสียงดังสนั่นดังขึ้น
ตูม!
เสียงดังสนั่นมาถึงที่จัดงานเลี้ยง ผู้คนตกใจหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บางตกใจจนทำจอกสุราร่วงหล่น เหล่าสาวงามตกใจแตกตื่นวิ่งหนีอย่างไม่กลัวตาย บรรดาฮูหยินขุนนางกอดบุตรหลานแน่นร้องไห้ระงม องครักษ์รีบออกมาอารักขาฮ่องเต้
“เกิดอะไรขึ้น!”
ยามนั้นสีหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้บูดบึ้งดูไม่ได้ เพราะกริ้วจัด“บังอาจ อู๋ฮวนเจ้ากล้าฉีกหน้าข้า!”
ฮ่องเต้ลุกขึ้นเดินออกไป ซ่งซือฉีตามไปติดๆ องครักษ์รีบตามประกบอารักขา เหล่าขุนนางเห็นท่าทีเช่นนั้นก็รีบลุกตามไปเช่นกัน ทุกคนเห็นเต็มตาว่าทางทิศตะวันตกของวังหลวง มีแสงสว่างจากเปลวไฟกำลังโหมไหม้หอสูงสี่ชั้นอย่างรุนแรง
“ฝ่าบาทไฟไหม้หอตำราหลวง!” ซ่งซือฉีร้องตะกุกตะกักเสียงหลง
“นำคนไปดับไฟ ตรวจสอบให้ได้ว่าเป็นฝีมือของใครแล้วลากมันมาให้ข้า!”ฮ่องเต้หันไปสั่งการคนสนิทข้างกายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด จากนั้นคนผู้นั้นก็วิ่งแหวกฝูงชนออกไป รวบรวมคนมุ่งหน้าสู่หอตำราหลวง
“ไฟไหม้หอตำราหลวง มาช่วยกันดับไฟเร็วเข้า”ทหารองครักษ์จำนวนมากจากทั่ววังหลวงวิ่งไปทางนั้นพลางร้องตะโกน
ควันพิษยังไม่ทันจางหาย ก็มีเสียงดังสนั่นมาจากทางหอตำราหลวงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกอีกแล้ว ซ่งตงหยางขาอ่อน อาการบาดเจ็บย้อนกลับ ทำให้กระอักโลหิตคำใหญ่ หน้าซีดเซียวทันใด
“องค์ชาย!” หลิงฉีคว้าแขนซ่งตงหยางประคองไม่ให้ล้ม
พินาศแล้ว วันนี้เป็นวันหายนะของเขาชัดๆ
“อู๋ฮวนวางคนไว้ข้างใน พวกเขาถึงสามารถก่อการได้อย่างไร้ร่องรอย ไป! พวกเจ้ารีบไปตามจับกบฎ! จับเป็นทุกคนที่ร่วมมือกับจวิ้นอ๋องมาลงโทษให้ได้!”
“พ่ะย่ะค่ะ”เหล่าองครักษ์ที่รอดชีวิตรับคำและวิ่งออกไป
“หลิงฉีพาข้าไปหอตำราหลวง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
***************************************************