ตอนที่ 103 สูญเสียความน่าเชื่อถือ
นางจางจ้องนางหลี่ที่หลบตานางด้วยสายตาดุดันจากนั้นก็เอ่ยถามว่า “เหตุใดเจ้ามิพูดให้ชัดตั้งแต่แรก ? จงใจทำให้สูตรกับข้ามิครบเยี่ยงนั้นรึ? ”
เสี่ยวเฉาโกรธเป็นอย่างมาก นางจึงเอ่ยว่า“ท่านย่าเมื่อคิดจะขายอาหาร ท่านย่าต้องมองด้วยสายตาของผู้อื่นสิเจ้าคะ ! เวลาท่านย่าทำอาหารให้ตนเอง ท่านย่ามิล้างวัตถุดิบก่อนหรือเจ้าคะ ?ยิ่งเป็นหัวหมูยิ่งต้องล้าง นี่ท่านย่าต้องให้ผู้อื่นบอกจริง ๆ หรือ ?ดูไส้ใหญ่นี้สิ ของเสียด้านในยังเอาออกมิหมดเลย แล้วคนจะกินเข้าไปได้เยี่ยงไรเจ้าคะ? ”
คนงานที่ซื้อไส้หมูตุ๋นไปเห็นเสี่ยวเฉาเอาก้อนสีดำๆ ออกจากไส้ใหญ่ เขาก็รู้สึกมวนท้องขึ้นมาทันทีและรู้สึกดีใจที่ยังไม่ได้กินเข้าไป
เสี่ยวเฉาเอ่ยต่อว่า “ท่านย่าเจ้าคะดูจากสีของอาหารตุ๋นแปลว่าเครื่องปรุงมิพอ ทั้งไส้หมูกับหัวหมูถึงได้มีสีซีดเช่นนี้แล้วเวลาต้มก็ต้องใช้ไฟแรงก่อน หลังจาก 2 เค่อค่อยใช้ไฟอ่อนเคี่ยว แต่ละคราต้องเคี่ยวทั้งหมด1 ชั่วยามเยี่ยงนั้นถึงจะเลาะเนื้อออกจากกระดูกได้ง่าย ๆ สิ่งสำคัญคือต้องใช้ไฟให้เป็นถ้าไฟแรงเกินไปและต้มนานเกินไป หัวหมูจะเละ ปริมาณอาหารก็จะลดลง ถ้าไฟอ่อนเกินไปและใช้เวลาต้มน้อยเกินไป ทั้งสี กลิ่น และรสชาติก็จะแย่นี่เป็นหลักฐานว่าท่านย่ามิมีความเข้าใจในเรื่องไฟที่ใช้ทำอาหารตุ๋นเลย... ”
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เสี่ยวเฉาเคยบอกพวกเขาแล้วแต่นางหลี่จอมขี้เกียจมิมีความอดทนที่จะรออยู่ข้างเตา นางดับไฟและออกไปนินทาชาวบ้านก่อนที่อาหารตุ๋นจะเสร็จส่วนเครื่องปรุงนั้น สายตาของนางจางล่อกแล่กไปมาอย่างมีพิรุธ นางลดเครื่องปรุงที่ต้องใช้ลงครึ่งหนึ่งเพื่อที่จะได้ประหยัดเงิน
“ไอหยา !...งั้นนี่ก็มิใช่อาหารตุ๋นที่เสี่ยวเฉาทำน่ะสินางหลอกพวกเรานี่ บอกว่าเป็นเนื้อ 1 อีแปะของแท้ดั้งเดิมอีกด้วย ! ” เฒ่าห่าวจึงตะคอกเสียงดังว่า “ข้าจะถือว่าโยน 2 อีแปะลงทะเลไปก็แล้วกันแต่อย่าได้คิดว่าข้าจะซื้ออาหาร 1 อีแปะของเจ้าอีก ! ”เฒ่าห่าวปาห่ออาหารตุ๋นอีกห่อไปที่เท้าของนางจางด้วยความโกรธแล้วเดินจากไป
เสี่ยวเฉาจึงรีบหยุดเขาไว้และเอ่ยว่า “ท่านลุงห่าวข้าขอโทษแทนท่านย่าด้วยนะเจ้าคะ ท่านลุงรับปลาหมัก 2 ห่อนี่ไปเป็นการชดเชยนะเจ้าคะ! เสี่ยวเหลียนเอาปลาหมักให้ลุงห่าว 2 ห่อ”
เฒ่าห่าวถูมืออย่างละอายใจ เขาหยิบเงิน 2อีแปะออกมาและเอ่ยว่า “นางก็คือนาง เจ้าก็คือเจ้า รับเงินนี่ไปเป็นค่าปลาหมัก 2ห่อเถอะ...”
เสี่ยวเฉาดันมือที่ถือเงินของเขากลับไปและเอ่ยว่า“เวลาผู้อาวุโสของข้าทำผิด หลานก็ควรจะรับผิดชอบด้วย ถึงพวกเราจะแยกบ้านจากครอบครัวใหญ่แล้วแต่ก็มิผิดอะไรนี่เจ้าคะ ที่จะใช้เงินสักสองสามอีแปะเพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้อาวุโสของพวกเราคนที่ซื้ออาหารตุ๋นจากท่านย่าของข้ามารับปลาหมักจากข้าได้เลยนะเจ้าคะ เงินที่พวกท่านให้ท่านย่าไปถือว่าให้พวกเราได้แสดงความกตัญญูต่อท่านย่าเถอะเจ้าค่ะ...”
ทันทีที่นางจางได้ยินว่าไม่ต้องคืนเงินที่ได้มาใจที่ร้อนรนของนางก็ผ่อนคลายลงได้ในที่สุด เมื่อเห็นทุกคนพากันชมเชยเสี่ยวเฉาว่าเป็นหลานกตัญญูและทำการค้าอย่างซื่อสัตย์นางก็ได้เหยียดยิ้มอย่างดูถูกดูแคลน นางนับเหรียญ 10กว่าเหรียญในมือแล้วนึกเคืองเฒ่าห่าวที่ไม่มาให้ช้ากว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา นางคงได้กำไรไปแล้วเมื่อคิดว่านางจะไม่ได้เงินที่ซื้อเครื่องปรุงกลับมาถึงครึ่งหนึ่ง นางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกควักหัวใจออกมา
เมื่อเสี่ยวเหลียนเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าเพื่อเอาปลาหมักให้กับทุกคนฝูงชนก็พากันประหลาดใจที่พบว่าเด็กหญิงทั้งสองหน้าเหมือนกันราวกับแกะเสี่ยวเฉายิ้มและเอ่ยว่า “ทุกคนเจ้าคะ นี่คือพี่สาวฝาแฝดของข้า เสี่ยวเหลียนเจ้าค่ะเมื่อวานรวมถึงทุกบ่ายก่อนหน้านี้ด้วย นางคือคนที่มาขายปลาหมักเจ้าค่ะ”
เฒ่าห่าวตะลึงไปชั่วครู่แล้วก็หัวเราะออกมา“ก็ว่าแล้วว่ามีอะไรแปลก ๆ ! ยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดเสี่ยวเฉาตอนบ่ายมิค่อยชอบสนทนาเลยที่แท้ก็เป็นพี่สาวฝาแฝดนี่เอง ! น่าขันยิ่งนัก พวกเรามิได้สังเกตกันเลยว่าตอนเช้ากับตอนบ่ายนั้นเป็นคนละคนกันโง่อยู่ตั้งหลายวัน น่าสนใจ น่าสนใจ ฮ่า ๆ ๆ ! ”
สองพี่น้องที่หน้าเหมือนกันราวกับแกะดึงดูดความสนใจผู้คนมากขึ้นไปอีกธุรกิจของเสี่ยวเฉาจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นกว่าเดิม พี่หกที่มาซื้อปลาหมัก 2 ห่อก็ได้มองมายังสองพี่น้องด้วยสายตาเย็นชาพอเขาเดินจากไปก็มีรอยยิ้มที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาเดาถูก...
สายตาของนางจางกับนางหลี่เต็มไปด้วยความอิจฉาขณะที่มองผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่รุมล้อมเสี่ยวเฉาแต่ไม่ว่าพวกนางจะเรียกลูกค้าเยี่ยงไรข่าวเรื่องอาหารตุ๋นที่ด้อยคุณภาพทำมาแบบหยาบ ๆ ของพวกนางก็แพร่กระจายไปทั่วในหมู่คนงานพวกนางตะโกนจนเสียงแหบแห้งแต่ก็ยังขายไม่ออกเลยสักห่อจึงได้แต่กลับไปแบบขายขี้หน้าเช่นนั้น
ต่อมาเมื่ออาหารตุ๋นของพวกนางกินได้ในที่สุดก็ไม่มีใครยอมอุดหนุนพวกนางแล้ว ธุรกิจก็เป็นแบบนี้ เมื่อสูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้วก็ยากที่จะกู้กลับคืนมาได้
หลังจากมาขายอีกหลายครั้งทั้งแม่สามีและลูกสะใภ้ไม่เพียงแต่ไม่ได้เงินเลย แต่พวกนางยังเสียเงินทุนไปอีกด้วยขั้นตอนการทำหัวหมูและเครื่องในตุ๋นต้องใช้ความพยายามในการทำความสะอาดเป็นอย่างมากแต่พวกนางทั้งสองคนต่างไม่ใช่คนขยันทำงานหนักทั้งคู่ ดังนั้นพวกนางจึงค่อย ๆ หมดความสนใจในการขายอาหารตุ๋นเพื่อหารายได้ไป
เดือนสามเป็นช่วงเวลาที่ดีเนื่องจากอากาศจะอุ่นขึ้นและดอกไม้เริ่มผลิบานแต่ตอนต้นเดือนสามในปีนี้กลับมีกระแสน้ำเย็นซึ่งเข้ากับคำกล่าวที่ว่า ‘มีความเย็นในอากาศต้นฤดูใบไม้ผลิ’
โชคดีที่นางหลิวกับเสี่ยวเหลียนทำชุดเครื่องนอนใหม่ให้ทั้งครอบครัวเสร็จแล้วพวกนางเอาฝ้ายออกจากผ้านวมเก่าและยัดฝ้ายใหม่เข้าไปแทนหลังจากนั้นก็ยัดฝ้ายเก่าลงไปในผ้าใหม่และใช้พวกมันปูรองนอนแทนที่ฟางข้าวบนเตียงสำหรับชุดเครื่องนอนใหม่นี้ พวกนางได้เย็บเป็นผ้านวมนุ่มๆ 4 ชุด
เมื่อเสี่ยวเฉามีผ้านวมที่อบอุ่นนุ่มนิ่มคลุมตัวอยู่นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างมีความสุขและกลิ้งไปมาบนเตียงโดยไม่อยากจะลุกขึ้นนางหลิวกับเสี่ยวเหลียนต่างก็ขำขันกับท่าทีของนาง
เมื่อคลื่นความเย็นมาถึงหยูไห่ก็ขับเกวียนลาไปที่เมืองทันทีเพื่อเอาเสื้อผ้าบุฝ้ายชุดใหม่ไปให้ลูกชายทั้งสองแม้ว่าเสื้อผ้าจะทำจากผ้าหยาบราคาถูก แต่ฝ้ายด้านในก็เป็นของใหม่และเก็บความร้อนได้ดีกว่าเสื้อตัวเก่าของพวกเขามากโข
เสี่ยวเฉากับเสี่ยวเหลียนก็ได้เสื้อตัวนอกใหม่เช่นกันมันเป็นสีฟ้าพร้อมด้วยลวดลายดอกไม้สีแดง พวกนางซบหยูไห่กับนางหลิวอยู่บนเตียงหลังอาหารเย็นทั้งครอบครัวมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความกังวล หยูไห่ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า“ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมี ‘หิมะดอกท้อ’ เกิดขึ้น...”
เสี่ยวเหลียนถามว่า “ท่านพ่ออะไรคือ ‘หิมะดอกท้อ’ รึเจ้าคะ ? ”
นางหลิวอธิบายการเปลี่ยนแปลงในทางสุริยคติให้นางฟังอย่างใจเย็นและกล่าวสุภาษิตของชาวไร่ชาวนาว่า วันที่ 3 เดือน 3 ดอกซิ่งฮวาและดอกท้อจะบานสะพรั่งไปทั่วทั้งภูเขายามดอกท้อบานและดอกซิ่งฮวาเหี่ยวแห้ง บ๊วยและลูกพรุนจะเติบโต หากมีหิมะฤดูใบไม้ผลิในเดือน3 ผลไม้จะได้ผลผลิตไม่มากนัก สุดท้ายนางก็สรุปว่า “ถ้าหิมะตกในคืนนี้แม่กลัวว่าชาวบ้านที่ปลูกผลไม้ในปีนี้จะต้องพบเจอกับปัญหาใหญ่เป็นแน่...”
เสี่ยวเหลียนมองออกไปที่สวนผักและเอ่ยออกมาด้วยความกังวลว่า“เยี่ยงนั้น...ผักของบ้านเราจะเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ ? ข้าคิดว่าอีกไม่กี่วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วถ้าหากมันแข็งขึ้นมา ความพยายามก่อนหน้านี้ของพวกเราก็สูญเปล่าสิเจ้าคะ...”
หยูไห่มองเสี่ยวเฉาแล้วอดถามไม่ได้ว่า“เฉาเอ้อร์ หลังคาฟางพวกนั้นจะทนพายุหิมะได้หรือไม่ ? ”
เสี่ยวเฉามองลูกแมวสีทองที่งีบหลับอยู่บนเตียงแล้วเอ่ยถามในใจว่า[เสี่ยวทังหยวน ผักที่ข้าปลูกจะเป็นอันใดหรือไม่ ? เจ้าบอกมิใช่รึว่าถ้าพวกเรารดด้วยน้ำอาบของเจ้าพวกมันจะทนความแห้งแล้ง ความหนาวเย็น และศัตรูพืชได้น่ะ ? ]
ทุกคืนมันจะดูดซับพลังวิญญาณของสวรรค์และโลกมนุษย์เพื่อฟื้นคืนพลังของมันใช่แล้ว นอกเหนือจากการแช่น้ำแล้ว มันยังสามารถดูดซับธาตุของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จากนั้นก็เปลี่ยนให้เป็นพลังวิญญาณของตนเองได้อีกด้วยลูกแมวสีทองเหยียดตัว หาว ขยี้ตาด้วยอุ้งเท้า และเอ่ยว่า [ มิต้องห่วง ! ถ้าตกมิเกิน 3 วันก็ไม่เป็นอันใดหรอก...ข้าเหนื่อยช่วยพาข้าไปนอนเร็วเข้า ! ]
ไปนอนรึ ?ก็แค่ถอดหินสีนี่ออกแล้วเอาใส่เหยือกน้ำมิใช่รึไง ?เสี่ยวเฉาจำใจเอาเหยือกที่หินศักดิ์สิทธิ์มักจะใช้พักผ่อนออกมาและใส่หินศักดิ์สิทธิ์ลงไปด้านในหลังจากนั้นนางก็พร่ำสิ่งที่หินศักดิ์สิทธิ์บอกให้กับครอบครัวของนางฟัง เสี่ยวเหลียนถามอย่างสงสัยว่า“น้องสาม ไปเจอหินไร้ประโยชน์นั่นจากที่ใดรึ ? เจ้าเอามันแช่น้ำตลอดราวกับว่ามันเป็นสมบัติอะไรบางอย่างหินนี่ใช้ทำอะไรได้รึ ? ”
[ ใครเป็นหินไร้ประโยชน์กัน ? เจ้าสิไร้ประโยชน์! ครอบครัวเจ้าทั้งหมดก็เป็นมนุษย์ไร้ประโยชน์ ! ] หินศักดิ์สิทธิ์กางเล็บใส่เสี่ยวเหลียนด้วยความโกรธมันเลียนแบบคำกล่าวของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเทพีแห่งวิญญาณและเอ่ยออกมาด้วยท่าทางแบบเดียวกันราวกับคัดลอกมาหลังจากที่ได้ด่าแล้วมันก็พอใจในตนเองเป็นอย่างมาก จนถึงกับแสดงสีหน้าพอใจออกมา
“เสี่ยวเฉา เสี่ยวทังหยวนของเจ้าเป็นอะไรไปรึ? เอามันออกไปเร็วเข้า ! ” อยู่ดี ๆ เจ้าลูกแมวที่กำลังนอนหลับอย่างขี้เกียจก็กระโดดขึ้นมาบนหัวของนางและข่วนผมนางด้วยกรงเล็บเล็กๆ ของมัน มันไม่ได้เจ็บแต่ดูแล้วมิมีเหตุผลเอาเสียเลย
ครอบครัวหยูค่อนข้างชอบลูกแมวสีทองแสนสวยที่อยู่ๆ ก็โผล่มาที่บ้านของพวกเขา แต่เจ้าลูกแมวตัวนี้หยิ่งทะนงและถือตัวเป็นอย่างมากมันเมินเฉยกับทุกคนยกเว้นเสี่ยวเฉา
เสี่ยวเฉาคว้าตัวลูกแมวออกมาและเอามือลูบมันให้สงบลงนางยิ้มและเอ่ยว่า “ข้าเจอมันโดยบังเอิญที่ลำธาร เสี่ยวเหลียน เจ้ามิคิดว่าหินสีรุ้งนี้สวยมากรึ? สีมันจะยิ่งสดใสขึ้นถ้าเอาแช่น้ำในฤดูใบไม้ผลิทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นข้าสังเกตเห็นว่าชีวิตของครอบครัวเราดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเก็บหินนี้มาน่ะ บางทีมันอาจจะเป็นหินนำโชคก็ได้นี่ ! ”
เมื่อเห็นลูกสาวทำราวกับหินเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่านางหลิวก็รู้สึกเศร้าในใจเล็กน้อย นางแอบตัดสินใจว่าจะซื้อเครื่องประดับให้ลูกสาวหลังจากได้เงินจากการขายผักลูกสาวของนางอยู่ในวัยที่ชื่นชอบการแต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ แล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ...
เย็นวันนั้น ควันไฟก็ลอยขึ้นจากปล่องไฟในหมู่บ้านตงชานอีกคราหลังจากหยุดไปแล้วช่วงหนึ่งครอบครัวของเสี่ยวเฉามีฟูกและผ้าห่มใหม่ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องให้ความร้อนกับเตียง
วันต่อมาทั้งหมู่บ้านก็ถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลนราวกับทุกสิ่งถูกตกแต่งด้วยสีขาวกระทั่งภูเขาก็ถูกปกคลุมด้วยหิมะดูราวกับว่าพวกเขาได้ย้อนไปในฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งหนองน้ำหลังบ้านเป็นเหมือนหยกสีเขียวที่ถูกฝังอยู่ในหินอ่อนสีขาวโปร่งใสระยิบระยับ
มีก้อนหิมะขนาดต่าง ๆ อยู่บนต้นสนที่เรียงรายเป็นทิวแถวในป่าไผ่ ต้นไผ่สูงก็งอลงมาเพราะน้ำหนักของหิมะต้นไผ่ที่เรียงรายกันเป็นแถวก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะเป็นชั้น ๆ
ดวงอาทิตย์ขึ้นจากทางตะวันออกของภูเขาและส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วทุกทิศทุกทาง หมู่บ้านบนภูเขาดูมีเสน่ห์เป็นพิเศษหิมะที่สะสมอยู่บนยอดเขาที่ห่างไกลเป็นเหมือนเมฆสีกุหลาบบนท้องฟ้า ภายใต้แสงแดดแสงสีทองอ่อน ๆ ก็ปรากฎบนยอดไม้ นกกระจอกในป่ากระโดดไปมาและเขย่ากิ่งไม้เล่นหิมะที่สะสมอยู่บนกิ่งไม้ร่วงลงสู่พื้นดินราวกับผงแป้ง เมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์มันจึงดูเหมือนชั้นกับหมอกสีขาว
แต่ก่อนเสี่ยวเฉามักจะป่วยหนักตอนหิมะตกเสมอนางป่วยหนักตอนก่อนปีใหม่ด้วย (ผู้แต่ง :มันปลอม) ดังนั้นครอบครัวของนางจึงเป็นห่วงสุขภาพของนางมากที่สุด พวกเขาขอให้นางอยู่ที่บ้านและให้หยูไห่ขี่เกวียนพาเสี่ยวเหลียนไปที่ท่าเรือเพื่อขายอาหารตุ๋นแทน
หลังจากนั้นก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของเดือน3 เมื่อดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า หิมะก็เริ่มละลาย มีเสียงหิมะตกลงมาให้ได้ยินในบางครั้งคราวพอหิมะจำนวนมากหล่นลงจากต้นไผ่ ต้นไผ่จึงยืดลำต้นขึ้นและส่ายไปมาราวกับกำลังเอ่ยว่า‘อยากบดขยี้ข้าเยี่ยงนั้นรึ ? อย่าได้แม้แต่จะคิด ! ’ เสียงวัวแก่ร้องมอดังมาแต่ไกลพร้อมด้วยเสียงเป็ดร้องและเสียงหัวเราะของผู้คน...