หลังจากกินอาหารกันเสร็จเรียบร้อย พลกฤตพาพรกรัณย์มาที่ห้องนั่งเล่น เพื่อจะมาพูดคุยกันให้เข้าใจตามที่เขาวาดหวังเอาไว้ตั้งแต่แรก คนทั้งสองนั่งมองหน้ากันไปกันมานิ่งๆ โดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ
“ตกลงพี่กฤตจะพูดหรือไม่พูดคะ?... ถ้าไม่พูดนกฮูกจะได้กลับ”
“อย่าใจร้อนนักสิ”
พรกรัณย์เห็นชายหนุ่มตัวโตเอาแต่นิ่ง มองจ้องเอาจ้องเอาโดยไม่พูดไม่จาออกมาสักที จนเธอรู้สึกประหม่า วาบหวามภายในกาย จนทำหน้าและวางตัวไม่ถูก เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่เด็ดขาดอยู่ในที และทำท่าจะลุกขึ้น มือใหญ่จึงยื่นมาจับแขนเรียวเอาไว้ซะก่อน จึงทำให้พรกรัณย์นั่งลงตามเดิม
“พี่อยากจะบอกว่า พี่ไม่รู้สึกอะไรกับเจนแล้วนะ”
พลกฤตพูดเกริ่นขึ้นมา ให้พรกรัณย์ได้รับรู้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อเจนสุดา ซึ่งในตอนนี้เขาไม่ได้มีความรู้สึก รักใคร่ชอบพอเจนสุดาแล้ว แม้แต่ความรู้สึกเป็นเพื่อนก็ไม่มีให้เลยสักนิด จะมีก็เพียงคนเคยรู้จักเท่านั้นเอง
“พี่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่เจนก็ดีแล้วค่ะ แต่นกฮูกไม่เข้าใจ ทำไมพี่จะต้องมาบอกนกฮูกด้วยละคะ? นกฮูกไม่เกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย”
พรกรัณย์แสร้งทำเฉไฉ เหมือนว่าตัวเองไม่ได้รู้สึก และไม่เข้าใจว่าเขาจะมาบอกเธอให้รู้ทำไม แต่ภายในนั้น กลับหัวใจเต้นแรงรัวเร็ว แถมยังพองคับแน่นจนเต็มอกด้านซ้าย ด้วยความรู้สึกยินดีปรีดาไปกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นยิ่งนัก
“เกี่ยวสิทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ พี่อยากให้นกฮูกรู้ นกฮูกไม่ได้เป็นตัวแทนใครนะ หากว่าเราจะคบกันอีกครั้ง”
พลกฤตเลื่อนมือใหญ่มาจับมือเรียวเล็ก เห็นหญิงสาวตัวเล็กไม่สะบัดมือเขาทิ้งก็ให้รู้สึกใจชื้น แต่ถึงจะสะบัดออก เขาก็ยอมปล่อยแต่โดยดีแหละ แต่จะไม่ละความพยายาม ที่จะพูดจะคุยกับหญิงสาวตัวเล็กตรงหน้าให้เข้าใจ
“พี่พูดอย่างกับว่าตอนนี้ไม่มีใคร และอยากจะมาคบกับนกฮูกอย่างงั้นแหละ?”
พรกรัณย์เหมือนจะเข้าใจความหมายในคำพูดของพลกฤต แต่เธอทำทีเหมือนไม่เข้าใจ แต่กระนั้นดวงตากลมโตคู่สวยเปล่งประกาย ไหวระริกด้วยความรู้สึกดีใจออกมา ซึ่งนี่แหละนาที่เขาว่า ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ ยิ่งดวงตาของพรกรัณย์ด้วยแล้ว ยิ่งมองออกง่ายว่าเธอกำลังรู้สึกเช่นไร
“ก็ใช่น่ะสิ!... พี่ยังไม่มีใคร ตั้งแต่ที่นกฮูกยุติความสัมพันธ์กับพี่ พี่ก็ยังไม่มีใครจนถึงตอนนี้ อยากจะมีเหมือนกันแหละ แต่มีไม่ได้ เพราะในใจเฝ้าคิดถึงแต่คนบางคนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”
พลกฤตพูดไปก็ขยับกายแกร่งเข้าใกล้ๆ พรกรัณย์ไปด้วย จนร่างสองร่างตอนนี้นั่งแนบชิดติดกันไปโดยปริยาย คำพูดที่เขาพูดออกมานั้น ก็ทำให้พรกรัณย์หน้าแดงระเรื่อซับสี พลางคิดเข้าข้างตัวเองไปหรือเปล่านะ ว่าคนบางคนที่เขาคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นคือตัวเอง
“พี่คิดถึงใคร พี่ก็ไปหาคนนั้นสิ จะมัวมานั่งพูดคุยอยู่กับนกฮูกทำไมกันล่ะ”
แต่พรกรัณย์ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ว่าคนที่พลกฤตบอกว่าคิดถึงนั้นคือตัวเธอ ก็เขายังไม่ได้เอ่ยชื่อเธอหรือชื่อใครออกมานี่ แล้วจะให้เธอพูดเข้าข้างตัวเองไปได้ยังไง ว่าใครคนที่เขาบอกว่าคิดถึงนั้นคือเธอ
“ก็คนที่พี่คิดถึงก็คือนกฮูกนี่ยังไงล่ะ!... พี่ไม่รู้หรอกนะว่าพี่รู้สึกยังไงกับนกฮูก รู้แต่ว่าคิดถึง และคิดถึงมาก คิดถึงจนไม่อยากมองหาผู้หญิงคนไหนมาเป็นแฟน เรามาคบกันอีกครั้งนะ ได้ไหมคนดี?”
พลกฤตพูดออดอ้อน เว้าวอน เสียงอ่อนเสียงหวาน หากเป็นคนอื่นที่มาได้ยินคงพูดออกมาเลยว่าเลี่ยนมากกกก... กอไก่ล้านตัว แต่นี่เป็นพรกรัณย์ที่ได้ยิน เธอรู้สึกวาบหวาม ซาบซึ้งจับใจ ถึงแม้เขาจะยังไม่ได้บอกรักเธอก็ตาม เพียงแค่เขาบอกว่าคิดถึงเธอ ก็ให้เธอรู้สึกว่าเขากำลังให้ความสำคัญกับเธอ แค่นี้เธอก็เป็นปลื้มตื้นตันมากมายแล้ว
“พี่กฤตอยากจะคบกับนกฮูกจริงๆ หรือคะ?... นกฮูกไม่ได้สวย และเราแตกต่างกันมากเลยนะ”
พรกรัณย์ถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เพราะตัวเธอไม่ได้สวยหยาดฟ้ามาดิน อย่างแฟนที่ผ่านมาของเขา และไม่ได้ร่ำรวยด้วย เป็นเพียงแค่พนักงานบริษัท ตำแหน่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเพียงแค่นั้น แต่ส่วนเขาเป็นถึงเจ้าของโรงแรมหลายสาขา ร่ำรวยมาก และมีหน้ามีตาทางสังคม
“อยากคบสิ พี่อยากคบนกฮูกถึงได้มาที่นี่ มาพูดมาคุยปรับความเข้าใจกัน ส่วนเรื่องความสวย นกฮูกสวยน่ารักอยู่แล้ว ส่วนเรื่องความแตกต่างก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย พี่ไม่ได้สนใจเรื่องฐานะเงินทองอะไรอยู่แล้ว พี่สนใจแต่ว่าเราเข้าใจกันและกันก็พอ”
พลกฤตพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่จริงจัง ขณะพูดก็มองสบตากับดวงตากลมโตคู่สวยอย่างแน่วแน่ และอยากให้พรกรัณย์เชื่อถือในคำพูดและความตั้งใจของเขา คำพูดและสายตาที่มองมานั้น ทำให้พรกรัณย์ไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำพูดคำถามไหนออกมาอีก ในใจรู้สึกอิ่มเอม ปลาบปลื้ม ดีใจ จนพูดอะไรไม่ออก
๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙๒๙