ห่านเอ๊ย! ปั้นห่านหน้าจืด สู่สัตว์เทพแห่งวังหลวง

    บทที่ 18.2

             

            ด้วยรูปโฉมที่งดงามเกินสามัญสำนึกประกอบกับท่าทีสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านเหล่าทหารจึงทึกทักเอาเองว่าสตรีผู้นี้น่าจะเป็นผู้ดีตกยากหรือไม่ก็เชื้อพระวงศ์ที่หลบซ่อนตัวมาพักพิง

             

            พวกเขาจึงไม่กล้าทำตัวหยาบคายให้มากความยอมพยักหน้ารับคำและเดินจากไปแต่โดยดี

             

            ทันทีที่เงาของพวกทหารหายลับไปจากคลองจักษุเจียงลี่หยูก็รีบหันขวับกลับเข้าเรือนไปลากแขนเด็กหญิงตัวน้อยที่บัดนี้ถูกปรับแต่งจนเป็นเทพธิดาเด็กให้ออกมายืนอยู่กลางลานดิน

             

            "อาจารย์... พวกทหาร..."

             

            หลินหว่านเอ๋อเอ่ยเสียงสั่น

             

            "ชู่ว... ฟังให้ดีนะยัยหนู"

             

            เจียงลี่หยูจับไหล่เด็กน้อยแน่น

             

            "จากนี้ไปเจ้าไม่ได้ชื่อหลินหว่านเอ๋ออีกแล้ว แต่จงใช้ชื่อว่า 'หลินฮุ่ย'จำไว้ให้ดี!"

             

            หญิงสาวตั้งชื่อใหม่ให้อย่างลวกๆโดยหยิบยืมชื่อของทูตสันถวไมตรีหมีแพนด้าชื่อดังในชาติก่อนมาใช้หน้าตาเฉย

             

            จากนั้นเธอก็ยื่นมือเรียวขาวผ่องไปแตะที่ผนังปูนคอนกรีตของเรือนเบื้องหน้าแล้วออกคำสั่งใช้งานสกิลคู่บุญทันที

             

            'เก็บ!'

             

            วาบ!

             

            เพียงพริบตาเดียวเรือนคอนกรีตสุดหรูทั้งหลังก็ถูกดูดกลืนอันตรธานหายวับเข้าไปอยู่ในช่องเก็บของทิ้งไว้เพียงลานดินว่างเปล่าประหนึ่งไม่เคยมีสิ่งปลูกสร้างใดตั้งอยู่ตรงนี้มาก่อน

             

            เจียงลี่หยูกระชับมือเด็กน้อยแน่นก่อนจะพาออกเดินลัดเลาะหลบหนีไปตามถนนดินอย่างไม่คิดชีวิต

             

            'บ้าไปแล้วใครจะยอมโง่เอาเสบียงข้าวโพดแสนอร่อยที่ฟาร์มมาแทบตายไปประเคนให้พวกขุนนางหน้าเลือดกัน!'

             

            อดีตพนักงานออฟฟิศแสยะยิ้มมุมปาก

             

            'ในเมื่อมีช่องเก็บของสุดโกงพกบ้านติดตัวได้การหอบเต็นท์ปูนหนีหนี้ภาษีไปเลย ย่อมง่ายกว่าการควักเนื้อจ่ายเป็นไหนๆ!'

             

            หลินฮุ่ยในชื่อใหม่หมาดๆหันขวับไปมองลานดินโล่งเตียนเบื้องหลัง นัยน์ตากลมโตเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นบ้านทั้งหลังหายวับไปกับตา

             

            ทว่าเมื่อดวงตาใสซื่อช้อนขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างอันงดงามของสตรีผู้กุมมือของตนเองวิ่งฝ่าสายลมห้วงสมองก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างจนหัวหมุน

             

            แม้จะงุนงงอยู่บ้างทว่าตรรกะของเด็กหญิงก็ลงล็อกอย่างง่ายดาย

             

            'อ๋อ...ท่านอาจารย์ของข้าเป็นถึงเทพเซียนแปลงกายมาจุติ การเสกให้บ้านทั้งหลังหายไปได้ก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสวรรค์นั่นแหละมั้ง'

             

            เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงักกับตนเองยอมซอยเท้าวิ่งตามผู้เป็นอาจารย์เข้าป่าไปอย่างว่าง่าย ไร้ซึ่งความกังขาใดๆอีกต่อไป

             

            สองเท้าเล็กจิ๋วก้าวเดินย่ำไปตามใบไม้แห้งที่ทับถมกันบนพื้นดิน

             

            กรอบแกรบ...

             

            ตลอดเส้นทางอันร่มรื่นที่ถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้สูงใหญ่หลินหว่านเอ๋อก้มหน้าก้มตาเดินตามแรงจูงเงียบๆภายในใจของเด็กน้อยเฝ้าหวนคิดถึงเพียงสตรีผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้าความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างเกาะกุมจิตใจดวงน้อยประหนึ่งตะไคร่น้ำเกาะก้นโอ่ง

             

            กึก...

             

            สองขาสั้นๆ เกือบจะสะดุดรากไม้ล้มหน้าคะมำเมื่อนัยน์ตาใสซื่อที่ทอดมองต่ำ ไปสะดุดเข้ากับร่องรอยบางอย่างบนข้อมือขาวผ่องของสตรีผู้งดงามปานล่มเมืองที่กำลังจับจูงมือตนเองอยู่

             

            มันคือรอยปานแดงจางๆ รูปหัวใจ!

             

            หลินหว่านเอ๋อเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเติ่งรอยปานแดงที่ข้อมือนั้น ตำแหน่ง รูปร่างและขนาดเดียวกับที่มารดาของนางเคยมีไม่ผิดเพี้ยน!

             

            'อาจารย์คนสวยคนนี้...แท้จริงแล้วก็คือท่านแม่ของข้า ที่จำแลงกายมาเพื่อปกปิดตัวตนนี่เอง!'

             

            ตรรกะแบบเด็กๆเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างง่ายดาย ไร้ซึ่งความซับซ้อนใดๆ

             

            แม้ว่าความจริงในระดับเบื้องลึกแล้วเจียงลี่หยูจะแค่มองข้ามการลบปานแดงทิ้งไป เพราะมัวแต่เทหน้าตักผลาญค่า SPไปกับการปั้นหน้าปั้นตาให้สวยหยาดเยิ้มจนลืมเก็บรายละเอียดเล็กน้อยที่ข้อมือศพก็ตามที

             

            สำหรับเด็กหญิงชาวบ้านที่เกิดและโตในยุคโบราณนางย่อมไม่รู้จักคำว่าหน้าต่างโฮโลแกรม ระบบศัลยกรรมวิบัติหรือสกิลช่องเก็บของอาถรรพ์ใดๆ

             

            สิ่งเดียวที่สมองของเด็กพอจะจินตนาการได้คือมารดาของตนคงจะได้รับพลังวิเศษจากสวรรค์หรือไม่ก็เป็นผู้สืบสายเลือดสัตว์เทพในตำนานที่สามารถแปลงโฉมและเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาได้อย่างน่าอัศจรรย์

             

            มุมปากเล็กๆ ของเด็กหญิงกระตุกยิ้มกว้างความโศกเศร้าเสียใจเมื่อครู่ปลิวหายไปกับสายลมป่าประหนึ่งฝุ่นผง

             

            'จำได้แล้ว!ก่อนหน้านี้ท่านแม่เคยกำชับให้ทุกอย่างเป็นความลับนี่นา...เรื่องที่หลอกว่าข้าตายไปแล้ว และต้องพลัดพรากจากมารดาก็คงเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อตบตาคนอื่นสินะ'

             

            เด็กน้อยลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างอันงดงามของสตรีที่กำลังเดินนำหน้า

             

            'เอาเถอะ...ความจริงเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่จะเป็นอย่างไรก็ช่างมันประไรขอเพียงแค่ได้เดินจับมืออยู่เคียงข้างท่านแม่ไม่ว่าท่านแม่จะอยากเล่นงิ้วสวมบทบาทเป็นใครข้าก็ยินดีที่จะเป็นลูกคู่เล่นละครตามน้ำไปตลอดชีวิตเลย!'

             

            เด็กหญิงกระชับฝ่ามือที่จับมือของร่างจำแลงแน่นขึ้นนัยน์ตาทอประกายมุ่งมั่นและรู้ทัน

             

            'เพื่อความแนบเนียนขั้นสุดตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้าคือหลินฮุ่ย! ลูกศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ของท่านอาจารย์!'

             

            หลินฮุ่ยเชิดหน้าขึ้น เดินก้าวฉับๆตามหลังเจียงลี่หยูต่อไปอย่างเริงร่า

             

            โดยที่สตรีผู้งดงามเบื้องหน้าหารู้ไม่เลยว่าความลับเรื่องการสวมรอยใช้ศพคนตายของตนเองนั้นได้ถูกเด็กเจ็ดขวบตีความไปคนละทิศคนละทางจนกลายเป็นเรื่องราวการเสียสละอันสุดแสนจะซาบซึ้งใจไปเสียแล้ว!

             

    คล้ายกับเรื่องห่านเอ๊ย! ปั้นห่านหน้าจืด สู่สัตว์เทพแห่งวังหลวง ที่คุณอ่าน