MENTAL LIGHT คนจิต ชำแหละใจ ในต่างโลก

    33. ปราสาทความทรงจำ (1)

            ย้อนกลับไป...ไม่กี่วันก่อนจะสำเร็จ ‘การย่อเวท’

            เวลาพักกลางวัน ที่โรงอาหารชั้น 1

            แม้โรงเรียนเอกชนไฮเซนเบิร์กแห่งนี้ จะไม่มีนโยบายการจับจองที่นั่งอย่างเป็นทางการ

            แต่ด้วยขนาดของโรงอาหารที่กว้างขวาง และประชากรนักเรียนที่พอเหมาะ

            ทำให้เหล่านักเรียนมีมาตรการที่รับรู้อย่างทั่วถึง ในการจับจองที่นั่งกันเอง

            นั่นคือ ใครหรือกลุ่มไหน นั่งที่ตรงนั้นบ่อย ก็จะกลายเป็นที่นั่งประจำของผู้นั้นหรือคนเหล่านั้นไป

            อนึ่ง ในโรงอาหารนอกจากจะมีแบ่งชั้นแยกตามยศขุนนางแล้ว ยังมีการแบ่งอาณาเขตที่กำหนดไว้โดยตัวโรงเรียนด้วย

            คือการแบ่งระดับชั้นปี

            ไล่เรียงจากน้อยไปมาก โซนของปีหนึ่งก็นั่งแค่ปีหนึ่ง โซนของปีที่สูงกว่าก็นั่งแค่ปีของตน

            จึงไม่ทำให้เกิดปัญหา รุ่นพี่ หรือผู้มียศที่ยิ่งใหญ่กว่า มาข่มแย่งที่นั่ง

            พูดถึงการแบ่งตามยศขุนนาง

            เจ้าหน้าที่จะสามารถทราบระดับขุนนางจาก ตราประจำตระกูลที่ปักอยู่เหนีอตราโรงเรียนบริเวณอกด้านซ้าย

            นั่นจึงทำให้สะดวกในการระบุว่า ใครเป็นลูกขุนนางหรือไม่เป็น ต่อทั้งเจ้าหน้าที่ คุณครู และนักเรียนทุกคน

            และด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงทำให้โรงเรียนแห่งนี้สุขสงบมาช้านาน มั่งคงด้วยมาตรการแห่งการแบ่งแยกอันสันติ

            ไม่เคยมีเหล่านักเรียนคนไหนข้องใจ (อย่างโจ่งแจ้ง) ให้กับการแบ่งแยกนี้

            และไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรการอันเป็นสากลของโรงเรียนนี้ไปได้

            จนกระทั่งวันนี้

            บริเวณโต๊ะติดกับกำแพงกระจก ที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้ประดับประจำฤดูกาล วันนี้เต็มไปด้วยเหล่าดอกป๊อปปี้สีแดง ม่วง ขาว และเหลือง

            ที่เกิดกรณีไม่ปกติ หรือต้องเรียกกรณีไม่คาดฝันขึ้นดี

            ในนโยบายการแบ่งแยก นอกจากเรื่องอาณาเขตของชั้นปี ที่หาผู้ใดฝ่าฝืนได้ยากแล้ว เรื่องระดับขุนนางยิ่งหาผู้ฝ่าฝืนได้ยากยิ่งกว่า จนไม่มีทางพบได้เลย

            ไม่เคยมีสามัญชนขึ้นไปนั่งบนชั้นของขุนนาง และไม่มีขุนนางชั้นล่างกว่าที่ไหนกล้าขึ้นไปนั่งรวมกับขุนนางระดับสูงกว่า

            ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยาก

            แต่ถ้าเกิดขุนนางมานั่งรวมกับสามัญชนล่ะ

            ไม่มีมาตรการไหนห้ามเอาไว้

            มีก็เพียงห้ามระดับล่างไปรวมกับระดับบน

            แต่ถ้าระดับบนมานั่งรวมกับระดับล่างล่ะ

            และนั่นคือกรณีไม่ปกติในตอนนี้ ที่กลายเป็นเป้าสายตาของนักเรียนทุกผู้ทุกนางที่เดินผ่านมาเห็น

            ขุนนางชั้นสูงมานั่งรวมกับสามัญชน

            แองเจลิน่า อาร์คาเดีย แฮมเลต บุตรีเพียงคนเดียวของ บารอนคลาวด์ ผู้เป็นหัวหน้าอัศวินแห่งราชรัฐรูซเบฮ์

            แจนนี่ ยาส เอิร์ลลิงเจอร์ บุตรีของ ลอร์ดแจนส์ ขุนนางที่มียศบารอนเฉกเช่นเดียวกับแองเจลิน่า

            เด็กสาวทั้งสองกำลังนั่งทานขนมหวานร่วมโต๊ะเดียวกับสามัญชนอยู่คือ

            ไฮเดลริค เคราเซอร์ และ โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมน

            แม้โยฮันจะไม่จัดเป็นสามัญชน แต่ด้วยยศขุนนางระดับล่างสุดจนน่าใจหาย ยศบาโรเน็ต จึงมักถูกเหมารวมไปอยู่กับคนทั่วไปเสียประจำ ซึ่งผู้เหมารวมนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บรรดาขุนนางด้วยกันนั่นแหละ

            อย่างที่บอกว่าการแบ่งแยกเป็นเรื่องสากลที่พบเห็นในทุกที่ของสังคม แม้แต่สถานที่เรียบง่ายที่เอาไว้ใช้รับประทานอาหารเพื่อดำรงชีวิตอย่างโรงอาหารก็ยังมี บรรดาขุนนางเองก็ชอบใจให้กับการแบ่งแยกนี้ และเสพสุขกับการประณามผู้ที่ยศต่ำกว่า

            ยิ่งขุนนางระดับล่างสุดยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่วายต้องกลายเป็นของเล่นแก้อาการคันปากของลูกขุนนางทุกยศแน่นอน

            ขุนนางยศสูงกว่าจะหาเรื่องแขวะยศที่ต่ำกว่า และขุนนางที่ยศต่ำนั้นก็จะหาผู้ที่ยศต่ำกว่าแขวะใส่อีกที เพื่อระบายความไม่พอใจ

            และกับโยฮันที่มียศล่างที่สุดจะเจอกับอะไรคงพอเดาออก

            โยฮันที่เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ดี จึงเลือกนั่งรวมกับนักเรียนทั่วไป แม้ตัวเองจะสามารถขึ้นไปนั่งรวมกับขุนนางชั้น 2 ได้ก็ตาม เพราะเครื่องแบบตนเองก็มีตราประจำตระกูลเย็บติดอยู่ เฉกเช่นเดียวกับขุนนางคนอื่นๆ

            [ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคำพูดสบประมาทของเด็กๆลูกขุนนางพวกนี้หรอก ผมไม่เก็บมาเป็นอารมณ์อยู่แล้ว แต่ในระหว่างที่ทานอาหาร ผมอยากจะเลี่ยงสิ่งกวนใจ สิ่งน่ารำคาญ ที่ไม่ต่างจากแมลงวันตอมอาหารเหล่านั้น ให้พ้นจากการรับรู้ของตัวเองให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นอาหารคงจะเสียรสชาติหมดกันพอดี ก็เท่านั้นเอง]

            …นี่คือความคิดของโยฮัน

            “เธอชอบชาดาร์จีลิง เหมือนกับแองจี้เลยนะ เจนนี่ อย่างที่ผมบอกเลยใช่ไหม ว่าเธอกับแองจี้มีอะไรคล้ายกัน จึงเป็นเพื่อนกันได้”

            ผม โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมน เอ่ยปากพูดคุยสบายๆกับเจนนี่ ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นน้ำชาในถ้วยของเจ้าตัว

            “ฮึ เรื่องนั้น ไม่ต้องให้นายมาบอกฉันก็รู้อยู่แล้วย่ะ!”

            และเธอ เจนนี่ เด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไฮดริค ซึ่งไฮดริคนั่งอยู่ข้างผมตรงเก้าอี้ฝั่งด้านนอก ก็ได้เอ่ยปากพูดตอบมา

            เจนนี่ เด็กสาวตาจิก ลูกขุนนางระดับบารอนที่เรียนมาจากโรงเรียนเด็กกิฟท์ด้วยกัน เพราะนิสัยเสียของตัวเธอ จึงทำให้ต้องอยู่คนเดียวโดยไร้เพื่อนคุยไปเกือบครึ่งปี จนกระทั่งแองจี้เกิดเห็นใจ (ก็สมกับเป็นแองจี้ดี ที่ทนเห็นคนอื่นทำหน้าเศร้าเหงาหงอยไม่ค่อยได้) จึงเข้าไปคุยและชวนให้ไปขอโทษทุกคน เพื่อจะได้กลับมาเข้ากลุ่มอีกครั้ง แรกๆเจนนี่ก็เล่นตัว หยิ่งในศักดิ์ศรี จนแองจี้มาขอให้ผมช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกแรง และก็สำเร็จได้ไม่ยาก ก็นะแค่เด็ก 5 ขวบ มันจะไปโน้มน้าวยากอะไร สุดท้ายเจนนี่ก็คืนดีกับทุกคน จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง และเริ่มมีท่าทีต่อผู้อื่นดีขึ้น เลิกวางท่าเหนือกว่าถ้าไม่จำเป็น

            เจนนี่ในตอนนี้ดูเปลี่ยนภาพลักษณ์ไปอยู่บ้าง แม้ตาที่จิกแหลมนั่นกับผมสีบลอนด์ยังเหมือนเดิม แต่ก็เปลี่ยนทรงผมมาเป็นทวินเทล โบว์ผูกผมที่ใช้เป็นสีเหลือง ที่มีลักษณะคล้ายดอกแดฟโฟดิล

            [จะว่าไปก็เคยชมไปว่า เธอเหมาะกับดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองนี่นะ และในความเป็นจริงเจ้าตัวก็ชอบสีเหลืองซะด้วย]

            ตัวเธอในตอนนี้สูงขึ้นมาก สูงกว่าแองจี้ซะอีก ด้านการพูดจา แม้หลายครั้งจะปากไม่ตรงกับใจ หรืออาจจะพูดจาจิกกัดผู้อื่นอยู่บ้าง แต่ภายในไม่เคยประสงค์ร้ายแต่อย่างใด ก็คงเป็นนิสัยติดตัวที่แก้ได้ยากนั่นแหละ

            “ได้ยินเธอตอบกลับมาด้วยท่าทางฉุนเฉียวเล็กๆแบบนี้เหมือนเวลาปกติ ผมก็โล่งใจ ดูเหมือนอาการป่วยจะหายเป็นปลิดทิ้งแล้วสินะ”

            “ฉันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ขอโทษที่ทำให้ลำบาก และฉันไปรักษาที่โบสถ์มาจึงหายดีแล้ว สบายใจได้ ขอบคุณในความเป็นห่วง”

            เราทั้งคู่โต้ตอบกันแบบนี้เป็นปกติ ด้วยน้ำเสียงและคำพูดของเจนนี่มันเลยเหมือนเธอจะอารมณ์เสีย ชวนหาเรื่องทะเลาะตลอดเวลาก็เท่านั้น ใจจริงเจ้าตัวไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น แต่ดูเหมือนแองจี้จะไม่เข้าใจ

            “ทั้งคู่ใจเย็นนะ อย่าทะเลาะกันเลย”

            เธอที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผม หันหน้าไปทั้งทางเจนนี่กับผม แล้วพูดเหมือนเป็นเชิงห้ามปราม

            ตรงข้ามกับอีกคนที่เหลือ เจ้าตัวมองภาพที่เกิดพร้อมกับค่อยๆตักพุดดิ้งเข้าปาก แล้วกล่าวออกมาว่า

            “สนิทกันดีจังนะ”

            ไฮดริคพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

            “เปล่าหรอกแองจี้ พวกผมก็แค่หยอกล้อกันเล่นน่ะ เหมือนทุกทีนั่นแหละ” ผมพูดบอกให้แองจี้เข้าใจ

            “อือ ใช่แล้วล่ะ” แล้วเจนนี่ก็พูดเห็นด้วยกับผม

            แองจี้จึงมีท่าทีวางใจลง

            หลายวันก่อนเจนนี่ป่วยจนไม่มาโรงเรียน จากที่เธอเล่ามา ดูเหมือนในโลกนี้ ถ้าบาดเจ็บเป็นโรคร้ายอะไร ก็จะไปให้ทางโบสถ์รักษาให้ แม้ผมจะไม่เคยเข้าโบสถ์ แต่จากที่ ‘โปรไฟลิ่ง’ เจนนี่มา ทำให้รู้ว่า โบสถ์จะให้ทานยาสมุนไพรกรณีเป็นโรคร้าย และจะใช้เวทมนตร์รักษากรณีบาดเจ็บตามร่างกาย

            แม้ทางโบสถ์จะรักษาคนไข้ดีไม่ต่างจากโรงพยาบาล แต่ก็เก็บค่ารักษาแพงหูฉี่ ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่มีกำลังทรัพย์พอจึงเลือกไปพึ่งคลีนิคคุณหมอแทน คลีนิคแบบเดียวกับที่พ่อของผมเปิด

            หมอในโลกนี้ไม่มีศาสตร์ความรู้ลึกซึ้งเหมือนโลกเก่า ไม่รู้เรื่องกายวิภาค จึงไม่มีศัลยศาสตร์หรือวิชาผ่าตัด และแม้แต่ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายก็ยังไม่ทราบกัน หมอจึงทำได้แค่คอยปรุงยาสมุนไพรให้ชาวบ้านทานกับทายารักษาบาดแผลและปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าอาการหนักกว่านี้ก็ต้องไปพึ่งทางโบสถ์เอา จริงๆหมอในโลกนี้ควรเรียกว่าเป็น นักปรุงยา หรือเภสัชกรณ์จะดูดีกว่า

            “ว่าแต่โยฮัน หมู่นี้นายไปหาคุณครูอีวานหลังเลิกเรียนประจำเลยนี่ บอกว่าจะไปฝึกพิเศษสินะ” ไฮดริคหันมาถามผม

            “นั่นสิ นายไปฝึกอะไรกับครูเหรอ ถึงกับยอมกลับบ้านมืดค่ำทุกวัน” เจนนี่หันมาถามบ้าง

            “จริงด้วย ไม่ยอมกลับกับพวกเรามาหลายวันแล้ว” แองจี้เองก็สงสัย

            “ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ฝึกเวทมนตร์น่ะ” ผมตอบทั้งสามไป

            “เวทมนตร์?” แองจี้ทวนคำ

            “อือ แต่ก่อนฝึกจะมีออกกำลังกายนิดหน่อย ด้วยการเล่นวิ่งไล่จับกันก่อนน่ะ”

            “เอ๋?” เจนนี่สงสัย

            “ได้เล่นกันก่อนเรียน ดูน่าสนุกจัง” ไฮดริคที่คิดว่าผมเล่นสนุกกับครูอีวานจริงๆ พูดออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น

            “ครูเค้าคงไม่อยากให้เด็กเครียดแหละ ก็สนุกดีอยู่เหมือนกัน” ผมยิ้มหัวเราะให้กับคำพูดของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะจิบชาตาม

            “ดีจังนะ นายดูไม่เครียดกับบทเรียนในห้องเลย ไหนจะการบ้าน ไหนจะสอบกลางเทอมอีก” ไฮดริคเริ่มบ่นออกมา

            “ไม่จริงหรอกนะ ก็วิชาเวทมนตร์ไงที่ทำให้ผมต้องไปฝึกพิเศษทุกวัน เดี๋ยวเย็นนี้ก็ต้องไปอีก”

            “แต่วิชาอื่นก็สบายใช่ไหมล่ะ อย่างผมนี่ปวดหัวกับวิชาสังคมที่สุดแล้ว”

            “อ๋อ ที่ต้องจำชื่อรัฐทั้งหมดของจักรวรรดิสินะ ครูเค้าเน้นว่าจะออกสอบด้วยนี่นา” แองจี้พูดเสริม

            “น่าอิจฉาคนที่มีทาเลนท์สายการเรียนรู้จริงๆ สบายกว่าพวกเราเยอะเลย” เจนนี่เริ่มประชด เป็นปกติของเจ้าตัว

            “ก็มันเป็นความสามารถของผมนี่ครับ มันช่วยไม่ได้หรอก” ผมเลยสวนเธอไปแบบปกติบ้าง

            “อยากให้แบ่งความสามารถนั้นมาให้ผมบ้างจัง”

            “เป็นไปไม่ได้หรอก ไฮดริค”

            ว่าจบผมกับไฮดริคก็กลับมาจดจ่อกับขนมหวานตรงหน้า

            และซักพักเจนนี่ก็เอ่ยขึ้นมา

            “...ฉันสังเกตมานานแล้ว พวกเราต่างเรียกกันด้วยชื่อเล่นหมดเลยสินะ ทั้งแองจี้กับไฮดริคน่ะ”

            “อื้อ ใช่แล้วล่ะ” แองจี้ตอบ

            “เจนนี่อยากถูกเรียกบ้างเหรอ ชื่อเล่นน่ะ” ผมถามเธอ

            “หา!? ไม่ใช่ซักหน่อย!” เธอตอบปฏิเสธแบบฉุนเฉียวเล็กน้อย เสร็จก็หันเชิดหน้าไปทางอื่น เอานิ้วม้วนปลายผมเล่น

            [ชอบเล่นผมแบบนี้เวลาประหม่าสินะ]

            ผมรู้ว่าเธอโกหก เพราะสิ่งที่เธอคิดคือ [ใช่นะสิ!] ซึ่งตรงข้ามกับคำพูดเธอ

            “เหรอครับ แต่คิดเล่นๆ เจนนี่ถ้าเรียกชื่อเล่นก็คงเป็น เจน ถูกต้องไหม”

            “ก็เป็นแบบนั้นแหละ”

            “แล้ว...อยากให้เรียกไหมครับว่า เจน ตั้งแต่นี้ไป”

            “กะ ก็ตามใจสิ”

            “งั้นเรียกเจนนี่แบบเดิมละกัน ถ้าให้ตามใจผม”

            “หา!? ไหงเป็นงั้นล่ะ!”

            แองจี้กับไฮดริคดูจะยิ้มชอบใจให้กับท่าทางตอบโต้ของพวกเรา

            “ละ แล้วนายเหอะ ไม่อยากโดนเรียกมั่งรึไง ชื่อเล่นน่ะ” เจนนี่ถามผมบ้าง

            “นั่นสิ โยฮันไม่มีชื่อเล่นที่อยากให้เรียกบ้างเหรอ” แองจี้ดูจะสนใจกับประเด็นนี้ของเจนนี่

            “เอ...โยฮัน (Johan) ถ้าจะเป็นชื่อเล่น ก็คงเป็น ยอห์น ไม่ก็ จอห์น (John) สินะ” ไฮดริคพูดความคิดของตนเองออกมา

            “จอห์นเหรอ ไม่เลวนะ” แองจี้ดูจะชอบใจ

            “...อันที่จริง โยฮันมันเป็นชื่อเล่นผมอยู่แล้วนะครับ”

            ผมบอกพวกเค้าไป หลังจากที่ดูท่าทีมาซักพัก

            “““เอ๊ะ!?”””

            ทั้งสามตกใจพร้อมกัน

            “ชื่อเต็มจริงๆของผมคือ โยฮานัน (Johanan) ครับ”

            “จริงเหรอ”

            “เพิ่งรู้นี่แหละ”

            “ทำไมนายไม่บอกพวกเราล่ะ”

            แองจี้ เจนนี่ ไฮดริค ถามผมตามลำดับ

            “ก็ไม่เคยถามกันนี่ครับ” ผมตอบพวกเค้าไปแบบซื่อๆ

            “แหม ใครจะสงสัยกันล่ะ”

            “จริงด้วย เห็นแนะนำตัววันแรก ก็ใช้ชื่อ โยฮันเลยนี่”

            “ที่ผ่านมา นายก็ให้เรียกแต่โยฮันตลอดด้วย”

            “เป็นเพราะผมอยากสนิทกับทุกคนไวๆ จึงให้เรียกชื่อเล่นเลยต่างหาก อีกอย่างผมชอบชื่อโยฮันมากกว่าโยฮานันด้วย พ่อแม่ผมเองก็เรียกผมว่าโยฮันตลอด” ผมคลายข้อสงสัยพวกเค้า

            “เป็นแบบนั้นเองเหรอ”

            “แต่ก็นะ มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เราก็เรียกนายว่าโยฮันเหมือนเดิมอยู่ดี”

            “เจนนี่พูดถูก แม้จะเพิ่งรู้ชื่อจริงก็เถอะ แต่เราก็คงเรียกนายด้วยชื่อเล่นเหมือนเดิมแหละ”

            ทั้งสามดูจะเชื่อที่ผมพูดกัน และยอมรับกันได้

            ผมนิ่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะ

            “...หึหึหึ ผมล้อเล่นครับ”

            หัวเราะในลำคอแล้วบอกพวกเค้าไป

            “““เอ๋!?”””

            และทั้งสามก็ตกใจพร้อมกันอีกรอบ

            “ผมหลอกเล่นครับ ชื่อของผมคือ โยฮัน นั่นแหละ เป็นชื่อเต็มและชื่อจริงเลย”

            ผมสารภาพความจริงออกไป

            “แล้วกัน โกหกหรอกเหรอ!?”

            “นั่นสิ ทำแบบนี้ทำไม?”

            “ผมก็อุตส่าห์เชื่อนะ!”

            ทั้งสามดูจะเริ่มเดือดดาลกันแล้ว ผมคงทำเกินไปนิดหน่อย

            “ขอโทษครับ เผอิญนึกสนุกขึ้นมา เลยลองแหย่เล่นดูก็เท่านั้นเอง”

            ผมพูดขอโทษพวกเค้า และผลของ ‘อดาจิโอ’ ที่เป็นพาสซีพสกิลก็ยังทำงานของมันตามปกติ

            “โธ่ โยฮันก็เป็นแบบนี้ทุกที ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วนี่นะ”

            “จะว่าไปก็จริงนะ”

            “เอาเถอะ ผมชินแล้ว แถมนายก็จะสารภาพความจริงทุกครั้งหลังแกล้งเล่นเสร็จนี่นา”

            “ขอโทษครับ มันอดใจไม่อยู่ คงเป็นนิสัยเสียของผม...นั่นสิ เพื่อเป็นการไถ่โทษ ผมจะสอนเคล็ดลับในการจดจำให้เอาไหม น่าจะเอาไปใช้กับวิชาสังคมที่กำลังบ่นว่าลำบากกันได้”

            ผมที่อยากให้พวกเค้าวางใจลง จึงเสนอตัวสอนเคล็ดลับจากโลกเก่าให้

            “เคล็ดลับการจำเหรอ?”

            “นายมีทาเลนท์อยู่แล้วนี่ มีเคล็ดลับอื่นอีกเหรอ”

            “มีจริงเหรอ สอนผมหน่อยสิๆ”

            ทั้งสามดูจะสนอกสนใจกัน