“เจ้าบอกว่าอะไรนะ!?” ราเมซถามย้ำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ทหารคนนั้นหายใจเข้าลึกๆ เพื่อลดความเหนื่อยหอบ ใบหน้าซีดเผือดจากความตื่นตระหนก “เมื่อคืนคาร์ทุซได้บุกโจมตีคาราวานใหญ่ของเราทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขอรับ” เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่น “พวกมันปล้นของทุกอย่างที่เอาไปได้ ของที่เอาไปไม่ได้ก็เผาทิ้งหมดขอรับ รวมถึง…ผู้คนในคาราวานด้วยขอรับ” เสียงของเขาขาดหาย ราวกลัวที่จะเอ่ยถึงความโหดร้าย
อาเธอร์และราเมซต่างตกใจกับข่าวที่ได้ยิน
“มีผู้รอดชีวิตบางส่วนหนีมาได้ จึงกลับไปรายงานที่ป้อมปราการตะวันออก จากนั้นพวกเขาได้ส่งข่าวมาทารอน พร้อมกับได้ส่งหน่วยสอดแนมออกไป” ทหารคนนั้นสูดหายใจลึก พยายามควบคุมน้ำเสียง “จากที่ผู้รอดชีวิตเล่ามา ครั้งนี้กลุ่มที่โจมตีคาราวานไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆ ที่ปลอมเป็นกองโจร แต่เป็นกองกำลังขนาดใหญ่ที่ขี่อัคคาวิสมาพร้อมอุปกรณ์ที่ครบพร้อมรบเลยขอรับ” เขาหยุดชั่วครู่ “และที่สำคัญ ผู้รอดชีวิตกล่าวว่าผู้ที่นำการโจมตีในครั้งนี้เขาอ้างตัวว่าเป็น ‘คาเรซ วายุพิฆาต’ ขอรับ!”
อาเธอร์คุ้นๆ ว่ามันเป็นชื่อของผู้นำคาร์ทุซในตอนนี้ เขาหันหน้าไปหาราเมซแล้วพูดขึ้น “ระดับผู้นำมานำโจมตีเองเลยงั้นหรอ?” น้ำเสียงของเขาต่ำลง ราวครุ่นคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่
“มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แค่โจมตีคาราวานแน่!” ราเมซขมวดคิ้ว กัดฟันแน่นจนกรามสั่น กลิ่นฝุ่นและดอกไม้ป่าจากสวนลอยอบอวล แต่ไม่อาจกลบความกดดันในใจ “ข้าจะรีบไปสภา ที่นั่นน่าจะมีข่าวที่ส่งมาจากป้อมปราการตะวันออกแล้วแน่” เขากล่าว มือหมุนเหรียญทองไปมา ราวยึดเหนี่ยวความกลัว
อาเธอร์พยักหน้า “ตกลง ข้าจะรีบไปหาวาอินแล้วทำตามแผน” เขาเคาะด้ามดาบที่เอวเบาๆ
“เอานี่ไปด้วย” ราเมซโยนตราประจำตระกูลอัลดาริสให้อาเธอร์ ตราทองแดงสะท้อนแสงแดดยามบ่าย “มีตรานี้ พวกเขาจะฟังคำสั่งจากเจ้า”
อาเธอร์รับตรามาด้วยมือที่มั่นคง ผิวสัมผัสเย็นของโลหะช่วยปลุกสติ เขาพยักหน้าให้ราเมซโดยไม่พูดอะไร แล้วหันหลังวิ่งออกจากสวนทันที
ราเมซมองอาเธอร์ที่วิ่งจากไปได้สักพัก เขาหันไปหาทหารที่มารายงาน ส่งสัญญาณมือให้เขาไปพักได้ จากนั้นเรียกข้ารับใช้ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เตรียมอัคคาวิส ข้าจะไปสภาเดี๋ยวนี้!”
ราเมซหันไปหาทหารอีกคนที่ยืนรอคำสั่ง “เจ้า เดินทางไปส่งข่าวบอกกลุ่มเงาทะเลทรายว่าให้เริ่มแผนการได้ ไปแบบเงียบๆ อย่าให้ใครจับได้ล่ะ” ราเมซสั่งจากนั้นโยนตราสมาชิกสภาให้ทหารอีกคน “ส่วนเจ้า ไปหาเดวิด นำตรานี้ไปให้เขา เล่าสถานการณ์ให้เขาฟัง แล้วบอกว่าต้องไปที่คุกใต้ดินตามแผนเดี๋ยวนี้ เจ้าต้องติดตามเขาตลอดตอนอยู่ในทารอนด้วย”
“ขอรับ!” ทหารทั้งสองรับคำสั่งจากราเมซ ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แล้วรีบเดินทางออกจากคฤหาสน์ทันที เสียงฝีเท้าและเกราะโลหะดังก้องในโถงทางเดิน
ราเมซก้าวขึ้นบนหลังอัคคาวิส เขาดึงบังเหียนแน่นแล้วควบออกจากคฤหาสน์มุ่งสู่สภาพ่อค้าด้วยความเร็วราวลมพายุ
นอกเมืองทารอนไปทางตะวันออกหลายร้อยกิโลเมตร ณ ที่ราบทะเลทรายคาราดูน ผืนทรายอันแห้งแล้งที่ว่างเปล่าตอนนี้กลับไม่ใช่ ฝุ่นทรายลอยวนในอากาศราวหมอกบาง กลิ่นควันและเหล็กไหม้ลอยคละคลุ้ง เต็นท์ผ้าสีน้ำตาลนับร้อยเรียงรายราวเมืองชั่วคราว กำแพงเหล็กสูงตระหง่านล้อมรอบเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เสียงค้อนตีโลหะและคำรามของเหล่าทหารดังก้อง นี่คือค่ายของกองทัพคาร์ทุซที่เตรียมการบุกทารอนในศึกครั้งนี้
ค่ายที่แน่นหนาและพร้อมรบเช่นนี้ เหตุใดจึงตั้งอยู่ในที่โล่งแจ้งอย่างที่ราบคาราดูนได้โดยที่ทารอนไม่รู้? และเหตุใดจึงสามารถตั้งหลักสร้างกำแพงเหล็กล้อมรอบได้ขนาดนี้? คาร์ทุซใช้วิธีการอันใดกันแน่? ลมร้อนพัดผ่าน ราวกระซิบความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ที่ประตูทิศเหนือของค่าย กองกำลังหลายร้อยคนควบอัคคาวิสเข้ามาใกล้ ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายตามขนของสัตว์ขี่ พวกเขานำของมีค่าจากการปล้นคาราวานใหญ่ ทองคำ, เสบียง, สินค้าหายาก รวมถึงนักโทษและทาสที่ถูกล่ามโซ่ ที่ใบหน้าซีดเผือดจากความหวาดกลัว
เมื่อกองกำลังมาถึงหน้าประตูค่าย ประตูเหล็กหนาหนักเปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงโลหะเสียดสี ทหารในชุดเกราะสีดำออกมาต้อนรับ เขาก้าวเข้าไปหาผู้นำของขบวนด้วยความเคารพ “ท่านผู้นำ ยินดีต้อนรับกลับขอรับ!” น้ำเสียงของเขาต่ำลง ด้วยความกลัว
ชายที่ถูกเรียกว่าผู้นำพยักหน้า ใบหน้าคมกริบซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีเทาเข้ม “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถาม น้ำเสียงเย็นชาแต่ทรงพลัง
“ทุกอย่างปกติขอรับ พวกเราพบคาราวานอีกสองสามขบวนที่กำลังจะเดินทางอยู่ที่ทางทิศใต้ ให้เตรียมกำลังบุกปล้นเลยหรือไม่ขอรับ?” ทหารรายงาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่” ชายผู้นำกล่าวเด็ดขาด ขณะควบอัคคาวิสให้เดินเข้าค่ายอย่างช้าๆ เสียงเกือกกังเล็บกระทบทรายดังเป็นจังหวะ “พวกเราจะไม่เล่นบทโจรอีกต่อไป ตอนนี้ถึงเวลาเริ่มของจริงแล้ว!”
ขบวนกองกำลังที่ไปบุกปล้นเดินเข้าค่ายอย่างเป็นระเบียบ นักโทษที่ถูกจับมามีสภาพเลวร้าย เสื้อผ้าขาดวิ่น, ใบหน้าซีด, ดวงตาว่างเปล่า พวกเขาถูกพาไปยังมุมมืดของค่าย ที่ซึ่งกรงเหล็กและเสียงกรีดร้องดังแว่ว กลิ่นเลือดและความชื้นลอยอบอวล
ชายผู้นำควบอัคคาวิสมาถึงเต็นท์ขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์บัญชาการ เสาค้ำเต็นท์สลักด้วยสัญลักษณ์ตราของคาร์ทุซ เขาลงจากอัคคาวิส ฝุ่นทรายเกาะชายเสื้อคลุม เขาเดินเข้าเต็นท์ด้วยท่วงท่ามั่นคง เหล่าแม่ทัพ, นายพัน, และนายกองรอเขาอยู่รอบโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ แผนที่มิดเทอราตะวันตกเฉียงใต้กางอยู่ตรงหน้า หมึกแดงขีดวงเมืองทารอนและคาราดูนอย่างชัดเจน
เขานั่งลงบนเก้าอี้หัวโต๊ะ “พวกเจ้านั่งลงได้” เสียงเรียบง่ายแต่ทรงพลังดังก้อง ทุกคนในเต็นท์ทำตามทันทีโดยไม่ลังเล นี่คืออำนาจและความน่าเกรงขามของ ‘คาเรซ วายุพิฆาต’ ผู้นำคาร์ทุซที่ยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ชายผู้ไม่หยุดความทะเยอทะยานไว้แค่คาร์ทุซ เป้าหมายต่อไปของเขาคือทารอน เพื่อให้เขาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของมิดเทอรา
“ท่านผู้นำ ตอนนี้ทหารของเราเตรียมพร้อมหมดแล้วขอรับ รอแค่คำสั่งของท่าน พวกเราก็พร้อมบุกทารอนและปิดล้อมพวกมัน!” นายทหารคนหนึ่งรายงาน มือกำดาบที่เอวแน่นด้วยความตื่นเต้น
“หึ!” คาเรซทำเสียงในลำคอ ขณะอ่านรายงานบนกระดาษในมือ ดวงตาคู่หนึ่งเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “บุกงั้นหรือ?”
คาเรซหันมองนายทหารคนนั้นด้วยสายตาที่ทำให้เหงื่อไหลซึม “ทำไมต้องไปบุกทารอนให้เปลืองแรง เดี๋ยวพวกมันก็จะมาหาเราเอง” รอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่มุมปาก
ข้ารับใช้หญิงในชุดผ้าสีเทาเดินเข้ามาเสิร์ฟเหล้าองุ่นและผลไม้บนถาดเงินวางต่อหน้าคาเรซ กลิ่นองุ่นสุกและผลไม้อื่นลอยจางๆ ในอากาศ คาเรซหยิบแก้วเหล้าองุ่นขึ้นจิบ “ข้าจงใจปล่อยให้คนจากคาราวานรอดชีวิตไปบางส่วน เพื่อให้มันไปรายงานสภาทารอนว่าข้าโจมตีด้วยตัวเอง” เขากัดผลอีเดน เนื้อผลไม้หวานฉ่ำแต่ไม่อาจกลบความโหดร้ายในน้ำเสียง “พวกมันรู้ดีว่าข้าพร้อมเปิดศึกสงครามทุกเมื่อ นั้นทำให้ทางเลือกของพวกมันมีแค่บุกมาตีเราให้ถอยก่อน เพราะถ้าเราล้อมเมืองได้สำเร็จ พวกมันก็ไม่ต่างจากหนูในถัง”
คาเรซจิบเหล้าอีกครั้ง “แต่สิ่งที่พวกมันไม่รู้ก็คือ ที่นี่ไม่ใช่แค่ค่ายพักชั่วคราว” เขาวางแก้วลง มือเคาะโต๊ะเบาๆ ราวครุ่นคิด “เราสร้างมันมานานหลายเดือนจนมั่นคง ต้องขอบใจพวกซาราทิสที่มอบอุปกรณ์เวทและอัญมณีเวทมา ทำให้เราสร้างพายุทะเลทรายรอบๆ ที่ราบคาราดูนเพื่อตบตาพวกทารอนได้” รอยยิ้มของเขกว้างขึ้น “พอพวกมันมาถึง ก็จะพบกำแพงเหล็กของเรา แข็งแกร่งไม่ต่างจากกำแพงเมืองทารอน ถึงตอนนั้น ทารอนก็จะเป็นสุนัขจนตรอก จะถอยกลับก็ไม่ได้ ทำได้แค่ต้องบุกสู้ตายเท่านั้น”
“หน้าที่ของพวกเจ้าทุกคนในตอนนี้คือเตรียมพร้อมให้มากที่สุด เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะได้สังหารพวกทารอนไม่ให้เหลือ ทำให้พวกมันได้รับรู้ถึงพลังของคาร์ทุซ” คาเรซลุกขึ้นยืน ถือแก้วเหล้าองุ่นในมือ “และไม่ต้องหวงพี่น้องของข้า เมื่อศึกนี้จบ คาร์ทุซจะยิ่งใหญ่และเกรียงไกร!”
“คาร์ทุซ!” เหล่านายทหารในเต็นท์ยกแก้วขึ้นพร้อมตะโกน เสียงดังก้องราวพายุ เต็นท์สั่นไหวเล็กน้อยจากพลังของคำราม
ภายนอกห้องขังลึกสุดของคุกใต้ดินทารอน กลิ่นอับชื้นและเลือดจางๆ ลอยในอากาศ แสงจากคบเพลิงบนผนังหินสั่นไหว ชายสองคนยืนรออยู่หน้าประตูเหล็กหนา หนึ่งคือทหารยามผู้คุมคุก และหนึ่งคือทหารที่ราเมซส่งให้ติดตามเดวิด ด้วยตราสมาชิกสภาที่ราเมซมอบให้ ทำให้เดวิดมีอำนาจในการเข้าไปสอบสวนนักโทษได้ และในตอนนี้เดวิดอยู่กับพวกนักโทษคาร์ทุซภายในห้องนั้นเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้ว…
“อ้าาาา! อย่าาา! ได้โปรด!” เสียงกรีดร้องสุดทรมานดังออกจากห้องขัง ราววิญญาณถูกฉีกกระชาก “ไม่เอาแล้ว! ขอร้องล่ะท่าน! ข้าไม่ไหวแล้ว! อ้าาา!” เสียงนั้นดังก้องไปทั่วคุกใต้ดิน
ทหารทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านนอกห้องได้แต่มองหน้ากัน ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทหารยามผู้คุมคุก ซึ่งผ่านประสบการณ์ทรมานนักโทษมานับไม่ถ้วน คิดในใจ ‘ชายชื่อเดวิดที่ท่านราเมซส่งมาเป็นใครกัน? ข้าสาบานเลยว่าข้าไม่เคยได้ยินเสียงกรีดร้องของนักโทษที่ทรมานเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต’
ทันใดนั้น ประตูเหล็กเปิดออก เดวิดก้าวออกมาพร้อมใบหน้าหุ่นยนต์ไร้อารมณ์ของเขา เขาบิดข้อมือเล็กน้อยราวคลายความตึงเครียด “หมดธุระที่นี้แล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบราวเครื่องจักร หันไปหาทหารที่ติดตาม “เจ้าเตรียมของทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม?”
ทหารผู้ติดตามเดวิดสะดุ้งเล็กน้อยจากภวังค์ “ขอรับ พร้อมแล้วขอรับ!” เขาตอบ มือสั่นเล็กน้อย
“งั้นไปกันเถอะ” เดวิดเดินนำออกไป ทหารผู้ติดตามรีบก้าวตาม เสียงฝีเท้าดังก้องในโถงมืดของคุกใต้ดิน
เมื่อทั้งสองจากไป ด้วยความสงสัยทหารยามผู้คุมคุกก้าวเข้าไปตรวจในห้องขัง ภาพที่เห็นทำให้เขาขนลุก นักโทษทุกคนนอนหมดสติ ปากค้างเปิดกว้าง ดวงตาขาวโพลนราวกับไร้วิญญาณ เขาตรวจชีพจรแต่ละคน แล้วพบว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ‘เสียงกรีดร้องราวร้องหาความตายเช่นนั้น แต่เหตุใดจึงไม่มีบาดแผลในการทรมานเลยเลย… ไม่มีแม้แต่เลือดสักหยด?’ เขาคิด และขนลุกด้วยความกลัว ‘ชายผู้นั้นใช้วิธีการอันใดกัน?’
ภายในสภาพ่อค้าทารอน บรรยากาศร้อนระอุราวเตาหลอม เสียงตะโกนของผู้นำตระกูลต่างๆ ดังก้องผนังหินอ่อน แสงแดดยามบ่ายสาดผ่านหน้าต่างสูง สะท้อนพื้นหินขัดมัน
“พวกเราต้องบุกไปโจมตีไอ้พวกลูกหมาคาร์ทุซให้ตายเป็นหนอนเน่าทะเลทรายกันให้หมด!” บานาบัส ชายชราจากตระกูลเอลเซริน ตะโกนจนหน้าแดง
“ไม่! พวกเราต้องตั้งรับอยู่ภายในเมือง กำแพงทารอนจะปกป้องเรา!” ชายร่างอ้วนจากตระกูลอื่นแย้ง น้ำเสียงสั่นด้วยความกังวล
“พวกเราต้องรีบส่งสารร้องขอความช่วยเหลือจากซาราทิส ให้พวกเขารีบส่งทหารและอุปกรณ์เวทมาช่วยพวกเรา!” ไทโอเรนจากตระกูลเมลคานท์พูดด้วยความร้อนรน มือกำขอบเก้าอี้แน่น
“ตอนนี้พวกเราคงทำได้แค่ภาวนาต่อพระเจ้าเท่านั้น” เวเรมัสจากตระกูลวาเลอริอุสกุมมือสวดภาวนา
เสียงของผู้คนโต้เถียงกันภายในสภายังดังต่อเนื่องนานกว่าชั่วโมง จนกระทั่งโซลามอน ผู้นำตระกูลอัลดาริส ตบโต๊ะดังสนั่น “เงียบ!” เสียงของเขาดังก้องราวฟ้าผ่า ห้องประชุมเงียบสนิททันที เขากวาดสายตามองซ้ายขวาด้วยสายตานิ่งสงบ แล้วกวักมือเรียกราเมซให้เข้ามา
ราเมซก้าวเข้าใกล้โต๊ะกลม ใบหน้าเต็มไปด้วยความกดดันแต่แฝงความมุ่งมั่น เขาอธิบายถึงสถานการณ์ในตอนนี้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ทารอนไม่สามารถปล่อยให้กองทัพคาร์ทุซบุกมาล้อมเมืองได้ มิเช่นนั้นเราจะไร้หนทางสู้ และไม่รอดเกินสามเดือน” เขาชี้ไปที่แผนที่บนโต๊ะ หมึกแดงวงเมืองทารอนและที่ราบคาราดูน “ทางเลือกเดียวคือเราต้องบุกไปหากองทัพคาร์ทุซก่อนที่พวกมันจะบุกมาเข้าใกล้เมืองทารอน และเราไม่มีเวลารอความช่วยเหลือจากทั้งซาราทิสหรือซัลเวรัส”
“แล้วเจ้าจะให้พวกเราทำเช่นไร หวังพึ่งคนนอกนั้นหรอ? ข้าได้ยินว่าตระกูลอัลดาริสมอบกองกำลังให้ไปอยู่ใต้คำสั่งของคนนอกนั้น ที่ตอนนี้อยู่ออกนอกเมืองแล้ว!” ไทโอเรนประชด น้ำเสียงเยาะเย้ย
เสียงในสภากลับดังขึ้นอีกครั้งจากคำพูดนั้นของไทโอเรน ราเมซยกมือให้ทุกคนเงียบ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “นั่นเป็นส่วนหนึ่งของแผน ขอรับ และอาเธอร์คือไพ่ตายของพวกเรา”
“แผนงั้นหรือ? แผนอะไร?” ชายคนหนึ่งในสภาถาม ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ราเมซใช้ไม้ชี้ไปที่แผนที่ “อาเธอร์กับกองกำลังอัลดาริสจะประจำอยู่ที่ เนินเขามูวาลี ทางเหนือห่างจากจุดที่คาดว่าจะเป็นค่ายคาร์ทุซ ขอรับ” ทุกคนจ้องตามจุดที่เขาชี้ เขาพูดต่อ “เมื่อกองทัพหลักของทารอนเผชิญหน้ากับคาร์ทุซ ตรงที่ราบคาราดูน อาเธอร์จะนำกองกำลังอ้อมไปโจมตีด้านหลังค่ายจากทิศตะวันออก ทำลายเสบียงและอุปกรณ์เวท จากนั้นโจมตีแนวหลังขบวนทัพของคาร์ทุซ ขอรับ”
เสียงในสภาเริ่มเงียบลง ผู้นำตระกูลต่างๆ มองเห็นแววแห่งความหวังจากแผนของราเมซ เมื่อเขาอธิบายจบ ห้องประชุมเงียบสนิทราวรอการตัดสินใจ
ตอนนี้เองโซลามอนลุกขึ้นยืน “ข้าเชื่อใจราเมซ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นหลานชายของข้า แต่เพราะเขาเป็นคนที่ฉลาดและกล้าหาญ เขาเป็นคนหนุ่มที่รักเมืองทารอนแห่งนี้ ไม่ต่างจากพวกเจ้าทุกคนที่อยู่ที่นี้ ศึกในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเอาชนะมันได้ แต่ถ้าหากพวกเราไม่ทำอะไรเลย นั้นก็เท่ากับว่าพวกเราได้แพ้ให้กับคาร์ทุซไปเรียบร้อยแล้ว” เขามองรอบโต๊ะ “ข้าขอเสนอให้ราเมซ อัลดาริส เป็นผู้นำทัพทารอนออกไปต่อกรกับคาร์ทุซ!”
ห้องประชุมเงียบลง สายตาลังเลปรากฏในดวงตาหลายคู่
“ข้าเห็นด้วย! ถึงผู้คนจะบอกว่าพวกเราชาวทารอนเป็นพวกหน้าเลือดและโลภมาก แต่สิ่งสิ่งที่พวกเราไม่ใช่คือเป็นพวกขี้ขลาด” บานาบัสยกมือขึ้น มืออีกข้างกำดาบที่เอว
“ข้าก็เห็นด้วย หากไร้ซึ่งความหวังที่จะสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป คงเป็นการดูหมิ่นชีวิตที่พระเจ้าประทานมาให้พวกเราทุกคน” เวเรมัสชายชราร่างเตี้ยก็ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง อีกข้างกำหมัดสวดภาวนาเช่นเดิม
เสียงในสภาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จากสองคนนี้ เป็นสาม จากสามเป็นสี่ ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าสภาพ่อค้าได้เลือกแล้ว ให้ราเมซเป็นผู้นำทัพทารอน
“ไปสั่งสอนไอ้พวกลูกหมาคาร์ทุซน่าตายพวกนั้นให้รู้ถึงพลังของทารอน!” บานาบัสลุกขึ้นยืนบนโต๊ะ ตะโกนจนหน้าแดง
“ทารอน! ทารอน! ทารอน!” เสียงโห่ร้องดังก้องทั่วสภา ขวัญกำลังใจของทุกคนพุ่งสูง ราวจุดไฟแห่งความหวังในความมืด
ครึ่งชั่วโมงหลังการประชุมจบลง ณ ห้องมืดมิดที่ไม่มีผู้ใดรู้ที่ตั้ง เงาของชายปริศนาคนหนึ่งยืนอยู่หน้าลูกแก้วเรืองแสง กลิ่นออร่าของเวทมนตร์โบราณลอยในอากาศ เขากระซิบคาถาด้วยภาษาแปลกประหลาด จากนั้นลูกแก้วก็สว่างวาบ ตัวอักษรเรืองแสงปรากฏบนผิวแก้ว ก่อนที่แสงจะดับลงพร้อมออร่าเวทที่จางหาย
ณ เต็นท์บัญชาการของคาร์ทุซ ขณะที่คาเรซนั่งอ่านเอกสารในมือ เสียงวูบดังขึ้นจากลูกแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้อความสั้นๆ ปรากฏขึ้นบนผิวแก้ว เขาวางเอกสารลง มองข้อความนั้นด้วยสายตานิ่งสงบ
“หึ!” รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของคาเรซ