ตะวันสลับเดือนเคลื่อนเปลี่ยนเป็กลางคืน เสียงเท้าพร้อมเงาตะคุ่มเดินขึ้นบันไดมายังชั้นดาดฟ้า เผยให้เห็นชายร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวราวกับปุยเมฆพร้อมกางเกงผ้าร่มสีดำตัวโปรด เดินล้วงกระเป๋ากางเกงมาหยุดยืนที่จุดเดิมกับบรรยากาศที่คุ้นเคย ชายหนุ่มยืนรับไอเย็นของลมที่พัดผ่านบนยอดตึกสูง ความรู้สึกชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสงสัยอยู่ภายในใจ คิดไม่ตกกับเื่ของผีสาว ดวงตากลมโตเหลียวซ้ายแลขวาค้นหาคนที่คุ้นเคย
บนนี้ไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงลมและเสียงถอนหายใจของวินราวกับคนอมทุกข์ เงียบเชียบซะจนใจหวิว เขาไม่ได้ขึ้นมาบนนี้เพียงเพราะอยากรับลมหรือหลีกหนีความวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน เขาเพียงอยากพบคนแปลกหน้าที่เขาสัญญาว่าจะช่วย เธอเป็คนแปลกหน้าที่เขาอยากพบมากที่สุดในตอนนี้
“คุณ..อยู่แถวนี้หรือเปล่า ออกมาเจอกันหน่อยสิ”
เสียงพึมพัมของชายหนุ่มพูดขึ้น พร้อมกับหันซ้ายแลขวา แต่ไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ จากใครหรือสิ่งใดเลย มีเพียงความเงียบสงัดปนึ่งเหลือตัวคนเดียวในโลกใหญ่
“เฮ้อ...ฉันเริ่มเป็บ้าแล้วล่ะสิ มายืนพูดคนเดียวอะไรอยู่ตรงนี้ มาขอให้เราช่วยแท้ ๆ แต่กลับหายตัวไปดื้อ ๆ แล้วแบบนี้ฉันจะช่วยเธอได้อย่างไรนะ หากไม่ใช่เพราะรับปาก ฉันคงไม่กระวนกระวายใจขนาดนี้ถ้าไม่ได้ช่วยเธอ”
ระหว่างเ้าตัวยืนครุ่นคิด จู่ ๆ ท้องไส้ก็ปั่นป่วนขึ้นมา ขนแขนลุกซู่ ไม่ใช่เพราะอากาศที่หนาวเย็น แต่เป็เพราะร่างกายเ้ากรรมรู้สึกปวดท้อง อาการอยากถ่ายหนักขึ้นมา ราวกับว่ามีข้าศึกมาประชิดอยู่หน้าประตูเมือง ข้างบนก็ไม่มีห้องน้ำ หากจะให้มาทิ้งะเิก้อนใหญ่ข้างกำแพงหรือแท็งก์น้ำแบบสุนัขคงไม่ใช่เื่น่าพิสมัยนัก เ้าตัวจึงต้องลงไปข้างล่างเพื่อหาดงหญ้าหรือห้องน้ำสาธารณะระแวกนี้ปลดทุกข์
ครั้นลงมาถึงชั้นล่างสุดของตึก ทำเอาชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดเหนื่อยหอบ อยากจะหยุดพักเหนื่อยก็ไม่ได้ เพราะท้องไส้ไม่รอใคร วินวิ่งหาห้องน้ำสาธารณะด้วยความเร่งรีบเพื่อปลดทุกข์
เจอห้องน้ำราวกับเจอ์ในตอนนี้ ห้องน้ำสาธารณะห่างจากตึกร้างมาพอสมควร เป็ชักโครกแบบนั่งยอง ห้องน้ำสาธารณะเก่าห้องไม่ใหญ่นัก มีเพียงถังน้ำพลาสติกสีน้ำเงิน ขันสีเขียวเก่า ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องน้ำวัด ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จภารกิจก่อนจะออกมารับลมนอกห้องน้ำยามค่ำคืน มุมปากของวินยกขึ้น ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจราวกับยกูเาลูกใหญ่ออกจากอก
หน้าเปื้อนยิ้มกับร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เพราะวิ่งลงมาจากตึกและอากาศในห้องน้ำที่อบอ้าว เพราะผนังห้องน้ำถูกก่อด้วยปูนมีรูช่องระบายลมเพียงเล็กน้อย จึงทำให้อุดอู้ หายใจไม่ค่อยออก
ก่อนเข้าห้องน้ำวินจำได้แม่นว่าตนวางกระเป๋าสะพายข้างไว้ที่โต๊ะไม้ แต่พอออกมาดันไม่เจอ หางตาเหลียวไปเห็นชายแก่ร่างเล็กผมยาวรุงรังระดับบ่า สวมเสื้อลายสก๊อตสีแดง ชายเสื้อขาดหลุดลุ่ย กางเกงขาสามส่วนเปรอะเปื้อนด้วยคราบสี ท่าทางลุกลี้ลุกลน ถือของบางอย่าง วินเห็นก็จำได้ทันทีว่าเป็กระเป๋าสะพายแสนรักของตนเอง
“ลุง!!! คืนกระเป๋าผมมาเดี๋ยวนี้นะ!!”
ชายหนุ่มะโออกไปสุดเสียง พร้อมวิ่งตามหลังชายแก่ที่หายไปกับความมืด แต่เดินมาสักพักแสงจากสองฝั่งถนนก็เริ่มเบาบางลง จากทางถนนคอนกรีตก็กลับกลายเป็ดินลูกรัง และทะลุเข้ามาในซอยที่ไม่คุ้นตา
เงาตะคุ่มของอะไรบางอย่างอยู่ในมุมหนึ่งของซอย แสงสลัวค่อย ๆ ชัดขึ้น เมื่อวินเดินเข้าใกล้สิ่งนั้น ปรากฏร่างของชายแก่คนเดิมกำลังคุ้ยของที่วางอยู่กับพื้นดิน เดาได้ว่าคงเป็กระเป๋าของวิน กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์สุดรักของวินกระจัดกระจายออกมากองอยู่ตรงพื้น
ชายไร้บ้านครั้นเห็นวินก็รีบหยิบของบางอย่างในกระเป๋าแสนรักของวินติดมือไป พร้อมกับวิ่งหนีเข้าไปในม่านความมืดของซอย ชายหนุ่มก้มหยิบกระเป๋าขึ้นมาปัดฝุ่นและเศษดิน พร้อมตรวจดูสัมภาระของตนในกระเป๋า ของมีค่าทุกอย่างอยู่ครบจนน่าใ เว้นก็แต่ขนมปังก้อนเล็กที่วินกินเหลือนั้นหายไป ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจว่าชายไร้บ้านคนนั้นมาขโมยกระเป๋าไปเพื่อที่จะเอาขนมกินเหลือเพียงเท่านี้หรือ ทำให้เสียงระฆังในใจวินดังขึ้น…
ตัวเราเองก็ไม่ใช่คนร่ำรวยอะไรมาก แต่ก็ยังมีบางคนที่ขาดแคลนกว่าเรา บางอย่างที่เราไม่ได้้าแล้ว แต่กลับเป็สิ่งที่มีค่าสำหรับบางคน อย่างขนมที่เรากินเหลือเพื่อรอทิ้งที่เก็บไว้ในกระเป๋า แต่สำหรับชายไร้บ้านคนนั้น สิ่งนี้คืออาหารมื้อสำคัญที่จะทำให้อิ่มท้อง
ของมีค่าของแต่ละคนไม่อาจระบุได้ว่าคืออะไร
ไม่สามารถระบุได้ว่าต้องราคาเท่าใด
แต่ของสิ่งนั้นคงเป็สิ่งที่เขาคนนั้น้าที่สุดใน่เวลาหนึ่ง
อย่างตัวเราเองของที่มีค่าที่เราโหยหาที่สุด คงเป็ครอบครัว คงเป็ใครสักคนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนเป็บ้านจริง ๆ
น้ำตาเด็กหนุ่มหยดลงที่แก้มขาว และเริ่มเอ่อล้นออกมา
จากดวงตากลม จนกลายเป็สายธารไหลอาบทั้งสองข้างแก้ม นึกถึงสิ่งที่ตนโหยหามาตลอด 10 ปี ครอบครัวที่เขารัก ที่เหมือนหายสาบสูญไปในหลุมดำตลอดกาล เสียงสะอึกสะอื้นเพราะความเหงา ความโดดเดี๋ยว ความอ่อนล้าและปัญหาทุกอย่างที่ต้องรับมือเพียงคนเดียว ่เวลาที่เสียใจหรือดีใจ ก็ไม่มีใครรับฟังด้วยใจจริง
“ร้องไห้เป็เด็กเชียวนะคุณ ไม่อายผีสางนางไม้แถวนี้บ้างเหรอ”
เสียงหวานนุ่มของหญิงสาวที่คุ้นหูดังขึ้นอยู่ในเงามืด วินเช็ดคราบน้ำตาข้างแก้ม พร้อมชำเรืองมองหาต้นเสียงที่ดังมาจากบริเวณใต้ร่มไม้ใหญ่ เพ่งมองอยู่นานก็ไม่พบสิ่งใด มีเพียงเสียงของหญิงสาวที่ดังเล็ดลอดออกมา
“นั่นคุณใช่ไหม ออกมาเจอกันหน่อยสิ อย่าผุด ๆ โผล่ ๆ แบบผีจะได้ไหม”
“ใช่..ฉันเอง ไม่เจอกันแป๊ปเดียว ลืมกันแล้วสินะ”
หญิงสาวโผล่ออกมาจากเงามืด ในชุดคลุมสีขาวราวปุยเมฆ ยาวลากถึงข้อเท้า ผมยาวถึงบ่าพร้อมผมหน้าม้าเหนือคิ้ว ดวงตากลมโตคู่เดิมจ้องมองหน้าวิน พร้อมรอยยิ้มหวานฉ่ำ สวยราวกับลอยมา ทำชายหนุ่มตกตะลึงในความงามของหญิงสาวเป็รอบที่สอง
“นี่คุณ จะจ้องหน้าผมอีกนานไหม”
วินเริ่มแก้มแดงระเรื่อคล้ายสีผลมะเขือเทศสุก เพราะเกิดอาการเขินหญิงสาวตรงหน้าที่จ้องตัวเองไม่หยุดหย่อน
“จ้องนิดจ้องหน่อยทำเป็หวง แหม… พ่อรูปหล่อ”
“ไม่ต้องพูดเื่อื่นเลยคุณ จู่ ๆ ก็โผล่มา นี่คุณ้าอะไรจากผมกันแน่”
วินรีบพูดตัดบท ด้วยความเขินแทบจะมุดดินหนี
“ฉันก็อยากได้เพื่อนคุย ก็มีแค่คุณคนเดียวที่เห็นฉันนี่”
“คุณ้าแค่นี้เหรอ แล้วเื่ที่อยากให้ผมช่วยคุณล่ะ”
“เื่นั้นช่างมันเถอะคุณ ฉันไม่ได้อยากรู้แล้วล่ะ”
“คุณไม่รู้สึกว่ามันค้างคาบ้างเหรอ รู้สึกมีอะไรติดอยู่ในใจ”
“ถึงฉันจะพูดออกไปแบบนั้นก็เถอะ แต่ใจจริงฉันก็ยังอยากรู้
แต่ชื่อตัวเองฉันยังจำไม่ได้เลย”
ิญญาสาวทำหน้าหงอย
“เื่นั้น ผมหาทางช่วยอยู่ คุณไม่ต้องห่วง ผมสัญญาแล้วว่าจะช่วยคุณ”
“คูณนี่ทั้งหน้าตาดีแถมยังจิตใจดีด้วยนะเนี่ย ฉันเริ่มอิจฉาสาวคนนั้นแล้วล่ะสิ คนที่เป็แฟนคุณน่ะ”
วินไม่ได้ตอบกลับด้วยคำพูด แต่กิริยาท่าทางเขินอายพร้อมแก้มแดงฉ่ำราวกับทาบลัชออนได้ตอบกลับทุกอย่างแล้ว ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังสนทนากัน มีเสียงจากหญิงวัยกลางคนเรียกถาม
“นี่หนู…กำลังคุยกับใครอยู่เหรอจ๊ะ”
หญิงวัยกลางคนพร้อมรถเข็นขายของป้ายเขียนตัวใหญ่ หญิงไก่ทอด พร้อมกลิ่นของไก่ที่หอมเตะจมูกทั้งคนและิญญา เธออายุราว 44 ปี สวมเสื้อยืดสีชมพูอ่อนคล้ายสีดอกซากุระ กางเกงวอร์มขายาวสีดำ และผ้ากันเปื้อนสีแดงแสบตา
“ปะ..เปล่าครับ พอดีผมตรวจดูของในกระเป๋าว่ามีอะไรหายไปหรือเปล่า”
วินตอบกลับด้วยอาการลุกลี้ลุกลน พูดจาติดขัด ชวนน่าสงสัย
“โดนตาธงขโมยมาอีกแล้วล่ะสิ”
หญิงวัยกลางคนถามด้วยความเป็ห่วง
“ถ้าเป็ลุงคนที่ใส่เสื้อขาด ๆ ผมยาวรุงรัง ก็ใช่ครับ”
“หน้าตาหนูไม่คุ้นเลย หนูไม่ใช่คนซอยนี้ใช่ไหม”
ป้าขายไก่ยืนเท้าสะเอวจ้องหนุ่มรุ่นลูกั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความแปลกตา
“ใช่ครับป้า ผมวิ่งตามมาเอากระเป๋าก็เลยหลงเข้ามาในซอยนี้”
“อ๋อ..เป็แบบนี้นี่เอง แล้วนี่มีข้าวของอะไรหายหรือเปล่าล่ะ เดี๋ยวป้าไปตามเอามาให้”
“ไม่เป็อะไรครับป้า ของมีค่ายังอยู่ครบ ถ้าหายไปก็มีแต่ขนมปังที่ผมกินเหลือไว้”
“โชคดีแล้วนะ แล้วนี่หิวหรือเปล่า ช่วยอุดหนุนป้าหน่อยไหมล่ะ อร่อยนะ นี่เห็นชื่อร้านไหม”
นิ้วมือเหี่ยวย่นชี้ไปที่ป้ายชื่อร้าน
“เอ่อ.. ไม่เอาดีกว่าครับป้า พอดีว่าผมยังไม่หิว”
วินรีบปฏิเสธเพราะตนเหลือเงินไม่มาก แต่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบราวกับป่าช้า หลังชายหนุ่มบอกว่าไม่หิว สักพักเสียงท้องของเ้าตัวก็ร้อง ทำเอาป้าที่ยืนคุยด้วยหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ เอาน่า… มื้อนี้ป้าเลี้ยงเอง กินไปเถอะ วันนี้ป้าขายดี”
ป้าขายไก่ก้มหยิบเก้าอี้สีแดงออกมาจากใต้รถให้หนุ่มรุ่นลูกนั่ง
“ไม่เป็ไรครับป้า ผมไม่หิวจริง ๆ”
“ไม่เป็อะไรหรอกหนู ป้าเห็นหนูรุ่นราวคราวเดียวกับลูกป้า ก็อดคิดถึงไม่ได้ ถ้าไม่กิน ป้าเสียใจนะ”
ป้าขายไก่รู้สึกเอ็นดูเด็กหนุ่มที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรกเหมือนเป็ลูก รอบนี้วินปฏิเสธไม่ลง เพราะด้วยกลัวป้ารู้สึกเสียใจ
“งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะป้า จะกินให้หมดไม่เหลือขายวันอื่นเลย”
พูดพร้อมหันไปยิ้มให้ป้า
“ถ้ากินได้ขนาดนั้น ไม่ต้องกินอะไรอีกเป็เดือนเลยนะลูก ฮ่า ๆ”
วินกับป้าคุยกันถูกคอ หัวเราะด้วยความสบายใจ ราวกับคนคุ้นเคย ทั้งที่เคยเจอกันครั้งแรก
ทั้งคู่นั่งกินไก่ทอดพร้อมข้าวเหนียวที่เย็นเฉียบเพราะอากาศภายนอก แต่วินกลับอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก วินรับรู้ได้ถึงความห่วงใยด้วยใจจริงของเธอจากหญิงแปลกหน้า ที่พึ่งเจอกันเป็ครั้งแรก ความรู้สึกแบบนี้ครั้งสุดท้ายที่วินได้รับนานจนลืมเลือน หากให้นับเป็เวลาคร่าว ๆ คงเป็เมื่อสิบปีที่แล้ว
ผีสาวยืนมองทั้งคู่นั่งกินไก่กันด้วยความสุข ความอบอุ่น เ้าตัวยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว พร้อมน้ำตาที่ค่อย ๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตา
“ฉันก็อยากมีความสุขแบบนี้บ้างจัง”