เวลานี้อั้นจิ่วซึ่งเป็นคนแรกที่ดื่มโอสถต่อชีวิตได้ลืมตาและจับจ้องไปทางฮวาเหยียนเขากำหมัดคำนับให้นาง ถึงแม้อวัยวะภายในทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหกจะยังคงเจ็บปวดอย่างรุนแรงทว่าย่อมไม่มีปัญหาต่อการไปขอความช่วยเหลือในยามนี้
“ขยับตัวได้แล้วหรือ?”
ฮวาเหยียนถามอั้นจิ่วพยักหน้า
“ร่างกายของพวกเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสพลังปราณระดับราชาผู้บำเพ็ญมิใช่เรื่องล้อเล่น โอสถที่ข้าป้อนพวกเจ้าเมื่อครู่คาดว่าคงออกฤทธิ์อยู่ได้ไม่นานพวกเจ้ารีบไปรีบกลับเถิด บุตรชายของข้าเวลานี้คาดว่าคงหลับไปแล้วเจ้าเชิญบิดาของข้ามาด้วย เรื่องลอบสังหารองค์รัชทายาทมิใช่เรื่องเล็กที่นี่จำเป็นต้องมีขุนนางควบคุมสถานการณ์”
ฮวาเหยียนกล่าวชั่วขณะนั้นนางสงบนิ่งใจเย็น แผ่บรรยากาศอันน่าเกรงขามเยี่ยงผู้บังคับบัญชาพาให้อั้นจิ่วเชื่อฟังโดยไม่รู้ตัว
“แต่...”
อั้นจิ่วขมวดคิ้วด้วยความลังเลฮวาเหยียนเห็นว่าเขามีเรื่องต้องการพูดแต่กลับหยุดไว้ จึงถามออกมาอย่างสงสัย “มีอันใดหรือ?”
“แม่นางมู่เรื่องที่นายท่านถูกลอบสังหารมิควรเผยแพร่ออกไป อีกทั้งพระองค์ยังมีหมอเฉพาะทางดังนั้นข้าน้อยคงจะไม่รบกวนท่านอ๋องมู่กับคุณชายน้อย...”
อั้นจิ่วจำต้องกัดฟันกล่าว
ถึงอย่างไรฮวาเหยียนก็เป็นคนที่ช่วยพวกเขาและนายท่านด้วยเหตุนี้การที่ต้องปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาจึงทำให้รู้สึกพูดมิค่อยออกอยู่บ้างแต่สถานการณ์บีบบังคับ พิษของนายท่านมีเพียงคุณชายจีที่ระงับเอาไว้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่นายท่านดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เมื่อฮวาเหยียนได้ยินคำพูดของอั้นจิ่วนางก็เหยียดยิ้มเยาะอย่างโมโห
คำกล่าวที่ว่ามีเจ้านายเช่นไรย่อมมีลูกน้องเช่นนั้นนับเป็นเรื่องที่ถูกต้องโง่เง่ากันหมดเลยหรือ?
นอกจากนี้เพื่อช่วยชีวิตตี้หลิงหานนางถึงขั้นต้องเปิดโปงบุตรชายของตนเอง อั้นจิ่วผู้นี้ยังไม่ซาบซึ้งอีกหรือ?มิใช่ไม่ซาบซึ้ง แต่เป็นความไม่ไว้ใจ...
ใบหน้าของฮวาเหยียนมืดครึ้มลงทันทีนางใช้สายตาเย็นชามองไปที่อั้นจิ่ว “อั้นจิ่ว เจ้าจงฟังให้ดีข้าไม่รู้ว่านักปรุงยาที่เจ้าเอ่ยถึงคือผู้ใด? ทว่าข้ากล้ารับรองหากบุตรชายของข้ามิอาจช่วยตี้หลิงหานได้เช่นนั้นหน่วยองครักษ์เงาของพวกเจ้าก็เตรียมเก็บข้าวของและจัดงานศพให้องค์รัชทายาทของพวกเจ้าได้เลย!”
“แม่นาง”
“เจ้า...”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เหล่าองครักษ์เงาโมโหจนแทบจะอาเจียนเป็นเลือดและโกรธจนหมดสติ
ใบหน้าของอั้นจิ่วแข็งค้างดวงตาของเขาทั้งสับสนและดิ้นรน บุตรชายของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ที่อยู่เบื้องหน้าคล้ายจะมีอายุเพียงห้าขวบแม้นับว่ามีทักษะทางการแพทย์ แต่จะสูงถึงขั้นใดเล่า? จิตใต้สำนึกของเขาต้องการเชิญจีอู๋ซวงมาคุณชายจีเป็นผู้ที่เข้าใจร่างกายของนายท่านมากที่สุด และตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ได้คุณชายจีช่วยระงับพิษในร่างกายของนายท่านเอาไว้
ทว่า...
เมื่อต้องเผชิญกับนัยน์ตาของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ที่ทั้งเยือกเย็นจริงจัง และมิอาจปฏิเสธได้ ในใจเขาพลันเกิดการต่อสู้กันอย่างหนัก พริบตานั้นเขาคิดทบทวนหลายสิ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เพิ่งหวนคืนสู่ตระกูลมู่เขาไปจับบุตรชายของนางมาและขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืน ทว่าเด็กน้อยกลับอาศัยความสามารถของตนวางยาพิษคนมากมายและหนีออกจากจวนไท่จื่อได้สำเร็จรวมถึงมีเวลาเพียงสามวันในการรวบรวมเงินจำนวนสามล้านตำลึงแม่นางผู้นี้ขายทั้งหญ้าวิญญาณลึกลับ ผลไม้วิญญาณโลหิตสีชาด ทั้งยังขายโอสถชั้นสูงให้แก่หออู๋หมิงจนหมดเกลี้ยง...
เมื่อบวกเข้ากับยาสามเม็ดที่แม่นางมู่เพิ่งมอบให้นายท่านถึงแม้เวลานี้นายท่านจะยังไม่ฟื้นคืนสติทว่าใบหน้าที่เดิมไร้สีเลือดก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย
ไม่ต้องกล่าวถึงนายท่านแค่ตัวเขาเอง มิใช่ว่าเขาเพิ่งดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุร้อนที่ละลายด้วยโอสถต่อชีวิตหรอกหรือ?ตอนนี้ก็มิใช่ว่าเขาขยับกายได้แล้ว? แม้อวัยวะทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหกจะยังคงเจ็บปวดจนทนแทบมิไหวแต่ยาก็มีผลลัพธ์อันน่ามหัศจรรย์อยู่จริงๆ
ยิ่งอั้นจิ่ววิเคราะห์มากเท่าไรเขาก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเท่านั้นเขารู้ว่าคุณชายจีกำลังพยายามสอบถามเกี่ยวกับนักปรุงยาผู้อยู่เบื้องหลังแม่นางมู่หรือว่าคนผู้นั้นจะเป็นบุตรชายของนางเอง?
แม้จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลแต่ในใจของอั้นจิ่วกลับเชื่อขึ้นมาหลายส่วนแล้ว
“ตกลงแม่นางมู่ อั้นจิ่วจะไปเชิญท่านอ๋องมู่และคุณชายน้อยมาขอรับ”
อั้นจิ่วประสานมือโค้งคำนับ
“อั้นจิ่วเจ้าบ้าไปแล้วหรือ เหตุใดไม่เชิญคุณชายจีอู๋ซวง จะไปเชิญคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาเพื่ออันใด?ยังมีผู้ใดที่เข้าใจร่างกายของนายท่านมากไปกว่าคุณชายจีอีกหรือ?ในอาณาจักรต้าโจวนี้มีนักปรุงยาที่เก่งกาจกว่าคุณชายจีด้วยหรือ?”
อั้นฉีกัดฟันและตะโกนเขาร้อนใจจนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดง
ในใจของอั้นฉีขัดแย้งเป็นอย่างยิ่งเขาอยู่ข้างกายนายท่านมาตั้งแต่เด็ก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพระองค์เป็นดั่งท้องนภาสำหรับเขาเขาทั้งเคารพบูชาและมิอาจทำให้เกียรติของพระองค์ต้องมัวหมองได้ทว่าคืนนี้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ล้างความเข้าใจของเขาจนหมดสิ้น นางเย้ยหยันนายท่าน ว่าร้ายนายท่านเรื่องเหล่านี้ก็ช่างมันเถิด แต่นางยังข่มขู่นายท่าน ไม่เคารพนายท่าน ทำเขาโกรธจนอาการบาดเจ็บภายในรุนแรงขึ้นไปอีก
ดังนั้นแม้จะรู้ดีว่ามู่อันเหยียนช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ทว่าในใจของเขากลับยังคงไม่สบายใจ
ด้วยเหตุนี้ในตอนที่กำลังจะไปขอความช่วยเหลือจากท่านหมอเขาจึงเอนเอียงไปทางจีอู๋ซวงผู้น่าไว้วางใจและคุ้นเคยมากกว่า
ฮวาเหยียนเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าองครักษ์เงาใบหน้าอ่อนเยาว์ผู้นี้เป็นศัตรูกับนางแต่ยามนี้การหาเรื่องทะเลาะย่อมเสียเวลาไปโดยเปล่า นางเหลือบสายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรำคาญและไม่พอใจ
“หากเจ้าขยับตัวได้ก็ไปเชิญนักปรุงยาผู้นั้นมา”
ฮวาเหยียนกล่าวอย่างเย็นชา
“ข้าไปข้าจะไป...”
อั้นฉีเปิดปากกล่าวอย่างดื้อรั้นทว่าเมื่อลุกขึ้นเขาก็ล้มลงกับพื้นทันที เขาหอบหายใจหนักด้วยใบหน้าซีดเผือด ทั้งยังกุมหน้าอกเอาไว้แน่นเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนแม้แต่การเดินยังทำให้เจ็บปวด
“ข้าไปเอง”
ทันใดนั้นอั้นปาที่ปรับลมหายใจได้แล้วก็ลืมตาขึ้นก่อนกล่าวแม้ใบหน้าของเขาจะขาวซีด แต่ก็นับว่ายังดีกว่าอั้นฉีและคนอื่นๆ มากนัก“อั้นปาขอบคุณแม่นางมู่ที่ช่วยชีวิต อั้นปาเชื่อในความตั้งใจที่คุณหนูใหญ่ต้องการช่วยชีวิตนายท่านและเชื่อในความสามารถของคุณชายน้อย ทว่าคุณชายจีอู๋ซวงเป็นหมอเฉพาะทางเขาเข้าใจร่างกายของนายท่านดีที่สุด ถ้าเชิญเขามาที่นี่ตอนนี้ย่อมเป็นการเพิ่มการป้องกันให้มากขึ้นอีกชั้น หากคุณชายน้อยตรวจสอบสภาพร่างกายแล้วต้องการสอบถามอาการก็มีเพียงคุณชายอู๋ซวงที่ทราบขอรับ”
อั้นจิ่วประสานมือคำนับ
คำพูดนี้ฟังแล้วรื่นหูเป็นอย่างยิ่ง
ฮวาเหยียนมิได้บอกว่าไม่ให้เชิญตั้งแต่แรกนางเพียงเชื่อในตัวบุตรชายของตนมากกว่า ยามนี้เมื่อได้ยินคำพูดของอั้นปาที่กล่าวจนถึงขั้นนี้ นางก็โบกมือพลางว่า “ตกลงเช่นนั้นเจ้าก็ไปเชิญมาเถิด ให้บุตรชายของข้าได้ตบตีเขาสักยกพอดี”
ทุกคน “...!”
เหตุใดวาจาของแม่นางมู่จึงได้มีพิษถึงเพียงนี้!
...
ค่ำคืนมืดมิดประสบเหตุการณ์พายุฝนโลหิตอยู่ครึ่งค่อนคืน
นางมิได้สนใจเหล่าองครักษ์เงาฮวาเหยียนหมุนกายกลับไปมองตี้หลิงหาน เหล่าองครักษ์เงาที่ดื่มโอสถละลายน้ำไปเพียงหนึ่งอึกล้วนเห็นผลทว่าเหตุใดตี้หลิงหานจึงยังไม่ฟื้นคืนสติเล่า
ฮวาเหยียนเดินไปด้านข้างร่างกายเขาสีหน้าของเขาดีขึ้นบางส่วน ไม่ซีดเหมือนก่อน ฮวาเหยียนสำรวจลมหายใจของตี้หลิงหานอืม ยังมีลมหายใจอยู่...
เมื่อเห็นการกระทำของฮวาเหยียน อั้นฉีโมโหจนต้องปิดตาลง มู่อันเหยียนผู้นี้ไม่เคารพนายท่านของเขาเลยสักนิด!
“เสด็จแม่...”
ขณะที่ฮวาเหยียนกำลังเก็บมือกลับไปพริบตานั้นมือของนางพลันถูกแรงจับดึงเอาไว้ ฮวาเหยียนตกใจ ก่อนจะเห็นว่ามือของนางถูกตี้หลิงหานกำเอาไว้แน่น
ฮวาเหยียนตกใจจนมือกระตุกแต่กลับไม่ขยับแม้เพียงน้อย นางดึงไม่ออก...
ตี้หลิงหานกำมือนางแน่นยิ่งนัก!
“ตี้หลิงหานปล่อย”
ฮวาเหยียนจ้องเขม็งพลางกัดฟันเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตี้หลิงหานยังคงหลับตามิได้สติ แต่มือของเขากำแน่นดั่งใช้เรี่ยวแรงจนถึงขีดสุด...