จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 130 ไฟแค้นที่เริ่มปะทุ Re

            ไป่ฉีมาโผล่ที่ถ้ำฝึกฝนของตนเอง  เขากินโอสถคืนร่างเรียบร้อย  เขาคิดว่าข้อมูลที่ได้วจากป้าจางน่าสนใจไม่น้อย  หากมีเวลาเขาอยากจะลองไปตรวจสอบ เหวไร้ก้น กับประตูมิติที่อยู่ชั้นใต้ดินลึกสุดของสมาคมการค้าตะวันจันทรา


            ตอนที่ให้คนอพยพกัน ไป่ฉีได้ส่งโอสถคืนร่างให้กับคนตระกูลไป่ทั้ง 3 คนและส่งพวกนั้นกลับไปยังบ้านของเขาที่เมืองหลวง


            “กลับไปหาพี่ชิงชิงดีกว่า” ไป่ฉีเปิดประตูมิติมาโผล่ที่หน้าประตูห้องเช่าของเขา  ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป


            “กลับมาแล้วเหรอไป่ฉี” เมิ่งชิงชิงกล่าว  ไป่ฉีมองไปรอบห้องก็ไม่พบพ่อกับแม่


            “พ่อกับแม่เข้านอนไปแล้วเหรอ” ไป่ฉีถาม


            “อือ ส่วนฉันกำลังหางานให้อลิซอยู่น่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “แล้วอลิซถนัดอะไรงั้นเหรอ” ไป่ฉีถาม


            “ร้องเพลงน่ะ  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่โดดเด่น” เมิ่งชิงชิงตอบ


            “แล้วทางบริษัทก็ปล่อยออกมาโดยที่ยังลูกผีลูกคนแบบนี้งั้นเหรอครับ” ไป่ฉีถาม


            “อ๊ะ  จะว่าไปฉันก็ลืมบอกนายไป  ตั้งแต่เรื่องของเสี้ยนหรัวที่นอนกับดาราหนุ่มหลายคนถูกแฉออกมา  ทำให้นักร้องกับดาราหลายคนถูกสังคมแบน  ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ใน LSA  พวกเขาถือว่าหมดอนาคตไปเลยก็ว่าได้  ตอนฉันไปหาปี่เซียนเธอบ่นว่างานยุ่ง  เพราะพวกผู้ว่าจ้างของดาราหนุ่มเหล่านั้นต่างก็ขอยกเลิกสัญญากันหมด  ดังนั้นทาง LSA ตอนนี้ก็เลยเร่งผลักดันศิลปินใหม่ ๆ เข้าไปแทนพวกที่ถูกปลดออกน่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “อย่างงี้นี่เอง  ทางผู้บริหารคงกลัวสูญเสียรายได้สินะ  งั้นผมขอไปอาบน้ำก่อนนะครับพี่ชิงชิง” ไป่ฉีกล่าว


            “อื้อ เดี๋ยวฉันจัดการงานอีกนิดหน่อยก็จะไปอาบเหมือนกัน” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            คืนนี้ยังคงเหมือนทุกคืนที่เมิ่งชิงชิงใช้ไป่ฉีแทนเตียง  ไป่ฉีนอนมองเมิ่งชิงชิงที่นอนอยู่บนตัวของเขา  เขานึกย้อนไปตอนอยู่ที่ต้าเซียน  เขาได้แต่งงานกับชิงเอ๋อ  แต่เธอกลับตายไปซะก่อนเพราะความผิดพลาดในการหลอมรวมโลหิตอสูรเทวะมังกรคราม  เขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่มีคู่ครองคนอื่นอีกตลอดชีวิต และด้วยความที่ว่างจัดทำให้เขาคิดที่จะสร้างศาสตราเทพขึ้นมา  จนเป็นเหตุให้เขาต้องมาเกิดที่นี่  


            ตอนแรกที่เขาเจอเมิ่งชิงชิง  เขาเหมือนเห็นเงาของชิงเอ๋อซ้อนทับกับเมิ่งชิงชิง  ช่วงแรกเขาคิดว่าตัวเขาพยายามจะให้เธอเป็นตัวแทนของชิงเอ๋อ


            หลังจากได้อยู่ด้วยกัน  เขาจึงพบว่าทั้ง 2 คนมีความแตกต่างกันอยู่มาก  เมิ่งชิงชิงเป็นคนแข็งแรงและร่าเริง  ส่วนชิงเอ๋อนั้นร่างกายอ่อนแอ  ค่อนข้างขี้อาย


            ตำหนักเทพมังกรคราม

            ในคืนนี้พวกเขาได้ทำการกวาดล้างพรรคตะวันดับอีกครั้ง  คราวนี้พวกเขาทำลายสาขาย่อยของพวกมันไปได้จำนวนมาก และได้จับตัวพวกมันส่งให้กับทางสมาคมการค้าตะวันจันทราเพื่อให้อวี้กงรีดข้อมูล


            ตระกูลไป๋

            ไป๋กุ้ยอิงกำลังโทรคุยกับมี่หมิง  หลังเหตุการณ์ที่เบี้ยนฝู๋เข้ายึดร่างของมี่หมิงแล้วจะทำร้ายเธอ  ทำให้เธออดเป็นห่วงไม่ได้  จึงได้โทรหามี่หมิงทุกวันเพื่อสอบถามถึงอาการ


            [พี่กุ้ยอิง  ผมไม่เป็นไรจริง ๆ  ถ้ามีอาการผมจะนึกถึงพี่คนแรกเลย] มี่หมิงกล่าว


            “ทำเป็นพูดดี  ตอนนั้นนายยังถูกมันยึดร่างได้อยู่เลย  ว่าแต่อาการวันนี้เป็นยังไงบ้าง” ไป๋กุ้ยอิงถาม


            [ตอนนี้ร่างกายไม่มีปัญหาเลยครับ  แต่ว่าผมสังเกตมาก่อนหน้านี้แล้วว่ายิ่งเข้าข้างแรมมากเท่าไหร่  มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น  เพราะอาการปวดหัวของผมหนักขึ้นเรื่อย ๆ] มี่หมิงตอบ


            “แสดงว่าคืนที่ไม่มีพระจันทร์จะเป็นคืนที่มันสามารถคุมร่างนายได้สินะ” ไป๋กุยอิงพูดสิ่งที่ตนคิดออกมา


            [น่าจะ…...เป็นอย่างนั้นนะครับ] มี่หมิงกล่าว


            “งั้นช่วงคืนที่ไม่มีพระจันทร์  ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว


            [เอ๋ พี่จะมา….อยู่ห้องผมเหรอ] มี่หมิงพูดตะกุกตะกัก


            ตอนนี้เธอพอจะรู้ว่าใบหน้าของชายหนุ่มปลายสายต้องแดงเป็นลูกมะเขือเทศเหมือนทุกครั้งที่เธอกับเขาเจอกันแน่ ๆ


            “ยังไงนายก็ปล้ำฉันไม่ได้หรอก  เพราะแรงฉันเยอะกว่านายอยู่แล้ว” ไป๋กุ้ยอิงหัวเราะอย่างสนุกสนานที่ได้แกล้งแหย่มี่หมิงเล่น  นอกจากครอบครัวของเธอ  ไป่ฉี และเมิ่งชิงชิง แล้ว  ก็มีมี่หมิงนี่แหละที่ได้เห็นเธอยิ้มและหัวเราะ  ไม่ได้ปิดกั้นอารมณ์เหมือนตอนเจอพวกคู่ดูตัวหรือคนอื่น ๆ


            [คร้าบ ๆ เดี๋ยวผมจะจัดห้องให้เรียบร้อยเลย  คงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าให้หญิงสาวมาอยู่ในห้องรก ๆ มีแต่กลิ่นเหงื่อจากเสื้อผ้าที่สัปดาห์นึงจะซักสักทีนึง] มี่หมิงกล่าว


            “ยี้ นายพูดซะเห็นภาพเลยนะ  ไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย  ฉันไม่ชอบกลิ่นเหงื่อ  ทั้งนายทั้งน้องฉันเหมือนกันจริง ๆ เลยให้ตายสิ” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว


            [ทราบแล้วครับ  งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ] มี่หมิงกล่าวก่อนจะตัดสายไป


            ไป๋กุ้ยอิงมองสมาร์ทโฟนในมือที่มีรูปของเธอกับมี่หมิงถูกตั้งไว้เป็นภาพหน้าจอ  ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มี่หมิงเริ่มเข้ามาอยู่ในใจเธอแทนที่ไป่ฉี


            “เห พี่เขยคนใหม่ของผมเหรอ” จู่ ๆ หน้าของไป๋หู่ก็ปรากฎขึ้นที่ด้านข้างหน้าของไป๋กุ้ยอิง


            โครม


            “แว๊ก” ไป๋หู่ร้องเสียงหลง  เพราะเขาถูกไป๋กุ้ยอิงที่มือไวกว่าคำพูดซัดจนกระเด็นไปติดกำแพง


            “บอกกี่ครั้งแล้วว่าจะเข้าห้องพี่ให้เคาะประตู” ไป๋กุ้ยอิงดุไป๋หู่ทันที


            “เรื่องนั้นช่างเถอะน่า  ผมว่านะ  พี่น่าจะจับพี่มี่หมิงปล้ำซะเลย  จะได้หนีไปไหนไม่รอดไง อิอิ” ไป๋หู่กล่าว


            “อยาก  ตาย  สินะ” ไป๋กุ้ยอิงง้างหมัด  ใบหน้าของเธอแดงก่ำ  ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกับเรื่องสัปดนที่น้องชายของเธอพูดกันแน่


            “โธ่  พี่  ผมแค่แนะนำ  พี่จะได้ไม่ต้องเสียใจเหมือนตอนที่พี่อวี้กงถูกคนอื่นแย่งตัดหน้าไปก่อนไง” หลังได้ยินไป๋หู่กล่าว  หมัดของเธอก็ชะงักทันที


            “เจ้าน้องบ้า  แกจะพูดทำไม” หลังจากนั้นหมัดของไป๋กุ้ยอิงก็อัดใส่หน้าของไป๋หู่ทันที


            “ผมผิดไปแล้ว  พี่อย่าอัดผม แอ๊บ  ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยย” ไป๋หู่ร้องด้วยความเจ็บปวด


            เสียงร้องของไป๋หู่ที่ออกมาจากห้องของไป๋กุ้ยอิงไม่ได้รับความสนใจจากคนในตระกูล  เพราะไป๋หู่กับไป๋กุ้ยอิงมักจะทะเลาะกันบ่อย ๆ  โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากไป๋หู่ที่ชอบไปยั่วโมโหไป๋กุ้ยอิงนั่นเอง


            ทางด้านเฟิงเทียน

            หลังจากที่เขาอพยพออกมาพร้อมกับคนอื่น ๆ เขาก็ใช้อุปกรณ์ที่อวี้กงให้มาในการส่งตัวเขากลับไปยังถ้ำฝึกฝนของตนเอง  โดยการบีบมันให้แตก  ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง  เมื่อมาถึงเขาก็เปิดประตูเพื่อกลับไปยังห้องของตนเอง


            “กลับมาแล้วเหรอ” แม่ของเฟิงเทียนทักลูกชายของเธอ


            “ครับ  เกิดเรื่องนิดหน่อยที่สมาคมการค้าตะวันจันทรา  พวกท่านพ่ออาจจะกลับช้าหน่อย” เฟิงเทียนกล่าว


            “อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มงานประลองจัดอันดับเพื่อคัดคนไปแข่งที่งานประลองประจำปีของสมาคมการค้าแล้ว  ลูกเตรียมตัวถึงไหนแล้วล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนถาม


            “ตอนนี้ผมกำลังพยายามทะลวงขั้นลมปราณชั้นจักรพรรดิอยู่ครับ  ด้วยโอสถของท่านอาจารย์ตอนนี้ผมใกล้จะเข้าสู่ระดับราชันย์ขั้น 10 แล้ว  โอสถของท่านอาจารย์อัศจรรย์มาก  คนอื่นฝึกกันเป็นปี ๆ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้  แต่เพียงแค่ผ่านการฝึกกับท่านอาจารย์แค่ 7 วันกับอีกไม่กี่วันต่อมา  ตอนนี้ผมก็มาถึงระดับราชันย์ขั้น 9 แล้ว” เฟิงเทียนกล่าว


            “มีบุญคุณต้องทนแทนนะลูก  เมื่อได้เป็นประมุขแล้วอย่าได้ลืมท่านอวี้กงล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนกล่าว  เธอกับลูกชายติดค้างเทพกระบี่ผู้นี้มากจริง ๆ


            “ครับ  ผมจะไม่ลืมบุญคุณของท่านอาจารย์เป็นอันขาด  แต่ว่าดูเหมือนเส้าเทียนจะเห็นผมที่งานประมูล  ผมคิดว่าตัวเองควรไปฝึกต่อ  เพราะเส้าเทียนอาจจะมาหาเรื่องที่นี่หลังจากเขากลับมา” เฟิงเทียนกล่าวจบ  เขาก็เปลี่ยนเป็นชุดฝึกและใช้กุญแจพิเศษไขตู้เสื้อผ้า  เพื่อให้มันเปิดไปยังถ้ำฝึกฝนของเขา


            “ทำไมเรื่องวุ่นวายในตระกูลถึงไม่จบไม่สิ้นสักทีนะ” แม่ของเฟิงเทียนกล่าวขึ้นอย่างเหนื่อยใจ


            ค่ำคืนนี้  เฟิงเทียนได้ใช้เวลาฝึกลมปราณจนถึงตอนเช้า  ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ปราณราชันย์ ขั้น 10 จนได้  แต่เขายังคงไม่ออกไปไหน  เขายังต้องปรับพลังปราณให้เสถียรตามคำแนะนำของอวี้กง  ซึ่งก็ใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง  เขาถึงกลับมายังห้องของตนเอง


            “ยินดีด้วยนะลูก  พลังปราณของลูกก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว” แม่ของเฟิงเทียนส่งยิ้มอ่อนโยนให้


            “เส้าเทียนกลับมารึยังครับ” เฟิงเทียนถาม


            “ยังหรอก  ถามทำไมล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนตอบไม่ทันไร  คนที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาก็ส่งเสียงมาให้ได้ยิน


            “ไอ้ลูกหมา  แกอยู่ไหน  กล้ามากนะที่เสนอหน้าไปงานประมูล  อยากรู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนเชิญแกไป” เส้าเทียนส่งเสียงมาก่อนตัวเลยทีเดียว


            “นายน้อยเส้าเทียน  ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในนั้น” คนของจี๋หลินเว่ยเทียนที่ถูกส่งมาคุ้มกันเฟิงเทียนเข้าขวางจี๋หลินเส้าเทียน  พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณระดับจักรพรรดิขั้น 9 ออกมา


            “อึ๊ก ไอ้ลูกหมา  แน่จริงแกออกมาซัดกับฉันตอนนี้เลย  ไม่ต้องไปเสียเวลาในศึกจัดอันดับหรอก” เส้าเทียนตะโกนท้าเฟิงเทียน  แม้จะถูกปราณจากคนที่ขวางหน้ากดดันอยู่


            ไม่นานเฟิงเทียนก็เดินออกมา  แต่เขายังอยู่ในรั้วบ้านของเขา  เพราะเขารู้ถึงความต่างชั้นระหว่างปราณราชันย์ ขั้น 10 กับปราณจักรพรรดิ ขั้น 1 ดี  อย่างน้อยต้องเป็นผู้ใช้ปราณระดับราชันย์ ขั้น 10 ประมาณ 2 ถึง 3 คนขึ้นไปถึงจะสามารถสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับเส้าเทียนได้


            “คงต้องขอปฏิเสธล่ะนะ” เฟิงเทียนยิ้มอย่างผู้ได้ชัยชนะ


            “ไอ้ขี้ขลาด” เส้าเทียนยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่  หากคนของพ่อเขามาขวางเอาไว้  ป่านนี้เขาอัดไอ้ลูกหมานี่ตายคาเท้าไปแล้ว


            “ไม่ได้ขี้ขลาด  แต่ทำตามกฎตระกูล  ท่านพ่อสั่งให้ฉันฝึกวิชาอยู่ภายในนี้เพื่อความปลอดภัย  หากฉันไม่ทำตามกฎ  ฉันก็ต้องถูกลงโทษโดยผู้อาวุโสคุมกฎของตำหนักเทพ” เฟิงเทียนกล่าว


            “หึ ไม่ต้องมาอ้างกฎ  แกขี้ขลาดใช่ไหมล่ะ” เส้าเทียนยังคงหาเรื่องไม่เลิก  โดยไม่ได้สังเกตถึงการมาของจี๋หลินเว่ยเทียนแม้แต่น้อย


            เมื่อจี๋หลินเว่ยเทียนมาถึงและได้ยินทุกคำที่เส้าเทียนพูด  คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน  พร้อมกับความโกรธของที่ปะทุขึ้น


            “งั้นคนที่ไม่ทำตามกฎ  แม้จะอยู่ในฐานะประมุขน้อยของตำหนักเทพ  ก็ต้องโดนลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว


            “ท่านพ่อ” เส้าเทียนหันไปทางต้นเสียง  ด้วยความไม่อยากเชื่อว่าพ่อของตนที่ยอมโอนอ่อนมาตลอดจะกล้าลงโทษตน


            “หุบปาก  ในฐานะที่แกจะขึ้นเป็นผู้นำรุ่นต่อไป  หากแหกกฎเสียเอง  ต่อไปใครจะเชื่อถือกฎของตำหนักเทพเรากัน  ผู้อาวุโสคุมกฎ” จี๋หลินเว่ยเทียนเรียกหาผู้อาวุโสคุมกฎ  ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหลังของจี๋หลินเว่ยเทียนทันที


            “ประมุขน้อย จี๋หลินเส้าเทียน  ละเมิดคำสั่งประมุขจี๋หลินเว่ยเทียน  ทำการบุกรุกเรือนนายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน  ความผิดปรากฏชัด  โบยด้วยพลองเหล็กลมปราณ 10 ยก  ยกละ 10 ครั้ง  แต่ด้วยเป็นถึงประมุขน้อยที่จะต้องขึ้นเป็นประมุขรุ่นต่อไป  การฝ่าฝืนกฎเช่นนี้โทษจะต้องทบทวีคูณ  จึงสั่งลงโทษเพิ่ม  เป็นโบยด้วยพลองเหล็กลมปราณ 20 ยก  ยกละ 20 ครั้ง  นำตัวไปได้  และอย่าลืมสกัดจุดชีพจรลมปราณด้วย  ฉันที่เป็นผู้อาวุโสคุมกฎกับประมุขจะไปดูการลงโทษด้วยตนเอง  หากพบผู้ใดกระทำการช่วยเหลือประมุขน้อย  มันผู้นั้นจะต้องถูกรับโทษฐานกบฎ และจะถูกตัดสินโทษตายทันที” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศลงโทษ  ก่อนที่จะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิขั้น 9 มาจับตัวจี๋หลินเส้าเทียนไปที่ลานกว้างสำหรับลงโทษ


            ระหว่างการลงโทษ  จี๋หลินเส้าเทียนกลั้นเสียงร้องอย่างสุดกำลัง  เขาไม่คิดจะแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น  ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์ของเขาจะดูไม่น่าเชื่อถือ  ซ้ำอาจมีคนคิดตีตัวออกห่าง หรือผู้อาวุโสบางคนอาจแปรพรรคไปสนับสนุนเฟิงเทียนแทน


            ‘เฟิงเทียน แค้นครั้งนี้ฉันจะต้องล้างแค้นแกในงานประลองจัดอันดับให้ได้  คอยดู’ เส้าเทียนมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย  ขณะถูกโบย  แต่ดวงตาของเขายังคงฉายแววอาฆาตอย่างแรงกล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด

    ________________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ