ไป่ฉีมาโผล่ที่ถ้ำฝึกฝนของตนเอง เขากินโอสถคืนร่างเรียบร้อย เขาคิดว่าข้อมูลที่ได้วจากป้าจางน่าสนใจไม่น้อย หากมีเวลาเขาอยากจะลองไปตรวจสอบ เหวไร้ก้น กับประตูมิติที่อยู่ชั้นใต้ดินลึกสุดของสมาคมการค้าตะวันจันทรา
ตอนที่ให้คนอพยพกัน ไป่ฉีได้ส่งโอสถคืนร่างให้กับคนตระกูลไป่ทั้ง 3 คนและส่งพวกนั้นกลับไปยังบ้านของเขาที่เมืองหลวง
“กลับไปหาพี่ชิงชิงดีกว่า” ไป่ฉีเปิดประตูมิติมาโผล่ที่หน้าประตูห้องเช่าของเขา ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
“กลับมาแล้วเหรอไป่ฉี” เมิ่งชิงชิงกล่าว ไป่ฉีมองไปรอบห้องก็ไม่พบพ่อกับแม่
“พ่อกับแม่เข้านอนไปแล้วเหรอ” ไป่ฉีถาม
“อือ ส่วนฉันกำลังหางานให้อลิซอยู่น่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“แล้วอลิซถนัดอะไรงั้นเหรอ” ไป่ฉีถาม
“ร้องเพลงน่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่โดดเด่น” เมิ่งชิงชิงตอบ
“แล้วทางบริษัทก็ปล่อยออกมาโดยที่ยังลูกผีลูกคนแบบนี้งั้นเหรอครับ” ไป่ฉีถาม
“อ๊ะ จะว่าไปฉันก็ลืมบอกนายไป ตั้งแต่เรื่องของเสี้ยนหรัวที่นอนกับดาราหนุ่มหลายคนถูกแฉออกมา ทำให้นักร้องกับดาราหลายคนถูกสังคมแบน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ใน LSA พวกเขาถือว่าหมดอนาคตไปเลยก็ว่าได้ ตอนฉันไปหาปี่เซียนเธอบ่นว่างานยุ่ง เพราะพวกผู้ว่าจ้างของดาราหนุ่มเหล่านั้นต่างก็ขอยกเลิกสัญญากันหมด ดังนั้นทาง LSA ตอนนี้ก็เลยเร่งผลักดันศิลปินใหม่ ๆ เข้าไปแทนพวกที่ถูกปลดออกน่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“อย่างงี้นี่เอง ทางผู้บริหารคงกลัวสูญเสียรายได้สินะ งั้นผมขอไปอาบน้ำก่อนนะครับพี่ชิงชิง” ไป่ฉีกล่าว
“อื้อ เดี๋ยวฉันจัดการงานอีกนิดหน่อยก็จะไปอาบเหมือนกัน” เมิ่งชิงชิงกล่าว
คืนนี้ยังคงเหมือนทุกคืนที่เมิ่งชิงชิงใช้ไป่ฉีแทนเตียง ไป่ฉีนอนมองเมิ่งชิงชิงที่นอนอยู่บนตัวของเขา เขานึกย้อนไปตอนอยู่ที่ต้าเซียน เขาได้แต่งงานกับชิงเอ๋อ แต่เธอกลับตายไปซะก่อนเพราะความผิดพลาดในการหลอมรวมโลหิตอสูรเทวะมังกรคราม เขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่มีคู่ครองคนอื่นอีกตลอดชีวิต และด้วยความที่ว่างจัดทำให้เขาคิดที่จะสร้างศาสตราเทพขึ้นมา จนเป็นเหตุให้เขาต้องมาเกิดที่นี่
ตอนแรกที่เขาเจอเมิ่งชิงชิง เขาเหมือนเห็นเงาของชิงเอ๋อซ้อนทับกับเมิ่งชิงชิง ช่วงแรกเขาคิดว่าตัวเขาพยายามจะให้เธอเป็นตัวแทนของชิงเอ๋อ
หลังจากได้อยู่ด้วยกัน เขาจึงพบว่าทั้ง 2 คนมีความแตกต่างกันอยู่มาก เมิ่งชิงชิงเป็นคนแข็งแรงและร่าเริง ส่วนชิงเอ๋อนั้นร่างกายอ่อนแอ ค่อนข้างขี้อาย
ตำหนักเทพมังกรคราม
ในคืนนี้พวกเขาได้ทำการกวาดล้างพรรคตะวันดับอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาทำลายสาขาย่อยของพวกมันไปได้จำนวนมาก และได้จับตัวพวกมันส่งให้กับทางสมาคมการค้าตะวันจันทราเพื่อให้อวี้กงรีดข้อมูล
ตระกูลไป๋
ไป๋กุ้ยอิงกำลังโทรคุยกับมี่หมิง หลังเหตุการณ์ที่เบี้ยนฝู๋เข้ายึดร่างของมี่หมิงแล้วจะทำร้ายเธอ ทำให้เธออดเป็นห่วงไม่ได้ จึงได้โทรหามี่หมิงทุกวันเพื่อสอบถามถึงอาการ
[พี่กุ้ยอิง ผมไม่เป็นไรจริง ๆ ถ้ามีอาการผมจะนึกถึงพี่คนแรกเลย] มี่หมิงกล่าว
“ทำเป็นพูดดี ตอนนั้นนายยังถูกมันยึดร่างได้อยู่เลย ว่าแต่อาการวันนี้เป็นยังไงบ้าง” ไป๋กุ้ยอิงถาม
[ตอนนี้ร่างกายไม่มีปัญหาเลยครับ แต่ว่าผมสังเกตมาก่อนหน้านี้แล้วว่ายิ่งเข้าข้างแรมมากเท่าไหร่ มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เพราะอาการปวดหัวของผมหนักขึ้นเรื่อย ๆ] มี่หมิงตอบ
“แสดงว่าคืนที่ไม่มีพระจันทร์จะเป็นคืนที่มันสามารถคุมร่างนายได้สินะ” ไป๋กุยอิงพูดสิ่งที่ตนคิดออกมา
[น่าจะ…...เป็นอย่างนั้นนะครับ] มี่หมิงกล่าว
“งั้นช่วงคืนที่ไม่มีพระจันทร์ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
[เอ๋ พี่จะมา….อยู่ห้องผมเหรอ] มี่หมิงพูดตะกุกตะกัก
ตอนนี้เธอพอจะรู้ว่าใบหน้าของชายหนุ่มปลายสายต้องแดงเป็นลูกมะเขือเทศเหมือนทุกครั้งที่เธอกับเขาเจอกันแน่ ๆ
“ยังไงนายก็ปล้ำฉันไม่ได้หรอก เพราะแรงฉันเยอะกว่านายอยู่แล้ว” ไป๋กุ้ยอิงหัวเราะอย่างสนุกสนานที่ได้แกล้งแหย่มี่หมิงเล่น นอกจากครอบครัวของเธอ ไป่ฉี และเมิ่งชิงชิง แล้ว ก็มีมี่หมิงนี่แหละที่ได้เห็นเธอยิ้มและหัวเราะ ไม่ได้ปิดกั้นอารมณ์เหมือนตอนเจอพวกคู่ดูตัวหรือคนอื่น ๆ
[คร้าบ ๆ เดี๋ยวผมจะจัดห้องให้เรียบร้อยเลย คงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าให้หญิงสาวมาอยู่ในห้องรก ๆ มีแต่กลิ่นเหงื่อจากเสื้อผ้าที่สัปดาห์นึงจะซักสักทีนึง] มี่หมิงกล่าว
“ยี้ นายพูดซะเห็นภาพเลยนะ ไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่ชอบกลิ่นเหงื่อ ทั้งนายทั้งน้องฉันเหมือนกันจริง ๆ เลยให้ตายสิ” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
[ทราบแล้วครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ] มี่หมิงกล่าวก่อนจะตัดสายไป
ไป๋กุ้ยอิงมองสมาร์ทโฟนในมือที่มีรูปของเธอกับมี่หมิงถูกตั้งไว้เป็นภาพหน้าจอ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มี่หมิงเริ่มเข้ามาอยู่ในใจเธอแทนที่ไป่ฉี
“เห พี่เขยคนใหม่ของผมเหรอ” จู่ ๆ หน้าของไป๋หู่ก็ปรากฎขึ้นที่ด้านข้างหน้าของไป๋กุ้ยอิง
โครม
“แว๊ก” ไป๋หู่ร้องเสียงหลง เพราะเขาถูกไป๋กุ้ยอิงที่มือไวกว่าคำพูดซัดจนกระเด็นไปติดกำแพง
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าจะเข้าห้องพี่ให้เคาะประตู” ไป๋กุ้ยอิงดุไป๋หู่ทันที
“เรื่องนั้นช่างเถอะน่า ผมว่านะ พี่น่าจะจับพี่มี่หมิงปล้ำซะเลย จะได้หนีไปไหนไม่รอดไง อิอิ” ไป๋หู่กล่าว
“อยาก ตาย สินะ” ไป๋กุ้ยอิงง้างหมัด ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกับเรื่องสัปดนที่น้องชายของเธอพูดกันแน่
“โธ่ พี่ ผมแค่แนะนำ พี่จะได้ไม่ต้องเสียใจเหมือนตอนที่พี่อวี้กงถูกคนอื่นแย่งตัดหน้าไปก่อนไง” หลังได้ยินไป๋หู่กล่าว หมัดของเธอก็ชะงักทันที
“เจ้าน้องบ้า แกจะพูดทำไม” หลังจากนั้นหมัดของไป๋กุ้ยอิงก็อัดใส่หน้าของไป๋หู่ทันที
“ผมผิดไปแล้ว พี่อย่าอัดผม แอ๊บ ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยย” ไป๋หู่ร้องด้วยความเจ็บปวด
เสียงร้องของไป๋หู่ที่ออกมาจากห้องของไป๋กุ้ยอิงไม่ได้รับความสนใจจากคนในตระกูล เพราะไป๋หู่กับไป๋กุ้ยอิงมักจะทะเลาะกันบ่อย ๆ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากไป๋หู่ที่ชอบไปยั่วโมโหไป๋กุ้ยอิงนั่นเอง
ทางด้านเฟิงเทียน
หลังจากที่เขาอพยพออกมาพร้อมกับคนอื่น ๆ เขาก็ใช้อุปกรณ์ที่อวี้กงให้มาในการส่งตัวเขากลับไปยังถ้ำฝึกฝนของตนเอง โดยการบีบมันให้แตก ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เมื่อมาถึงเขาก็เปิดประตูเพื่อกลับไปยังห้องของตนเอง
“กลับมาแล้วเหรอ” แม่ของเฟิงเทียนทักลูกชายของเธอ
“ครับ เกิดเรื่องนิดหน่อยที่สมาคมการค้าตะวันจันทรา พวกท่านพ่ออาจจะกลับช้าหน่อย” เฟิงเทียนกล่าว
“อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มงานประลองจัดอันดับเพื่อคัดคนไปแข่งที่งานประลองประจำปีของสมาคมการค้าแล้ว ลูกเตรียมตัวถึงไหนแล้วล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนถาม
“ตอนนี้ผมกำลังพยายามทะลวงขั้นลมปราณชั้นจักรพรรดิอยู่ครับ ด้วยโอสถของท่านอาจารย์ตอนนี้ผมใกล้จะเข้าสู่ระดับราชันย์ขั้น 10 แล้ว โอสถของท่านอาจารย์อัศจรรย์มาก คนอื่นฝึกกันเป็นปี ๆ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ แต่เพียงแค่ผ่านการฝึกกับท่านอาจารย์แค่ 7 วันกับอีกไม่กี่วันต่อมา ตอนนี้ผมก็มาถึงระดับราชันย์ขั้น 9 แล้ว” เฟิงเทียนกล่าว
“มีบุญคุณต้องทนแทนนะลูก เมื่อได้เป็นประมุขแล้วอย่าได้ลืมท่านอวี้กงล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนกล่าว เธอกับลูกชายติดค้างเทพกระบี่ผู้นี้มากจริง ๆ
“ครับ ผมจะไม่ลืมบุญคุณของท่านอาจารย์เป็นอันขาด แต่ว่าดูเหมือนเส้าเทียนจะเห็นผมที่งานประมูล ผมคิดว่าตัวเองควรไปฝึกต่อ เพราะเส้าเทียนอาจจะมาหาเรื่องที่นี่หลังจากเขากลับมา” เฟิงเทียนกล่าวจบ เขาก็เปลี่ยนเป็นชุดฝึกและใช้กุญแจพิเศษไขตู้เสื้อผ้า เพื่อให้มันเปิดไปยังถ้ำฝึกฝนของเขา
“ทำไมเรื่องวุ่นวายในตระกูลถึงไม่จบไม่สิ้นสักทีนะ” แม่ของเฟิงเทียนกล่าวขึ้นอย่างเหนื่อยใจ
ค่ำคืนนี้ เฟิงเทียนได้ใช้เวลาฝึกลมปราณจนถึงตอนเช้า ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ปราณราชันย์ ขั้น 10 จนได้ แต่เขายังคงไม่ออกไปไหน เขายังต้องปรับพลังปราณให้เสถียรตามคำแนะนำของอวี้กง ซึ่งก็ใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง เขาถึงกลับมายังห้องของตนเอง
“ยินดีด้วยนะลูก พลังปราณของลูกก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว” แม่ของเฟิงเทียนส่งยิ้มอ่อนโยนให้
“เส้าเทียนกลับมารึยังครับ” เฟิงเทียนถาม
“ยังหรอก ถามทำไมล่ะ” แม่ของเฟิงเทียนตอบไม่ทันไร คนที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาก็ส่งเสียงมาให้ได้ยิน
“ไอ้ลูกหมา แกอยู่ไหน กล้ามากนะที่เสนอหน้าไปงานประมูล อยากรู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนเชิญแกไป” เส้าเทียนส่งเสียงมาก่อนตัวเลยทีเดียว
“นายน้อยเส้าเทียน ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในนั้น” คนของจี๋หลินเว่ยเทียนที่ถูกส่งมาคุ้มกันเฟิงเทียนเข้าขวางจี๋หลินเส้าเทียน พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณระดับจักรพรรดิขั้น 9 ออกมา
“อึ๊ก ไอ้ลูกหมา แน่จริงแกออกมาซัดกับฉันตอนนี้เลย ไม่ต้องไปเสียเวลาในศึกจัดอันดับหรอก” เส้าเทียนตะโกนท้าเฟิงเทียน แม้จะถูกปราณจากคนที่ขวางหน้ากดดันอยู่
ไม่นานเฟิงเทียนก็เดินออกมา แต่เขายังอยู่ในรั้วบ้านของเขา เพราะเขารู้ถึงความต่างชั้นระหว่างปราณราชันย์ ขั้น 10 กับปราณจักรพรรดิ ขั้น 1 ดี อย่างน้อยต้องเป็นผู้ใช้ปราณระดับราชันย์ ขั้น 10 ประมาณ 2 ถึง 3 คนขึ้นไปถึงจะสามารถสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับเส้าเทียนได้
“คงต้องขอปฏิเสธล่ะนะ” เฟิงเทียนยิ้มอย่างผู้ได้ชัยชนะ
“ไอ้ขี้ขลาด” เส้าเทียนยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ หากคนของพ่อเขามาขวางเอาไว้ ป่านนี้เขาอัดไอ้ลูกหมานี่ตายคาเท้าไปแล้ว
“ไม่ได้ขี้ขลาด แต่ทำตามกฎตระกูล ท่านพ่อสั่งให้ฉันฝึกวิชาอยู่ภายในนี้เพื่อความปลอดภัย หากฉันไม่ทำตามกฎ ฉันก็ต้องถูกลงโทษโดยผู้อาวุโสคุมกฎของตำหนักเทพ” เฟิงเทียนกล่าว
“หึ ไม่ต้องมาอ้างกฎ แกขี้ขลาดใช่ไหมล่ะ” เส้าเทียนยังคงหาเรื่องไม่เลิก โดยไม่ได้สังเกตถึงการมาของจี๋หลินเว่ยเทียนแม้แต่น้อย
เมื่อจี๋หลินเว่ยเทียนมาถึงและได้ยินทุกคำที่เส้าเทียนพูด คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน พร้อมกับความโกรธของที่ปะทุขึ้น
“งั้นคนที่ไม่ทำตามกฎ แม้จะอยู่ในฐานะประมุขน้อยของตำหนักเทพ ก็ต้องโดนลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว
“ท่านพ่อ” เส้าเทียนหันไปทางต้นเสียง ด้วยความไม่อยากเชื่อว่าพ่อของตนที่ยอมโอนอ่อนมาตลอดจะกล้าลงโทษตน
“หุบปาก ในฐานะที่แกจะขึ้นเป็นผู้นำรุ่นต่อไป หากแหกกฎเสียเอง ต่อไปใครจะเชื่อถือกฎของตำหนักเทพเรากัน ผู้อาวุโสคุมกฎ” จี๋หลินเว่ยเทียนเรียกหาผู้อาวุโสคุมกฎ ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหลังของจี๋หลินเว่ยเทียนทันที
“ประมุขน้อย จี๋หลินเส้าเทียน ละเมิดคำสั่งประมุขจี๋หลินเว่ยเทียน ทำการบุกรุกเรือนนายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน ความผิดปรากฏชัด โบยด้วยพลองเหล็กลมปราณ 10 ยก ยกละ 10 ครั้ง แต่ด้วยเป็นถึงประมุขน้อยที่จะต้องขึ้นเป็นประมุขรุ่นต่อไป การฝ่าฝืนกฎเช่นนี้โทษจะต้องทบทวีคูณ จึงสั่งลงโทษเพิ่ม เป็นโบยด้วยพลองเหล็กลมปราณ 20 ยก ยกละ 20 ครั้ง นำตัวไปได้ และอย่าลืมสกัดจุดชีพจรลมปราณด้วย ฉันที่เป็นผู้อาวุโสคุมกฎกับประมุขจะไปดูการลงโทษด้วยตนเอง หากพบผู้ใดกระทำการช่วยเหลือประมุขน้อย มันผู้นั้นจะต้องถูกรับโทษฐานกบฎ และจะถูกตัดสินโทษตายทันที” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศลงโทษ ก่อนที่จะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิขั้น 9 มาจับตัวจี๋หลินเส้าเทียนไปที่ลานกว้างสำหรับลงโทษ
ระหว่างการลงโทษ จี๋หลินเส้าเทียนกลั้นเสียงร้องอย่างสุดกำลัง เขาไม่คิดจะแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์ของเขาจะดูไม่น่าเชื่อถือ ซ้ำอาจมีคนคิดตีตัวออกห่าง หรือผู้อาวุโสบางคนอาจแปรพรรคไปสนับสนุนเฟิงเทียนแทน
‘เฟิงเทียน แค้นครั้งนี้ฉันจะต้องล้างแค้นแกในงานประลองจัดอันดับให้ได้ คอยดู’ เส้าเทียนมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ขณะถูกโบย แต่ดวงตาของเขายังคงฉายแววอาฆาตอย่างแรงกล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
________________________________
ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ
