“เย่เทียน พวกเรากลับด้วยกันเถอะ!”
นักบุญหญิงแห่งนิกายเทพจันทราเดินมาหาเขาใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับสมบัติค่อนข้างมากในมิติวิหารแห่งแสง
“ตกลง!”
เย่เทียนไม่ปฏิเสธก่อนจะเดินทางกลับพร้อมกับนักบุญหญิง
เมื่อกลับมาถึงฐานทัพจงไห่ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป
เมื่อเย่เทียนกลับมาถึงบ้านเขาก็ส่งข่าวให้หวังเยี่ยนทราบทันที ทันทีที่หวังเยี่ยนได้รับข้อมูลจากเย่เทียน เธอก็มาถึงที่พักของเขาอย่างรวดเร็ว
“เย่เทียน ดีจังที่นายกลับมาอย่างปลอดภัย!”
หวังเยี่ยนมองเย่เทียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
เย่เทียนรู้ดีว่าสายตาของหวังเยี่ยนหมายถึงอะไรเขาจึงหยิบโอสถหลอมจิตศักดิ์สิทธิ์ออกมาหนึ่งเม็ดแล้วแสร้งกล่าว “พี่หวัง นี่คือโอสถหลอมจิตศักดิ์สิทธิ์ผมโชคดีที่ได้รับมันมา แต่น่าเสียดายที่ได้รับมาแค่เม็ดเดียว!”
“แค่เม็ดเดียวก็เพียงพอแล้ว!” หวังเยี่ยนรับโอสถหลอมจิตศักดิ์สิทธิ์ไปอย่างตื่นเต้น“โอสถเช่นนี้มีพลังอย่างมาก แต่มันมีผลแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ต่อให้กินเข้าไปอีกก็ไม่มีผลอะไรแต่ถึงแม้ใช้โอสถล้ำค่าเช่นนี้ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าฉันจะทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ได้!”
“พี่หวังฝึกฝนมาอย่างยาวนาน พี่จะต้องประสบความสำเร็จในการเลื่อนระดับอย่างแน่นอน!”
เย่เทียนกล่าวอวยพร
“ขอบคุณสำหรับคำอวยพร!”
หวังเยี่ยนยิ้ม
จากนั้นเธอก็มองไปที่เย่เทียนด้วยความสงสัย“เย่เทียน กลิ่นอายของนายดูเหมือนจะ...นายกลายเป็นระดับศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ ผมเจอปัญหาเล็กน้อยในมิติวิหารศักดิ์สิทธิ์ ผมจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์!”
เย่เทียนกล่าว
“ฉันขอโทษที่ทำให้นายพลาดโอกาสไป!” หวังเยี่ยนรู้สึกละอายใจเล็กน้อย ในความคิดของเธอเย่เทียนเสียโอกาสที่จะทำให้พรสวรรค์ของเขากลายเป็นระดับลึกลับที่แท้จริงโดยเปล่าประโยชน์ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอที่เป็นต้นเหตุ
เธอไม่รู้ว่าเย่เทียนได้อะไรมาบ้างแต่โอกาสที่จะยกระดับพรสวรรค์ให้กลายเป็นระดับลึกลับที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ว่าสิ่งใดจะชดเชยได้
เย่เทียนไม่ได้อธิบายอะไรเขาไม่สามารถบอกออกไปได้ว่าเขานั้นมีพรสวรรค์ด้านการป้องกันระดับลึกลับที่แท้จริงแล้วเพราะเขาต้องการให้มันเป็นไพ่ตายของเขา
หวังเยี่ยนใช้เวลาไม่นานในที่พักของเย่เทียนก่อนจะจากไปดูเหมือนว่าเธอจะรีบร้อนที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว
เย่เทียนเริ่มตรวจสอบการเก็บเกี่ยวในครั้งนี้
อย่างแรกคืออาวุธอาวุธที่ดีที่สุดที่เขาได้รับมาคืออาวุธที่อยู่เหนือระดับเทวะขั้นสูงสุด ในอนาคตเขาจะใช้มันเป็นอาวุธหลัก
อย่างที่สองคือเทคนิคการบ่มเพาะ
เดิมทีเขาฝึกเทคนิคการบ่มเพาะปราณมรกตซึ่งเป็นเทคนิคการบ่มเพาะขั้นสูงสุดระดับ 4 มันย่อมด้อยกว่าเทคนิคการบ่มเพาะระดับ5 อย่างไม่ต้องสงสัย และในครั้งนี้เขาได้รับเทคนิคการบ่มเพาะระดับ4 มามากกว่า 10 วิชา และยังมีเทคนิคการบ่มเพาะระดับ5 อีก ซึ่งมันมีชื่อว่าเทคนิคการบ่มเพาะกายาทองคำ
ในความเป็นจริงเขาได้รับทักษะลับระดับ5ที่ดีกว่านี้มาอีก 2 เล่ม แต่การฝึกฝนเทคนิคการบ่มเพาะนี้ค่อนข้างแปลกมันต้องใช้ปราณซากศพของศพเพื่อประสานกับพลังปราณปฐมแห่งฟ้าดินในการบ่มเพาะ
เขาจึงไม่กล้าแตะต้องมันแม้ว่าเขาจะสามารถใช้ซากศพของสัตว์อสูรแทนได้ แต่หลังจากฝึกฝนแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะเกิดผลเสียอย่างไรตามมา
อย่างไรก็ตามเทคนิคการบ่มเพาะกายาทองคำก็เพียงพอสำหรับเขาในตอนนี้แล้ว
อย่างที่สามคือทักษะดาบเจ้าของพระราชวังแห่งนั้นอาจจะเป็นอัจฉริยะด้านดาบ ดังนั้นจึงมีทักษะดาบไม่น้อย นอกจากทักษะดาบระดับทองเล่มนั้นแล้วยังมีทักษะดาบระดับเงินอื่นๆ อีกหกทักษะ และทักษะดาบระดับทองแดงไม่น้อยกว่าห้าสิบทักษะ
อย่างที่สี่โอสถหลายชนิดเย่เทียนพบขวดยามากกว่าร้อยขวด ส่วนใหญ่ช่วยบำรุงร่างกาย ปรับแต่งเส้นลมปราณและเปิดจุดชีพจรมียาหลายที่ช่วยในการเปิดขอบเขตสมอง
นอกจากนี้ยังมีตำราอีกหลายเล่มเกี่ยวกับค่ายกลซึ่งเป็นตำราบันทึกค่ายกลระดับสูงสุดและตำราค่ายกลระดับดาราอีกหนึ่งเล่ม
เย่เทียนไม่สามารถเรียนรู้ค่ายกลระดับดาราได้เนื่องจากเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลระดับดารา ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้ฝึกฝนทักษะด้านค่ายกลมากนัก
ในตอนนี้เขาสนใจแค่เพียงค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงสุด
ห้องฝึกฝนของเย่เทียนถูกติดตั้งค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงเท่านั้นซึ่งมันไม่สามารถเทียบได้กับการรวบรวมลมปราณระดับสูงสุด หากเขาสามารถสร้างค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงสุดขึ้นมาได้
ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามวัสดุในการสร้างค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงสุดนั้นเป็นวัสดุที่มีมูลค่าสูงแต่เขาก็มีมันส่วนหนึ่งซึ่งเขาได้มาจากมิติวิหาร และส่วนที่เหลือเขาอาจจะแลกเปลี่ยนพวกมันได้จากสำนักงานของพันธมิตรพเนจร
หลังจากคัดแยกสิ่งที่ได้รับมาเสร็จสิ้นเย่เทียนพบว่าสมบัติจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับเขา เขาจึงคิดที่จะขายมันออกไป
ดังนั้นเย่เทียนจึงวางแผนที่จะไปยังสำนักงานใหญ่ของพันธมิตรพเนจรเพื่อแลกเปลี่ยนสมบัติเหล่านี้
เมื่อมาถึงสำนักงานใหญ่ของพันธมิตรพเนจรเขาก็เดินเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วเขาใช้เวลาไม่น้อยในการเปลี่ยนสมบัติของเขากับสมบัติชิ้นอื่นที่เขาต้องการ เช่น หินปราณ
ไม่ว่าจะเป็นห้องฝึกฝนระดับสูงหรือห้องฝึกฝนระดับสูงสุดก็จำเป็นต้องใช้หินปราณจำนวนมากหากไม่มีหินปราณเพียงพอก็จะไม่สามารถรักษาค่ายกลเอาไว้ได้
นอกจากนี้เย่เทียนก็ต้องการโอสถฟื้นฟูพลังปราณและโอสถฟื้นฟูความแข็งแรงทางร่างกายด้วยเช่นกันเพราะเมื่อเขาเปิดใช้พรสวรรค์ด้านเวลาทำการเร่งเวลาในการฝึกฝน ทั้งพลังปราณและความแข็งแรงของเขาต้องสูญเสียไปเป็นจำนวนมากหากมีโอสถฟื้นฟูย่อมจะต้องดีกว่า
ผ่านไปเพียงไม่นานเย่เทียนก็ได้รับหินปราณมา80,000ก้อน โอสถอื่นๆ และเลือดสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์มา
แน่นอน
สมบัติล้ำค่าที่สุดของเขานั้นเขายังไม่ได้แลกเปลี่ยนมัน
เขาเตรียมจะแลกเปลี่ยนทักษะดาบเขตแดนดาบสวรรค์กับทักษะดาบโจมตีประเภทเดี่ยวเพราะการใช้เขตแดนดาบสวรรค์ค่อนข้างมีข้อจำกัด หากเขาปลดปล่อยทักษะนี้ออกไป นอกจากเป้าหมายของเขาแล้วคนอื่นๆ จะได้รับผลกระทบไปด้วย
แต่หากเขาไม่ใช้เขตแดนดาบสวรรค์พลังโจมตีของเขาจะลดลงอย่างมาก มันไม่เอื้อต่อการระเบิดของพลังของเขา
ดังนั้นเขาจึงต้องการทักษะดาบระดับทองประเภทโจมตีเดี่ยวอย่างเร่งด่วน
ผ่านไปไม่นาน
เขาก็ได้พบข้อมูลที่เขาต้องการ
[ขายทักษะดาบระดับทอง : ดาบสังหารพริบตา
ข้อกำหนดในการซื้อขาย: แลกเปลี่ยนกับทักษะดาบระดับทองประเภทโจมตีกลุ่ม
ผู้ประกาศ: มหาปราชญ์ดาบคลั่ง!]
“มันเป็นประกาศที่มหาปราชญ์ดาบคลั่งประกาศออกมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว!”
เย่เทียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
มหาปราชญ์ดาบคลั่งไม่ใช่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปแต่เขาเป็นยอดฝีมือระดับมหาปราชญ์
ในฐานจงไห่มีการแบ่งระดับของระดับศักดิ์สิทธิ์ไว้อย่างเข้มงวดมันไม่ได้ถูกจัดแบ่งตามระดับการบ่มเพาะ แต่แบ่งตามพลังการต่อสู้ แบ่งออกเป็นระดับศักดิ์สิทธิ์ทั่วไประดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ ระดับมหาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ และระดับราชาศักดิ์สิทธิ์
ในหมู่คนเหล่านี้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีพรสวรรค์พิเศษหากทะลวงไปจนถึงขีดจำกัดของระดับศักดิ์สิทธิ์ความแข็งแกร่งทางร่างกายของพวกเขาจะเท่ากับ 10 มังกร เมื่อใช้พลังปราณพลังการโจมตีของเขาก็จะเพิ่มขึ้นเป็น20 มังกร พวกเขาก็จะถูกเรียกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป
และหากมีพลัง20ถึง 100 มังกร จะถูกเรียกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์หากพลังถึง 100 ถึง 1,000 มังกร คือมหาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์และสุดท้ายหากมีพละกำลังมากกว่า 1,000 มังกร พวกเขาจะกลายเป็นราชาศักดิ์สิทธิ์
การบ่มเพาะของระดับศักดิ์สิทธิ์นั้นยากเป็นอย่างมากมันไม่สามารถพึ่งพาพรสวรรค์พิเศษเพียงอย่างเดียวได้ แต่ยังเป็นเรื่องของความเร็วในการบ่มเพาะ
ยกตัวอย่างเช่นราชาระดับสูงของการจัดอันดับราชา หากฝึกฝนจนถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด เขาก็จะสามารถกลายเป็นยอดฝีมือระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดายหรือแม้แต่สามารถสังหารราชาศักดิ์สิทธิ์ได้ในพริบตา
แต่การเปิดขอบเขตสมองนั้นยากเกินไปอัจฉริยะการต่อสู้ในการจัดอันดับราชาส่วนใหญ่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับดาราเท่านั้นหากต้องการเปิดขอบเขตสมองให้ได้ 100% ไม่แน่ว่าอาจใช้เวลาหลายร้อยปี หรืออาจจะถึงหนึ่งพันปีเลยก็ได้
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกเมื่อ100ปีก่อน จนถึงตอนนี้ มนุษย์โลกสมัยใหม่ได้ฝึกฝนมามากกว่า 100 ปี ส่วนมนุษย์โบราณพวกเขาไม่มีเทคนิคการบ่มเพาะที่แข็งแกร่ง
พวกเขาจึงไม่ได้โดดเด่นไปกว่ามนุษย์สมัยใหม่
ดังนั้นจึงมีอัจฉริยะมากมายที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ได้แต่พวกเขาก็ติดอยู่ในขั้นตอนการเปิดขอบเขตสมอง ดังนั้นผู้ที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับมหาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ได้จึงถือได้ว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งส่วนระดับราชาศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเพียงไม่กี่คน
ตามการจัดอันดับของระดับศักดิ์สิทธิ์ยอดฝีมือระดับราชาศักดิ์สิทธิ์มีเพียง 16 คนเท่านั้น
สำหรับการก้าวไปสู่ระดับจักรพรรดินั้นทุกคนต้องพึ่งพาเพียงโชคลาภวาสนา พวกเขาต้องพึ่งพาโชควาสนาของตัวเองเพื่อที่จะพบเจอกับโบราณสถานเก่าแก่
เพราะแม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับจันทราก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการก้าวไปสู่ระดับจักรพรรดิ
ส่วนมหาปราชญ์ดาบคลั่งอยู่ในอันดับที่37ของการจัดอันดับระดับศักดิ์สิทธิ์ เขานั้นเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก ไม่ด้อยกว่าเย่เทียนในตอนนี้
เย่เทียนรับข้อมูลการซื้อขายและติดต่อมหาปราชญ์ดาบคลั่งทันที
เพียงไม่นานมหาปราชญ์ดาบคลั่งก็มาถึงที่นัดพบ!