ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 92 ท่านปีศาจอาวุโสปี้ปัว (3)

            สวีหยางอี้รวมพลังปราณไว้ที่เท้า ก่อนถีบส่งร่างขึ้นไปบนยอดเขาราวกับลูกธนูพุ่งออกจากคันศร

            แต่ว่า ช่วงเวลานั้นเอง อยู่ๆ รูม่านตาก็หดเล็กลงฉับพลันร่างของเขากระเด็นตีลังกาหมุนตัวกลางอกาศก่อนตกลงมาบนหลังหลี่จงหยวนที่ตามอยู่ด้านหลัง

            “เนตรสวรรค์!” เขาข่มเสียงพูดอย่างหงุดหงิด ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

            “พระเจ้าช่วย!” อีกด้านหนึ่ง ชายเคราเฟิ้มตะโกนเสียงดังลั่น ครั้งนี้เขาแน่ใจแล้วว่านีไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่นอน!

            เขาไม่เห็นร่างปีศาจของหลี่จงหยวนเห็นเพียงร่างของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ดีดส่งตัวขึ้นไปบนยอดเขาก่อนหมุนตัวตีลังกากลางอากาศหนึ่งรอบ มนุษย์ธรรมดาจะทำแบบนี้ได้อย่างไร?!

            “นี่มันอะไรกัน!” ตอนนั้น เสียงอันตกตะลึงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้จากนั้นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเพรียวก็ผลักเขาออกจากหน้าจอกล้องที่ตั้งถ่ายอยู่เขามองดูหน้าภาพบนกล้องด้วยใบหน้าแดงเรื่อ “เหล่าโจว! ทำไมนายไม่ปลุกฉัน! ทั้งๆที่เจอเรื่องเด็ดๆ แบบนี้... นะ นี่มันตัวอะไรกันวะ?”

            “ฉันปลุกนายไม่รู้กี่รอบแล้ว!” เหล่าโจวรีบตอบกลับทั้งสองยืนเบียดกันดูหน้าจอกล้องจนตัวแทบจะสิงกัน และพากันจ้องดูตาไม่กระพริบ

            “มีอะไรเหรอครับ คุณสวี?” หลี่จงหยวนกำลังจะเอ่ยปากพูดต่อแต่ก็หยุดชะงักลง

            ของเหลวหนึ่งหยดตกลงบนหน้าผาก เขาตะหวัดลิ้นเลียอย่างเคยชินดวงตาลุกวาวทันที

            นี่มัน... เลือด!

            “ชู่...” สวีหยางอี้นั่งยองๆ บนหลังหลี่จงหยวนในร่างปีศาจพร้อมกับเคาะหัวเข่าพลางยกนิ้วชี้ป้องปากเป็นสัญญาณบอกให้เขาเงียบสายตาจ้องมองห้วงอากาศ ภายใต้การมองเห็นผ่านเนตรสวรรค์ปีศาจทั้งหลายไม่มีทางหลบพ้นสายตาอย่างแน่นอน... ณบริเวณปล่องภูเขาไฟเหล่าเฮยซานมีเส้นใยสีเงินถักทอแผ่ขยายเป็นบริเวณกว้างปกคลุมอยู่คล้ายเป็นตาข่ายแมงมุม!

            ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงบนเส้นใยสีเงิน เกิดเป็นเหลือบแสงวาววาบราวกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าสะท้อนบรรยากาศแห่งความตายออกมารำไร!

            ถ้าประสาทสัมผัสของเขาทำงานช้ากว่านี้แม้แต่นิดเดียว เกรงว่าคงถูกเส้นใยที่ขึงตึงขนาดนั้นบาดจนร่างฉีกเป็นชิ้นๆแน่นอน !

            ถึงแม้เขาตอบสนองได้อย่างทันท่วงที แต่ตอนนี้แขนของเขาปรากฏแผลฉกรรจ์ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ลึกลงจนเกือบเห็นกระดูกเลือดสดไหลตามแขนหยดลงบนร่างหลี่จงหยวนอย่างไม่ขาดสาย

            เขามองดูแขนตัวเองด้วยสายตาเรียบนิ่ง นับจากพิธีจบการศึกษาเป็นต้นมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบาดเจ็บ

            เงาร่างคลุมเครือร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาบริเวณปากปล่องภูเขาไฟมองย้อนแสงจันทร์ขึ้นไปทำให้เห็นร่างอีกฝ่ายไม่ชัดเจน 

            สวีหยางอี้ระบายยิ้มออกมา

            เมื่อตั้งสติได้ เขาก็กระโดดส่งร่างตัวเองขึ้นไปอย่างระวังอีกครั้ง ครั้งนี้เขามาหยุดอยู่ตรงปลายเส้นใยเส้นหนึ่งยื่นนิ้วออกไปเกี่ยวและดีดมันอย่างเบามือ

            “หวืด...” เสียงสั่นคล้ายเส้นเครื่องดีดดังหวืดจากเส้นใยสีเงินก่อนแผ่ขยายแรงสั่นสะเทือนนั้นออกไปเรื่อยๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุด!

            “หวืด...” ในเวลาเดียว คลื่นเสียงสั่นจากระยะไกลก็สะท้อนผ่านเส้นใยกลับมาเช่นกันทำเอาเขาใจสั่นขึ้นรำไร!

            แต่สิ่งที่ไม่มีใครสังเกตก็คือ ถัดจากปากปล่องภูเขาไฟลงไปมีเส้นใยสีดำหนึ่งเส้นเชื่อมต่อจากตาข่ายใยไปติดกับศีรษะของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมทะเลสาบใจกลางภายในภูเขาไฟเฮยซาน

            มีชายหนุ่มใส่ชุดสูทเรียบหรูยืนอยู่บนก้อนหินแกรนิตมันวาวก้อนใหญ่ขนาดสี่ห้าเมตร

            อายุของเขาน่าจะประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด สีหน้าดูสงบ หน้าตาไม่โดดเด่นเพียงแต่ตรงกลางระหว่างคิ้วมีเส้นขีดสีแดงอยู่เส้นหนึ่งเส้นผมสีเงินมันวาวคล้ายผ้าซาตินทิ้งตรงประบ่า มือขาวนวลดุจหยกน้ำนมถือพัดฉลุสีขาวโบกหวีอย่างเบามือ

            “จากลายามฤดูสาทร... วัยละอ่อนเราสองยังตราตรึง...” หน้าตาเขาไม่หล่อเหลาไม่งดงามแต่กลับดูสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ  ปราศจากความหยิ่งทะนงแม้หน้าตาไม่โดดเด่นกลางฝูงชน หากแต่ทุกคนต้องจับตามอง

            “หมายพบพานเฝ้ารำพึง... หวั่นนึกเราสองแก่ชรา” เขาถอนหายใจเล็กน้อย“มีคนรุกล้ำเข้ามาตรงพิกัดหมายเลขสี่สิบ”

            ตอนนี้ ผมด้านหลังเขาไม่ใช่ผมยาวประบ่าอีกต่อไป...เส้นผมสีเงินของเขายืดยาวแผ่ขยายออกไปไร้ที่สิ้นสุดราวกับสารปรอทสีเงินเคลือบคลุมไปทั่วพื้นแผ่ขยายออกไปหลายพันหลายหมื่นหลายตารางเมตร

            เท่านั้นยังไม่พอ เส้นผมสีเงินเหล่านั้นมันยังลอยขึ้นกลางอากาศก่อนถักทอเส้นใยกลายเป็นโดมกลางอากาศอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟคล้ายเป็นค่ายกลตาข่ายใยปกคลุมอีกหนึ่งชั้น

            “ท่านเสินจุนต้องการให้ผมช่วยไหมครับ?” ด้านหลังเขามีผู้เฒ่าแก่หงำเหงือกในชุดสูทคอจีนยืนอยู่สามคนตบะของพวกเขาอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายแต่กลับดูเคารพยำเกรงชายหนุ่มคนนี้ยิ่งนัก ทั้งๆที่ชายหนุ่มผู้นี้เพิ่งบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้ไม่นาน

            “ไม่จำเป็น” ผู้ชายที่ถูกเรียกว่าเสินจุนพับเก็บพัดฉลุลงอย่างอ้อยอิ่งสายตาทอดมองผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ของทะเลสาบใจกลางปล่องภูเขาไฟ พลางพึมพำ“ใกล้ถึงเวลานัดหมายกับท่านอาวุโสปี้ปัวแล้ว ฉันไม่ได้เจอท่านอาวุโสมานานแล้ว”

            “ส่วนเจ้าแมลงที่บินมาติดใยของฉันตัวนั้น...” เขาตบพัดฉลุที่หน้าอกพลางครุ่นคิดชุดสูทที่เขาใส่ พัดฉลุที่เขาถือ ผมสีเงินยาวประบ่าที่เขาไว้ ดูไม่เข้ากันแม้แต่น้อยแต่เมื่อทุกอย่างอยู่บนตัวคนๆ นี้ ผนวกกับกริยาท่าทางของเขากลับดูกลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติ “ตอนเที่ยงคืนเวลาพบปะปีศาจเป็นช่วงเวลาของการไขปริศนา หากเจ้านั่นมันสามารถขึ้นมาถึงนี่ในช่วงเวลาแบบนี้ได้ฉันจะยอมให้เขาได้เจอฉันหน่อยแล้วกัน แต่ต้องหลังจากฉันไขปริศนากับท่านอาวุโสปี้ปัวเสร็จก่อน” 

            ผู้เฒ่าอมยิ้มพร้อมค้อมตัวคำนับ “ท่านเสินจุนช่างเมตตา”

            สวีหยางอี้ลองเงยหน้าเพ่งสายตามองอีกครั้ง พยายามหามุมที่ไม่ย้อนแสงในที่สุดก็ได้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของเงาร่างร่างนั้น ซึ่งก็คือชายวัยกลางคนไร้สีหน้าอารมณ์อายุประมาณสี่สิบกว่าๆ 

            เขาสวมใส่ชุดสูทคอจีน ดวงตาไร้ซึ่งแววตา ไร้ซึ่งอุณภูมิร่างกายแม้แต่น้อยแม้แต่ท่าทางการเดินยังดูเหมือนหุ่นยนต์ ประหนึ่งซากศพที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากหลุมศพเขามองสวีหยางอี้อย่างเยือกเย็น และเอาแต่พูดซ้ำไปซ้ำมา “ตระกูลหมิงทำธุระอยู่จงถอยไป”

            “เอ๊ะ...” ในเวลาเดียวกัน เสียงประหลาดของหลี่จงหยวนก็ดังมาจากด้านหลัง“คะ คุณสวีครับ เขาไม่ใช่มนุษย์ครับ”

            หลี่จงหยวนเปลี่ยนร่างกลับมาเป็นมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้สวีหยางอี้เพ่งมองชายวัยกลางคนอย่างละเอียด หัวคิ้วพลันย่นเข้าหากันทันที

            อยู่ๆ ใบหน้าของหลี่จงหยวนก็มีตุ่มตะปุ่มตะป่ำผุดขึ้นมา และยุบกลับไปเป็นเหมือนเดิมประเดี๋ยวกลายเป็นดวงตากบ ประเดี๋ยวกลับไปเป็นดวงตามนุษย์วินาทีต่อมาก็กลายร่างกลับไปมนุษย์ ไอสีดำค่อยๆ ระเหยออกมาจากร่างกายเขาของเหลวสีดำไหลออกตามประตูทวารทั่วร่าง...สวีหยางอี้เห็นแบบนี้ก็ดูออกทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะกลายร่างเป็นปีศาจอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

            อาการแบบนี้คล้ายๆ กับของจูหงเสวี่ยในตอนนั้นเลยคล้ายกับว่าเขาคุมการแปลงร่างของตัวเองไม่ได้เหมือนเป็นสัญชาตญาณตอบสนองต่อความอันตราย!

            “เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามเสียงขรึม

            “ไม่รู้เหมือนกับครับ” สีหน้าหลี่จงหยวนดูเคร่งขรึมจริงจังอย่างหาดูได้ยากเขาส่ายหน้าตอบกลับ “ผมรู้สึกร่างกายมันร้อนรุ่มแปลกๆ อยู่ๆทะเลลมปราณก็ไม่เสถียรขึ้นมา ผะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นครับ”

            สวีหยางอี้พยักหน้าถามย้ำครั้งครั้ง “เขาไม่ใช่มนุษย์ใช่ไหม?”

            “ครับ...” เหมือนหลี่จงหยวนพยายามทำใจสักพักก่อนกัดฟันพูด “ตระกูลหมิง ...พวกเขาไม่เคยเผยร่างที่แท้จริงมาก่อนอ้างอิงจากตำนานที่พอน่าเชื่อถือได้ที่ทสุด... ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์พวกเขาใช้ชื่อว่าเทียนฉง ที่เป็นไหมสวรรค์... แต่ในยุคสมัยนี้จะใช้ชื่อว่าฉานที่แปลว่ารังไหม...ซึ่งหลายคนเดาว่าพลังเวทที่แท้จริงของพวกเขาน่าจะเกี่ยวข้องกับหนอนไหม...”

            “หุ่นเชิด... พลังเวทหุ่นเชิด... คือพลังเวทประจำตระกูลหมิง... คุณสวีครับระวังตัวด้านนะครับ ตระกูลนี้เป็นตระกูลใหญ่เรืองอำนาจที่ฝึกวิชาปีศาจที่สืบทอดมาเป็นพันๆปีแล้ว...”

            สวีหยางอี้ยกมือขึ้นปรามไม่ให้อีกฝ่ายพูดต่อ “นายไหวใช่ไหม?”

            “คือผม...” ขณะที่หลี่จงหยวนเอ่ยปากพูดอยู่นั้นมุมปากก็ฉีกขึ้นมาเกือบถึงขมับ เขาพูดอย่างทรมาน “คุณสวี...ช่วยผมส่งผมไปสบายทีครับ... ผมไม่ไหวแล้ว... ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม...”

            หลี่จงหยวนกังวลใจเป็นยิ่งนักเพราะเขาคิดว่าสวีหยางอี้ไม่มีทางสนใจใยดีตัวเองแน่นอน

            เพราะสัญญาแห่งชีวิตเป็นคือสัญญานายบ่าว คนที่เป็นนายถือสิทธิ์สูงสุดหากเจ้านายตาย ปีศาจสัตว์ตายตาม หากปีศาจสัตว์เลี้ยงตาย เจ้านายไม่เป็นอะไร

            ความตายของตัวเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสวีหยางอี้ทั้งนั้นอีกฝ่ายไม่มีเหตุผลต้องช่วยคนอย่างเขา

            เขาทำใจยอมรับกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วตอนนี้เลือดลมปราณในร่างกายเขาไม่เสถียรอย่างรุนแรงหลังจากสวีหยางอี้มองเขาประมาณสามวินาทีก็พยักหน้า

            หลี่จงหยวนตัวสั่นงั่ก และพ่นลมหายในลากยาวทำใจยอมรับ

            สวีหยางอี้ยังไม่ทำอะไร เขาคิดอะไรไปพลางๆ ... ตระกูลหมิงงั้นเหรอ?คลับคลายคลับคลาว่าตัวเขาเคยอ่านเจอในบันทึกอะไรสักอย่างเพราะในฐานะผู้ฝึกตน จำเป็นต้องรู้จักกองกำลังที่เกี่ยวข้องกับวิชาปีศาจอย่างตระกูลหมิงนี้บ้าง

            ตระกูลหมิงสืบทอดตระกูลต่อกันมาเป็นพันๆ ปีตระกูลพวกเขาเห็นการผลัดเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศหวาซย่ามาหลายยุคหลายสมัยในตระกูลมีผู้ฝึกตนระดับจินตันถึงสามคน นับว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเทียบศักดิ์ในระดับจินตันด้วยกัน ตระกูลนี้จัดเป็นอันดับหนึ่ง!

            ดังนั้นตระกูลหมิงจึงเป็นที่เรียกขานกันว่า‘ผู้เป็นหนึ่งรองจากขั้นหยวนอิง’!

            ถึงแม้ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ จะไม่มีผู้ฝึกตนหน้าใหม่ของตระกูลหมิงโผล่ออกมาเลยแต่กระนั้นก็มีรายชื่อติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของลิสต์รายชื่อเผ่าปีศาจมาตลอด!

            แล้วมันยังไงกัน?

            ถึงแม้หลี่จงหยวนเป็นแค่ปีศาจสัตว์เลี้ยงของเขา เป็นหรือตายเขาเป็นผู้กำหนด

            เขาทำได้แม้กระทั่งถีบอีกฝ่ายตกหน้าผาไปตอนนี้ก็ยังได้

            ทุกๆ การตัดสินใจของเขา... ใครหน้าไหนก็อย่าเข้ามายุ่ง!

            “บงกชเพลิงทศทิศ...” เขาโบกมือร่ายเวทขึ้นอย่างรวดเร็วลมปราณภายในร่างกายคล่องตัว พลังปราณไหลทะลักออกมาชั่วพริบตา

            แม้หลี่จงหยวนเจ็บทรมานจนแทบหมดสติ แต่พอได้ยินคำพูดร่ายเวทของสวีหยางอี้ดังแผ่วตัวก็สั่นงั่กยิ่งกว่าเดิม!

            นี่มัน... ต่อหน้ามนุษย์เลยนะ!

            นี่มัน...อยู่ท่ามกลางทิวทัศน์อันโล่งกว้างที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ดับแล้วสิบห้าลูกเชียวนะ!”

            ร่างปีศาจจะสามารถหลบซ่อนจากสายตามนุษย์ได้แต่พลังเวทของผู้ฝึกตนกลับไม่สามารถกลบได้! ดูจากรัศมีที่เส้นใยพวกนี้ครอบคลุมอยู่หากสวีหยางอี้คิดใช้พลังเวทนี้ขึ้นมาแผดเผาตาข่ายใยนี้ขึ้นมา...

            เกรงว่าคงกลายเป็นทะเลเพลิงแน่ๆ !

            “เอ๊ะ?” ชายหนุ่มที่อยู่บริเวณทะเลสาบใจกลางเก็บพัดลงอย่างไม่รู้ตัวคิ้วย่นเข้าหากันเล็กน้อย

            เขาสัมผัสอะไรบางอย่างได้ที่พิกัดหมายเลขสี่สิบมวลพลังปราณอันรุนแรงน่าตกใจไหลทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว!

            ใจสั่นระรัว... จากความรู้สึกประทับใจ!

            “ดูเหมือนว่า คนที่ปีนขึ้นมาจะไม่ใช่เหยื่อแมลงธรรมดาๆ แล้วสิ...”ชายหนุ่มหลุบจาต่ำ พลันข่มความตื่นเต้นเมื่อครู่ลงทันที

            นั่นเป็นปฏิกิริยาของพลังเวท...

            เจ้าคนนี้... มันบ้าจริงๆ ...ไม่นึกว่าจะกล้าใช้พลังเวทต่อหน้ามนุษย์ธรรมดาแบบนี้! รอบๆบึงบงกชแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวมากางเต้นท์พักผ่อนหลายสิบคนหากพลังเวทปะทะกันขึ้นมา พื้นที่แห่งนี้จะต้องเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้นอย่างแน่นอน!

            คงกระทบผู้เห็นเหตุการณ์ที่กางเต้นท์อยู่บริเวณปากปล่องภูเขาไฟอย่างน้อยหลายสิบคน

            เขายังกล้าทำแบบนั้นอีกเหรอ?

            เขาไม่กลัวศาลผู้ฝึกตนตามตรวจสอบรึไง?

            ราวกับ... เขาไม่กลัวกฎหมายบ้านเมืองอะไรเลย!

            “ผู้ฝึกตนห้ามสำแดงอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมดาต่อหน้ามนุษย์เพราะพวกเราคือกลุ่มยอดมนุษย์ที่ต่างจากพวกเขา...” ชายหนุ่มหรี่ตามอง“นี่นายกำลังบีบฉันให้ใช้พลังต่อสู้กับนายอยู่สินะ... ถ้างั้น...”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางหลับตาลง ห้าวินาทีผ่านไปเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาก็กลายเป็นสีขาวโพลงทั่วดวงตา ไร้ซึ่งรู้ม่านตาใดๆ!

            “ฉันจะสนองความต้องการให้นายเอง!”