แรงจิกเท่านี้สำหรับเขาแล้วเหมือนกับการเกาก็ไม่ปาน
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เพราะในใจกำลังคิดถึงเรื่องอื่น ‘ที่แท้หลูเจิ้งชิงผู้นี้มีภรรยาแล้วสินะ…มีภรรยาแล้วยังจะมาคิดถึงผู้หญิงของเขามีเจตนาอะไรกันแน่!’
เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่หลูเจิ้งชิงพูดคุยกับหวาชิงเสวี่ยเป็นการส่วนตัวนานขนาดนั้นฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกไม่สบายใจ
เขาไม่สนใจว่าข้างในนั้นมีเรื่องราวเบื้องลึกอะไรอยู่แค่รับไม่ได้ที่หวาชิงเสวี่ยจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหน มีหลี่จิ่งหนานคนเดียวก็ทำให้เขาหงุดหงิดมากพอแล้วนี่ยังมีหมอหลวงมาเพิ่มอีกคนอย่างนั้นหรือ?
สตรีนางนี้ล่อผึ้งเรียกผีเสื้อ[1] ไม่หยุดเลยจริงๆ!
ในใจคิดเช่นนั้น เขาจึงเหลือบมองหวาชิงเสวี่ยด้วยความไม่พอใจ
หวาชิงเสวี่ย: “???”
ฟู่ถิงเย่เห็นดวงตาใสกระจ่างของนางดูสับสนก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมาบ้าง และคิดว่าเรื่องนี้โทษนางไม่ได้ แล้วจะโทษใครได้?…โทษเซิ่งจิงนี่อย่างไร! จิตใจคนหวั่นไหว บรรยากาศอึมครึมเต็มไปด้วยไออัปมงคล!เมื่อไหร่เขาจะได้พานางกลับชิงโจวเสียที จะได้ไม่มีใครได้พบอีก!
หวาชิงเสวี่ยถูกสายตาที่อีกเดี๋ยวก็ไม่พอใจอีกเดี๋ยวก็เอ็นดูของฟู่ถิงเย่ทำเอางงงวยไปหมดหากนางได้ยินเสียงในใจของฟู่ถิงเย่ นางคงจะกระโดดขึ้นมาตะโกนว่า ‘ท่านคิดเพ้อเจ้อไปไกลแล้ว!’
ทั้งสองนั่งอยู่ในโถงรับรองได้ครู่หนึ่งหลูเจิ้งชิงก็เข้ามา
อาจจะเป็นเพราะอาชีพของเขาคือหมอถึงแม้จะออกมาจากห้องครัว หลูเจิ้งชิงก็ยังคงดูสะอาดสะอ้าน เรียบร้อยและมีอัธยาศัยดี
“ท่านแม่ทัพฟู่มาเยือนถึงเรือนหลังน้อยแห่งนี้ช่างเป็นเกียรติแก่ข้า หากมีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่องไป ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัยให้ด้วย”หลูเจิ้งชิงทำความเคารพฟู่ถิงเย่ด้วยท่าทางนอบน้อม
เนื่องจากภรรยาของเขาได้บอกไว้แล้วหลูเจิ้งชิงจึงไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจออกมามากนัก
“หมอหลวงหลูไม่ต้องมากพิธีไปข้าได้ยินว่าที่จวนเชิญซือปิงฟูเหรินมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ข้าไม่วางใจจึงมาพร้อมกับนางหลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เชิญหมอหลวงหลูตรวจร่างกายซ้ำอีกครั้งให้ซือปิงฟูเหรินด้วย”ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจทำได้เพียงยิ้มเกร็งๆ เท่านั้น คนผู้นี้ดึงดันจะมา นางก็ทำอะไรไม่ได้นี่นา…
หลูเจิ้งชิงชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็พยักหน้า “ได้แน่นอนขอรับ”
หลังจากกล่าวคำทักทายตามมารยาทหลูเจิ้งชิงก็นำทั้งสองไปยังห้องทานอาหาร
ฮูหยินหลูและสาวใช้คนหนึ่งกำลังจัดวางชามตะเกียบตรงกลางโต๊ะมีหม้อทองแดงใบใหญ่วางอยู่ ภายในหม้อมีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมา น้ำแกงกำลังจะเดือดข้างๆ กันเป็นเนื้อสัตว์และผักสดหลากหลายชนิด พร้อมกับน้ำจิ้ม
หวาชิงเสวี่ยก็ยิ้มออกมาทันที“ที่แท้ก็เป็นหม้อไฟนี่เอง!”
หม้อไฟในยุคโบราณไม่ได้เป็นของแปลกอะไรความจริงแล้วตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซางและโจว ผู้คนได้นำเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดใส่ลงในหม้อที่ทำขึ้นเป็นพิเศษแล้วนำมาต้มไปกินไป เรียกสิ่งนี้ว่า ‘หม้อเวินติ่ง [2] ’ นับได้ว่าเป็นต้นแบบแรกของหม้อไฟเลยก็ว่าได้ครั้นพอถึงยุคราชวงศ์เว่ยและจิ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หม้อไฟรสชาติต่างๆ มากมายก็ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาแล้ว
แต่หม้อไฟในยุคปัจจุบันได้ผ่านการปรับปรุงแก้ไขน้ำจิ้มจึงมีความหลากหลายมากกว่าในยุคโบราณ
ฟู่ถิงเย่ก็เคยกินหม้อไฟเหมือนกันแต่ไม่เคยทานได้ประณีตแบบวันนี้ บนโต๊ะมีน้ำจิ้มมากถึงสิบกว่าชนิด ทั้งซอสเมล็ดงา น้ำมันงาผักชีซอย ต้นหอมซอย ถั่วลิสงบด ดอกกุยช่าย เต้าหู้ยี้ ซอสเห็ดหอม และอื่นๆ อีกมากมาย
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกตื้นตันใจหลูเจิ้งชิงคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเตรียมหม้อไฟมื้อนี้
เมื่อเห็นว่าหม้อไฟเป็นแบบหม้อยวนยาง[3] หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาอีกครั้ง…ถึงแม้ว่านางกับหลูเจิ้งชิงจะไม่ใช่คนยุคเดียวกันแต่หม้อยวนยางก็ถือเป็นของคลาสสิกของหม้อไฟ ไม่ว่าจะยุคไหนก็เป็นที่นิยมกัน
“พวกท่านไปหาพริกมาจากไหน?”หวาชิงเสวี่ยเห็นพริกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำซุปเผ็ดก็รู้สึกประหลาดใจมาก
ถึงแม้ว่าแคว้นต้าฉีจะมีข้าวโพดและมันฝรั่งที่เป็นอาหารนำเข้ามาจากภายนอกแต่นางยังไม่เคยเห็นพริกมาก่อน ผู้คนในยุคนี้ทานเผ็ดด้วยการใช้เครื่องเทศอย่าง ‘จูอวี๋[4] ’ เป็นเครื่องปรุง แม้ว่าจูอวี๋จะมีรสเผ็ด แต่ก็ไม่ได้เผ็ดจัดจ้านเหมือนกับพริก
หลูเจิ้งชิงยิ้มและกล่าวว่า“ปีที่แล้วบังเอิญได้เมล็ดพันธุ์มาจากพ่อค้าชาวต่างชาติคนหนึ่ง ข้ากับมู่อวี่จึงนำไปปลูกในสวนสมุนไพรช่วงนี้มันก็โตจนเต็มผืนแล้ว”
ฮูหยินหลูมีแซ่หลัวนามว่ามู่อวี่
คนโบราณส่วนใหญ่จะเรียกภรรยาของตนต่อหน้าคนภายนอกโดยการแทนว่า‘เจี้ยนเน่ย [5] ’ หรือ ‘จัวจิง [6] ’ แต่หลูเจิ้งชิงก็ยังคงรักษาจารีตแบบคนยุคปัจจุบันเอาไว้คือเรียกชื่อภรรยาตรงๆ
ดวงตาของหวาชิงเสวี่ยเป็นประกายเมื่อมองดูพวกเขาทั้งสอง“ขอซื้อจากพวกท่านบ้างได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ฮูหยินหลูเม้มปากยิ้ม“ของพวกนั้นปกติก็ขายไม่ออกอยู่แล้ว หากแม่นางหวาอยากได้ ก็เอาไปได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินหรอกเจ้าค่ะ”
หลูเจิ้งชิงก็ยิ้มเกร็งๆออกมา “เดิมทีข้าก็มีใจคิดอยากจะลองส่งเสริมให้เป็นที่นิยมไปทั่ว แต่ผู้คนแถวนี้ไม่ชินกับการทานพริกคนที่มีอาการไม่ดีในช่องท้อง พอทานเข้าไปก็ท้องเสีย แถมยังคิดว่าข้าขายยาพิษ ดีที่ไม่ได้ถูกทางการเอาผิด”
“อ่า…น่าเสียดายจัง…”หวาชิงเสวี่ยแสดงสีหน้าเสียดายออกมา นางทานเผ็ดไม่ค่อยเก่ง แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ามันก็อร่อยดีเหมือนกัน
“ก็ไม่ได้น่าเสียดายอะไรการทำให้พันธุ์พืชแพร่หลายก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในวันเดียว”
เหมือนกับข้าวโพด ถึงแม้แคว้นต้าฉีจะนำเข้ามานานหลายปีแล้วแต่ก็ยังมีหลายมณฑลที่ไม่มีพืชชนิดนี้ เหตุผลก็มีทั้งความสามารถในการยอมรับสิ่งใหม่ๆของชาวบ้าน และนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดินของแคว้นต้าฉีที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน
หลูเจิ้งชิงข้ามมิติเวลามานานกว่านางทำให้คิดเรื่องนี้ด้วยจิตใจที่สงบได้แล้ว “ตอนนี้พริกเหล่านั้นก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียวนอกจากจะนำมาปรุงอาหารทานกันในบ้านบ้าง ที่เหลือทั้งหมดก็ถูกนำไปใช้เป็นยาสมุนไพร”
หวาชิงเสวี่ยถามด้วยความสงสัย“พริกก็เป็นยาสมุนไพรได้ด้วยหรือ?”
หลูเจิ้งชิงพยักหน้า“ช่วยให้ลมปราณอบอุ่นลงสู่เบื้องล่าง ขับความเย็นและความชื้น สลายความอึดอัดและขับเสมหะได้”
หลัวมู่อวี่ภรรยาของเขายิ้มแล้วพูดแทรกขึ้นมา“ยังใช้รักษาผิวหนังที่ความเย็นกัดได้อีกด้วย”
กล่าวจบก็มองไปที่หลูเจิ้งชิงด้วยดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความเคารพรัก เหมือนจะพูดว่า ‘สามีของข้ารู้ไปหมดทุกอย่าง ช่างเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกจริงๆ!’
หวาชิงเสวี่ยถูกฮูหยินหลูทำให้ขบขันแค่มองก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้ดีมาก
คนบนโต๊ะพูดคุยกันอย่างสนุกสนานบรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข
ฟู่ถิงเย่ได้คีบผักในน้ำแกงเผ็ดไปทานตั้งแต่ตอนที่พวกเขากำลังพูดคุยกันแล้วอื้ม…เผ็ดจริงๆ
เขาวางตะเกียบลงเงียบๆและตัดสินใจว่าจะไม่ทานผักในน้ำซุปเผ็ดอีกแล้ว…
ฟู่ถิงเย่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มสิ่งที่อยู่ในถ้วยไปหนึ่งจิบ รู้สึกว่ารสชาติหวานอมเปรี้ยวช่วยเรียกน้ำย่อยและช่วยคลายเผ็ดได้ดี
“นี่คือน้ำบ๊วยใช่หรือไม่?”หวาชิงเสวี่ยกำลังคุยสนุกกับสามีภรรยาของบ้านหลู “น้ำบ๊วยกับหมาล่าหม้อไฟเข้ากันที่สุดแล้ว!”
“อืม ข้าทำเองเจ้าค่ะ”หลัวมู่อวี่มองไปที่หลูเจิ้งชิง แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “สามีของข้าสอนทำเองเจ้าค่ะ”
จากนั้นตัวนางก็แผ่บรรยากาศชื่นชมออกมาอีกครั้ง‘สามีของข้าเก่งที่สุด! สามีของข้าสุดยอด! สามีของข้าดีที่สุด! และอื่นๆ อีกมากมาย’
ถึงแม้ว่าหลูเจิ้งชิงจะมีความสุขกับการที่ภรรยาตัวน้อยเชื่อมั่นและรักใคร่เขาเช่นนี้แต่พอเห็นว่ามีแขกอยู่ด้วยก็รู้สึกเขินๆ อยู่บ้าง
เขากระแอมออกมาสองครั้งอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ“กินกันเถอะ กินเถอะ…”
…
หลังจากทานหม้อไฟเสร็จพวกผู้ชายก็ไปจิบน้ำชาพูดคุยกันในห้องโถงด้านหน้า ส่วนผู้หญิงก็อยู่เก็บกวาดในห้องทานอาหาร
ในฐานะแขก หวาชิงเสวี่ยไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรแต่เนื่องจากนางไม่ได้สนใจเรื่องที่พวกผู้ชายคุยกันเท่าไรนัก จึงอยู่เก็บกวาดอยู่ในห้องอาหารพร้อมกับถามวิธีการทำน้ำบ๊วยจากหลัวมู่อวี่ด้วยความสนใจ
หลัวมู่อวี่มีสาวใช้เพียงคนเดียวคอยช่วยเหลืองานส่วนใหญ่จึงต้องลงมือทำเอง หวาชิงเสวี่ยกลัวว่านางจะเหนื่อย จึงช่วยเก็บกวาดด้วย
“ของในเซิ่งจิงแพงไปหมดที่บ้านก็เลี้ยงคนรับใช้มากไม่ได้ ท่านพี่ก็ไม่ชินกับการที่มีคนคอยรับใช้ จึงพยายามทำอะไรเองให้มากที่สุด”หลัวมู่อวี่ยิ้มพลางอธิบาย
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าดูเหมือนว่าหลูเจิ้งชิงจะเหมือนกับนาง คือไม่ชินกับการที่มีคนคอยรับใช้
ทำความสะอาดวิ่งส่งสารเฝ้าประตูอะไรพวกนี้ก็ยังพอว่าแต่ถ้าจะให้คนคอยดูแลเรื่องกินดื่มสวมเสื้อผ้า ก็รู้สึกแปลกจริงๆ นั่นแหละ
“พวกเราประหยัดกันนิดหน่อยเงินที่เหลือก็นำไปซื้อยาสมุนไพรมาทำยาได้” หลัวมู่อวี่พูดเหมือนภูมิใจในตัวหลูเจิ้งชิงมาก“สามีของข้าเคยทำยาสำเร็จรูปหลายชนิด ผลลัพธ์ก็ดี ราคาถูกมาก ร้านไป่เฉ่าถังในเมืองหลวงก็เป็นร้านของพวกเรา”
“หมอหลวงหลูเก่งมากจริงๆ…” หวาชิงเสวี่ยกล่าวชมจากใจจริง
ตอนที่นางข้ามมิติมาสิ่งแรกที่นางคิดถึงคือเรื่องกินดีอยู่ดี ทำขนมขาย แต่ดูผู้อื่นที่เป็นหมอสิ ดูดีมีระดับกว่าเยอะ!พอข้ามเวลามาก็ทำยา ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่างยิ่งใหญ่!
หลัวมู่อวี่เม้มปากยิ้ม“แม่นางหวาก็เก่งเหมือนกันเจ้าค่ะ”
นางมองซ้ายมองขวา เห็นว่าสาวใช้ไปล้างชามแล้วรอบข้างก็ไม่มีใครอื่น จึงกระซิบกระซาบกับหวาชิงเสวี่ยว่า “เมื่อก่อนเขาเคยบอกข้าว่ามีอาวุธร้ายกาจที่สามารถระเบิดภูเขาให้ราบเป็นหน้ากลองได้ ตอนนั้นข้าก็ไม่เชื่อ คิดไม่ถึงว่าจะมีอาวุธแบบนั้นจริงๆ!แม่นางหวา ท่านเก่งมากจริงๆ เจ้าค่ะ!”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มตาหยีถามนางว่า “หมอหลวงหลูชอบเล่าเรื่องพวกนั้นให้ฟังหรือ?”
หลัวมู่อวี่ส่ายหน้าด้วยความเขินอาย“ข้าเป็นคนไปเซ้าซี้ถามเขาเอง เขาขัดขืนข้าไม่ไหวก็เลยเล่าให้ฟัง เขาบอกอีกว่ายังมีรถสี่ล้อที่สามารถวิ่งได้เร็วมากๆเร็วยิ่งกว่ารถม้าเป็นร้อยเท่า! โอ๊ะโอ๊ะ แล้วก็ยังมีไก่ที่สามารถพาคนบินไปบนฟ้าได้อีก…”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา สีหน้าของนางจึงแดงระเรื่อ “เขายังบอกอีกว่า คนที่นั่นมีสามีเดียวภรรยาเดียวเพราะฉะนั้น…เขาจะไม่มีทางรับอนุ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!…” หวาชิงเสวี่ยทนไม่ไหวเอามือปิดปากหัวเราะออกมาดังๆ รู้สึกว่าฮูหยินหลูคนนี้น่าสนใจจริงๆ!
หลูเจิ้งชิงได้นางเป็นภรรยาก็เหมือนเก็บสมบัติล้ำค่าได้!
หลัวมู่อวี่เห็นนางหัวเราะก็ยิ่งหน้าแดง“แม่นางหวา สิ่งที่สามีของข้าเล่า…เป็นเรื่องจริงทั้งหมดใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“จริงสิ จริงทั้งหมดเลย!”หวาชิงเสวี่ยเช็ดน้ำตาที่หางตาแล้วถามว่า “พวกท่านรักกันขนาดนี้ ทำไมยังไม่มีลูกล่ะ?”
หลัวมู่อวี่รู้สึกเขินอาย“...อาจจะมีลูกสักคนในปีสองปีนี้เจ้าค่ะ ช่วงปีแรกๆ เขาบอกว่าข้ายังเด็กเกินไป ยังไม่ควรมีลูก”
ที่พูดก็ไม่ผิด เด็กสาวในต้าฉีนี้ปกติแล้วเมื่ออายุสิบสี่ปีก็จะปักปิ่นแล้วก็หมั้นหมายรอจนอายุประมาณสิบหกปีก็จะออกเรือน ในสายตาของหมอ นั่นก็ถือว่ายังเด็กเกินไป อวัยวะยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
หวาชิงเสวี่ยกล่าวว่า“ลูกของพวกท่านจะต้องน่ารักมากแน่ๆ!”
หลัวมู่อวี่ยิ้มหวาน“อืม ขอบคุณนะเจ้าคะ”
…
ในโถงรับรอง ฟู่ถิงเย่กับหลูเจิ้งชิงกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ข้างโต๊ะบรรยากาศดูไม่ค่อยผ่อนคลายเท่าไรนัก
เสียงหัวเราะของพวกผู้หญิงดังมาถึงข้างนอกเป็นระยะๆ
ฟู่ถิงเย่เหลือบสายตาไปที่ประตูถึงแม้จะมองไม่เห็นร่างของหวาชิงเสวี่ย แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความสุขของนาง
ช่างแปลกประหลาดจริงตอนที่ตามเขากลับจวนโหวไปร่วมงานเลี้ยงชมบุปผา นางดูเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แต่พอมาอยู่ที่บ้านหลูเจิ้งชิงกลับดูเหมือนผ่อนคลายมากเสียอย่างนั้น…
ขณะกินหม้อไฟ นางก็พูดคุยอย่างสนุกสนาน…
นางกับหลูเจิ้งชิงก็เพิ่งจะได้รู้จักกันแต่เพราะเหตุใดถึงได้พูดคุยกันอย่างสนิทสนมเช่นนี้?
ความรู้สึกนี้ทำให้ฟู่ถิงเย่รู้สึกสับสนและไม่สบายใจ
เขาไม่อยากจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงพยายามเมินเฉยความไม่พอใจในอกไป แล้วถามหลูเจิ้งชิงว่า “อาการป่วยของนาง แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?จะกลับมาเป็นอีกหรือไม่?”
——————————————————————
[1]ล่อผึ้งเรียกผีเสื้อ(招蜂引蝶)ความหมายเป็นที่ดึงดูดผู้คนให้สนใจ
[2]หม้อเวินติ่ง(温鼎)แปลตรงตัวว่าหม้ออุ่นเป็นหม้อทองเหลืองทรงสูง ใช้ในการปรุงอาหารหรือประกอบพิธีกรรมในสมัยโบราณ
[3]หม้อยวนยาง(鸳鸯锅)หม้อไฟที่ใส่น้ำซุปได้สองรสชาติเรียกว่ายวนยางเพราะแปลว่านกเป็ดน้ำแมนดาริน เป็นสัญลักษณ์ของคู่รัก เนื่องจากมันจะมีคู่เพียงตัวเดียวไปตลอดชีวิต
[4]จูอวี๋(茱萸)ต้นไม้มีกลิ่นฉุนใช้ไล่แมลงได้ มีผลสีแดงสด รสชาติคล้ายพริกไทย
[5]เจี้ยนเน่ย(贱内)เจี้ยนแปลว่าต่ำหรือชั้นต่ำเน่ยแปลว่าใน หากแปลตรงตัวจะได้ความหมายว่า สตรีชั้นต่ำในเรือนของตน เป็นคำเรียกแทนภรรยาของคนโบราณโดยนิยมใช้คำที่มีความหมายไม่ดีมาเรียกภรรยาหรือบุตรเพื่อแสดงถึงการถ่อมตน ไม่ได้หมายความไปในทางไม่ดีจริงๆ
[6]จัวจิง(拙荆)ถ้าแปลตรงตัวจะแปลว่าโง่งมเป็นคำเรียกแทนภรรยาของคนโบราณเช่นกัน ซึ่งไม่ได้หมายความไปในทางไม่ดีจริงๆ