ยอดหมอเทวะบรรพกาล

    บทที่ 199 อีกากับป้ายหลุมศพ

    พลบค่ำ

    ทันทีที่บานประตูรั้วเปิดออก ร่างเล็กของซ่งเหม่ยฉีก็พุ่งพรวดเข้ามากอดต้นขาของลั่วหยางแน่นหนึบ "ปะป๊า คิดถึงหนูไหมคะ"

    ชายหนุ่มโน้มตัวช้อนร่างลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาแนบอก ปลายจมูกและหน้าผากถูไถศีรษะเล็กอย่างมันเขี้ยวพร้อมเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ "ปะป๊าคิดถึงนางฟ้าตัวน้อยจะแย่แล้ว"

    "คิกคิก..." เด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงใส

    เยี่ยจือเดินตามหลังมาติดๆ มือเรียวจัดการปิดประตูรั้ว ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ที่รักคะ มื้อเย็นยังทำไม่เสร็จใช่ไหม"

    "เสร็จแล้วล่ะ แต่อาจจะดูเรียบง่ายไปหน่อย" ลั่วหยางยิ้มรับ

    "กินง่ายๆ สิถึงจะดีต่อสุขภาพ เข้าบ้านกันเถอะค่ะ" หญิงสาวตอบรับ

    หลังจัดการมื้อค่ำเรียบร้อย เยี่ยจือรับหน้าที่เคลียร์จานชามในครัว ปล่อยให้ลั่วหยางรับบทติวเตอร์จำเป็นนั่งเฝ้าซ่งเหม่ยฉีทำการบ้าน

    สายตาคมกวาดมองโจทย์คณิตศาสตร์ในสมุดที่ระดับความยากแอบตึงมือ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาว เด็กอนุบาลสามเดี๋ยวนี้ต้องมานั่งปั่นการบ้านวิชาเลขแล้วหรือ สังคมยุคนี้มันจะบีบคั้นแข่งขันกันดุเดือดเกินไปแล้ว

    1+1=11

    ดินสอแท่งจิ๋วขีดเขียนคำตอบข้อสุดท้ายเสร็จสรรพ ลั่วหยางถึงกับใบ้กิน หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "เหม่ยฉี ผิดแล้วลูก นิ้วหนึ่งนิ้วบวกอีกหนึ่งนิ้วเป็นเท่าไหร่ ลองชูขึ้นมานับดูสิ"

    ซ่งเหม่ยฉีชูนิ้วชี้เล็กจิ๋วสองนิ้วขึ้นมาขนาบกัน จ้องมองผลงานตัวเองด้วยแววตามุ่งมั่น "ก็เลข 1 สองตัวไงคะ ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลย"

    ตรรกะสุดล้ำทำเอาชายหนุ่มถึงกับสตั๊นไปสามวิ จังหวะนั้นเอง ซ่งเหม่ยฉีก็กระเถิบตัวเข้ามากระซิบข้างหู "ปะป๊าคะ ตอนกลับมาถึงบ้าน หนูเห็นหม่าม้าแอบเช็ดน้ำตาด้วย ปะป๊ารังแกหม่าม้าเหรอคะ"

    ลั่วหยางชะงักกึก "หม่าม้าร้องไห้ทำไมล่ะลูก"

    หางตาชำเลืองมองไปยังห้องครัว สมองปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากสงครามน้ำลายอันดุเดือดระหว่างเธอกับซ่งไห่ชางที่โรงพยาบาลเมื่อช่วงกลางวัน เขาก็นึกสาเหตุอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ

    "ปะป๊าแอบไปจับมือกับคุณน้าคนอื่นมาใช่ไหมคะ"

    ลั่วหยางส่ายหน้าพรืด ปฏิเสธข้อกล่าวหาทันควัน

    "ปะป๊าห้ามรังแกหม่าม้านะ ไม่งั้นหนูจะไม่คุยด้วยแล้วจริงๆ" ยัยหนูตัวแสบงัดไม้แข็งขึ้นมาข่มขู่

    ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มอย่างเอ็นดู "ปะป๊ารักหม่าม้าจะตาย จะไปทำร้ายจิตใจหม่าม้าได้ยังไง เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วกลับมาดูการบ้านดีกว่า ข้อนี้หนูทำผิดนะ มันต้องตอบ 2 ต่างหาก"

    "ตอบ 2 เหรอคะ" สมาธิของเด็กน้อยถูกดึงกลับมาที่ตัวเลขทันที

    ทว่าจังหวะนั้น เยี่ยจือก็ชะโงกหน้าออกมาจากครัว สายตาตวัดค้อนวงใหญ่ "ที่รักคะ มีใครเขาสอนการบ้านเด็กแบบนี้บ้าง ไปเฉลยคำตอบโต้งๆ ได้ยังไง คุณต้องตะล่อมให้ลูกหัดคิดเองสิ"

    ลั่วหยางรับคำในลำคอแผ่วเบา ก้มหน้าหลบสายตาภรรยาอย่างเจียมตัว

    ส่วนซ่งเหม่ยฉีรีบประสานเสียงเจื้อยแจ้ว "หนูคิดออกแล้วค่ะ ตอบ 2 นี่เอง หนูนี่ฉลาดสุดๆ ไปเลย"

    เยี่ยจือส่ายหน้าอ่อนใจ ริมฝีปากระบายยิ้มบางก่อนจะผลุบกลับเข้าไปล้างจานต่อ ฝั่งซ่งเหม่ยฉีรีบคว้ายางลบมาปาดเลข 11 ทิ้ง ขีดเขียนเลข 2 ลงไปแทนที่อย่างไว แล้วพับสมุดการบ้านปิดฉับอย่างอดรนทนไม่ไหว

    ชายหนุ่มอ่านเกมยัยตัวแสบออกทะลุปรุโปร่ง จึงเอ่ยดักคอ "ดูทีวีได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะ"

    "รับทราบค่า" ซ่งเหม่ยฉีกดรีโมตเปิดทีวี แต่จู่ๆ เหมือนสมองจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ "ปะป๊าคะ เมื่อคืนหนูฝันอีกแล้ว ฝันน่ากลัวจนสะดุ้งตื่นเลย"

    ก้อนเนื้อในอกลั่วหยางกระตุกวาบ "หนูฝันเห็นอะไร"

    เด็กน้อยขมวดคิ้วเค้นความทรงจำ "หนูฝันเห็นอีกาตัวนึง เกาะอยู่บนก้อนหิน บนนั้นมีตัวหนังสือเขียนไว้ด้วย... เสียดายที่หนูอ่านไม่ออก น่าอายจังเลย"

    อีกา... ก้อนหิน...

    ภาพจิ๊กซอว์บางอย่างสับเปลี่ยนหมุนวนในหัว ลั่วหยางคว้าดินสอ พลิกสมุดการบ้านหน้าว่างขึ้นมาตวัดเส้นสายลวกๆ เป็นรูป 'ป้ายหลุมศพ'

    "ก้อนหินที่ว่า... หน้าตาแบบนี้หรือเปล่า"

    "ใช่ๆๆ ก้อนหินแบบนี้เลย พ่อคนก่อนของหนูก็มีก้อนนึงเหมือนกัน" ซ่งเหม่ยฉีพยักหน้ารัวๆ

    เดิมทีเขาตั้งใจจะอธิบายว่ามันคือป้ายหลุมศพ แต่พอประโยคไร้เดียงสานั้นหลุดออกมา ชายหนุ่มจำต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ "เหม่ยฉี ค่อยๆ นึกนะลูก ลองพยายามเขียนตัวหนังสือบนก้อนหินนั้นให้ปะป๊าดูหน่อย"

    "หนูคลับคล้ายคลับคลาอยู่ตัวนึง"

    มือน้อยคว้าดินสอไปขีดเขียนลงบนรูปวาดทีละเส้น พยายามปะติดปะต่อสัญลักษณ์มรณะในความฝันอย่างทุลักทุเล เวลาผ่านไปเกือบนาทีเต็ม กว่าตัวอักษรโย้เย้บิดเบี้ยวจะปรากฏสู่สายตา... คำว่า 'ลั่ว (洛)'

    บรรยากาศรอบตัวลั่วหยางพลันเย็นเยียบ มวลอากาศหนักอึ้งกดทับลงกลางอก อีกา... ป้ายหลุมศพ... ตัวอักษรลั่ว... สัญลักษณ์มรณะพวกนี้ไม่ใช่ลางดีแน่ และที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ นิมิตความฝันของซ่งเหม่ยฉีมักแม่นยำราวกับตาเห็นเสมอ

    "ปะป๊า ฝันแบบนี้แปลว่าอะไรเหรอ ช่วยทำนายฝันให้นางฟ้าตัวน้อยหน่อยสิคะ" แววตากลมโตช้อนมองอย่างรอคอย

    ลั่วหยางฝืนกระตุกยิ้มกลบเกลื่อนร่องรอยความตึงเครียด "แปลว่าหนูกำลังจะมีปะป๊าคนใหม่ไงล่ะ"

    "ฮ่าๆ ก็ปะป๊านี่ไง" ร่างเล็กโผเข้ากอดคอ ฝังจมูกหอมแก้มชายหนุ่มฟอดใหญ่ ก่อนจะผละกลับไปจดจ่อกับการ์ตูนบนหน้าจอต่อ

    ลั่วหยางนั่งทอดหุ่ยอยู่บนโซฟา จิตใจลอยเตลิดไปไกล

    เยี่ยจือที่เพิ่งเคลียร์งานบ้านเสร็จเดินถือแก้วชามาเสิร์ฟให้ หญิงสาวไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือภาพลักษณ์แม่พิมพ์ที่ดีอะไรทั้งนั้น จัดการทิ้งตัวลงนอนราบไปกับโซฟา ขโมยหน้าขาของชายหนุ่มมาหนุนแทนหมอนหน้าตาเฉย

    ฝ่ามือหนาสางปอยผมที่ปรกหน้าผากมนอย่างเบามือ ใจหนึ่งนึกอยากจะระบายเรื่องความฝันอัปมงคลของลูกสาวให้ฟัง แต่ชั่งน้ำหนักดูแล้วก็ตัดสินใจพับเก็บไว้ พูดไปก็มีแต่จะสุมไฟความกังวลให้เธอเปล่าๆ แถมไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร บนโลกนี้คนแซ่ลั่วเดินชนกันตาย บางทีป้ายหลุมศพนั่นอาจจะไม่ได้เจาะจงถึงเขาก็ได้... ใครจะไปรู้

    "หวังซุ่นลี่โดนตำรวจรวบตัวไปแล้วนะ ซัดหน้าพ่อสามีฉันไปฉาดเดียว แต่ล่อซะฟันหลุดจนเข้าข่ายคดีทำร้ายร่างกายบาดเจ็บเลย" เยี่ยจือเปิดบทสนทนา

    "ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ" ลั่วหยางที่เห็นเหตุการณ์กับตาแอบสมเพชในใจ ฟันซ่งไห่ชางร่วงไปตั้งสองซี่ หลักฐานแน่นหนาพอจะโดนตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายตามกฎหมายได้สบายๆ

    "ฉันรู้ว่าคุณขยะแขยงไม่อยากไปรักษาพ่อสามีฉัน แต่ฉันก็ยังดึงดันบีบให้คุณไป... แอบโกรธฉันอยู่หรือเปล่า" แววตาของเยี่ยจือทอประกายรู้สึดผิด

    "อย่าคิดมากเลย โกรธลงที่ไหนล่ะ" ลั่วหยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ผมเป็นหมอ หน้าที่หลักก็คือรักษาคนป่วย อีกอย่าง ตระกูลซ่งก็เปย์ค่ารักษาให้ซะแพงหูฉี่ขนาดนั้น ผมแอบเชียร์ให้พวกมันป่วยหนักมาอุดหนุนบ่อยๆ ด้วยซ้ำ"

    "ไหนตอนแรกตกลงค่ารักษาเป็นวิลล่าในเทียนเจียวอวี้หยวนหนึ่งหลังไง แต่ฉันได้ยินซ่งตงหมิงบอกว่าคุณสั่งให้ตีราคาเป็นเงินสดแทน... ไม่อยากได้บ้านหลังนั้นแล้วเหรอ" หญิงสาวหรี่ตา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคม

    คำถามนี้มาเร็วกว่าที่คิด ลั่วหยางเตรียมใจรับมือไว้ตั้งแต่ตอนตัดสินใจเปลี่ยนโฉนดเป็นเช็คเงินสดแล้ว

    "แค่บ้านหลังปัจจุบันก็กว้างจนเดินหากันไม่เจอแล้ว จะเอาบ้านไปถมที่หรือไง อีกอย่าง ตลาดอสังหาฯ ช่วงนี้ปล่อยของยาก เปลี่ยนเป็นเงินสดยัดเข้าบัญชีไว้มันอุ่นใจกว่า เอาไปนอนกินดอกเบี้ยชิลๆ ได้ด้วย"

    "ไม่มีเหตุผลอื่นหมกเม็ดแน่นะ" เยี่ยจือซักไซ้

    "จะมีเหตุผลพิศดารอะไรได้อีกล่ะ" ปากแข็งตอบไปอย่างนั้น แต่ลึกๆ ในใจลั่วหยางเองก็ยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้ชัดเจนนัก

    "หม้อไฟอร่อยไหมคะ" เยี่ยจือหักพวงมาลัยเปลี่ยนเรื่องคุยดื้อๆ

    "ก็พอกินได้ แค่คุณหนูซุนกับคุณซื่อจีกินเผ็ดกันไม่ค่อยเป็น ขนาดสั่งแบบลดพริกแล้ว พวกเธอยังเผ็ดจนปากเจ่อเลย" ลั่วหยางตอบตามตรง

    "แล้วไงต่อ"

    "พอเช็กบิลเสร็จ ผมก็ไปหย่อนพวกเธอทิ้งไว้ที่โรงแรม แล้วนั่งรถกลับบ้านเลย"

    "ถือว่าความประพฤติดี" มุมปากสวยเหยียดยิ้มบาง ลั่วหยางขยิบตาตอบรับความพอใจนั้น

    ลางร้ายจาก 'คำทำนาย' ของซ่งเหม่ยฉีทิ้งตะกอนขุ่นมัวไว้ในใจไม่น้อย จู่ๆ ชายหนุ่มก็เกิดความรู้สึกอยากปะทะ 'กิจกรรมเข้าจังหวะ' เพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้ายและเสริมพลังหยางขึ้นมาตงิดๆ ประกอบกับมวลอารมณ์ของเยี่ยจือที่ยังดูขุ่นมัว คืนนี้คงต้องจัดยาแรงกระตุ้นโดพามีนให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาล้างพิษเสียหน่อย

    เยี่ยจืออ่านรังสีหมาป่าจอมเจ้าเล่ห์ในดวงตาคมออกทะลุปรุโปร่ง หญิงสาวหันขวับไปออกคำสั่งทันที "เหม่ยฉี หมดโควตาดูทีวีแล้วลูก กลับเข้าห้องไปนอนได้แล้ว"

    ซ่งเหม่ยฉีหันขวับ พอเห็นหม่าม้ากำลังนอนอิงแอบหนุนตักปะป๊าสองต่อสอง สมองอัจฉริยะวัยอนุบาลก็ประมวลผลรู้ความในเสี้ยววินาที "อื้อ หนูจะไปอาบน้ำนอนเดี๋ยวนี้แหละ คืนนี้ปะป๊าไม่ต้องเข้าไปเล่านิทานให้ฟังแล้วนะคะ"

    ร่างเล็กวิ่งดุ๊กดิ๊กสับเท้าหายวับเข้าห้องนอนไปอย่างรู้งาน พร้อมกับดึงประตูปิดสนิทเรียบร้อย

    "ดูสิ ลูกสาวเปิดทางให้ขนาดนี้แล้ว จะมัวเหม่อหาพระแสงอะไรอีกล่ะหืม" แววตาของเยี่ยจือสาดกระแสไฟฟ้ายั่วยวนเต็มพิกัด

    ลั่วหยางถูกปลุกจากภวังค์ ท่อนแขนแกร่งสอดเข้าใต้ร่าง ช้อนตัวอุ้มหญิงสาวขึ้นมาแนบอก ก่อนจะก้าวยาวๆ บุกตะลุยตรงดิ่งไปยังสมรภูมิห้องนอนในทันที

    คล้ายกับเรื่องยอดหมอเทวะบรรพกาล ที่คุณอ่าน