บทที่ 36
“เฮ้อออ ใช่..จากเท่าที่ผมพอทราบมาบ้าง เห็นว่าคุณปู่น้องของเธอจะก่อปัญหาอีกแล้ว เขาไล่คุณชายตระกูลสุวรรณภูมิออกจากร้านอาหารที่ท่านชุนตงเป็นคนเชื้อเชิญ นอกจากนี้พ่อบ้านใหญ่ของตระกูลสุวรรณภูมิก็ยังอยู่ในสถานที่นั้นด้วย ไม่คิดเลยว่าเจ้าอ้วนนั่นจะก่อปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้เลย..” ผู้พันกล่าวพร้อมกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆพร้อมกับมองไปทางมนต์ที่กำลังแสดงสีหน้าเป็นกังวลใจเช่นกัน“คุณภาคภูมิช่างหาเรื่องเดือดร้อนเก่งจริงๆเลยนะคะ.. แล้วพวกเขาจะโดนอะไรบ้างคะ มันร้ายแรงขนาดไหนกัน” คุณหญิงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง การที่ไปมีเรื่องกับตระกูลใหญ่อย่างนั้นมันคงจะไม่มีทางจบง่ายๆแน่นอน โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มเลิ่กลั่กขึ้นมาในทันที ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูกแล้วจริงๆ“คุณหญิง.. ผมคิดว่าเรื่องนี้คุณหญิงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งจะเป็นการดีกว่านะครับ ตอนนี้พวกเขากำลังโกรธจนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ถ้าคุณหญิงเข้าไปเสนอตัว ผมคิดว่ามันจะยิ่งทำให้เรื่องมันลุกลามใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมอีก นี่ขนาดคุณชุนตงที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา ยังแทบเอาตัวไม่รอดเลย ทั้งยังถูกหาว่าเป็นตัวการเบี้องหลังที่ทำให้คุณชายท่านนั้นเสียหน้าอย่างไร้เหตุ และผลอีก..”พิพัฒน์กล่าวเท่าที่เขาได้รับรายงาน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครจะโดนตามๆกันไป ถ้าให้ไล่คิดดีๆก็คงจะโดนเล่นงานกันกว่าครึ่งของเมืองเลยก็ว่าได้ ถ้ายิ่งแสดงตัวเข้าข้างอย่างนี้ก็คงจะโดนขึ้นบัญชีดำไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การที่อยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลยจะเป็นการดีที่สุด“ถึงคุณจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่หนูมนต์กับหนูมิเชลก็เป็นเหมือนลูกๆของฉัน จะปล่อยพวกเขามีชะตากรรมเช่นนั้นได้อย่างไร.. เรื่องนี้ฉันจะกระทำอย่างระวังหลังจากที่ปรึกษากับสามีก็แล้วกัน.. ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ..” คุณหญิงเปรมกล่าว มันทำให้ผู้พันถึงกับยอมใจให้กับเธอคนนี้จริงๆ ทั้งๆที่เขาอุตส่าห์พูดกล่อมดักเอาไว้ก่อนแล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะห้ามความตั้งใจของเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย“ทราบแล้วครับคุณหญิง.. ขอให้ทุกอย่างมันเป็นไปได้ด้วยดีด้วยเถอะ” พิพัฒน์กล่าว ถ้ามันสามารถแก้ไขปัญหานี้ให้มันจบไปโดยง่ายมันก็คงจะดีไม่น้อย แต่ถ้าตระกูลที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองอย่างนี้หลายตระกูลจะต้องมาจบลง มันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะฟื้นฟูมันขึ้นมาในเวลาอันสั้นแน่นอน หลังจากที่คุณหญิงเปรมคุยกับพิพัฒน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ขอสายมนต์เพื่อกล่าวให้กำลังใจเธอเล็กน้อย เธอยังสัญญาว่าจะหาทางช่วยเหลือทั้งสองตระกูลให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ตาม โอ๊ตที่ได้ยินว่ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้วก็นึกปวดหัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน“คุณแม่คะ วันนี้ฉันคงจะต้องขอตัวก่อน..” คุณหญิงเปรมหันมากล่าวกับคุณแม่อย่างรีบร้อน ซึ่งเธอก็พยักหน้าให้อย่างเข้าใจ จากที่ได้ฟังมาแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่มากเลยจริงๆ ไม่แปลกที่เธอจะดูร้อนรนเช่นนี้“ลูกโอ๊ต.. ถ้ายังไงเมื่อฉันว่างฉันจะแวะไปร้านของลูกแน่นอนนะจ๊ะ...” แม้ว่ามันจะมีเรื่องเร่งด่วนเพียงใด เธอก็ยังไม่ลืมว่าโอ๊ตยังอยู่ที่นี่ด้วย เธอยังคงยิ้มให้กับโอ๊ตเหมือนกับว่าไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังสัญญากับเขามาจะมาอุดหนุนแพนเค้กของเขาอีก“ขอบคุณล่วงหน้าไว้ก่อนเลยก็แล้วกันครับคุณหญิง.. ขอให้พระเจ้าคุ้มครองนะครับ”โอ๊ตที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ในหัวของเขาวนเวียนแต่เรื่องวุ่นวายนี้อยู่ เมื่อคุณหญิงกล่าวกับเขา เขาก็ต้องตอบกลับเช่นกันเขาก็ไม่รู้เลยว่าบทสนทนาของเขากับคุณหญิงมันเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหน ทั้งดูสนิท และเป็นกันเองมากขึ้นโดยที่โอ๊ตไม่รู้ตัว อาจจะเป็นเพราะคุณหญิงเปรมมีนิสัยคล้ายแม่ของเขาเท่าที่จำได้ก็เป็นไปได้“ลูกโอ๊ต.. เรากลับไปคืนดีกับคุณตาตั้งแต่เมื่อไรกันอย่างนั้นเหรอ..” คุณแม่ฝนกล่าวถามด้วยความสงสัย แววตาของเธอไม่ได้มองมาที่โอ๊ตเลยแม้แต่น้อย เธอได้แต่มองไปที่แผ่นหลังของคุณหญิงที่ช่วยเหลือโบสถ์แห่งนี้มานานแล้ว เธอไม่อยากให้คนที่มีพระคุณของลูกๆเธอต้องเดือดร้อนเช่นนี้“ผมก็คิดว่าคุณแม่จะลืมเรื่องนี้ไปแล้วซะอีก การสารภาพบาปในตอนนั้น.. เฮ้ออ โลกนี้มันช่างพิศวงจริงๆนะครับคุณแม่.. ถึงจะกล่าวได้ว่ายังไม่คืนดีกันก็สามารถกล่าวได้ครับ คุณตาท่านอยู่ในช่วงกำลังง้อขอคืนดีกับผมน่ะครับ ท่านเลยเล่นใหญ่จัดใหญ่ไปหน่อย คนอื่นๆก็เลยเดือดร้อนอย่างนี้” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตรงหน้า“ถ้าแม่จำเรื่องราวที่ลูกๆของแม่เล่าให้ฟังไม่ได้ แม่ก็ไม่ควรเรียกตัวเองว่าแม่หรอกนะลูก...” คุณแม่ฝนกล่าวพร้อมกับหันมาคุกเข่าอธิษฐานกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เธอนับถืออย่างสุดหัวใจ โอ๊ตก็เงยหน้าขึ้นมามองคุณแม่ที่กำลังมองพระเจ้าเช่นกัน ก่อนที่แม่ฝนจะก้มศีรษะลง พร้อมกับกล่าวกับโอ๊ต“..แม่เข้าใจดีว่าลูกเป็นคนยังไง.. แต่แม่ก็อยากให้ลูกคอยช่วยเหลือคุณหญิงเปรมเธอให้เธอได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้.. แม่ไม่ได้ขอร้องให้ลูกทำเพื่อเธอหรือเพื่อใคร แต่แม่กำลังขอร้องให้ลูกทำสิ่งนี้เพื่อตัวของลูกเอง.. ครั้งหนึ่งคุณหญิงท่านนี้ก็ช่วยเหลือลูกเอาไว้ ในยามที่ลูกโหยหิว มันก็เป็นอาหารที่เธอคนนั้นบริจาคมาเพื่อประทังชีวิตของลูก.. ลูกควรจะตอบแทนเธอในเมื่อมีโอกาสนะ..” คุณแม่กล่าวพร้อมกับหลับตาลง“...คุณแม่กล่าวเช่นนี้มีหรือที่ผมจะไม่ช่วยเหลือพวกเขา ถึงจะไม่มีเรื่องบุญคุณอะไร ผมก็คงจะช่วยอยู่ดี อย่างที่คุณแม่กล่าว ผมมันเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบให้มันมีเรื่องวุ่นวาย และตอนนี้เหตุการณ์เหล่านี้มันก็วุ่นวายเกินไปสำหรับผม.. ไม่ต้องเป็นกังวลครับ เรื่องนี้มันจะจบลงอย่างเงียบๆ”โอ๊ตกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืน เขายกมือขึ้นมาไหว้คุณแม่ และคำนับพระผู้เป็นเจ้า ก่อนจะหันหลังเดินออกจากโบสถ์ ท่ามกลางความเงียบของสถานที่แห่งนี้ คุณแม่ฝนลืมตาขึ้นมา แววตาของเธอยังคงมองไปที่พระองค์เจ้าบนไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์อยู่อย่างนั้น“เส้นทางแห่งโชคชะตาของพวกเขา มันคือสิ่งที่พระองค์ได้จัดเตรียมเอาไว้ เส้นทางของพวกเขาจะดำเนินไปในทิศทางไหน ก็มีแต่พระองค์ที่ทราบ ลูกไม่ได้สงสัยในสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมเอาไว้ให้กับพวกเขา เพียงแค่ลูกเป็นห่วง และเป็นกังวลกับขวากหนามที่พวกเขาจะได้รับการทดสอบจากพระองค์ก็เท่านั้นค่ะ.. ขอให้ทุกคนผ่านมันไปได้ด้วยดีด้วยเถอะ..”คุณแม่ฝนยังคงกล่าววิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า สำหรับเธอแล้ว เธอเชื่อว่าทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเป็นสิ่งที่พระองค์เจ้าจัดเตรียมเอาไว้ให้ พระองค์มักจะทดสอบความอดทน ความดีของพวกเขาเหล่านั้นด้วยอุปสรรคมากมายจนในที่สุดเมื่อพวกลูกๆของพระองค์อดทนผ่านจุดเหล่านั้นมาได้ดี พวกเขาก็จะประสบสำเร็จในชีวิตในขั้นตอนสุดท้ายเอง สิ่งที่เธอสามารถทำได้ในตอนนี้ก็เพียงแค่สวดภาวนาร้องขอต่อพระองค์ให้ช่วยชี้ทางเดินที่ถูกต้องให้แต่ละคนเท่านั้นเอง ..ทางด้านของกิตติ..ในเวลานี้มีผู้คนกว่าสิบคนกำลังนั่งเหม่อลอยหาทางรอดจากสถานการณ์ตรงหน้า มันแทบจะไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าความหวังเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ชุนตงที่ได้รับความนับถือมากที่สุดของบรรดาผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็ยังได้รับหางเลขไปด้วย สายตาของพวกเขาแต่ละคนจ้องมองไปยังชายอ้วนผู้เป็นต้นเหตุหลักของเรื่องราวทั้งหมด ‘ภาคภูมิ’แม้ว่ากิตติจะโกรธมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่เขาก็ยังเป็นคนที่มีเหตุ และผลเสมอ กิตติคัดเอาไว้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด ซึ่งมันประกอบไปด้วย ชุนตง และลูกเขยชวลิต เจิ้นสงเทียน และผู้จัดการจิน ปีเตอร์ ฉัตรสุดา อดัม คริส พลโทเสรี และเจ้าหมูตอนภาคภูมิ“เอาล่ะในเมื่ออยู่กันครบอย่างนี้แล้ว ผมจะขอตัดสินพวกคุณว่าจะอยู่รอดต่อไป หรือจะทิ้งชื่อตระกูลเอาไว้ที่นี่ เริ่มจากคุณชุนตง และครอบครัว ถึงแม้ว่าต้นเรื่องพวกคุณจะเชิญคุณชายของเรามาทานอาหารที่ร้านห่วยแตกเช่นนี้ แต่พวกคุณก็ทำไปเพื่อความหวังดี และอยากจะตอบแทนคุณชายของเราเท่านั้น ดังนั้นพวกคุณจะไม่ได้รับบทลงโทษจากตระกูลของเราแต่อย่างใด..” กิตติกล่าว“สกุลชุนจะช่วยเหลือ และสนับสนุนคุณชายทุกครั้งเมื่อมีโอกาสขอรับ..” ชุนตงกล่าวในนามของตระกูล ก่อนจะก้มกราบเพื่อแสดงความจำนนต่อตระกูล ณ สุวรรณภูมิอย่างจริงใจ“ต่อไปเป็นเรื่องของร้านอาหารเจิ้นแห่งนี้...” กิตติที่กำลังจะกล่าวลงโทษในเรื่องถัดไป เขาก็ต้องชะงักเมื่อได้มีเสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์ แน่นอนว่าเขาจำเป็นต้องรับสายมัน เพราะมันเป็นเบอร์โทรศัพท์ของนายน้อยของพวกเขา“ครับคุณชาย.. ผมกำลังจัดการกับพวกที่มันบังอาจกระทำกับ..คุณ..ชาย..” และก็เป็นอีกครั้งที่กิตติยังไม่ทันจะกล่าวอะไรจบ เสียงตะคอกที่แสดงถึงความไม่พอใจของโอ๊ตก็ดัขึ้น เล่นเอาหูของกิตติแทบจะแตก และดับลงในทันที“แกบ้าไปแล้วเหรอกิตติ.. แกพยายามจะสร้างปัญหาให้ผมเพิ่มหรือยังไง ตอนนี้มันเดือดร้อนไปทั่วเมืองเพราะคำสั่งของแกแล้วนะ รู้ตัวบ้างไหม” โอ๊ตอดไม่ได้ที่จะตะโกนใส่กิตติ หลังจากที่รับรู้ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนอื่นๆรับรู้ความจริงว่าเขาเป็นใคร จะเอาหน้าที่ไหนไปพบพวกเขากัน“คุณชาย แต่พวกเขากำลังทำให้ชื่อเสียงของคุณชาย และตระกูลตกต่ำ พวกเขาต้องการที่จะเหยียบย่ำเรา ผมในฐานะที่ได้ตระกูลอันยิ่งใหญ่รับเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จนกลายมาเป็นพ่อบ้านใหญ่แห่งตระกูล ผมจึงยอมรับไม่ได้ที่จะมีใครสักคนมาดูถูกตระกูลเช่นนี้.. คุณชายโปรดเข้าใจ” กิตติกล่าว