หลังจากทำการซ่อมแซมลานพิธีที่ได้รับความเสียหายแล้ว พิธีกรรมก็แทบจะเริ่มขึ้นในทันที เหล่าตัวแทนของศาสนจักรทั้งสี่เดินออกมาอยู่ที่สี่มุมของลานพิธีพร้อมกับตัวแทนศิษย์ศาสนจักรละหนึ่งคน ต่างร่ายคำสวดที่แตกต่างกันออกไป
อัครมุขนายกแห่งศาสนจักรแห่งแสงโบกไม้กายสิทธิ์สีขาวตรงดูสะอาดตาขึ้นมา แล้วทำการบริกรรมคาถา ทำให้บรรยากาศรอบลานพิธีเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์
มหาราชครูหยิบกระดานดำและดินสอหินออกมา จากนั้นก็เริ่มบรรจงเขียนอักขระ พริบตานั้น ลานพิธีก็ปรากฏ 'สัญลักษณ์สลักยิปซี' ขึ้นมากมายบนลานพิธี
เอปิสโคพอสหยิบถุงหนังที่ดูโบราณขึ้นมา จากนั้นก็ทำการเติมเต็มร่องที่เกิดจากการสลักอักขระของมหาราชครู ด้วยของเหลวสีแดงข้นคล้ายเลือด แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเลือดของสิ่งมีชีวิตใด เมื่อเติมเต็มแล้ว อักขระนั้นก็เปล่งแสงสีแดงออกมา
ฮาคิมหลอมสร้างแท่นสำหรับวางเหรียญตราเทพเนจร โดยการหลอมแร่ทองแดง เงิน และทองเวทมนตร์ ให้กลายเป็นภาชนะรูปต้นไม้เกลียวที่มีช่องสำหรับวางเหรียญตรา
ท่านชาญชัยเดินขึ้นสู่ลานพิธีและทำการวางกล่องเหรียญตราเทพเนจรลงบนช่องนั้น จากนั้นได้สวดพิธีบางอย่าง ทำให้กล่องที่บรรจุสลายไป เผยให้เห็นเหรียญสีทองงดงามขนาดเท่าเหรียญทองปกติทั่วไปขึ้นมา หากไม่มีญาณสัมผัส ผู้ที่เคยเจอเหรียญนี้อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเหรียญอะไร
"ภาคิน สุริยคราส!" ท่านชาญชัยพูดขึ้น ก่อนทุกสายตาจะจับจ้องไปที่บานประตู
เมื่อประตูเปิดออก ภาคินที่อยู่ในชุดคลุมสีน้ำตาลที่ดูเก่าและสกปรกก็เดินเข้ามา เสียงบทกวีก็ขับขานขึ้นถึงตำนานปฐมกาลก็ดังกังวานขึ้นขณะที่พาคิดเดินเข้ามา
'ยามมหาเทวาแยกแผ่นฟ้าถือกำเนิด
เดิมเขาเกิดเป็นวณิพกไร้ถิ่นนอนร่อนเร่หา
สัจธรรมนำชีวิตดังลิขิตพลิกชะตา
ใช้เวลานานมาศตวรรษหนึ่งเหนือผู้คน
แต่มีเหตุความชั่วร้ายปรากฏผล
ดั่งโลกหม่นหมองตาฟ้าเปลี่ยนสี
จึงได้มีมหาสงครามร่วมร้อยปี
แม้ปิติยินดีที่ได้ชัย
แต่แลกกับชีวิตท่านต้องเศร้าหมอง
ต้องขาดรอนคู่ชีวิตที่เคยหา
สิ่งสุดท้ายที่ท่านเหลือไว้ในโลกา
คือเหรียญตราเทพพเนจร ยี่สิบสองเอย"
สิ้นเสียงลำนำ ภาคินก็เดินมาหยุดอยู่ที่แท่นกลางลานพิธีพอดี เสียงท่านชาญชัยก็พูดขึ้น "เปิดผ้าคลุม"
ภาคินจึงเปิดผ้าคลุมที่สวมหัวออก เผยให้เห็นชายหนุ่มผมทรงรองทรงสูงสีเทาเข้มที่ตีนผมเป็นสีแดงเพลิง ใบหน้าหล่อเหลากับจมูกโด่งเป็นสันของเขาทำให้ชุดคลุมที่ใส่อยู่ดูไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วห่อทองแต่อย่างใด
"จงกล่าวสัจจะปฏิญาณอันแสดงถึงเจตจำนงของเจ้า!" เสียงของตัวแทนจากศาสนจักรดังขึ้นพร้อมกันอย่างทรงพลัง
ภาคินที่เตรียมตัวเพื่อเวลานี้มาตลอดรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย หลังจากจบพิธีนี้ เขาก็จะได้เป็น 'ผู้ถูกเลือกคนที่สิบสาม' อย่างเป็นทางการ เขาเริ่มกล่าวคำปฏิญาณขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้าพเจ้า นายภาคิน สุริยคราส ขอตั้งปณิธานทำสัจจะปฏิญาณว่า..."
"ข้อหนึ่ง... ข้าพเจ้าจะทำทุกวิถีทาง เพื่อทำลายจอมมารผู้ชั่วร้ายที่จะอุบัติขึ้นมาให้ดับสูญ!"
"ข้อสอง... ข้าพเจ้าจะธำรงไว้ซึ่งเจตนารมณ์แห่งเทพเนจรให้คงอยู่สืบไปในโลกา!"
"และข้อสาม... ข้าพเจ้าจะออกตามหาวิธีการเพื่อปกป้องให้โลกผู้วิเศษและโลกสามัญอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข!"
สิ้นเสียงคำปฏิญาณ ก็มีเสียงแตรอำนวยอวยพรดังมาจากฟากฟ้าเพื่อร่วมฉลองยินดีแก่ภาคิน จู่ ๆ บนฟ้าก็มีพลังเวทมนตร์หนาแน่นควบแน่นรวมกันจนกลายเป็นมีดเล่มหนึ่งตกลงมาจากบนฟ้า มันเป็นมีดสีใสราวกับอากาศ ลอยลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของภาคิน
"จงนำเลือดของเจ้า หยดลงไปบนเหรียญ!" เสียงโบราณทรงอำนาจดังมาจากฟากฟ้า ทำเอาทุกคนที่อยู่ในงานจิตใจสั่นไหวด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
ภาคินได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า หยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมากรีดลงบนฝ่ามือซ้ายของตน เลือดสีแดงฉานค่อย ๆ ไหลออกมาหยดลงสู่เหรียญตรา เมื่อเหรียญตราสัมผัสเลือด เลือดก็ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในเหรียญอย่างช้า ๆ จนหมด ในระหว่างนั้นมีดในมือขวาของเขาก็สลายหายไป พร้อมกับรอยแผลบนฝ่ามือซ้ายที่ค่อย ๆ สมานตัวจางหายไปเหมือนกับว่ามันได้รับเลือดเพียงอย่างเพียงพอแล้ว
หลังจากเหรียญตราซึมซับเลือดลงไปจนหมด จู่ ๆ มันก็หมุนอย่างรวดเร็วและลอยสูงขึ้นเหนือศีรษะทุกคน ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาล ก่อนจะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
จู่ ๆ ลานพิธีก็เกิดภาพนิมิต พื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่กลายเป็นผืนแผ่นดินบนพื้นที่ราบสูง ในขณะที่ตำแหน่งของภาคินกลับเหมือนยืนอยู่บนยอดเขาหินสูงเสียดฟ้าที่รายล้อมไปด้วยสายหมอก ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นยามเที่ยงวันที่มีแสงแดดแผดเผาอย่างร้อนแรงที่สุด บรรยากาศกดดันจนทำให้หลายคนถึงกับขาสั่นเพราะความรู้สึกเหมือนอยู่บนที่สูง บางส่วนเริ่มมีเหงื่อผุดซึมด้วยความร้อน ทั้งที่เป็นเพียงแค่ภาพนิมิตเท่านั้น!
ในขณะเดียวกัน ท่านชาญชัยและตัวแทนศาสนจักรทั้งสี่กลับเหมือนลอยนิ่งอยู่บนผืนอากาศ เสียงซุบซิบของแขกเหรื่อเริ่มดังกระหึ่มขึ้นทันที
"นี่น่ะหรือปรากฏการณ์นิมิตแห่งเทพ... นี่จะกลายเป็นพลังแบบไหน มีใครพอจะเดาออกบ้างไหม แล้วพลังที่ยังว่างอยู่เหลืออะไรบ้าง?" เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น
"บนยอดเขาสูงแบบนี้มีไม่กี่พลังหรอก แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพลังชั้นสูง... 'เดอะมูน' หรือเปล่า?" ชายคนหนึ่งเสนอความคิดเห็น
"ถ้าเป็น 'เดอะมูน' ท้องฟ้าก็ต้องเปลี่ยนเป็นยามค่ำคืนที่มีดวงจันทร์สิ! อีกอย่าง 'เดอะมูน' ในยุคนี้ก็เป็นของท่านหญิง 'คอร์เดเลีย แห่งสมาพันธ์โอลิมเปีย ยูเนียน' ไปแล้วด้วย"
"หรือจะเป็น 'เดอะเฮอร์มิต'? ไม่สิ... ถ้าเป็นใบนั้นพื้นดินต้องปกคลุมด้วยหิมะ แถมยังเป็นเหรียญที่มีเจ้าของแล้วอีก..."
"หรือจะเป็น 'เดอะทาวเวอร์'? อันนี้น่าคิดนะ ยอดเขาสูง แถมยังไม่มีเจ้าของครอบครองด้วย!"
เมษาที่ยืนอยู่รอบลานพิธีเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เธอรู้สึกได้ว่าภาคินที่เธอรักกำลังจะต้องเจอเรื่องหนักหนาสาหัสอย่างแน่นอน เธอกุมมือสวมแหวนที่ภาคินมอบให้ไว้แน่นด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก พลันหันไปมองราชนิกุล แต่ก็ต้องแปลกใจ... เพราะสายตาของราชนิกุลกลับไร้ซึ่งประกายความชื่นชมภาคินเหมือนในตอนแรก แปลว่าอีกฝ่ายจะต้องคาดเดาอะไรบางอย่างได้แล้วแน่ ๆ
ทางด้านภาคินเอง หัวใจของเขาก็เต้นไม่เป็นจังหวะเช่นกัน เขารู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาในร่างกาย แต่จิตใจกลับเครียดเกร็งอย่างหนัก เพราะนิมิตที่ปรากฏตรงหน้านี้... มันไม่ใช่สิ่งที่เขาวาดหวังไว้เลย
หรือสิ่งที่เขากลัวที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นจริง ๆ...
ภาคินเหลือบมองไปรอบ ๆ ปฏิกิริยาของราชนิกุลทำให้เขาได้เห็นธาตุแท้ว่าเธอแค่อยากได้สถานะ 'ผู้ถูกเลือก' ของเขาเท่านั้น ในขณะที่พอหันไปมองเมษา ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของเธอกลับช่วยเติมความอบอุ่นเข้ามาในหัวใจของเขา... ส่วนกล้านั้น—'ฉันไม่น่าคาดหวังอะไรกับสีหน้าของกล้าเลยจริง ๆ' และในตอนนั้นเอง ภาพนิมิตตรงหน้าก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้ง!
สายตาทุกคู่ต่างเพ่งมองไปยังปลายสายตา ปรากฏร่างของชายคนหนึ่งในชุดคลุมพเนจรแบบยิปซี—ชุดคลุมลักษณะเดียวกับที่ภาคินสวมใส่ เขากำลังเดินขึ้นมาจากเนินเขาอย่างช้า ๆ แม้ไม่อาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน แต่ในมือกลับถือไม้เท้ายาวที่มีย่ามใบเล็กผูกติดอยู่ตรงปลาย และสิ่งที่เดินตามหลังเขามาติด ๆ ก็คือ "สุนัขสีขาวมอมแมมตัวเล็ก" ตัวหนึ่ง... เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทุกคนในโถงพิธีรู้ได้ทันทีว่า ภาคินกำลังจะได้ครอบครองเหรียญตราใบใด!
จู่ ๆ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านล่าง... มันเป็นเสียงของน่าน เด็กหนุ่มที่เคยดูถูกภาคินไว้ก่อนหน้านี้!
"นั่นมันไพ่คนโง่ (The Fool) นี่นา! ภาคินเป็นไอ้โง่จริง ๆ ด้วย! นั่นมันไพ่ที่ห่วยแตกที่สุดในบรรดาไพ่ทั้งหมดเลยนะ!"
สิ้นเสียงของน่าน เสียงซุบซิบแห่งความผิดหวังและสมน้ำหน้าก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง
"เดอะฟูล... นี่ใช่ไพ่ที่เคยถูกใช้งานมาแล้วสองครั้ง แต่ผู้ครอบครองกลับไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักคนใช่ไหม?" ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"นี่น่ะหรือผู้ถูกเลือกของประเทศเรา... ช่างต่ำต้อยจนไม่อาจเทียบเคียงกับประเทศอื่นได้เลยจริง ๆ เสียเวลามาดูชะมัด!" เสียงของชายแก่เอ่ยขึ้นอย่างขัดหู
"ความหวังที่ประเทศเราจะทัดเทียมกับประเทศอื่น คงเป็นได้แค่ความฝันสินะ..." หญิงสาวคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
คำพูดเหยียดหยาม และสายตาผิดหวังที่ถาโถมเข้ามา ทำเอาภาคินถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก เขาทำได้เพียงพยายามเก็บกดอารมณ์บนใบหน้าเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด ได้แต่จิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเลือดซิบเพื่อเก็บไว้ซึ่งอารมณ์ที่ไม่สามารถปะทุออกไปได้ พร้อมกับจดจำใบหน้าของทุกคนที่ดูถูกเขาในวันนี้ไว้ในใจ...
ทว่า ชายพเนจรที่ปรากฏในนิมิตกลับเดินตรงเข้ามาอย่างไม่กริ่งเกรงต่อเสียงก่นด่าใด ๆ เขาไม่ได้ก้าวเร็วหรือช้าจนเกินไป ก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้าของภาคินพอดี
ทันใดนั้น... ช่วงเวลารอบตัวของภาคินก็เหมือนหยุดหมุนไปเสียดื้อ ๆ เสียงจอแจของผู้คนพลันหายไป เหลือเพียงความเงียบสงบอันลึกล้ำ
พร้อมกับเสียงนุ่มนวลและสุภาพของชายตรงหน้าที่ดังขึ้นกลางความเงียบ...
"เสียใจหรือเปล่า... ที่ได้พลังนี้ของเราไป?"