ตอนที่ 71 มีลักษณะของจักรพรรดินีโดยแท้ ตั้งใจเฝ้าระวังจับตาดูไว้
การสนทนาระหว่างสองพ่อลูกดำเนินไปเนิ่นนาน ทั้งในเรื่องแผนการสำหรับอนาคต และการสอบถามถึงความก้าวหน้าในการฝึกฝนของกู้ฉางเกอ บิดาเอาใจใส่ในทุกเรื่องของเขาอย่างแท้จริง
กู้ฉางเกอถึงกับรู้สึกเก้อกระดากที่จะเอ่ยออกมาว่าตนเพิ่มพลังด้วยระบบช่วยเหลือ ยามเห็นสายตาอ่อนโยนของบิดา เขาก็รู้สึกว่าตนควรจะตั้งใจพัฒนาตนเองให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไป
แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบันจะมากเกินพอแล้ว
แต่ความปรารถนาของมนุษย์นั้นมิมีที่สิ้นสุด
ความรู้สึกแห่งการครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่และควบคุมทุกสิ่งได้ มันเกินกว่าคำว่าสุขสันต์จะพรรณนาได้
เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นหลายเท่านัก
ก่อนที่กู้ฉางเกอจะออกจากตำหนัก กู้หลินเทียนก็ได้กล่าวอีกเรื่องขึ้นว่า
“ช่วงนี้แม่ของเจ้าดูเหมือนจะคิดถึงเจ้าอยู่มิน้อย หากเจ้ามีเวลา ก็ลองแวะไปเยี่ยมนางที่สำนักเทพกำเนิดฟ้าดูบ้างเถิด”
กู้ฉางเกอพยักหน้าอย่างนอบน้อม “ทราบแล้ว ท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินท่านพ่อพูดถึงนาง ความทรงจำในวัยเยาว์ก็พลันผุดขึ้นมา
มารดาของเขาคือเทพธิดาแห่งสำนักเทพกำเนิดฟ้าในครั้งอดีต ส่วนบิดาก็เป็นผู้อาวุโสใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลของสำนักเทพกำเนิดฟ้า และตระกูลกู้เองก็มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับสำนักมายาวนาน
ที่นั่นนับว่าเป็นมหานิกายที่เก่าแก่และยืนยงเหนือกาลเวลา ผ่านยุคสมัยมาโดยมิเสื่อมสูญ มีฐานะเทียบเท่ากับขุมกำลังอำนาจสูงสุดอื่นๆ
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ กู้ฉางเกอก็อดมิได้ที่จะหัวเราะเบาๆ กับตนเอง
ด้วยพื้นเพอันยิ่งใหญ่ของเขา แม้เขาจะไร้ซึ่งความสามารถ ในแดนสวรรค์นี้ก็มิมีผู้ใดกล้าแตะต้องเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเขายังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ปกป้องบุตรอย่างถึงที่สุด
หากเขามิได้ใช้อำนาจนี้อย่างเต็มที่ ก็นับว่าสูญเปล่าแล้ว
หากผู้ใดได้ยินความคิดนี้เข้า ก็คงยืนยันได้ทันทีว่านี่นับว่าเป็นวิสัยของตัวร้ายโดยแท้
“อีกมินาน หมิงคงก็จะเดินทางมาพร้อมกับบิดาของนาง เพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงานระหว่างเจ้าและนาง”
กู้หลินเทียนกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ครั้งนี้อย่าได้ปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชาเหมือนเช่นที่ผ่านมา นางคือผู้ที่จะเป็นภรรยาของเจ้าในอนาคต”
“เจ้ามักจะวิจารณ์ว่านางมิมีเล่ห์เหลี่ยมอันเฉียบแหลม แต่จากที่ข้าเฝ้ามองนางมาตลอดครึ่งปีนี้ ช่างน่าชื่นชมจนต้องยอมรับ นางผู้นี้มีลักษณะของจักรพรรดินีโดยแท้”
“หมิงคงเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยม ทั้งข้าและแม่ของเจ้าล้วนพึงพอใจ หากนางได้อยู่เคียงข้างเจ้า ฟ้าดินนี้จะกลายเป็นของเจ้าโดยมิมีข้อสงสัย”
“ข้าทราบแล้ว ท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินคำกล่าว กู้ฉางเกอถึงกับชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
ในใจของเขา ภาพโฉมหน้าอันงดงามหมดจดดุจเทพธิดาของหมิงคงก็ได้ผุดขึ้นมา
คู่หมั้นหมายของเขา
องค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน เยวี่ยหมิงคง ดวงตาของกู้ฉางเกอทอประกายครุ่นคิด
คู่หมั้นหมายที่ถูกลิขิตไว้นี้ จะเกี่ยวข้องกับเทพธิดาผู้ครองครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่ที่ระบบเคยแจ้งเตือนเขาไว้หรือไม่
เขาเริ่มระลึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับคู่หมั้นผู้นี้อย่างตั้งใจ
ในแดนสวรรค์นี้ องค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานเปรียบได้ดั่งตัวตนผู้เป็นดั่งตัวแทนของความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ทั้งรูปโฉมอันงดงาม พรสวรรค์อันเลิศล้ำ และพื้นเพที่น่าเกรงขาม
กล่าวได้ว่านางเป็นสตรีในฝันที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง
แต่เมื่อกู้ฉางเกอย้อนกลับไปมองในความทรงจำของตัวเอง เขากลับพบว่าเขามิได้มีความรู้สึกพิเศษอันใดต่อนางเลย
เขาปฏิบัติต่อนางด้วยความสุภาพทว่าเย็นชา มิได้แสดงออกถึงความสนใจที่คู่ควรแก่ผู้เป็นคู่หมั้นหมาย
เขาเคยคิดว่า นางอ่อนโยนเกินไป และขาดความเด็ดขาดที่ควรมีในฐานะองค์หญิง
อย่างไรก็ตาม เขาก็มิได้เคยล่วงเกินนางหรือสร้างปัญหาให้กับนางแต่อย่างใด
ดังนั้น การมาหารือเรื่องการแต่งงานในครั้งนี้ มิน่าจะเกี่ยวข้องอันใดกับเหตุการณ์อันเร้าอารมณ์ดังเช่นการถอนหมั้นได้
ยิ่งครุ่นคิด กู้ฉางเกอก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ธิดาผู้เป็นผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตในแดนสวรรค์นั้น ย่อมมิอาจเป็นผู้ธรรมดาสามัญได้
ทั้งพื้นเพและเล่ห์เหลี่ยมของพวกนาง ย่อมอยู่ในระดับที่ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตในโลกเบื้องล่างมิอาจเทียบเคียงได้
สถานการณ์ที่เหมือนกับการได้รับภรรยาที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติจากโชคชะตานี้ คล้ายกับว่าเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น
ตามประสบการณ์จากนิยายที่เขาเคยอ่านในชาติก่อน เรื่องนี้ก็นับว่ามีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
แต่ระบบก็กลับมิได้แจ้งเตือนว่า ธิดาผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่ถือกำเนิดใหม่เป็นผู้ใด
เขาจึงได้แต่คาดเดาไปตามประสบการณ์และหลักเหตุผลของตนเอง
แม้ว่าจะคาดเดาผิดไปบ้าง แต่หลักๆ แล้วก็ย่อมใกล้เคียงกับความเป็นจริงเป็นส่วนมาก
ดังนั้น เขาจึงตั้งใจจะจับตาดูคู่หมั้นของเขาไว้
เมื่อใดที่ได้พบกัน เขาจะลองหยั่งเชิงนาง แล้วคำตอบทุกอย่างก็จะปรากฏให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเอง
เมื่อออกจากที่นั่น กู้ฉางเกอก็กลับไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่พำนักของเขา
ระหว่างทาง เขารับรู้ได้ถึงกระแสพลังอันน่าหวาดเกรงมากมาย พลังอันยิ่งใหญ่เหล่านี้แผ่แรงกดดันจนผู้ใดก็ต้องหวาดผวา
พลังเหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวกระแสแห่งพลังที่เล็ดลอดออกมาจากการฝึกบำเพ็ญเพียรของเหล่าผู้แข็งแกร่งในตระกูล
เกาะศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งได้รับการคุ้มครองด้วยอักขระลึกลับ ป้องกันการสอดแนมจากภายนอก
แต่แรงกระเพื่อมจากพลังอันยิ่งใหญ่ของเหล่ายอดฝีมือ ย่อมมิอาจซ่อนเร้นได้โดยง่าย
เมื่อมองจากระยะไกล แสงดาราส่องประกายเจิดจ้า แสงจันทร์อาบชโลมดุจน้ำทิพย์ นี่เป็นเพียงสิ่งธรรมดาที่พบเห็นได้ในสถานที่แห่งนี้
หากมองลึกเข้าไป จะเห็นกลุ่มหมอกแห่งความอลหม่านลอยวนวุ่นวาย พร้อมกับเหล่าพระราชวังลึกลับที่เคลื่อนที่ขึ้นลงราวกับมีชีวิต
และหากมองให้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือเขตแดนลับของตระกูล
ตระกูลกู้ที่ตั้งมั่นในแดนสวรรค์มาอย่างยาวนาน
เมื่อใดที่มีศัตรูผู้ยิ่งใหญ่บุกเข้ามา พวกเขาจะขุดค้นลึกเข้าไปในเขตแดน เพื่อปลุกเหล่าบรรพชนที่มิมีผู้ใดรู้จักยุคสมัยที่แท้จริงขึ้นมาปกป้องเกียรติยศ
ด้วยพลังเหล่านั้น มิว่าศัตรูจะเก่งกาจเพียงใด ก็ย่อมมิอาจต่อกรได้
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลกู้จึงเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นหนึ่งในขุมพลังอำนาจที่ลึกลับที่สุดในแดนสวรรค์
กระทั่งคนในตระกูลเองก็มิรู้ว่าแก่นแท้ของพลังนั้นลึกล้ำเพียงใด
ส่วนคนนอกนั้น ย่อมมิอาจมีทางล่วงรู้ได้เลย
แต่แน่นอนว่า การขุดเขตแดนหรือปลุกบรรพชนนั้น ย่อมมิใช่สิ่งที่จะทำได้ในยามปกติ
…
การกลับมาของกู้ฉางเกอในครั้งนี้ แม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวงแคบ แต่กลับสร้างความตื่นตัวในตระกูล
หลายคนทราบเพียงว่าเขาเดินทางไปยังโลกเบื้องล่าง แต่ยังมิมีผู้ใดรู้ว่าจุดหมายที่แท้จริงของเขาคือสิ่งใด ยิ่งมิต้องพูดถึงตำแหน่งที่แน่ชัดของเขาในห้วงอวกาศ หรือวัตถุประสงค์เบื้องลึก
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าตระกูลกู้จะเป็นหนึ่งเดียวในสายตาของผู้คนภายนอก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางผลประโยชน์
แม้กู้ฉางเกอจะดำรงตำแหน่งนายน้อย แต่ตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตก็ยังมิได้ตัดสินเด็ดขาด
ในตระกูลกู้ซึ่งยืนหยัดมายาวนานดุจขุนเขา มีเกาะศักดิ์สิทธิ์และหินผาเซียนมากมาย ความสัมพันธ์ของแต่ละสายเลือดก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง
สายหลักของกู้หลินเทียนที่เขาสังกัดอยู่ มีอีกสี่สายหลักคอยแข่งขันกันแย่งชิง สิบปีก่อน สายตระกูลหนึ่งเสื่อมถอยไปหลังจากถูกสายของกู้หลินเทียนปราปรามอย่างหนัก
แต่ละสายตระกูลต่างหมายปองตำแหน่งผู้นำตระกูล เพื่ออำนาจสูงสุดในการปกครองอาณาเขตอันไร้ขอบเขต
การแข่งขันแม้จะดุเดือด แต่ก็มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน นั่นคือ ห้ามทำลายชีวิตของสมาชิกในตระกูลเดียวกัน
การต่อสู้นี้กลับเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้อาวุโสชื่นชอบ เพราะมันได้ช่วยกระตุ้นความมีชีวิตชีวาของตระกูล
ณ เวลานี้ บนยอดเขาหลักของสายหนึ่ง
เหล่าพระราชวังอันโอ่อ่าสง่างามตั้งตระหง่าน เรือนไม้เก่าแก่เรียงราย ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า สาดแสงสีทองระยิบระยับ
เหล่าผู้อาวุโสที่แผ่รังสีอันทรงพลังหลายคนกำลังหารืออย่างเคร่งเครียด
“กู้ฉางเกอผู้นี้ หลังจากกลับมาจากโลกเบื้องล่าง พลังของเขาก็กลับยิ่งแกร่งกล้าขึ้นจนน่าทึ่ง ดูเหมือนจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับเจ้าครองแคว้นแล้ว เวลานี้อัจฉริยะจากทุกสาย คงมิมีผู้ใดที่จะสามารถต่อกรกับเขาได้” สตรีแก่ชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ สีหน้าปรากฏแววอับจนปัญญา ในดวงตาของนางเปล่งประกายทองสุกใส แฝงเร้นด้วยรัศมีแห่งพลังอันน่าครั่นคร้าม
นางเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของตระกูลกู้ ผู้ครอบครองพลังอันลึกล้ำ
“มิว่าจะมองในแง่ใด พรสวรรค์ของกู้ฉางเกอในด้านการบำเพ็ญเพียรนั้นนับว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง สมกับที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่สรวงสวรรค์และโลกหล้าลิขิตมาให้โดดเด่นเหนือผู้คน อีกมินาน เขาคงจะทะลวงพลังก้าวเข้าสู่ระดับเทวะได้อย่างง่ายดาย” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความชื่นชม
แม้จะมาจากสายอื่น แต่เขาก็มิอาจปฏิเสธพรสวรรค์อันล้ำเลิศของกู้ฉางเกอได้
“ดูเหมือนตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นถัดไปจะตกเป็นของสายพวกเขาอีกครั้ง สามรุ่นแล้วที่พวกเขาครอบครองตำแหน่งนี้…” ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งส่ายศีรษะด้วยความอ่อนใจ
“ช่างน่าเวทนาสำหรับสายสิบสาม พวกเขาถูกกดดันจนแทบจะมิมีที่ยืนในตระกูล หากมินับบรรพชนที่อาจยังปิดด่านอยู่ในเขตตระกูล พวกเขาก็แทบมิมีผู้ใดที่จะสามารถยืนหยัดได้อีกแล้ว…”
เมื่อสิ้นคำกล่าว ผู้หนึ่งพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความลึกลับ
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนที่นั้นเผยสีหน้าปรากฏแววหวาดหวั่น
เหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในตระกูล เพราะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในสายเดียวกัน
โชคดีที่มีเพียงผู้ปกครองระดับสูงของตระกูลเท่านั้นที่ล่วงรู้
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่ว และกลายเป็นเรื่องอัปยศที่ทุกสายมิอาจยอมรับได้
ในฐานะตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง การมีเหตุการณ์เช่นนี้ในสายหลัก นับเป็นเรื่องที่มิอาจอธิบายได้ อีกทั้งย่อมจะกลายเป็นที่เย้ยหยันของผู้คนแน่
“แม้บรรพชนของสายสิบสามจะฟื้นขึ้นมาและล่วงรู้เรื่องนี้ ข้าก็คิดว่าพวกเขาคงกล่าวอันใดมิได้มากนัก ดูจากพรสวรรค์ของกู้ฉางเกอในตอนนี้ อนาคตของเขาอาจยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้นำตระกูลคนปัจจุบันด้วยซ้ำ”
“ที่น่าเศร้าคือสายสิบสามในตอนนี้ ญาติพี่น้องถูกเนรเทศไปนอกตระกูล อิทธิพลก็ถดถอยไปมาก ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้ข้ากลับได้ยินข่าวลือบางอย่างที่อาจจะมิเป็นผลดีกับตระกูลเรา”
“เกี่ยวกับกู้ฉางเกอ…”
“ข่าวอันใดหรือ”
“ว่ากันว่า เด็กหญิงในสายสิบสามเมื่อครั้งนั้น… ยังมิได้สิ้นชีพ นางรอดมาได้ พวกเราในตอนนั้นประเมินพลาดไป…”
…
“นับเป็นเด็กที่น่าสงสารนัก หากพวกเราเอาใจใส่ปกป้องนางให้มากกว่านี้ เรื่องเลวร้ายเช่นนั้นก็คงมิเกิดขึ้น”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมทอดถอนใจ น้ำเสียงแฝงความขมขื่น
“กู้ฉางเกอในตอนนั้นยังเด็กนัก แต่จิตใจกลับเย็นชาและอำมหิตถึงเพียงนั้น ถึงกับกล้าลงมือกับน้องสาวของตนเอง... หากเขาได้เป็นผู้นำตระกูลในวันข้างหน้า ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าตระกูลกู้จะต้องเผชิญกับเคราะห์ภัยเช่นใด”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความคับข้องใจของผู้อาวุโสอย่างชัดเจน เหตุการณ์ในอดีตนั้นตราตรึงอยู่ในใจ มิอาจลบเลือนได้
แม้จะมีคำสั่งในตระกูลว่าห้ามเข่นฆ่าระหว่างสายเลือดเดียวกัน
แต่สายหนึ่งนั้นกลับถูกเนรเทศไปยังโลกภายนอก
“เเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์… เมื่อเร็วๆ นี้ดูเหมือนจะมีข่าวเกี่ยวกับเด็กคนนั้น... เรื่องในอดีตพวกเราทำผิดต่อนางนัก อย่าได้ให้ผู้นำตระกูลล่วงรู้เรื่องร่องรอยของนางเลยจะดีกว่า”
…
ภายในมหาวิหารอันโอ่อ่าสง่างาม เต็มไปด้วยความงดงามวิจิตรตระการตา
หลินชิวหานและซูชิงเกอยืนนิ่งอย่างสงบ
ทั้งสองต่างเข้าใจแล้วว่าควรปฏิบัติตนเช่นไรในตระกูลกู้ ที่ใดที่สามารถไปได้และที่ใดที่ต้องหลีกเลี่ยง ทุกกฎเกณฑ์ล้วนถูกอธิบายจนแจ่มชัด
กู้ฉางเกอมองพวกนาง พลางพยักหน้าเบาๆ
เขามิมีสิ่งใดจะกล่าวเพิ่มเติม ขณะนี้สถานะของทั้งสองได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
การพาทั้งสองมายังแดนสวรรค์ มิใช่เพียงเพื่อให้พวกนางกลายเป็นเพียงสิ่งประดับไร้ค่า
หลินชิวหานผู้มีพรสวรรค์อันน่าหวาดกลัวในวิถีแห่งโอสถ วันหนึ่งเขาตั้งใจจะส่งนางไปยังสำนักนิกายอันยิ่งใหญ่แห่งโอสถ
ส่วนซูชิงเกอ แม้การอยู่ข้างกายเป็นเพียงสาวใช้ก็มิใช่เรื่องเสียหาย
ด้วยรูปโฉมของนาง ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่า หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตงฮวงในโลกเบื้องล่าง แม้ในแดนสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาล ความงามของนางก็นับว่าโดดเด่นหาผู้ใดเปรียบ
แต่ด้วยสติปัญญาที่ปราดเปรื่องของนาง การใช้ชีวิตเช่นนี้ก็นับว่าดูเหมือนเป็นการสูญเปล่านัก
ยิ่งไปกว่านั้น แต้มวาสนาของนางยังนับว่าสูงกว่าบรรดาอัจฉริยะหนุ่มสาวในตระกูลกู้เสียอีก
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านางมิใช่บุคคลผู้เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ
สำหรับตัวเขา การมีอยู่ของเยี่ยนจีผู้ซึ่งแข็งแกร่งอย่างยิ่งในตอนนี้นั้นก็นับว่าเพียงพอแล้ว
“ชิงเกอ เจ้าคิดเห็นอย่างไรหรือ เจ้าซึ่งเฝ้าคิดถึงแดนสวรรค์มาตลอด บัดนี้มาถึงแล้ว เหตุใดจึงมิกล่าวสิ่งใดเล่า” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นพร้อมแฝงรอยยิ้ม ท่าทีดูคล้ายอยากหยอกล้อนาง
ซูชิงเกอจ้องมองเขา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล เสียงของนางเบาและสั่นเครือ
“ชิงเกอรู้ดีว่ามิอาจเอาชนะใจคุณชายได้ คุณชายท่านคิดจะทอดทิ้งข้าแล้วใช่หรือไม่”
แม้นางจะมั่นใจในความฉลาดหลักแหลมของตนเอง แต่ในแดนสวรรค์อันไร้ญาติขาดมิตรนี้ นางแตกต่างจากหลินชิวหานผู้ยังมีบรรพชนเป็นที่พึ่ง
หากคุณชายทอดทิ้งนาง นางก็มิรู้ว่าตนเองจะต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นใด
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างผู้เฒ่าหมิงที่มาเยือนยังแดนสวรรค์ ก็ยังต้องถูกส่งไปทำงานเยี่ยงทาสในเหมืองของสำนักอันยิ่งใหญ่
ส่วนตัวนางนั้น แม้จะมีรูปโฉมสะคราญตา แต่สุดท้ายก็อาจจบลงด้วยชะตาที่เลวร้ายกว่าทาสในเหมืองเสียอีก