บทที่ 14 พยัคฆ์หน้ายิ้ม
‘จะให้ไปพนันฝั่งสวีเจียวเจียวงั้นรึ!’
‘มันไม่มีเหตุผลเลย!’
“พนันตัวเองงั้นหรือ?” เหลิ่งเยว่เลิกคิ้วขึ้น
‘ร่างิญญาไร้ค่าอย่างเขามีความมั่นใจมาจากที่ใดกันแน่’
“ศิษย์พี่ ได้โปรดเชื่อใจข้าสักครั้งเถิด หากชนะได้ศิลาิญญามา พวกเราแบ่งกันคนละครึ่ง” ซูฝานกะพริบตาจ้องมองเหลิ่งเยว่ด้วยสายตาน่าสงสาร แววตาอ้อนวอนของเขาทำให้เหลิ่งเยว่อดที่จะขำมิได้
“ได้ ข้าจะให้เ้ายืม”
“แต่ข้าจะบอกเ้าไว้ก่อน หากเ้าแพ้ให้กับสวีเจียวเจียว ถึงตอนนั้นแม้ว่าอาจารย์จะไม่ฆ่าเ้า แต่ข้าจะลงมือสังหารเ้าเอง”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางกลับรู้สึกถูกชะตาเด็กหนุ่มที่แทบไม่เคยพบหน้าผู้นี้อย่างประหลาด
นางพาซูฝานเดินเข้าไป
“หลบหน่อย! หลบหน่อย!” ซูฝานแหวกฝูงชนที่แออัดเดินไปที่โต๊ะพนัน มองหน้าหลี่โย่วเต๋อพลางกล่าว “พี่อ้วน ข้าขอเดิมพันซูฝาน!”
“เดิมพันข้างซูฝาน!”
“ในที่สุดก็มีผู้เดิมพันฝั่งซูฝานเสียที”
“ข้าเกรงว่าเขาคงเป็คนโง่เขลาเสียแล้ว!”
“ซูฝานจะชนะได้หรือ?”
ฝูงชนเริ่มวุ่นวาย พากันถกเถียงอย่างออกรส
ชายอ้วนมองไปที่เหลิงเยว่อย่างมีนัยยะ ก่อนจะหันไปถามพร้อมรอยยิ้มกว้างกับซูฝานว่า “ศิษย์น้องท่านนี้จะลงเดิมพันเท่าไร?”
ซูฝานหันไปมองเหลิ่งเยว่
เหลิ่งเยว่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางหยิบถุงเก็บของประณีตออกมาใบหนึ่ง เทศิลาิญญาออกมากองใหญ่ พลางเอ่ยตัวเลขออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“หนึ่งหมื่น!” สนามประลองจมดิ่งสู่ความเงียบสงัดในพริบตา
หนึ่งหมื่นสองคำนี้วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของทุกคนไม่หยุด
บ้าไปแล้วกระมัง! “นางกล้าเดิมพันด้วยศิลาิญญาถึงหนึ่งหมื่นก้อนเชียวรึ!”
“สมแล้วที่เป็พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่สิบ ช่างร่ำรวยและใจถึงเสียจริง!”
สำหรับศิษย์ส่วนใหญ่แล้ว ศิลาิญญาเพียงไม่กี่ร้อยก้อนก็นับเป็ทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ศิลาิญญาหนึ่งหมื่นก้อนนั้น พวกเขาแม้แต่จะคิดฝันยังไม่กล้า
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… ศิลาิญญาหนึ่งหมื่นก้อนนี้ ล้วนถูกเดิมพันไว้ฝั่งซูฝาน
‘นางมีความมั่นใจในตัวซูฝานถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’
“ช้าก่อน!”
“ซูฝานก็เป็ศิษย์แห่งยอดเขาที่สิบเช่นกัน”
เหลิ่งเยว่ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่สิบ ย่อมรู้จักสถานการณ์ของซูฝานเป็อย่างดี หรือว่านางมั่นใจในตัวเขาถึงได้เดิมพันเช่นนี้?
ทุกคนต่างครุ่นคิดอยู่ในใจ “พวกเราจะเปลี่ยนเป้าหมายไปเดิมพันที่ซูฝานดีหรือไม่”
แต่พอนึกถึงว่าซูฝานเป็ร่างิญญาไร้ค่า พวกเขาก็มิกล้าที่จะเดิมพัน
“ข้าขอเดิมพันสวีเจียวเจียวหนึ่งหมื่นศิลาิญญา” จู่ ๆ เสียงหัวเราะแ่เบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ชายหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งเดินผ่านมา ท่ามกลางกลุ่มศิษย์ที่ห้อมล้อม ชายผู้นั้นประหนึ่งดวงจันทร์ที่ถูกล้อมรอบด้วยหมู่ดาว
เขาอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด รูปร่างสูงโปร่ง มือทั้งสองไพล่หลัง ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มอ่อนโยน ดูสง่างามเหนือสามัญชนทั่วไป
“จ้าวอวี่!”
“ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง”
“ได้ยินว่าเขาก็ได้บรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นบริบูรณ์มานานแล้ว!” ทุกคนต่างมีแววตาเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสบูชาเมื่อมองบุรุษหนุ่มชุดขาว
โดยเฉพาะบรรดาศิษย์หญิงทั้งหลาย ราวกับคลั่งไคล้จนแทบอยากจะโผวิ่งเข้าสู่อ้อมอกในทันที
“ศิษย์น้องเหลิ่งเยว่ ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” จ้าวอวี่ยืนอยู่ตรงหน้าเหลิงเยว่ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
เหลิงเยว่มองจ้าวอวี่อย่างเ็า ไม่พูดจาสักคำ หมุนตัวเดินจากไปทันที แสดงความรังเกียจต่อจ้าวอวี่อย่างไม่ปิดบัง
“ศิษย์น้องเหลิ่งเยว่ยังคงทะนงตนเหมือนเช่นเคย แต่การประลองวันนี้ ศิษย์น้องสวีเจียวเจียวแห่งยอดเขาที่หนึ่งของข้า ต้องชนะแน่นอน”
จ้าวอวี่หัวเราะเบา ๆ เหลิ่งเยว่ยังคงไม่สนใจเขา
ซูฝานมองสำรวจจ้าวอวี่แล้วถามว่า “ศิษย์พี่จ้าว ท่านมาให้กำลังใจสวีเจียวเจียวหรือ?”
ศิษย์พี่หญิงเหลิ่งเยว่เดิมพันเขาหนึ่งหมื่น พริบตาเดียวจ้าวอวี่ก็วิ่งมาเดิมพันสวีเจียวเจียวหนึ่งหมื่นศิลาิญญา เห็นได้ชัดว่ากำลังจะมาเล่นงานกัน
“เ้าเป็ใครกัน”
จ้าวอวี่มองด้วยความสงสัย
ซูฝานยิ้มยิงฟันพลางกล่าว “ข้าเป็ใครไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญคือ ท่านกล้าเดิมพันเพิ่มอีกหรือไม่ ถึงอย่างไรสวีเจียวเจียวก็ต้องชนะแน่นอน ท่านก็ไม่ต้องกลัวอะไรใช่หรือไม่”
“เ้ากำลังท้าทายข้าอยู่หรือไร”
จ้าวอวี่ยังคงยิ้มแย้ม ทว่าซูฝานััได้ถึงความเยือกเย็นในแววตาของเขาอย่างชัดเจน
“ข้าไม่กล้าหรอก ไม่กล้าจริง ๆ”
“ท่านมีฐานะเป็ถึงศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง ข้าจะกล้าสอนท่านได้เยี่ยงไร”
“ข้าแค่จะให้คำแนะนำที่ดีแก่ท่าน เมื่อเป็สถานการณ์ที่ชนะแน่นอน ไยไม่ลงเดิมพันให้มากกว่านี้”
“หากศิษย์พี่จ้าวมีศิลาิญญาไม่พอ ก็สามารถยืมจากผู้อื่นได้นี่ ข้าเชื่อว่าด้วยคุณธรรมของศิษย์พี่จ้าว เพียงแค่เอ่ยปาก ย่อมมีผู้คนมากมายที่เต็มใจจะให้ท่านหยิบยืม”
“เ้าคิดว่าสวีเจียวเจียวจะต้องชนะสินะ คิดจะมาท้าประลองกับข้าใช่หรือไม่ วันนี้ข้าจะทำให้เ้าพ่ายแพ้ยับเยิน”
จ้าวอวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่เป็ธรรมชาติ
‘ไอ้เด็กเวรนี่มาจากที่ไหนกัน กล้าดีอย่างไรมาทำให้ข้าขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย’
“ศิษย์พี่จ้าว ข้าให้ท่านยืม”
“ข้าก็ให้ท่านยืมเช่นกัน”
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมากมายที่ชอบประจบสอพลอ พากันนำศิลาิญญามามอบให้จ้าวอวี่ด้วยความเต็มใจ
“ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจในตัวข้า ข้าขอสัญญาว่าหลังจากนี้จะคืนให้ครบทุกก้อนอย่างแน่นอน” จ้าวอวี่ประสานมือคำนับขอบคุณ ท่าทางสง่างามราวกับบัณฑิตผู้สูงส่ง
ดังคำกล่าวที่ว่า คนมากย่อมมีพลังมาก
อีกทั้งทุกคนต่างเชื่อว่าสวีเจียวเจียวจะต้องชนะแน่นอน จึงไม่มีความกังวลใด ๆ และการให้จ้าวอวี่ยืมศิลาิญญา ก็จะทำให้เขาติดค้างบุญคุณตนเองอีกด้วย ช่างเป็การค้าที่คุ้มค่าเหลือเกิน
ไม่นานนัก จ้าวอวี่ก็รวบรวมศิลาิญญาได้ถึงห้าหมื่นก้อน จ้าวอวี่มองซูฝานด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะหันไปทางหลี่โย่วเต๋อพลางกล่าว “รวมกับหนึ่งหมื่นก้อนที่วางไปก่อนหน้านี้ ข้าขอเดิมพันข้างสวีเจียวเจียว ศิลาิญญาหกหมื่นก้อน!”
“ใจถึงจริง ๆ!”
ซูฝานชูนิ้วโป้งขึ้น เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาเสวนาอีก จึงหมุนตัววิ่งไปหาเหลิ่งเยว่
เหลิงเยว่ชายตามองซูฝานแล้วกล่าวว่า “เ้าก่อเื่ใหญ่เพียงนี้ ไม่กลัวว่าจ้าวอวี่จะมาหาเื่เ้าหรือ?”
“ใครใช้ให้เขามาเป็ศัตรูกับศิษย์พี่กัน ยามนี้ข้าแค่ยังไม่มีพลังมากพอ ไม่เช่นนั้นข้าจะตบเขาให้ตายคามือเลย”
ซูฝานแค่นเสียงเ็า
เหลิ่งเยว่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบเตือน “ระวังตัวด้วย อย่าหลงเชื่อภาพลักษณ์ภายนอกของจ้าวอวี่ เขาเป็พวกยิ้มแย้มแต่ซ่อนมีดเอาไว้”
“พยัคฆ์หน้ายิ้ม ข้าก็รู้”
ซูฝานยิ้มกว้าง เงยหน้ามองไปยังท้องนภาเบื้องหน้า เห็นวิหคเพลิวตัวหนึ่งบินมุ่งหน้าไปยังสนามประลอง