(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 161 ประสบการณ์ครั้งแรก น่าตื่นเต้นเสมอ

    บทที่ 161

    ประสบการณ์ครั้งแรก น่าตื่นเต้นเสมอ



    “อสูรจำนวนมากกว่าสิบตัว ทิศใต้.... จัดขบวน!”

    “อสูร! ทิศตะวันตก จัดขบวน!” เสียงตะโกนของอีวานผู้ทำหน้าที่สอดแนมระยะไกลด้วยความสามารถพิเศษ กำลังได้รับพรแห่งแผ่นดินของลอร์ดเดวิดจนดังอย่างทั่วถึง เหล่าทหารไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลุ่มตั้งรับห้าสิบคนจำนวนสี่กลุ่มได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามที่ฝึกฝนมาอย่างรวดเร็ว


    พวกเขาเดินทางเข้าเขตอินเซนเดียมาสิบวันแล้ว ทุกวันยังคงร้อนระอุและตื่นเต้นเสมอ


    ท่านชายเดวิดผู้นำขบวนในครั้งนี้ ได้ออกแสดงฝีไม้ลายมือด้วยอุปกรณ์ทำสวนหลากรูปแบบ หลังจากหมุนเวียนและลองใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ มานาน เขาก็พบว่า นอกจากจอบที่ใช้ทำลายล้างและคร่าชีวิตอสูรมานาได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังมีเคียวด้ามยาวที่ใช้เกี่ยวธัญพืชซึ่งมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการตัดร่างของเหล่าอสูรให้ขาดเป็นชิ้น ๆ เหมือนเศษหญ้าได้เช่นกัน

    แม้พลังที่มีจะลดไปเกือบครึ่ง แต่มันก็ยังมากเกินคนธรรมดาหลายเท่าอยู่ดี ชีวิตของนักเดินทางทั้งหมดยังคงปลอดภัย พวกเขาเริ่มปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนระอุได้แล้ว จะติดอยู่ก็แค่อาการเหนียวเหนอะหนะไปทั่วร่างและเหงื่อที่หมักหมม เหม็นอับและเริ่มส่งกลิ่นเท่านั้นที่ยังไม่คุ้นเคยเสียที

    สำหรับชาวแดนเหนือของเซริส และนักรบจากบาบาริส ที่ทั้งชีวิตอาศัยในดินแดนที่มีแต่สีเขียวขจีในฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือผืนหญ้ากว้างใหญ่ ล้วนแต่เป็นภาพที่ทำให้พวกเขามีความสุข... ทว่าอินเซนเดียกลับแตกต่างนัก มันเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ร้อนระอุ และแทบไม่มีต้นไม้ใหญ่ใด ๆ

    ดังนั้นการพบกับโอเอซิสแห่งแรกและแห่งที่สองบนเส้นทางระหว่างเซริสและเขตปกครองของฮาดราห์อาลี จึงเป็นเหมือนกับการได้ฟื้นพลังทั้งกายและใจ โอเอซิสเขียวขจีที่มีแหล่งน้ำสะอาดให้ใช้ดื่มกินและชำระร่างกาย ช่างเป็นสิ่งวิเศษในธรรมชาติที่น่าเหลือเชื่อ และแม้ว่าทั้งสองแห่งที่ผ่านมาจะมีขนาดเล็กเท่าใดก็ตาม ความหวังที่ได้รับการเติมเต็มเมื่อพบเห็นก็ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน


    หยดน้ำท่ามกลางทะเลทราย ช่างเป็นรางวัลแห่งความพยายามที่ยอดเยี่ยม


    ถนนหินฝั่งตะวันออกเลียบชายฝั่งของอินเซนเดียยังคงอยู่ในสภาพทรุดโทรม เมื่อผนวกกับการออกอาละวาดของเหล่าอสูร จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมการค้าที่เคยมีระหว่างเซริสและอินเซนเดียจึงติดขัด ขบวนทหารห้าร้อยชีวิตควรจะอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่เพราะเสบียงเริ่มร่อยหรอ ทว่ามนตราส่งจดหมายของท่านชายที่ยังใช้งานได้ตามปกติก็ได้รับข่าวสารจากเซริสว่าขบวนเสบียงหลักชุดแรก น่าจะตามทันในเวลา 2 – 3 วันนี้

    แผนที่จึงถูกกางออกอีกครั้งเพื่อปรึกษาและคำนวณเส้นทาง ค่ำวันนี้ทุกคนไม่ได้พักที่โอเอซิสแห่งที่สาม แต่เป็นริมเชิงเขาหินซึ่งจะช่วยกำบังลมบกซึ่งจะพัดออกสู่ทะเลในเวลากลางคืน กองไฟจากซากไม้พุ่มเตี้ยบริเวณใกล้เคียงถูกนำมาจุดเพื่อหุงหาอาหาร ขณะเดียวกันท่านชายเดวิดก็ปรึกษาเส้นทางกับท่านหญิงอามิร่าพร้อมหัวหน้ากลุ่มทหารอีกจำนวนหนึ่ง


    “พวกเราใช้เวลามากกว่าที่คิด... นี่ก็จะล่วงเลยเข้าวันที่ 11 แล้ว แต่ยังไม่ถึงโอเอซิสแห่งที่สามบนเส้นทางนี้เสียที”

    “ช่วงสามสี่วันมานี้อสูรมานามีมากเหลือเกิน พวกเราแทบจะต้องหยุดทุกชั่วโมงเพื่อต่อสู้เลยขอรับ” อีวานตอบท่านชายของตนด้วยความหนักใจ “เรายังเพิ่งเดินทางเข้ามาได้เพียงเสี้ยวหนึ่งของดินแดนเท่านั้น แต่ตามรายงานและประสบการณ์ของข้าที่บาบาริส อินเซนเดียน่าจะมีอสูรมานามากพอ ๆ กับเขตบาบาริสแน่นอนขอรับ”

    “ใกล้ ๆ นี้ไม่มีฮุลมุนวาฮาห์ที่เจ้าว่าใช่ไหม?” คิทถามอามิร่าเพื่อย้ำเตือนอีกที เขายังไม่อยากเสี่ยงด้วยการเหยียบย่ำเข้าไปในดินแดนปริศนาระหว่างทำภารกิจสำคัญ

    “ไม่มีค่ะ... แต่ที่ลี้ลับแบบนั้นเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ข้าเองก็ไม่ได้อยู่ในอินเซนเดียมาหลายปีแล้ว บางสิ่งยังคงเดิม บางสิ่งก็แปลกตานัก ยากจะคาดเดายิ่ง ถ้าอย่างไรฝากท่านอีวานช่วยสอดส่องด้วยนะคะ”

    “ท่านเทิ่นอะไรกันขอรับนายหญิง เรียกข้ารับใช้อย่างพวกข้าด้วยชื่อก็เป็นเกียรติมาแล้วขอรับ”

    “นะ...นายหญิงอะไรกันคะ?? ขะ...ข้าแค่คนนำทางเท่านั้น” อามิร่ารีบปฏิเสธ เธอเองก็เพิ่งเอะใจความหมายของคำว่า ‘นายหญิง’ ที่เหล่าทหารและข้ารับใช้ทั้งหลายต้องการจะสื่อ เธอไม่น่าปล่อยให้พวกเขาเรียกจนเข้าใจผิดมาตั้งแต่เดินทางเข้าอินเซนเดียเลย


    ภาษาที่แตกต่างทำให้เธอเข้าใจความหมายในตอนแรกผิดไปอย่างไม่น่าให้อภัย


    ดูเหมือนท่านชายเดวิดก็มีท่าทางกระอักกระอ่วนเช่นกัน โชคดีนักที่ใบหน้าหล่อเหลาได้รับความมืดและแสงจากกองไฟสีส้ม คอยปกปิดอาการเขินอายที่มีได้อย่างหมดจด

    ทว่าการที่ท่านชายไม่ช่วยพูดแก้ต่างคำเรียกดังกล่าว ทำให้ท่านหญิงอามิร่าเริ่มใจเต้นอย่างประหลาด แต่พักหลังมานี้เขากลับไม่กล้าสบตาเธอตรง ๆ ถ้าไม่จำเป็น ช่วงนี้ก็พยายามมองไปยังทิศอื่นทุกครั้งที่สนทนาด้วยกัน ช่วงกลางวันก็ไม่ให้เธอคอยปรับผ้าคลุมพร้อมสัมผัสตัวเหมือนเก่า ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนัก

    หรือว่าเขาเริ่มไม่ชอบใจเสียแล้ว? ... บางทีเธอควรจะเว้นระยะห่างให้เหมือนสหายเฉกเช่นคนทั่วไปตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้เมื่อนานมาแล้วกระมัง


    .

    .

    .


    การเดินทาง... ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องด้วยความคืบหน้าที่ช้าเหมือนหอยทากกลางทะเลทราย


    อย่างไรก็ตามกลุ่มคนทั้งห้าร้อยกว่าชีวิต ก็เดินทางมาถึงโอเอซิสแห่งสุดท้ายที่ไม่มีใครครอบครอง อีกไม่นานพวกเขาก็จะถึงชุมชนแห่งแรกของกลุ่มซาลามแห่งอินเซนเดียแล้ว ทว่าเส้นทางข้างหน้ายังไม่อาจเดินต่อได้ พวกเขาจำต้องตั้งกลุ่มเสบียงเพื่อสร้างหลักประกันให้กับขบวนเดินทางในอนาคตเสียก่อน


    โอเอซิสแห่งที่สามจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในอนาคตที่สำคัญยิ่ง


    โอเอซิสแห่งนี้ เป็นเขตสำคัญที่ได้รับชื่อเรียกขานว่า โอเอซิสคามาริ หรือโอเอซิสแสงจันทร์ รูปร่างของแหล่งน้ำที่นี่มีลักษณะคล้ายจันทร์เสี้ยว ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นัก แต่พื้นที่เขียวขจีโดยรอบซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับหินและทรายแห้งแล้งใกล้เคียงก็มีขนาดใหญ่เกือบสี่เอเคอร์เลยทีเดียว กลิ่นทะเลที่โชยมาทำให้ท่านชายเดวิดทราบว่า จุดพักแห่งนี้อยู่ไม่ห่างจากชายทะเลมากนัก


    “ถ้าให้นักรบสายความเร็วเร่งเดินทาง พวกเขาน่าจะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงค่ะ...” อามิร่าตอบคำถามเรื่องระยะทางที่ห่างออกไปของชายทะเล “แต่ถ้าท่านอยากไปเดินเล่น คงใช้เวลาไม่น้อยกว่านั้น ถ้าอย่างไรก็ระวังด้วยนะ”

    “ครับ แล้ว... ถ้าเรายึดที่แห่งนี้เป็นจุดขนส่งเสบียง จะไม่มีปัญหากับทางอินเซนเดียใช่ไหม?”

    “ไม่น่าจะมีปัญหาค่ะ เมืองของฮาดราห์อาดิน อยู่ห่างลงไปทางใต้เกือบหนึ่งวัน ที่นั่นใช้คลองส่งน้ำจากแม่น้ำสายหนึ่ง เมืองของฮาดราห์อาลีก็เช่นกัน แม่น้ำสายนั้นไม่เคยเหือดแห้ง พวกเขาถึงได้ปล่อยโอเอซิสทางตอนเหนือให้ว่างเปล่าเช่นนี้”

    “เข้าใจแล้วครับ” คิทรับฟังคำตอบที่น่าพอใจ เส้นทางขนส่งของเซริสไม่น่าจะมีปัญหาในอนาคต จึงรีบหันไปสั่งการอีวานซึ่งกลายเป็นตัวแทนของเหล่าทหารไปเสียแล้ว

    “ข้าจะทิ้งอุปกรณ์สร้างกระโจมไว้ให้ รีบจัดสร้างที่พักให้ทุกคนได้หลับนอนระหว่างรอขบวนเสบียง...” สิ่งของที่แบกมาจากภายในมิติมีกระโจมทรงกลมของเผ่าบาบาริสจำนวนหลายสิบหลัง พวกมันถูกนำออกมากองบนลานทรายว่างเปล่าข้างโอเอซิสจนสูงท่วมหัว ทำเอาเหล่าทหารงุนงงไปหมด

    “ท่านชาย... นี่... นี่ท่านเสกพวกมันได้อย่างนั้นหรือ?”

    “พลังพิเศษของข้าเองครับ ยังมีขอจำเป็นอีกเยอะไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน อ้อ... ตอนปักเสาหลักของกระโจมก็ปักลึก ๆ หน่อยนะ จะได้ทนรับแรงลมระหว่างวันได้ ข้าจะมาช่วยเสริมความแข็งแรงให้ทีหลัง”

    “เข้าใจแล้วครับ ข้าจะเร่งจัดการ...” อีวานมองกระโจมใหญ่ด้วยตาเป็นประกาย จากที่นับ ๆ ดูแล้วน่าจะมีกระโจมเหล่านี้เกือบยี่สิบหลัง แต่ละหลังบรรจุคนได้ถึงห้าสิบคนเลยทีเดียว


    แม้จะไม่เพียงพอกับกลุ่มเสบียงที่กำลังจะเดินทางตามมา แต่มันก็ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก ทหารอีกห้าพันคนในชุดที่สองจะได้พำนักในเขตของเหล่าฮาดราห์กลุ่มซาลามอยู่แล้ว ดังนั้นจุดพักแห่งนี้จึงน่าจะเพียงพอรองรับนักเดินทางที่จะตามมาหลังจากนั้น


    “ข้าจะไปสำรวจทะเลเสียหน่อย” แม้จะเป็นช่วงเที่ยงแต่คิทก็ไม่อยากเสียเวลาเปล่า อักขระปรับสภาพอากาศโดยรอบเล็กน้อยจึงถูกสร้างขึ้น “ไม่ต้องให้ทหารตามมาหรอกนะ อย่าลืมจัดหน่วยลาดตระเวนด้วยก็แล้วกัน”


    ท่านชายออกเดินทางหลังจากสร้างเสาหินตรึงมานาขนาดย่อมที่กลางโอเอซิส จากนั้นก็ปล่อยให้เหล่าทหารเตรียมที่พักพร้อมกับดูแลเลดี้อามิร่าไปด้วย


    “รักษาตัวด้วย กลับที่พักก่อนตะวันตกดินนะ” คิทยิ้มให้เพื่อตอบรับความเป็นห่วงของอีกฝ่าย จากนั้นก็พุ่งตัวออกไป


    สายลมเอ๋ย... นำข้าไปหาอาหารทะเลหน่อยเถิด...


    แหวนที่องค์วาเลนเซียมอบไว้ให้เปล่งประกาย จากนั้นทรายในกำมือที่ได้รับประจุพลังแห่งสายลมก็ล่องลอยไปยังเป้าหมายที่เขาต้องการ มันตรงดิ่งไปยังชายทะเลอย่างที่คิดไว้

    คิทเดินทางมาถึงชายหาดที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตาหลังจากผ่านเนินทรายและภูเขาหินขนาดย่อมมาได้ไม่นาน ดวงตะวันในเวลาเที่ยงตรงยังคงทอแสงแรงจ้า แต่อักขระบางส่วนก็ช่วยลดทอนอุณหภูมิลง มันเป็นรูปแบบที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อให้ลดพลังที่ใช้ แต่ก็ลดประสิทธิภาพของบทมนตราลงมาอีกหน่อยเพื่อให้ใช้งานได้นานขึ้น เมื่อผนวกกับร่างกายที่เริ่มปรับตัวในภูมิประเทศแถบนี้แล้ว มันคงเป็นสิ่งที่ช่วยในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดีทีเดียว

    ริมชายหาดมีพืชจำนวนหนึ่งแต่งแต้มให้บางส่วนมีสีเขียวบ้าง แต่ไม่มีมะพร้าวที่เขาวาดฝันไว้ พืชแถบนี้เป็นไม้พุ่มเตี้ย และต้นปาล์มขนาดเล็กที่ขึ้นเป็นดงมากกว่า


    (อืม... อามิร่าก็ไม่แน่ใจว่าจะมีมะพร้าวอย่างที่เราบอกเสียด้วยสิ คงต้องลงใต้อีกหน่อย)

    (มะพร้าวคือสิ่งใดหรือ? ทำไมเจ้าถึงพูดถึงมันซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง?) ซิลเวอร์ไนท์ส่งโทรจิตถามอย่างสงสัย

    (ของอร่อยน่ะสิ หนึ่งในส่วนผสมของไอศกรีมที่ข้าจะลองทำถวายทวยเทพเชียวนะ!) ไอติมกะทิรวมมิตรใส่ผลไม้นานาชนิดในจินตนาการทำให้คิทเริ่มน้ำลายไหล สองภูตที่ติดตามมาด้วยมองเจ้านายอย่างไม่เข้าใจ

    (เอ๊ะ... แล้วเมื่อครู่สายลมไปสิ้นสุดที่ตรงไหน?)

    (ตรงนี้ค่า...) วาริน่าพยายามพองตัวแล้วกระโดดดึ๋ง ๆ ริมชายฝั่งที่มีน้ำทะเลซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง (ข้างใต้มีอะไรก็ไม่รู้ เหมือนก้อนหินเต็มเลย)


    คิทอมยิ้มกับความร่าเริงของภูตสาว หลังจากปล่อยให้ซิลออกมาบินเล่นกับหวานใจแล้ว เขาก็ลงมือขุดด้วยอุปกรณ์สารพัดนึกที่เปลี่ยนสภาพเป็นเสียมมือขนาดเล็ก เหมาะกับการใช้ขุดหาหอยที่อยู่ใต้ผืนทราย


    ถ้าสามเทพของเหล่านักสู้ได้เห็นภาพดังกล่าว คงจะรู้สึกหน้ามืดไม่ใช่น้อย


    หลังจากขุดหอยจนได้อาหารกองมหึมา พอให้เหล่าทหารทั้งห้าร้อยชีวิตได้ลิ้มลองอาหารแปลกใหม่หลังจากเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ท่านชายก็โยนหอยเหล่านั้นเข้าไปเก็บไว้ในมิติชั่วคราว ริมชายหาดยังมีอาหารให้เสาะหาอีกมากนัก เขาไม่ควรจะโลภมากจนกวาดพวกมันหมดเกลี้ยงในวันเดียว

    กางเกงขายาวถูกพับขึ้นจนถึงเข่า จากนั้นเขาก็ย่ำลงไปในน้ำเพื่อเก็บดงสาหร่ายสีเขียวและแดงที่เห็นได้แต่ไกล ก่อนการเดินทางเขาได้สั่นกระดิ่งเก็บข้อมูลการเสาะหาอาหารทะเลตามเขตต่าง ๆ ในเน็ตเวิร์คของโลกเก่าแล้ว ดวงตาของชายหนุ่มในขณะนี้จึงเป็นประกายเมื่อเห็นของกินจำนวนมากที่อยากนำมาทดลอง วัตถุดิบล้ำค่ากองอยู่บนชายหาด โขดหินและในเขตน้ำตื้นจนเต็มไปหมด


    ดังนั้นอาหารประเภทที่สองซึ่งคล้ายกับผัก จึงถูกส่งเข้าไปเก็บในมิติอย่างรวดเร็วไม่แพ้หอยทั้งหลาย คิทใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายเพื่อการรวบรวมเสบียง และเมื่อรู้สึกว่าวันนี้ได้ผจญภัยบนแห่งอาหารรูปแบบใหม่จนเพียงพอแล้ว เขาก็เดินทางกลับ


    ในใจได้แต่คิดว่าอินเซนเดียก็อุดมสมบูรณ์ในรูปแบบของมัน ก่อนความพิโรธขององค์อิกนัส เหล่าทวยเทพยังได้บอกเล่าว่า อินเซนเดียเคยมีผืนป่าและแหล่งน้ำจากหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์มากทีเดียว ชายฝั่งขนาดใหญ่ทำให้พวกเขามีทรัพยากรทางทะเลที่มหาศาล เพียงแต่ยังติดอยู่ที่... องค์วาเรียเทพแห่งสายน้ำ ไม่ได้ให้พรกับมวลมนุษย์มานานแล้ว การเดินทางด้วยเรือ หรือการออกหาของกินในทะเลจึงไม่เป็นที่นิยมอีกเพราะบางครั้งอากาศก็ผันผวนแปรปรวนจนเอาแน่เอานอนไม่ได้


    ปัญหาค้างคาของเหล่าทวยเทพคงต้องแก้ไขไปทีละขั้น คิทไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นภาระอะไรมากนัก แถมวันนี้มีซุปหอยกับสาหร่ายให้ทุกคนได้ซดจนพุงกาง คงเป็นอีกวันที่มีความสุข

    ทว่าระหว่างเดินทางกลับนั้น... สายตาพลันมองไปเห็นกำแพงทรายขนาดใหญ่ที่เริ่มพัดสูงจนกลบแสงที่ตัดผ่านหุบเขาฝั่งตะวันตกไปเสียสิ้น ชายหนุ่มจึงเร่งรุดหน้าไปยังที่พักของพวกพ้องอย่างเต็มกำลัง


    “เกิดอะไรขึ้น? อสูรมานาหรือ? อีวาน! สายตาของเจ้าเห็นอะไร?”

    “ข้าเห็นแค่ทราย... มีแต่ทรายขอรับท่านชาย” อีวานตอบคำถามอย่างร้อนรน เพราะผู้ถามก็มีอาการไม่แพ้กัน

    “ใจเย็น ๆ ค่ะ กระโจมก็ตั้งเสร็จและแข็งแรงดีแล้ว พวกเราไม่เป็นอะไรหรอก...” อามิร่าเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงเข้มตัดกับสีส้มอย่างงดงาม อุณหภูมิกำลังลดต่ำแล้ว สายลมจากแผ่นดินคงจะพัดออกสู่ทะเลในไม่ช้า

    “พายุทราย... ทุกคนรีบเข้าที่พักเถิด อย่าลืมตักน้ำเติมเสบียงให้พอดี แล้วปิดกระโจมให้มิดชิดด้วยนะคะ ตรวจสอบจุดยึดผ้ารอบกระโจมพร้อมปิดช่องระบายควันด้านบนส่วนใหญ่ให้มิดชิดด้วยนะ”


    นอกจากกระโจมแล้ว แหล่งน้ำที่อยู่ตรงกึ่งกลางก็ได้รับการปกป้องด้วยผ้าที่เหลืออยู่ พื้นผิวส่วนใหญ่จึงถูกปิดไว้มิดชิด อามิร่ามองการทำงานอย่างเป็นระบบและรวดเร็วของเหล่าทหารอย่างพอใจ

    ท่านชายเดวิดที่ดูพะว้าพะวังเพราะไม่เคยเจอพายุทรายมาก่อนในชีวิต กำลังเคร่งเครียดและมีสีหน้าตื่นตระหนกมากทีเดียว

    ใบหน้าของเขาในขณะนี้... ช่างเป็นภาพที่น่าดูนัก




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน