ซินแคลร์ได้รับข้อมูลว่าฐานนี้เคยเป็นของตระกูลเมนซ่าซึ่งดำเนินการมายาวนานกว่า 10 ปี ที่นั่นมีทหารประจำการอยู่มากกว่า 500 คนโดยทำหน้าที่ควบคุมดูแลพื้นที่ในรัศมี 10 กิโลเมตรเสมือนเป็นเมืองเล็ก ๆ สถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าด่านหน้าขนาดเล็กที่ตระกูลอาเครอนมอบให้ริชาร์ดและมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น กำแพงพวกนี้สูงกว่า 10 เมตรซึ่งแตกต่างจากกำแพงเล็ก ๆ ของริชาร์ดที่ตั้งไว้เพื่อป้องกันแบบหยาบ ๆ เท่านั้น
เมื่อมีการปฏิบัติการที่มั่นคงไปอีก 10 ปี ตระกูลจะสามารถเข้าร่วมวิหารแห่งมังกรนิรันดรและให้เพลนทำการจัดสรรและตั้งหมายเลขได้ แต่ถ้าผู้นำของฐานยังคงความมีกลยุทธ์ มีไหวพริบ และไร้ศีลธรรมมากพอก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานขนาดนั้น เพลนที่มีการเชื่อมต่อกับวิหารแห่งมังกรนิรันดรมักจะมีเส้นทางในการเดินทางที่เสถียร ซึ่งก็หมายถึงสามารถดึงทรัพยากรและผลประโยชน์มากมายออกมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชัมปีเตอร์ยินดีลงทุนในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ฐานที่อยู่ตรงหน้าของซินแคลร์นั้นเงียบสงัด ประตูที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งไม่ปรากฏให้เห็นผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว บริเวณนี้ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้และดูเหมือนว่าความเงียบจะครอบคลุมอยู่ทั่ว และที่ฐานแห่งนี้ก็ไม่แม้แต่จะมีการเชื่อมต่อกับสถานที่อื่น ๆ ด้วยซ้ำ
ฐานที่มีคนมากกว่า 2,000 คนโดย 500 คนในนั้นเป็นทหารจะสามารถเอาชีวิตรอดในป่าแห้งแล้งนี้ได้อย่างไรกัน ? นี่มันแทบไม่ต้องพิจารณาถึงผลผลิตทางการเกษตรใด ๆ เลยเพราะตามหลักแล้วพวกเขาจะต้องสร้างชุมชนหรือหมู่บ้านเล็ก ๆ มากกว่า 10 แห่งในบริเวณใกล้เคียงเพื่อทำการเกษตรและจัดหาสิ่งที่จะเป็นเสบียงของฐานทัพ แต่นี่มันไม่มีอะไรเลย ซินแคลร์ไม่คิดว่าตระกูลเมนซ่าจะทำผิดพลาดในลักษณะนี้ได้เพราะมันเป็นแค่เรื่องพื้น ๆ เท่านั้น
ดวงตาของนางหรี่แคบลงและนางก็เกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมา ผู้นำของแบร์การ์ดไนท์ยกมือขึ้นให้สัญญาณก่อนนำทัพไนท์ 10 คนและเกรทเมจให้มุ่งหน้าเข้าไปภายในฐาน
ครึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็เดินกลับออกมาจากฐานด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจนัก หัวหน้าไนท์และเมจยืนอยู่ตรงหน้าซินแคลร์ ทว่าทั้งคู่ต่างก็พูดไม่ออก
เมื่อเห็นสีหน้าของหัวหน้าไนท์และเมจ ซินแคลร์ก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา “พูดมา ! อะไรกันที่พวกเจ้าพูดออกมาไม่ได้ ? มีกองคนตายอยู่ข้างในอย่างนั้นรึ ? แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันจะอะไรกันนักหนา ? ยังไงซะพวกเขาทุกคนก็น่าจะเป็นสมาชิกของตระกูลเมนซ่าไม่ใช่เรอะ ?”
ในที่สุดหัวหน้าไนท์ก็พูดขึ้น “ท่านหญิง ไม่มีใครอยู่ในฐานเลยแม้แต่คนเดียว แต่สิ่งของทุกอย่างยังอยู่ครบ รวมถึงชุดเกราะ เสบียงและเสื้อผ้าด้วย สิ่งเดียวที่หายไปก็คือมนุษย์”
สิ้นคำพูดของหัวหน้าไนท์ เมจก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน ทว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นน่าหดหู่มากกว่าเดิมเสียอีก “และน่าเสียดายที่ไม่มีสิ่งของใดใช้งานได้เลย ที่นี่เต็มไปด้วยพลังแห่งกาลเวลาและไม่มีทางที่เราจะกำจัดได้ ข้าเสียใจที่ต้องบอกว่าที่แห่งนี้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้”
“แล้วประภาคารแห่งกาลเวลาล่ะ !?” นางตะโกนถาม
หัวหน้าไนท์และเมจสบตากันก่อนที่ไนท์จะยอมรับออกมาว่า “เอ่อ... มัน... มันดับไปแล้ว...”
“ดับไปแล้วงั้นเรอะ !?” เสียงของซินแคลร์สะท้อนไปทั่วฐานที่ว่างเปล่า
“ใช่แล้ว”
ซินแคลร์ตะลึงไปในขณะที่คนอื่น ๆ พากันเงียบกริบในเสี้ยววินาที เสียงเดียวที่มีในตอนนี้คือเสียงลมพัดเท่านั้น
“คิกคิก... คิกคิก... ฮ่า ๆ ๆ !” ซินแคลร์เริ่มจากหัวเราะคิกคักก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวเราะดังจนทำให้นกบนภูเขาตกใจ นางหัวเราะอย่างบ้าคลั่งไปเรื่อย ๆ กว่า 10 นาทีก่อนที่จะสงบลงในที่สุด จากนั้นใบหน้าของนางก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงที่แปลกประหลาดแต่ดูน่าหลงใหลยิ่งกว่าเดิม
นางใช้ความพยายามอย่างมากที่จะสูดลมหายใจเข้าก่อนพูดขึ้น “หมายความว่าพวกเรามาอยู่ที่เพลนแปลกประหลาดเข้าให้แล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้และนัวแลนด์ก็ไม่สามารถติดต่อเราได้นอกจากว่าเราจะหาวิธีที่จะจุดไฟให้ประภาคารแห่งกาลเวลาติดขึ้นมาอีกครั้ง... เอาล่ะ พวกเจ้าต้องตัดสินใจกันตอนนี้ว่าพวกเจ้าพร้อมจะสู้ไปกับข้าหรือไม่ ?”
หัวหน้าไนท์และเมจ 2 คนมองตากันก่อนตกลงจะอยู่กับซินแคลร์และให้คำปฏิญาณว่าจะฟังทุกคำสั่งจากนาง เพราะต่อให้ไม่เต็มใจพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอยู่ดี มีเพียง 2 วิธีในการพิชิตเพลน — ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างแล้วกลายเป็นศัตรูของสิ่งมีชีวิตบนเพลน หรือแทรกซึมเข้าไปในสังคมและแสวงหาพันธมิตร วิธีแรกยากในแง่ของความอันตรายและความยากลำบาก ทว่าวิธีที่ 2 จะทำให้จุดยืนบนเพลนหรืออำนาจของพวกเขาด้อยลงไป
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ไนท์และเมจต่างก็รู้แค่วิธีการต่อสู้เท่านั้น พวกเขาย่อมไม่รู้เรื่องการเมืองหรือกลยุทธ์ใด ๆ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาคิดไม่ตก ถึงแม้ว่าเพลนนี้จะจำกัดที่ระดับ 18 แต่การออกห่างจากการป้องกันของนัวแลนด์ย่อมหมายความว่าพวกเขาจะทนสู้ต่อไปได้อีกไม่นาน และจากบุคลิกและนิสัยของซินแคลร์แล้ว แม้พวกเขาจะปฏิญาณความจงรักภักดี นางคงจะสังหารพวกเขาอยู่ดีหากในวันหนึ่งพวกเขาหมดประโยชน์ต่อนาง
ซินแคลร์แสร้งยิ้มออกมาและกลอกตามองไปยังบุคคลทั้ง 3 ตรงหน้าก่อนเอ่ยขึ้น “เลือกได้ดี แต่ยังไงก็เถอะ พวกเจ้าก็พอจะมีโชคอยู่บ้าง นี่ยังไม่รู้สึกอะไรกันเลยรึ ?”
เกรทเมจทั้ง 2 พยายามเพ่งสมาธิและวิเคราะห์สถานการณ์ทว่าได้รับเพียงคำใบ้เล็กน้อยเท่านั้นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่สามารถระบุได้เลยว่าความโชคดีที่ซินแคลร์พูดถึงนั้นคืออะไร ส่วนไนท์นั้น เรื่องของมิติและกาลเวลาไม่ใช่ความถนัดของเขาเลยสักนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่เสียเวลาเค้นสมองคิดให้เปลืองพลังงาน เมื่อเห็นทั้ง 3 คนงงงัน ซินแคลร์ก็เผยรอยยิ้มอันน่ากลัวก่อนแลบลิ้นสีแดงของนางออกมาเลียริมฝีปาก “การไหลของเวลาในเพลนนี้อยู่ที่ประมาณระหว่าง 8 ใน 10 ของเวลานัวแลนด์ นั่นหมายความว่ามันได้รับพรจากมังกรนิรันดร ! เมื่อเราพิชิตเพลนนี้และกลับบ้านของพวกเรา เราจะออกไปพร้อมความประทับใจไม่รู้ลืมไว้ให้กับพวกคนล้าสมัยที่นี่ ! ข้าแทบรอไม่ไหวที่จะได้รู้ว่าหัวใจของพวกนี้รสชาติเป็นยังไง !”
ขณะที่พูด นางก็ตบเบา ๆ ที่คอของมันติคอร์ไปด้วย ซึ่งสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมานี้ก็ยืนขึ้นพร้อมส่งเสียงคำรามสั่นสะเทือนอย่างฉับพลัน
“พวกเจ้าทั้งหมดมากับข้า ! เราจะไปหาที่พักสำหรับคืนนี้กัน อืม... หากมีทั้งชายหญิงที่อายุน้อยและงดงามด้วยก็ยิ่งดี !” มันติคอร์กระโจนไปเหนือไนท์ท่ามกลางคำปราศรัยของนาง ซึ่งมันเป็นตัวแรกที่วิ่งไปตามแนวภูเขา
......
ณ วิหารในไวท์ร็อคดัชชี่ เอสเซียนคุกเข่าอยู่ภายในห้องขณะพูดถึงการบุกรุกดินแดนของบารอนฟอร์ซ่า แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้กว้างใหญ่แต่ก็มีแท่นสูงใหญ่วางอยู่ด้านหนึ่งโดยมีพรีสต์สูงอายุ 3 คนยืนอยู่ข้างหลังมัน จากพลังอันสูงส่งนั้นหนาแน่นจนเรืองแสงออกมาทางผิวหนังของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่าเอสเซียนและดูจากลักษณะของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนั้นดูเหมือนว่าในตอนนี้เอสเซียนกำลังอยู่ในการพิจารณาคดี
แน่นอนว่าเขากำลังถูกพิจารณาคดี วิหารแห่งความกล้าหาญในดินแดนของฟอร์ซ่าถูกทำลายเป็นชิ้น ๆ และหน้าจากหนังสือแห่งการครอบครองซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงโดยเทพแห่งความกล้าหาญก็ถูกทำลายไปอย่างน่าเศร้า อีกทั้งเหล่าเคลริคและพาลาดินทั้งหมดยังถูกฆ่าตายด้วย เพียงแค่หนึ่งในข้อหาพวกนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เอสเซียนถูกลงโทษด้วยการให้ดื่มไวน์ผสมยาพิษ 1 ถ้วย
อย่างไรก็ตาม เสียงของเอสเซียนยังคงดังก้องไปทั่วห้องโถง เมื่อเขาอธิบายสถานการณ์จบ เขาก็ไม่ได้พยายามที่จะปกป้องหรือล้างมลทินให้กับชื่อของตัวเองแต่เขากลับขออย่างจริงใจให้วิหารส่งกองกำลังของพรีสต์กับกองทัพพาลาดินที่ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงออกไปกำจัดผู้บุกรุกเหล่านั้น นอกจากนี้เขายังขอให้กองทหารภูเขาชั้นดีของไวท์ร็อคดัชชี่ช่วยอีกด้วย !