Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 53 - เสียเที่ยว

    ตอนที่ 53 – เสียเที่ยว

     

                วันรุ่งขึ้น พวกปราชญก็เดินทางไปหาชานนท์ที่สภากลางหมู่บ้านเพื่อจะขอยืมรถกระบะอีกครั้ง เพื่อที่พวกเขาจะได้ออกไปหากระสุนนอกอาณาเขต ปราชญาเดินมาเคาะประตูหน้าห้องของชานนท์ และพอชานนท์บอกให้เขามาได้ พวกเขาก็เข้าไป

                ปราชญา วาสุกรี ภัทร พันธกรและชัชชัย กลุ่มเดิมที่ออกตามหากระสุนนอกอาณาเขตเดินเข้ามาในห้องทำงานของชานนท์ ทำเอาชานนท์เงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ถาม “อ้าว? มีอะไรเหรอ? พวกเธอ”

                ปราชญาจึงบอกความต้องการของเขาออกไป ตอนแรก ชานนท์ไม่เห็นด้วย แต่พอปราชญาพูดออกมาว่า “ตอนนี้กระสุนเหลือน้อยมากแล้วนะครับ แล้วถ้าพวกมันบุกเข้ามาอีก เราจะทำยังไง?”

                ชานนท์ถอนหายใจออกมา ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วส่งกุญแจรถกระบะให้แก่ปราชญา ปราชญาเองก็บอกขอบคุณแล้วก็บอกอีก “ผมจะดูแลรถคันนี้เท่าชีวิตเลยล่ะครับ ขอบคุณมากครับ”

                พอได้กุญแจรถมาแล้ว พวกปราชญาก็ตรงไปยังโรงจอดรถของบ้านณปภาทันที เขาเลื่อนบานเลื่อนสีเทาเปิดขึ้น ก็พบรถกระบะสีเขียวจอดนิ่งอยู่ภายในนั้น ปราชญาเดินเอากุญแจไปไขประตูรถให้เปิดแล้วเข้าไปในที่นั่งคนขับ เขาจำต้องใช้แขนข้างเดียวในการขับรถ เพราะแขนอีกข้างยังเป็นแผลอยู่ วาสุกรีที่เห็นดังนั้น ก็ถามขึ้นมาอย่างเป็นห่วง

                “แกขับได้แน่นะ ไอ้ปราช?” 

                “เออ ขับได้สิ ใช้มือเดียวนี่แหละ ไม่เป็นไรหรอก” ปราชญาบอก แต่ชัชชัยบอกว่ากลัวจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ปราชญาเลยบอกแก่เขา

                “ไว้ใจพี่เถอะ พี่ไม่ทำอะไรที่มันเสี่ยงๆ หรอก เราจะขับกันช้าๆ” ปราชญาบอกชัชชัย แต่ชัชชัยก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ส่วนภัทรกับพันธกร เขาเชื่อใจในตัวปราชญา แล้วภัทรก็คอยบอกทางให้ปราชญาถอยรถมาเพื่อจะได้ไม่ชนอะไร ปราชญาใช้มือข้างเดียวขับรถออกมาที่ประตูหน้าอาณาเขตที่ซ่อมแซมแล้ว 

                “จะไปไหนกันน่ะ?” ผู้เฝ้าสังเกตการณ์บนหอคอยตะโกนถามพวกเขาขึ้นมา ปราชญาเลยตอบกลับไปว่าเขาจะทำอะไรกัน? ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จึงลงมาเปิดประตูบานเลื่อนให้

                “เอาอีกแล้วเหรอ? ไปหากระสุนอีกแล้วเหรอ?” อีกฝ่ายถาม ปราชญาก็พยักหน้า ผู้เฝ้าสังเกตการณ์มองเห็นบาดแผลที่แขนของเขา ก็ถามว่าเขาขับรถไหวหรือ?

                “ไหวสิครับ ผมมั่นใจ” ปราชญาบอกให้อีกฝ่ายหมดห่วง พร้อมกับแสดงแผนที่ในแถบนี้ให้ดู “เรากลับมาถูกแน่นอน ไม่ต้องห่วงเป็นหรอก”

                “ต้องเป็นห่วงสิ ก็พวกเธอเป็นกำลังหลักให้เรานี่” ผู้เฝ้าสังเกตการณ์บอกออกมา ปราชญาเลยยิ้มให้เขา ก่อนจะบอก

                “ขอบคุณมากนะครับ” เขาขอบคุณจากใจจริง “แต่ถ้าไม่มีกระสุน จะอันตรายมากกว่านี้อีก เพราะงั้น ปล่อยพวกเราไปเถอะครับ”

                ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จึงถอนหายใจ ก่อนจะเลื่อนบานประตูเปิดออก พอบานประตูเลื่อนเปิด ปราชญาก็ขับรถออกไปทันที ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ไม่ตัดสินใจที่จะล็อกประตู เพราะกลัวว่าพวกเขาจะหนีพวกเอไอกลับมา

                พันธกรเพิ่งจะออกมานอกอาณาเขตที่สามเป็นครั้งแรก เขามองสภาพบ้านเมืองที่ล่มสลายลงด้วยสายตาเศร้าๆ ชัชชัยเองก็เห็นแบบนั้น เขาก็กำหมัดแน่น พร้อมกับกล่าว

                “เพราะพวกมันมายึดครองโลกเรานั่นแหละ และทำให้เราเป็นทาส” ชัชชัยบอกขึ้นมาอย่างโกรธเคือง “เราก็อยู่ของเราดีๆ ทำไมพวกมันต้องเข้ามายึดครองทุกสิ่งด้วย?”

                “พวกมันเลวระยำขนาดนั้น ไม่ต้องสงสัยหรอก” ภัทรบอกออกมา พันธกรที่มองดูวิวรอบๆ เขาก็หันมามองภัทร และถามว่าเอาพวกระเบิดมือหรืออาวุธอะไรติดตัวมาหรือเปล่า?

                “เอามาสิ” ภัทรตอบพร้อมกับแสดงปืนลูกซองให้ดูพร้อมกับระเบิดมือทั้งสามชนิด “แต่กระสุนปืนลูกซองก็เหลือแค่นี้เท่านั้น ถ้าเจอพวกมันอีก ฉันว่าฉันจะใช้ระเบิดมืดสีเขียว”

                “อืม” พันธกรพยักหน้ารับ แล้วรถก็แล่นไปตามถนนที่สกปรกไปด้วยเศษขยะและกระดาษ ปราชญาพยายามมองหาร้านขายปืนไปพร้อมกับมองแผนที่ไปด้วย จะได้ไม่หลงทาง ชัชชัย ภัทร วาสุกรีและพันธกรก็มองไปรอบๆ ด้วย เพื่อจะมองหาร้านขายปืนเผื่อจะมี 

                “ตรงนี้ เราเคยผ่านมาแล้วนี่” ภัทรสังเกตขึ้นได้ “ผมจำตรงนี้ได้ เราออกไปถนนทางอื่นดีกว่า”

                “แต่เรากำลังจะออกจากแผนที่นะ” ปราชญาที่ไขกระจกรถลงมาแล้วพูดขึ้นมา ทำให้ทุกคนบนหลังรถกระบะได้ยิน พันธกรก็ถอนหายใจออกมา ส่วนภัทร เขาบอกว่าออกนอกแผนที่หน่อยคงไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง?

                “แล้วจะได้กลับไม่ถูกกันล่ะสิ” ปราชญาบอกออกมา “น้องภัทรจำเส้นทางได้เหรอ?”

                “ครับ จำได้ ไว้ใจผมเถอะ” ภัทรมองไปตามถนน ก่อนจะจดจำสถานที่รอบๆ ข้างตัวเอาไว้ “เราออกไปอีกทางกันเถอะ”

                ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ยังไม่มีวี่แววของร้านขายอาวุธ ปราชญาได้แต่วิ่งรถวนไปรอบๆ ทางในแผนที่ เพราะเขากลัวจะหลงทาง ขณะที่ชัชชัยเริ่มจะยอมแพ้แล้ว แต่วาสุกรีกลับปลุกใจชัชชัยขึ้นมาอีกครั้ง

                “น่า น้องชัย เดี๋ยวก็เจอ” วาสุกรีพูดออกมา ทำเอาชัชชัยที่โมโหอยู่แล้วโพล่งออกมาเลย

                “คราวก่อน พี่ก็พูดแบบนี้! ผม...” ชัชชัยกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง แต่วาสุกรีก็ขัดขึ้นก่อน

                “แต่เราก็เจออาวุธและกระสุนปืนใช่ไหมล่ะ? ถึงจะเจอแค่นิดเดียวก็เถอะ” วาสุกรีบอก “เพราะงั้นวันนี้ มองโลกในแง่ดีไว้เถอะ เราอาจจะเจอร้านอาวุธก็ได้”

                ชัชชัยเลยนั่งพิงรถกระบะไปอย่างหัวเสีย วาสุกรีก็ถอนหายใจออกมากับความอารมณ์ร้ายของชัชชัย ขณะที่ภัทรก็มองไปรอบๆ เพื่อจะตามหาร้านขายอาวุธ สิบห้านาทีผ่านไป มันก็ยังไม่มีร้านขายอาวุธ

                “เฮ้ย ฉันว่ากลับเหอะ” ชัชชัยที่ยอมแพ้ไปแล้วกล่าวขึ้นมา “หาไม่เจอหรอก จะหลงทางกันเปล่าๆ แถมน้ำมันรถจะเหลือแค่ไหนก็ไม่รู้?”

                ปราชญาเองก็มองไปที่เกจวัดน้ำมันรถกระบะ พบว่าน้ำมันเองก็เริ่มจะหมดแล้วเหมือนกัน เขากำลังคิดตัดสินใจ จะไปต่อหรือพอแค่นี้ดี?

                “พี่ปราช” ชัชชัยถามขึ้น “น้ำมันเหลืออยู่เท่าไหร่แล้ว?”

                ปราชญาไม่กล้าตอบออกมา ชัชชัยจึงรู้ได้ทันทีว่าน้ำมันคงเหลือน้อยแล้วแน่ๆ เขาเลยบอก “งั้นรีบกลับอาณาเขตกันเถอะ ก่อนที่น้ำมันรถจะหมด”

                ปราชญาถอนหายใจก่อนจะถอยรถกลับ ในตอนนั้นเอง ก็มีฝูงเอไอวิ่งมาทางด้านหน้า พวกมันเห็นรถกระบะของปราชญาแล้ว ปราชญาร้องลั่น ทำเอาพวกที่อยู่บนหลังรถกระบะหันไปดู ก็พบพวกเอไอกำลังดาหน้ากันเข้ามา

                “ฉิบหายแล้ว!!” ภัทรตะโกนร้องลั่น แล้วเขาก็ไม่รอช้า ดึงระเบิดมือสีเขียวออกมา ก่อนจะใช้ปากกัดสลัก แล้วปาไปยังกลุ่มเอไอที่พากันวิ่งเข้ามา เวลาผ่านไปสองวินาที ก็เกิดระเบิดจนพวกเอไอกระเด็นไปคนละทิศทาง ปราชญาเข้าเกียร์อย่างรวดเร็วและบึ่งหน้ากลับทางเข้าอาณาเขตทันที

                “พี่ปราช! เร็วกว่านี้อีกได้ไหม?” ภัทรตะโกนถามขึ้นมา ปราชญาจึงตอบกลับไปด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้กัน

                “นี่ก็สุดๆ แล้ว!!” ปราชญาตอบด้วยอาการเครียด “พวกน้องๆ นั่งเฉยๆ เถอะ”

                แล้วปราชญาก็แล่นรถหนีพวกเอไอออกไป มีแสงเลเซอร์สีเขียวถูกยิงมาเฉียดตัวรถกระบะไป กระทบกำแพงอาคารที่ตั้งด้านข้างจนระเบิดลุกเป็นไฟ ปราชญาพยายามมองดูกระจกหลัง และคอยหลบหลีกแสงเลเซอร์ พวกเอไอยิงเลเซอร์ใส่พวกเขาอย่างไม่ปราณี แต่ปราชญามีความสามารถในการขับรถดีมาก เขาหลบได้ตลอด

                “จะให้พวกมันกลับเข้าอาณาเขตไม่ได้นะ!!” พันธกรส่งเสียงดังลั่น “เราต้องทิ้งพวกมันเอาไว้ ไม่ให้มันตามอาณาเขตเจอ!!”

                ปราชญาได้ยินอย่างนั้น เขาก็พยายามใช้สมองคิดว่าจะทำอย่างไรดี? ฝ่ายพันธกรก็คิดเหมือนกัน และพวกเขาก็ขับผ่านปั๊มน้ำมันเก่าๆ พันธกรถือระเบิดมือขวดสีเขียวไว้ในมือ ก่อนจะถอดสลักออกอย่างรวดเร็ว แล้วก็ปาเข้าไปในปั๊มน้ำมันทันที พอดีกับพวกเอไอพุ่งเข้ามาพอดี

                ระเบิดมือขวดสีเขียวระเบิดออกมาทันทีและเมื่อเจอกับน้ำมันในปั๊ม ก็เกิดการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ เปลวไฟเผาคลอกพวกเอไอบนถนนจนตายไปเป็นจำนวนมาก ชัชชัยที่เห็นดังนั้น เขาก็เข้ามาต่อว่าพันธกร

                “เอาอีกแล้ว ทำอะไรไม่ปรึกษากันอีกแล้ว!!” ชัชชัยต่อว่าพันธกร “ถ้าขืนรถเราหนีไม่ทันระเบิด จะทำยังไง?”

                “โอ๊ย! นายช่วยพยุดพูดเถอะ” พันธกรบอกออกมาอย่างเหลืออดแล้ว วาสุกรีก็ว่างั้นด้วย ทำให้ชัชชัยที่กำลังโมโหเกือบจะด่าพันธกรออกมา แต่เขาก็นึกขึ้นได้

                “เออ นายทำถูกแล้ว” ชัชชัยพูดขึ้นมา ทำเอาพันธกรงุนงง ในเมื่อท่าทีของเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

                “ทำไมล่ะ?” พันธกรถาม

                “ให้ไอ้พวกระยำนั่นโดนไฟเผาก็ดี” ชัชชัยบอกออกมา “มันจะได้ตายอย่างทรมาน”

                ภัทรหันมามองชัชชัย ดวงตาเขาแข็งกร้าว ภัทรคงคิดว่าเป็นเรื่องของสุคนธาแน่นอน ที่ทำให้ชัชชัยเปลี่ยนมาชมพันธกร เขาถอนหายใจเฮือก เมื่อคิดว่าชัชชัยยังไม่เลิกโกรธแค้นพวกเอไอที่ฆ่าสุคนธาไป

                แล้วพวกเอไอก็ติดอยู่ในกำแพงไฟขนาดใหญ่จนฝ่าเข้ามาไม่ได้ ปราชญารีบขับรถกลับเข้าอาณาเขตทันที เมื่อผู้เฝ้าสังเกตการณ์เห็นรถกระบะสีเขียวแล่นเข้ามา เขาก็รีบปีนบันไดลงมาเปิดประตูบานเลื่อนทันที ปราชญาขับรถเข้ามาภายในอาณาเขต ผู้เฝ้าสังเกตการณ์เข้ามาถามพวกเขาทันทีว่าได้กระสุนปืนหรือเปล่า?

                “ได้กับอะไรล่ะ พี่?” ชัชชัยกล่าวอย่างหงุดหงิด “เราดันไปเจอพวกเอไอแทนน่ะสิ เกือบเอาชีวิตไม่รอดแน่ะ ออกไปไม่ได้อะไรสักอย่างเลย เสียเที่ยวชะมัด”

                “เออ แกอย่าพูดมากเลย” พันธกรบอกออกมาอย่างหงุดหงิดเหมือนกันแล้วกระโดดลงจากรถกระบะ ฝ่ายผู้เฝ้าสังเกตการณ์ก็ถามว่าพวกเอไอรู้หรือเปล่าว่าพวกเขาอยู่ที่อาณาเขตนี้?

                “ไม่หรอกครับ ไอ้พันมันจัดการระเบิดพวกนั้นจนไฟคลอกตายหมดแล้วมั้ง?” ปราชญาพยักเพยิดไปทางพันธกรที่กำลังเดินเข้าบ้านณปภาไป ก่อนที่เขาจะเอารถกระบะไปจอดในโรงรถ น้ำมันก็หมดถังพอดี

                “เฮ้อ!” ปราชญาถอนหายใจออกมา การออกไปคราวนี้เสียเที่ยวจริงๆ นอกจากจะไม่ได้อะไรกลับมา ยังเสียอาวุธไปด้วย ความจริงเขาน่าจะตรวจสอบก่อนแต่แรกว่าน้ำมันรถยังเหลือพอหรือเปล่า? แต่อย่างไรก็เจอพวกเอไออยู่ดี พวกเขาเลยต้องรีบกลับมาแบบนี้

                ในห้องรับประทานอาหารในบ้านณปภา พอพันธกรเดินเข้ามา วรรณสาที่กำลังยกชามใส่แกงจืดมาเสิร์ฟก็ถามเขาขึ้นทันที “ว่าไง พัน? ได้กระสุนหรือเปล่า?”

                พันธกรส่ายหน้าก่อนจะบอก “นอกจากจะไม่ได้ เรายังเจอพวกเอไออีกด้วย” เขาบอกออกมา “โชคดีที่กำจัดพวกมันได้หมดก่อนที่พวกมันจะรู้ว่าเราอยู่ที่นี่กัน”

                วรรณสาทอดถอนใจออกมา ก่อนจะไปหยิบชามอีกชามมาเสิร์ฟบนโต๊ะ แล้วพวกปราชญา วาสุกรี ภัทรและชัชชัยก็เข้ามาภายในบ้าน ใบหน้าของทั้งคนดูอารมณ์ไม่ดี เนื่องจากออกไปคราวนี้แล้วพลาดท่า

                “มา มานั่งกินอาหารให้อร่อยกันดีกว่า” ทรัพย์สินบอกกับคนอื่นๆ “ลืมๆ เรื่องที่ผ่านมาไปเถอะ ตอนนี้ สนุกกับการกินดีกว่า”

                “นั่นสิ พี่สิน” ภัทรถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอาอาวุธส่วนตัวไปเก็บ แล้วก็ลงมากินอาหารร่วมกับคนอื่นที่ด้านล่าง ชัชชัยออกจะหงุดหงิดแต่ก็สะใจที่เห็นพวกเอไอที่เป็นคนฆ่าสุคนธาตายอย่างทรมาน เขายิ้มออกมาเล็กน้อย ขณะนั่งตักข้าวกับแกงเข้าปากไป

                พอสายอีกหน่อย พันธกรก็เดินทางออกไปเยี่ยมพสุและแม่ของพสุที่โรงพยาบาลอีกครั้งก่อนจะไปเรียนหนังสือ เขาเดินขึ้นบันไดมา แล้วก็เข้าไปในห้องพักคนไข้รวมที่กลิ่นแรงเหมือนเดิม แต่เขาชินเสียแล้ว เขาเดินมาหาพสุที่อยู่กับแม่ของเขา แล้วก็เจอพสุจริงๆ ด้วย เขามาที่นี่แต่เช้าแล้ว

                “เฮ้ย ไอ้ดิน” พันธกรเรียกชื่อเพื่อน พสุที่กำลังฟุบหลับข้างๆ เตียงของแม่ก็เงยหน้าขึ้นมามองพันธกร

                “อ้าว? ไอ้พัน ไม่ไปโรงเรียนเหรอวันนี้? ก็คุณนนท์แก้ต่างให้แล้วนี่” พสุถามออกมา พันธกรเลยบอกว่าเดี๋ยวจะไป แต่มาเยี่ยมพสุกับแม่ก่อน พร้อมกับถือถุงกับข้าวมาด้วย

                “มากินข้าวกัน” พันธกรบอกอย่างยินดี “แกผอมไปมากนะเว้ย ไม่กี่วันเอง กินอะไรสักหน่อยเหอะ”

                “เออๆ ได้” พสุพยักหน้าก่อนจะเดินไปขอจานชามจากนางพยาบาล และพอได้มา พันธกรก็เทแกงจืดร้อนๆ ที่วรรณสาเป็นคนทำใส่ในชาม พร้อมกับเอาข้าวสวยที่ณปภาหุงเองใส่ในจานด้วย แล้วพสุก็เริ่มกิน พันธกรมองไปทางแม่ของพสุที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่

                “แม่แกเป็นไงบ้าง?” พันธกรถามขึ้นเบาๆ ขณะที่พสุกำลังกินอาหารอยู่ พสุถึงกับหยุดกิน แล้วก็หันมาบอกกับพันธกร

                “ยังจำอะไรไม่ได้เลย” เขาบอกออกมาด้วยน้ำเสียงเสียใจ “ยิ่งคิดก็ยิ่งผิด เป็นเพราะฉันแท้ๆ แม่ถึง...” แล้วเขาก็ไม่ตัดสินใจพูดต่อ แต่กินข้าวต่อไป ก่อนจะชมออกมา “นี่ฝีมือสาเหรอ? ทำแกงจืดยังอร่อยขนาดนี้เลย”

                “เออ สาได้ยินคงดีใจ” พันธกรพูด แล้วก็เล่าเรื่องเมื่อเช้าให้ฟังว่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากพวกเอไอแล้ว พสุที่ได้ยินว่าพวกพันธกรออกไปตามหากระสุนปืน เขาก็ว่าใส่พันธกร

                “ทำไมไม่ให้ฉันไปด้วย?” พสุว่าอย่างเคืองๆ พันธกรก็เลยเลิกคิ้วอย่างสงสัย

                “ก็แกต้องดูแลแม่ ลืมไปแล้วเหรอ?” พันธกรเตือนความจำให้พสุ เขาถึงกับหุบปากเงียบไปทันที แล้วก็กล่าวออกมาภายหลัง

                “นั่นสินะ ลืมตัวอีกแล้ว” เขาถอนหายใจออกมา “ขอโทษที ฉันสัญญาแล้วว่าจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด แทนที่จะไปออกรบ”

                พันธกรยิ้มให้พสุ ก่อนที่เขาจะมองนาฬิกาข้อมือ “แย่แล้ว ต้องไปสายแน่ๆ งั้นฉันไปก่อนนะ”

                “เออ ไปเหอะ” พสุบอกลาแก่เขา “แล้วตอนเย็นแกจะมาเยี่ยมหรือเปล่า?”

                “มาสิ มา” พันธกรให้คำสัญญากับเพื่อน “รอให้ถึงตอนเย็น ฉันจะเอาอาหารมาฝากด้วย แต่ไม่ใช่แกงเผ็ดแล้วล่ะ”

                ว่าแล้ว พันธกรก็เดินออกไปจากห้องพักคนไข้รวมทันที พสุเฝ้ามองพันธกรจนหายไปจากห้อง แล้วเขาก็นั่งกินข้าวของวรรณสาต่อ

                พันธกรเดินมาที่โรงเรียนในอาณาเขต ยังมีเด็กนักเรียนจ้องหน้าเขาอยู่ จนเขาสงสัยว่าชานนท์บอกไปแล้วแน่หรือว่าเขาไม่ได้ทำร้ายใคร? แต่เมื่อวันก่อนก็มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งมาบอกแล้วว่าเขาเชื่อว่าพันธกรบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น พันธกรเลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ เขาเดินไปที่สนาม ตอนนั้นก็กระดิ่งเข้าแถวพอดี เขาเลยเดินไปต่อแถวห้องของตัวเอง ก่อนจะมีพิธีเคารพธงชาติ อาจารย์ออกมาอบรมแล้วก็ปล่อยเด็กเข้าห้อง

                แต่เมื่อพันธกรเข้ามาในห้องเรียน ก็เจอน้ำสาดใส่ใบหน้าทันที พันธกรถึงกับตกใจที่จู่ๆ ก็มีน้ำเย็นๆ สาดเข้าใส่ตัวเขา คนที่สาดเป็นเพื่อนของบ๊อบนั่นเอง เขาถือถังสีเทาที่ปราศจากน้ำในถังแล้ว ก่อนจะมองพันธกรอย่างสาแก่ใจ แล้วก็หัวเราะร่า

                “ฮ่าๆๆๆ!! ไอ้ฆาตกรมันต้องโดนแบบนี้!” เพื่อนของบ๊อบหัวเราะออกมา พันธกรที่เริ่มโกรธแล้ว เขาชักมีดทหารของพ่อออกมาทันใด แล้วเอาจ่อที่คอของเพื่อนของบ๊อบ ทำเอาเพื่อนของบ๊อบร้องตะโกนโวยวายลั่น

                “เฮ้ย! ใครก็ได้เรียกเจ้าหน้าที่มาลากคอหมอนี่ไปขังคุกที!” เพื่อนของบ๊อบยังไม่ยอมลดราวาศอก “มันจะฆ่าฉัน เห็นไหม? มันมีอาวุธ! มันเป็นคนฆ่าไอ้บ๊อบจริงๆ”

                “จะต้องให้อธิบายอีกกี่รอบถึงจะบอกว่าฉันไม่ได้ทำ?” พันธกรที่ถือมีดทหารของพ่ออยู่กล่าวขึ้นมา “คุณนนท์ก็บอกแล้วนี่ ทำไมแกยังไม่เชื่ออีก?”

                “คุณนนท์กับแกก็เป็นพวกเดียวกันล่ะสิ ถึงได้ปกป้องพวกเดียวกัน!” เพื่อนของบ๊อบบอกออกมา “ไอ้ระยำ! แกมันคนฆ่าเพื่อนฉัน!!”

                พันธกรโกรธจัดจนลืมตัว เขาเก็บมีดแต่กลับปล่อยหมัดใส่เพื่อนของบ๊อบจนปากอีกฝ่ายแตก เลือดไหลออกมาเต็มไปหมด ฝ่ายเพื่อนของบ๊อบที่ล้มลงไปกับพื้นแล้วก็พยายามจะฟื้นคืนมาทำร้ายพันธกร แต่โดนเพื่อนของเขารั้งตัวเอาไว้ก่อน พันธกรเห็นดังนั้น ก็เลยเดินหนีออกจากห้องเรียนไปเลย

                “เฮ้ย! แน่จริง มึงก็กลับมาสิวะ!!” เพื่อนของบ๊อบตะโกนออกมาอย่างท้าทาย “ไม่แน่จริงนี่หว่า! ไอ้ระยำ”

                พันธกรเดินเข้ามาในห้องสมุดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะแล้วก็นั่งลง สักพัก เขาก็สงบใจลงได้ จึงเริ่มออกเดินหาหนังสือภายในห้องสมุดอ่าน แต่ก็ไม่มีอะไรจะให้อ่านเลย เขาเลยเดินออกจากห้องสมุดไป แล้วมาพักผ่อนที่ลานพักใต้อาคาร และเขาก็ฟุบหลับไปบนโต๊ะไม้

                ตอนนั้นเอง ทรัพย์สินที่มาส่งเอกสารที่ห้อง พอมองเห็นพันธกรนั่งฟุบหลับอยู่ เขาก็เดินเข้ามาปลุก พันธกรพอได้ยินเสียงทรัพย์สินปลุก เขาก็ตื่นขึ้นมา

                “อ้าว? พี่สิน” พันธกรหาวออกมาอย่างง่วงนอน ทรัพย์สินเลยถามว่าเขามาทำอะไรตรงนี้? พันธกรก็อธิบายสาเหตุออกไป แล้วบอกว่าเขาเองเผลอทะเลาะวิวาทกับเพื่อนในห้อง 

                “เฮ้อ” ทรัพย์สินถอนหายใจออกมา “น้องไม่น่าทำแบบนั้น”

                “แต่ผมทนไม่ไหวจริงๆ ครับ” พันธกรพูดออกมา “ผมทนไม่ได้จริงๆ”

                “นี่ใช่ไหม คนที่น้องบอกว่าไม่ยอมเชื่อคุณนนท์?” ทรัพย์สินถาม “พี่จะไปบอกเขา”

                “ไม่ต้องหรอก พี่สิน” พันธกรห้ามเขาเอาไว้ “มันต้องบังคับให้พี่สินลงโทษผมแน่ๆ แล้วถ้าพี่สินไม่ลงโทษผม มันก็จะไปฟ้องอาจารย์ว่าพี่สินไม่ยอมทำตามคำสั่งมัน แล้วยื่นเรื่องให้ผู้อำนวยการ” พันธกรคาดเดาเรื่องไว้ได้เลย ทรัพย์สินได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจ

                “พี่ไม่เป็นไรหรอก แล้วจะแน่ใจเหรอว่าจะไม่จัดการเรื่องนี้?” ทรัพย์สินถามออกมาอีกที พันธกรก็ส่ายหน้า

                “แค่คนอื่นๆ เข้าใจผมก็พอแล้ว ส่วนมันจะเป็นยังไง ก็ช่างมัน” พันธกรบอกออกมา “ผมไม่สนใจอีกแล้ว มันจะเข้าใจอะไรไปก็ช่างมัน”

                ทรัพย์สินถึงกับตบบ่าของพันธกรก่อนจะเดินจากไป พันธกรก็ฟุบหน้าหลับต่อ แล้วก็ถึงคาบเที่ยง ปัทมาก็รีบกินข้าวแล้วมาทำหน้าที่ยืมคืนหนังสือให้แก่ห้องสมุดเหมือนเดิม แล้ววาสุกรีก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อจะยืมหนังสือ ปัทมาที่เห็นดังนั้น เธอก็รีบจัดผม ก่อนจะเรียกวาสุกรี

                “วา” เธอเรียกเขา เขาเลยหันมามองเธอ

                “อ้าว? ปัท กินข้าวหรือยัง?”

                “กินแล้วจ้ะ” ปัทมาว่าพลางยิ้มออกมา “วาจะมายืมหนังสือเตรียมสอบอีกเหรอ?”

                “อ๋อ ใช่” วาสุกรียอมรับออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องสมุดเพื่อหยิบหนังสือเตรียมสอบวิชาคณิตศาสตร์ ปัทมามองตามหลังเขาไป ก่อนที่เขาจะเอาหนังสือเตรียมสอบมายืม

                “เย็นนี้ วาจะ...ไปบ้านปัทไหม?” ปัทมาถามขึ้นมา “นานแล้วนะ ที่วาไม่ได้ไป พ่อกับแม่ปัทคิดถึงวามากนะ”

                “จริงเหรอ?” วาสุกรีได้ยินก็รู้สึกเกรงใจ “งั้นไปก็ได้”

                ปัทมาที่ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมา แต่วาสุกรีขัดไว้ก่อน “แต่วากินข้าวบ้านปัทไม่ได้นะ เพราะต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านของน้าภา เดี๋ยวเขาจะว่าเอา”

                “แค่นั้นก็เพียงพอแล้วจ้ะ” ปัทมาบอกก่อนจะยกมือปิดปาก แล้วเธอก็หน้าแดงขึ้นมา วาสุกรีสังเกตเห็นดังนั้น ก็ถามว่าเธอเป็นไข้หรือเปล่า ทำไมหน้าแดง?

                “อ๋อ คือ...” ปัทมาเริ่มทำตัวไม่ถูกแล้ว “อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้” เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร? จึงตอบออกมาแบบนั้น ฝ่ายวาสุกรีที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็บอกให้ปัทมาไปห้องพยาบาลเสีย

                “จ้ะ เดี๋ยวปัทจะไป” เธอถอนหายใจออกมา “วาไปเถอะ จะเข้าเรียนแล้วนะ”

                “อืม” วาสุกรีว่าแล้วออกไปพร้อมกับหนังสือเตรียมสอบ แต่เขาก็หันกลับมาหาปัทมา “งั้นเจอกันเย็นนี้นะ”

                “ค่ะ” ปัทมาโบกมือลา และเฝ้ามองจนวาสุกรีหายไปจากห้องสมุด แล้วเธอก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี