เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่ 10 ตอนที่ 271 : ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน

        จากนั้นไม่นานคนกลุ่มหนึ่งก็เดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของหยางเฉิน

        หยางเฉินหันกลับไปมองคนเหล่านั้นก่อนจะพบว่าทั้งหมดต่างเป็นคนที่เขารู้จัก ตั้งแต่สองสามีภรรยาหยวนหัวเหว่ยกับหยางจี้หยู และเลขานุการพรรคฟางจงผิง

        เมื่อเขาเห็นหยางจี้หยู ภายในใจของหยางเฉินก็บังเกิดความสับสนวุ่นวายออกมา หยางเฉินไม่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้ภายในใจของเขาปั่นป่วนเช่นนี้ได้

        บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับหยางจี้หยู แต่เขาก็ไม่อยากจะเอ่ยถามเรื่องนี้กับอีกฝ่ายแต่อย่างใด

        สีหน้าของฟางจงผิงดูไม่ดีนัก เนื่องจากเขาเพิ่งเห็นว่าหยางเฉินกำลังพูดคุยกับถังหว่านในก่อนหน้านี้ แต่พอเขาเดินมาถังหว่านก็เดินหนีเขาไปเสียแล้ว

        หยางเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นฟางจงผิงเดินมาหาเขาด้วยท่าทีกระวนกระวาย

        เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ไล่ตามจีบถังหว่านจนเธอรำคาญขึ้นมา? แต่หยางเฉินก็ไม่ได้กังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก

        “ไม่คิดจริงๆ ว่าคุณจะมางานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย แต่ที่น่าตกใจกว่าคือผมไม่คิดจริงๆ ว่าคุณจะเป็นสามีของประธานหลิน” หยวนหัวเหว่ยกล่าว

        ตระกูลหยวนถือว่าเป็นตระกูลที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในจงไห่ เห็นได้ชัดว่าต่อให้เป็นตระกูลหลิวเองก็ยังต้องทำอะไรไว้หน้าตระกูลหยวนอยู่หลายส่วน

        “อาการบาดเจ็บของหยวนเย่เป็นไงบ้างครับ?” หยางเฉินถาม

        หยวนหัวเหว่ยหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะตอบหยางเฉิน “ อาการบาดเจ็บของเจ้าเด็กนั่นทุเลาลงมากแล้ว แพทย์ประจำตัวก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ มิหนำซ้ำตอนนี้เจ้าเด็กนั่นยังดูอ้วนท้วนกว่าก่อนหน้าเสียอีก”

        หยางเฉินไม่คิดว่าเรื่องที่หยวนเย่ดูมีน้ำมีนวลมากขึ้นจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่อย่างไร

        เนื่องจากเขาถ่ายทอดลมปราณไปให้หยวนเย่ ทำให้เด็กคนนั้นรับพลังธรรมชาติไปเล็กน้อยจนดูแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม

        “หยางเฉิน นายรู้จักถังหว่านด้วยเหรอ?” ฟางจงผิงถามด้วยอารมณ์เร่งร้อน

        หยางเฉินหันมามองเขาก่อนจะพยักหน้าให้ “ใช่ แต่ผมไม่ค่อยได้คุยกับเธอสักเท่าไร”

        ใบหน้าของฟางจงผิงดูผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบของหยางเฉิน

        ส่วนหยวนหัวเหว่ยและหยางจี้หยูดูมีสีหน้าที่ซับซ้อนเล็กน้อย ทั้งคู่มองหน้ากันไปมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

        หยางจี้หยูนึกขึ้นได้ว่าภายในงานเลี้ยงก่อนหน้านี้เขาดูแปลกไป เธอจึงเอ่ยถามหยางเฉินอีกครั้ง

        “ภรรยาของคุณหยางนั้นสวยงามจนหาใครเปรียบได้ยากจริงๆ ค่ะ แต่ตอนนี้คุณดูเศร้าใจเล็กน้อยนะ คุณทะเลาะกับหลินรั่วซีมาหรือเปล่าคะ?”

        หยางเฉินไม่ค่อยคุ้นเคยกับหยางจี้หยูที่ทำท่าทางดูเป็นมิตรแบบนี้ เขาตอบเธอด้วยท่าทีสบายๆ

        "มีเรื่องเกิดขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็เป็นความผิดของผมเองนั่นแหละ”

        “เห็นได้ชัดว่าหลินรั่วซีนั่นก็เหมือนพี่น้องตระกูลไช่ พวกเธอถูกเลี้ยงดูมาโดยไม่ได้เจอผู้ชายในวัยเดียวกันมากนัก พวกเธอจึงมีอารมณ์แบบสาวน้อยไร้เดียงสาเป็นส่วนใหญ่ หยางเฉินเมื่อคุณเป็นสามีของหลินรั่วซีแล้วคุณก็ต้องพยายามเข้าใจเธอให้มากขึ้นนะคะ หลินรั่วซีแบกบริษัททั้งบริษัทเอาไว้บนบ่า บางทีอารมณ์และความรุนแรงที่แสดงออกมาก็อาจจะมาจากความเครียดที่สะสมกันมานานก็ได้ แต่ในเมื่อเธอตัดสินใจให้คุณเป็นคู่ชีวิตแล้ว คุณก็ควรที่จะพยายามเข้าใจเธอมากขึ้น พูดคุยกับเธอด้วยเหตุผลและที่สำคัญที่สุดคืออย่าโกรธเธอไปเลยนะคะ”

        เมื่อเห็นว่าหยางจี้หยูกำลังพยายามไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างเขากับหลินรั่วซี หยางเฉินก็ฝืนยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น

        แม้กระทั่งคนใกล้เคียงก็ยังรู้ว่าการเป็นสามีภรรยากันนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ใจคุยกัน ไม่ใช่อารมณ์

        หยางจี้หยูยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจ “ฉันได้ยินมาจากเย่น้อยว่าคุณแต่งงานแล้ว ทำให้พวกเราต่างก็อยากรู้ว่าใครเป็นภรรยาของคุณกันแน่ จนในที่สุดเราก็ได้เห็นในวันนี้ มันดูแตกต่างจากที่เราคิดไปมากจริงๆ ค่ะ ถ้าในอนาคตพวกคุณมีลูกด้วยกันล่ะก็ พวกเราจะต้องมาแสดงความยินดีกับพวกคุณอย่างแน่นอน”

        ลูก?... หยางเฉินฟังคำพูดของหยางจี้หยูอยู่นานสองนาน ภาพในจินตนาการที่เธอพูดนั้นดูสวยงามเป็นอย่างมาก แต่กับหลินรั่วซีแล้วมันจะเป็นไปได้เหรอ?

        บางทีหากสัญญาสามปีนั่นสิ้นสุดลง พวกเขาก็อาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าไปก็ได้

        หยางจี้หยูมองดูหยางเฉินที่นิ่งไปด้วยท่าทีแปลกๆ “ฉันได้ยินว่าคุณเป็นเด็กกำพร้า ถ้าพ่อแม่ของคุณยังอยู่พวกท่านก็ต้องภูมิใจเป็นอย่างมากแน่ที่มีลูกอย่างคุณ”

        หลังจากที่เธอพูดออกไป หยวนหัวเหว่ยก็บีบมือภรรยาของเขาเบาๆ ในทันที พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าไม่ให้เธอพูดมากไปกว่านี้

        หยางจี้หยูต้องจำใจเงียบเสียงลง โดยที่ความรู้สึกอัดอั้นภายในอกยังคงมีอยู่มากมายจนแทบล้นออกมา หยางเฉินยิ้มให้กับเธอเล็กน้อย เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้ว

        ในขณะเดียวกัน ภาพที่หยางเฉินพูดคุยกับคนใหญ่คนโตในวันนี้ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับตัวเขาไปอย่างสิ้นเชิง ในตอนนี้เหล่าชนชั้นสูงภายในงานต่างรู้สึกสนใจในตัวของหยางเฉินมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่เขาจะเป็นสามีของหลินรั่วซี เขายังเป็นคนรู้จักของถังหว่านด้วย ตระกูลของถังหว่านอาจไม่ได้เป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในจงไห่ แต่ถึงอย่างไรทางตระกูลเธอก็ยังใกล้ชิดกับตระกูลหยวนและโดยเฉพาะกับตระกูลฟางของเลขานุการฟางที่พยายามผูกมิตรกับเธอ

        คนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าเมื่อเทียบระหว่างหลิวคังไป๋กับหยางจี้หยูแล้วตระกูลหลิวก็ไม่นับว่าเป็นอะไร ตระกูลหยางของหยางจี้หยูนั้นนับได้ว่ามีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในกรุงปักกิ่ง เมื่อพวกเขาเห็นหยางเฉินพูดคุยกับเธออย่างสนิทสนม พวกเขาก็เริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา

        เป็นไปได้หรือไม่ว่าหยางเฉินคนนี้ อาจเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งที่ปลอมตัวมาจากปักกิ่ง?

        ในเวลานั้นเองหลินรั่วซีกำลังยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของงานพร้อมๆ กับสองพี่น้องตระกูลไช่

        เธอรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าหยางเฉินกำลังพูดคุยกับหยวนหัวเหว่ยและหยางจี้หยูสองสามีภรรยา รวมทั้งเลขานุการฟางจงผิง

        แต่ไช่หนิงรู้เรื่องราวภายในเป็นอย่างดี เธอรู้ว่าตัวตนของอีกด้านของหยางเฉินเป็นอย่างไร ซึ่งแตกต่างจากหลินรั่วซีและไช่เอี๋ยนที่ไม่คิดว่าหยางเฉินจะรู้จักคนระดับนั้นได้ ภายในใจของหลิวรั่วซีบังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดขึ้นมา

        ที่เธอพาหยางเฉินมางานเลี้ยงครั้งนี้ก็เพื่อให้เขาได้ผูกมิตรกับตระกูลหลิว โดยถือเป็นการเปิดตัวเขาให้ชนชั้นสูงภายในเมืองได้รู้จัก แล้วทำความคุ้นเคยกันไว้

        แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าหยางเฉินดันไปรู้จักกับหยวนหัวเหว่ยและหยางจี้หยู รวมทั้งเลขานุการฟางจงผิง อีกทั้งยังดูสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก

        เรื่องเหล่านี้เธอกลับไม่เคยรู้มาก่อน เพราะหยางเฉินไม่เคยปริปากพูดเรื่องพวกนี้กับเธอแม้แต่ครั้งเดียว บางทีการกระทำของเธอครั้งนี้อาจดูโง่เง่าในสายตาของเขา บางทีหยางเฉินอาจจะเยาะเย้ยเธออยู่ในใจเงียบๆ ก็เป็นได้...

        หยางเฉินยังคงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งงาน ในใจของเขาตอนนี้กำลังคิดถึงหลินรั่วซีที่กำลังเศร้าอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งหยวนหัวเหว่ยพูดกับเขาอีกครั้ง

        “ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าหลิวคังไป๋จะสร้างปัญหาให้กับคุณนะ ถ้าเขาคิดจะทำอะไรอีกล่ะก็มาบอกพวกเราได้เลย ถึงอย่างไรนายก็เป็นผู้มีบุญคุณกับเราอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทางเราจะไปจัดการให้เอง”

        ความจริงแล้วหยางเฉินอยากจะให้สองพ่อลูกนั่นมาหาเรื่องเขามากกว่านี้จริงๆ แต่หยางเฉินก็ไม่ได้พูดความในใจออกไป เขาเพียงพยักหน้าตอบกลับอีกฝ่าย

        “ทราบแล้วครับ ขอบคุณมาก”

        หลังจากการสนทนาในงานเลี้ยงผ่านไป ต่อจากนั้นก็จะเป็นงานเต้นรำ ในฟลอร์เต้นรำถูกจัดขึ้นที่ศูนย์กลางของงาน ที่ด้านข้างมีวงดนตรีรับเชิญมาจากกรุงเวียนนามาเป็นผู้สร้างเสียงเพลงประกอบการเต้นในครั้งนี้ ผู้คนจำนวนมากเริ่มเดินเข้ามาในฟลอร์เต้นรำ หลายคนเริ่มหันไปหาคู่เต้นภายในงานด้วย เมื่อคนเหล่านั้นได้คู่เต้นรำแล้ว พวกเขาก็จะออกไปเต้นบนฟลอร์ด้วยท่วงท่าอันงดงาม

        หยวนหัวเหว่ยถือว่าเป็นสุภาพบุรุษอีกคนหนึ่ง เขาโน้มตัวลงเชิญหยางจี้หยูออกไปเต้นรำบนฟลอร์อย่างสง่างาม หลังจากที่ทั้งคู่จูงมือกันออกไป ฟางจงผิงก็ได้แต่ชะเง้อมองทั้งสองด้วยสายตาห่อเหี่ยว เขานั่งถอนหายใจเงียบๆ อยู่คนเดียวที่มุมอับของฟลอร์เต้นรำ

        หยางเฉินไม่ได้คิดที่จะออกไปเต้นรำกับใคร ในขณะที่เขากำลังเดินหาสถานที่นั่งดื่มใหม่

        สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหลินรั่วซีกับสองสาวตระกูลไช่ที่กำลังอยู่ในบริเวณฟลอร์เต้นรำ ในขณะที่หลิวหยุนกำลังเดินไปหาพวกเธออย่างช้าๆ!

        หยางเฉินขมวดคิ้วมุ่นในทันที เขารู้ดีว่าหลิวหยุนไม่ได้มาอย่างเป็นมิตรแน่

        ในขณะเดียวกันหลิวหยุนก็เดินมาผายมือให้กับหลินรั่วซี “ไม่ทราบว่าคุณหลินจะให้โอกาสผมเชิญคุณไปเต้นรำสักเพลงจะได้ไหมครับ?”

        จากการคาดการณ์ของหลิวหยุน ในตอนนี้เขาสามารถทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันได้ มิหนำซ้ำยังสามารถกระตุ้นให้หลินรั่วซีรู้สึกไม่ชอบหน้าหยางเฉินมากขึ้น

        ดูยังไงตอนนี้เขาก็ทำคะแนนนำหยางเฉินไปมากโขอยู่ดี คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่หลินรั่วซีจะตอบรับคำเชิญของเขาแล้วไปเต้นรำบนฟลอร์

        แต่หลินรั่วซีไม่ได้เป็นคนโง่ เธอรู้ว่าหลิวหยุนต้องการมาเชิญเธอไปเต้นรำเพื่อหักหน้าหยางเฉินให้เขาอับอาย เพียงแต่หลิวหยุนก็เป็นนายน้อยของตระกูลหลิว การที่เจ้าภาพมาเชิญไปเต้นรำแล้วปฏิเสธไปก็นับได้ว่าเป็นความไม่สุภาพอย่างหนึ่ง แต่เธอก็ไม่รู้จะหาเหตุผลไปปฏิเสธหลิวหยุนอย่างไรดี

        ไช่เอี๋ยนเห็นหลินรั่วซีกำลังรู้สึกอึดอัดใจ เธอจึงพูดกับหลิวหยุนขึ้นมา “ประธานหลิว รั่วซีไม่ชอบงานเต้นรำนัก คุณไปเชิญคนอื่นๆ ดีกว่าค่ะ”

        หลิวหยุนยังคงเผยรอยยิ้มออกมา “สารวัตรไช่ ผมอยากจะเต้นรำกับประธานหลินจริงๆ หวังว่าคุณจะไม่ขัดขวางผมหรอกนะครับ”

        ไช่หนิงจับมือน้องสาวของเธอไม่ให้ทำอะไรไปมากกว่านี้ ถ้าหากยังขืนดื้อดึงบางทีความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหลิวและตระกูลไช่อาจแย่ลงมากกว่าเดิม

        “เฮ้! นี่คุณไปเอาความกล้ามาจากไหน? ขนาดผมที่เป็นสามีของเธอก็ยังไม่เคยได้เต้นรำด้วยเลย ตอนนี้คุณกลับคิดจะกลายเป็นพวกอันธพาลยุ่มย่ามกับภรรยาของคนอื่นแล้ว?!” ในตอนนั้นเองหยางเฉินก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของหลิวรั่วซี

        หลินรั่วซีตกตะลึงที่หยางเฉินจู่ๆ ก็โผล่มาจากด้านหลังเธอในขณะที่สีหน้าของสองพี่น้องตระกูลไช่กลับดูซับซ้อน

        หลิวหยุนเค้นเสียงออกมาก่อนจะพูดขึ้น “ใช่เหรอครับ ใครจะเป็นแบบคุณหยางได้ เมื่อกี้ก็เพิ่งไปคุยกับคุณนายถังนี่ครับ มิหนำซ้ำเธอยังดูงดงามถึงขนาดนั้น คุณหยางนี่ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”

        หยางเฉินเผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา “ไม่ว่าคุณจะอิจฉาหรือคิดว่านับถือผมเป็นไอดอลหรืออะไรก็ตาม แต่ตราบใดที่เธอยังเป็นผู้หญิงของผม คุณก็ไม่มีสิทธิมายุ่มย่ามกับเธอ”

        “ไม่ได้งั้นเหรอครับ?” หลิวหยุนรู้สึกอยากจะหยามหยางเฉินให้มากกว่านี้

        ในตอนนั้นเองหยางเฉินก็ยื่นมือไปที่เบื้องหลังในขณะที่สองสาวตระกูลไช่ยังยืนตะลึงอยู่ “สารวัตรไช่ คุณคงไม่คิดจะจับผมไปสถานีตำรวจเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ใช่มั้ยครับ?”

        “หยางเฉิน นายกล้าโบ้ยมาให้พวกฉันเหรอ?! อยากตายนักหรือไง?!” ใบหน้าของไช่เอี๋ยนแทบจะเป็นสีแดงก่ำขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว

        แต่ไช่หนิงกลับรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าหยางเฉินกำลังทะเลาะกับหลิวหยุนอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจของเธอกลับเต้นไม่ตรงจังหวะ

        หลิวหยุนไม่พูดอะไรออกมานอกจากเผยรอยยิ้มชั่วร้ายให้กับหยางเฉิน เขากล่าวขึ้น “บางทีนี่อาจไม่จำเป็นจะต้องแยกว่าใครถูกใครผิดก็ได้ ถึงแม้ว่าคุณหยางจะบอกว่าอยากจะเต้นรำกับภรรยาของคุณก็จริง แต่ดูเหมือนว่าประธานหลินดูจะไม่เต็มใจที่จะต้องเต้นกับสามีอย่างคุณนะครับ”

        หยางเฉินไม่สนใจคำพูดของหลิวหยุนแม้แต่น้อย เขามองไปยังใบหน้าของหลินรั่วซีที่ยังคงเงียบอยู่ อารมณ์อันซับซ้อนปรากฏขึ้นมาภายในแววตาของเธออย่างเห็นได้ชัด

        ทันใดนั้นหยางเฉินก็เปลี่ยนท่าทีของเขาอย่างฉับพลัน เขาเดินเข้าไปหาหลินรั่วซีช้าๆ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าของเธอ

        หยางเฉินค่อยๆ ค้อมตัวลงราวกับสุภาพบุรุษพร้อมทั้งผายมือไปด้านหน้า เป็นสัญญาณของการ “เชิญฝ่ายหญิง” ออกมาเต้นรำกับเขาบนฟลอร์ ไม่เพียงแต่ท่วงท่าการเชื้อเชิญอีกฝ่ายจะสง่างาม ท่าทางของเขายังเปลี่ยนไปจนแทบจะเหมือนกับเป็นคนละคน จนหลิวหยุนและไช่เอี๋ยนต่างก็รู้สึกว่ากำลังมองคนอื่นที่ไม่ใช่หยางเฉินอยู่

        แม้แต่หลินรั่วซีก็ยังรู้สึกว่าหัวของเธอกำลังขาวโพลนด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าหยางเฉินจะเป็นคนเชิญเธอไปเต้นรำจริงๆ

        นอกจากนี้เขาก็เป็นแค่คนขายแพะย่างเท่านั้น คนขายแพะย่างที่ไหนจะเต้นรำเป็นบ้าง?!

        หลินรั่วซีก็มองหยางเฉินด้วยความเขินอายเล็กน้อย แต่หัวใจของเธอกำลังเต้นโครมครามออกมาไม่หยุดยั้ง หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที หลินรั่วซีที่นิ่งเงียบก็ค่อยๆ วางมืออันเรียบเนียนของเธอไว้บนฝ่ามือของหยางเฉิน

        “งานเต้นรำครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ฉันไม่อยากจะเต้นกับคนไม่มีทักษะ นายอย่าคิดทำอะไรแผลงๆ จะดีกว่า”

        หยางเฉินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาแค่นรอยยิ้มออกมา “ไม่ต้องห่วง ผมแค่อยากเต้นรำกับคุณเท่านั้นเอง อีกอย่างหนึ่งสามีคุณเต้นรำได้เก่งมากด้วยนะครับ”

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน