อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 65 ความกลุ้มใจของลอร์ดอาร์เทมิส

            ยามค่ำคืนอันดึกสงัดภายในคฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส ในเวลานี้เจ้าของคฤหาสน์กำลังนั่งบนเก้าอี้จ้องมองเปลวไฟในเตาผิงเหมือนเช่นทุกที เขากำลังทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหลายวันนี้ หลายวันก่อนเขาได้ให้คนของเขาส่งศพของชาลีฟกลับบ้านของอีกฝ่ายไปที่เมืองริเวอร์วิว เกี่ยวกับการตายของชาลีฟนั้นเขาได้แจ้งให้กับพ่อของชาลีฟทราบผ่านทางอุปกรณ์เวทย์มนต์ชนิดหนึ่ง

            มันเป็นอุปกีณ์เวทย์มนต์ที่สามารถติดต่อสืสารกันได้ผ่านข้อความ แม้ว่าจะไม่เห็นหน้าของอีกฝ่ายแต่จากตัวอักษรที่อีกฝ่ายพิมพ์มาก็ผมบอกได้ถึงอารมณ์และความโกรธแค้นของเขา ลอร์ดอาร์เทมิสก็ได้แต่บอกให้เขาใจเย็นอย่าเพิ่งทำอะไรวู่วาม เพราะทางอาณาจักรเซลเวเรียไม่มีทางยอมให้เขาก่อสงครามกับไพร์ล็อกในตอนนึ้แน่ ส่วนอีกฝ่ายขอรับฟังอย่างจำใจแต่ยังทิ้งท้ายว่าเขาจะต้องสังหารเออร์วินแล้วนำเลือดมาล้างบ้านหลุมศพให้ลูกชายให้จงได้ ลอร์ดอาร์เทมิสก็ไม่ได้ตอบอะไรและเลือกที่จะเงียบ

            เมื่อวานก่อนเขาได้ให้กิลเบิร์ตลูกชายเขาทำการมอบสมบัติหลายชิ้นให้เจ้าชายเออร์วินเพื่อเป็นการขอโทษในสิ่งที่ทำลงไปกับพวกเจค ของที่ส่งนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพวกลูกแก้วความทรงจำกับผลึกเวทย์มนต์ สาเหตุที่เขาเลือกของพวกนี้เพราะเขาได้สืบแล้วว่าสิ่งของที่เออร์วินซื้อมาจากวานเชสโก้ส่วนใหญ่จะเป็นของสองอย่างนี้ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเจ้าชายขยะจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรแต่ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้เขาก็พร้อมจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ แต่ที่เป็นปัญหาหนักใจของลอร์ดอาร์มิสก็คือความสัมพันธ์ระหว่างกิลเบิร์ตกับเจ้าชายขยะกลับไม่มีอะไรคืบหน้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจ้าหญิงลิลิธที่ไม่แม้แต่จะคุยด้วยสักครึ่งคำ และที่สำคัญเขาได้ฟังจากลูกชายว่ามีเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ได้เข้ารับการฝึกเพื่อเป็นอัศวิน ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนี้อยากได้ดาบใหญ่ด้วยความหัวไวของกิลเบิร์ตทำให้เขาเสนอที่จะซื้อดาบให้เธอ ทว่าเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์คนนี้กลับเมินกิลเบิร์ตแล้วไปขอให้เออร์วินซื้อดาบใหญ่ให้แทน เดิมทีเรื่องนี้ยังไม่ถือว่าเป็นทางตันนักเพราะเขารู้ดีว่าดาบใหญ่เป็นอาวุธที่ไม่ค่อยมีคนใช้เพราะน้ำหนักและขนาดของมัน ทำให้ร้านขายอาวุธในเมืองเลือกที่จะไม่รับดาบใหญ่มาขาย แต่ลอร์ดอาร์เทมิสเขากลับมีดาบใหญ่บางส่วนอยู่ในครอบครอง เขาสามารถมอบดาบใหญ่เล่มหนึ่งให้เจ้าชายเพื่อให้นำไปมอบให้เด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์คนนั้น แต่แทนที่เขาจะมอบให้ทันทีเขากลับต้องการให้เจ้าชายขยะเห็นซึ้งในน้ำใจของเขา จึงรอเวลาให้เจ้าชายค้นพบว่าไม่สามารถหาซื้อด่านใหญ่ในไพร์ล็อกได้แล้วเขาจะหาเวลาให้กิลเบิร์ตเป็นคนนำดาบใหญ่ไปมอบให้เจ้าชายเอง

            แต่ร้อยไม่คิดพันไม่คิดเจ้าชายกับหาดาบใหญ่มาจนได้และคนที่ได้ความดีความชอบให้ไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหนกลับมาเป็นคนที่เขาดูแคลนมาโดยตลอดอย่างมาร์ควิสเฟลิกซ์คนที่วันๆ คิดแต่เรื่องใต้สะดือ และเกี่ยวกับมาร์ควิสเฟลิกซ์ก็มีสิ่งที่ทำให้ลอร์ดอาร์เคมิสรู้สึกกังวลจนแทบนั่งไม่ติด เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนมาร์ควิสเฟลิกซ์ได้มาหาเขาแล้วพูดเรื่องที่หัวใจของตนถูกเถาวัลย์หนามสีทองพันไว้ ตอนที่ลอร์อาร์เทมิสได้รู้เรื่องนี้เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เพราะเวทมนต์แบบนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน พอถามถึงต้นสายปลายเหตุอีกฝ่ายก็เล่าให้ฟังว่ามันเริ่มมาจากการดื่มชากับองค์ราชินีเอลิเซีย

            ตอนนั้นลอร์ดอาร์เทมิสเหมือนกับโดนฟ้าผ่าคำว่า องค์ราชินีเอลิเซีย ทำให้เขาได้แต่ยืนนิ่ง เพราะเธอคือสาเหตุที่ทำให้เขามุ่งมั่นจะให้ลูกชายของตนเษกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธ และการที่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของกิบเบิร์ตไม่ว่าจะกับเจ้าชายขยะหรือกับเจ้าหญิงลิลิธไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลยก็ทำให้เขากัดกลุ้มเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเขาเคยเสนองานหมั้นหมายระหว่างทั้งสองคนกับทั้งพระราชาอัลเฟรดละราชินีเอลิเซียซึ่งผลที่ได้คือมักถูกบ่ายเบี่ยงอยู่เสมอ ทว่ายังมีอีกเรื่องนึงที่เขากลุ้มใจนั่นก็คือกิลเบิร์ตมีเรื่องปิดบังเขา ซึ่งเขาสังเกตตั้งแต่วันที่กิลเบิร์ตพาคนของเขาไปทำร้ายพวกเพื่อนของเจ้าชายที่อยู่ในสลัมจนชาลีฟเสียชีวิต เพียงแต่เขายังดูไม่ออกว่าลูกชายคนนี้ปิดบังเรื่องอะไรและเขาก็ไม่ได้พูดออกมา แต่ในฐานะพ่อเขาก็พอเริ่มมองออกแล้วว่าสิ่งที่กิลเบิร์ตปิดบังเขานั้นเป็นเรื่องของผู้หญิง และนั่นให้เขากลุ้มใจเป็นอย่างมากกลัวว่ากิลเบิร์ตจะไม่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิง

            เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนที่ทำให้ลูกชายของเขาหลงรักได้เขาได้ลองใช้กำลังคนสืบดูแต่กลับไม่ได้อะไรกลับคืนมา เพราะตามข้อมูลที่ที่ได้มาจากการสืบบ่งบอกว่ากิลเบิร์ตไม่ได้มีการพบปะหรือสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหน ทำให้ลอร์ดอาร์มิสสงสัยในข้อสันนิษฐานของตนแต่ด้วยความที่เขาเป็นพ่อทำให้เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้มองผิด

            “คงต้องลองคุยกับกิลเบิร์ตเกี่ยวกับเรื่องนี้หน่อยแล้ว”

            ลอร์ดอาร์เทมิสพึมพำออกมาในขณะที่สายตาของเขายังคงจ้องอยู่ที่เปลวไฟในเตาผิง

             

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            หลังจากที่ตื่นนอนโดยมีน้องชายเป็นหมอนข้างเจ้าหญิงลิลิธก็ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วทำการแต่งตัวโดยชุดที่ดูทะมัดทะแมงก่อนจะเดินทางไปที่ค่ายทหาร ทว่าเมื่อเธอเดินลงบันไดมาเธอกลับพบเห็นลิลลี่เด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่มีอายุไล่เลี่ยกับน้องชายเธอ เดิมทีลิลิธไม่ชอบลิลลี่ด้วยซ้ำไม่ใช่เพราะเธอเป็นเผ่ามารแต่เพราะเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ใกล้ชิดกับน้องชายเธอต่างหาก ซึ่งวันนี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปนั่นก็คือบ่าของเธอพาดไว้ด้วยดาบใหญ่เล่มหนึ่ง

            ลิลิธเหลือบมองดาบที่ลิลลี่ถือ

            “ดาบเล่มนั้นเออร์วินเป็นคนซื้อให้?”

            ลิลลี่ตอบอย่างมีชีวิตชีวาว่า

            “ใช่แล้วเพคะเจ้าหญิงเจ้าชายโรคจิตเป็นคนซื้อให้ไหมคะ”

            ลิลิธพยักหน้าหนึ่งทีแล้วไม่ได้พูดอะไรอีกก็จะเดินออกจากปราสาทโดยมีลิลลี่เดินตาม ขณะที่เดินผ่านพวกทหารองครักษ์ที่ยืนยามอยู่นั้นพวกเขาก็ทำความเคารพเจ้าหญิง พร้อมกับส่งสายตาที่เป็นมิตรให้กับลิลลี่

            ลิลลี่เดินตามลิลิธเข้าไปในค่ายทหารซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เหล่าทหารจะแยกกันฝึกตามแต่ละกอง ลิลลี่ที่กำลังเห่อดาบใหญ่ของตนจึงเดินยืดอกผ่านพวกทหารเหล่านั้น เหล่าทหารที่เห็นร่างเล็กของลิลลี่แบกดาบใหญ่เล่มโตเดินมายังหน้าตาเฉยก็รู้สึกทึ่งในพละกำลังของเธอ บางคนถึงกับสูดลมหายใจดังซี้ดออกมา พวกเขาต่างพากันสงสัยว่าถ้าตอนที่อายุแค่นี้มีพละกำลังระดับนี้เมื่อเธอโตขึ้นจะมีพละกำลังระดับไหน มีทหารหลายคนรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมา ในขณะที่มีจำนวนไม่น้อยกลับไม่สนพละกำลังของเธอแต่มองดูลิลลี่ด้วยความเอ็นดู ตลอดระยะเวลาที่ลิลลี่ได้มาฝึกที่ค่ายทหารนี้ความมีชีวิตชีวาและความร่าเริงของเธอไม่เพียงแต่ช่วยลดความระแวงมีความมีอคติที่เหล่าทหารมีต่อเธอแต่ยังช่วยให้พวกเขามองเธอต่างไปจากเดิม

            “หนูลิลลี่นี่น่ารักได้ทุกวันเลยน้า”

            “ใครว่าหนูลิลลี่น่ารักทุกวันต้องบอกว่าน่ารักทุกเวลาต่างหาก”

            “พูดอะไรเพ้อเจ้ออย่างกับพวกแกเคยเห็นเวลาอื่นของหนูลิลลี่ที่ไม่ได้อยู่ในค่ายทหารด้วย”

            “ไม่เพ้อเจ้อสักหน่อยอย่างหนูลิลลี่มีเวลาไหนด้วยหรอที่ไม่น่ารัก”

            พวกทหารหลายคนที่ได้ยินต่างก็พากันพยักหน้าหงึกๆ ในขณะที่มีทหารบางส่วนยังคงแสดงท่าทีมีอคติกับลิลลี่เหมือนครั้งแรกที่ได้เห็นเธอ

            ลิลลี่เดินตามลิลิธมาจนถึงพื้นที่ของพวกอัศวินฝึกหัดพบว่ามีพวกอัศวินฝึกหัดหลายคนกำลังฝึกอยู่ มีเรีย บรูค เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

            มีเรียถือดาบในแนวตั้งพร้อมกับหลับตาของเธอลงสักพักบนตัวดาบของเธอก็เริ่มมีลมหมุนเป็นเกลียวไล่จากล่างขึ้นบน เริ่มลมที่หมุนนั้นจะยังไม่เร็วมากนักมันเริ่มหมุนช้าๆ แล้วก็เร็วขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายกับว่ามันเป็นพายุขนาดย่อม มีเรียลืมตาขึ้นมาก่อนจะตวัดดาบในมือของเธอของเธอไปยังหุ่นฟางที่อยู่ตรงหน้า พายุขนาดย่อมพุ่งออกจากดาบของมีเรียเข้าใส่หุ่นฟาง ทว่าเมื่อมันฟันถูกหุ่นฟางกลับทำให้หุ่นฟางเพียงแค่สั่นไหวเบาๆ พร้อมกับฟางบนตัวหุ่นขาดเพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น มีเรียรู้สึกผิดหวังกับผลลัพธ์ที่ได้นี้

            “ถึงหรือยังทำให้ขาดไม่ได้แต่ก็พัฒนาขึ้นนะ”

            เสียงมันเย็นชาอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างๆ มีเรีย เธอสะดุ้งตกใจรีบหันไปพบทว่าเป็นเจ้าหญิงลิลิธที่ด้านหลังมีลิลลี่ซึ่งมีดาบใหญ่เล่มหนึ่งพาดอยู่บนบ่า มีเรียรีบถือดาบด้วยมือซ้ายแล้วทาบฝ่ามือกับอกซ้ายค้อมกายลง

            “อรุณค่ะเจ้าหญิงลิลิธ”

            ลิลิธพยักหน้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

            “ฉันไปก่อนล่ะฝากดูแลลิลลี่ด้วย”

            มีเรียเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะตอบด้วยความหนักแน่นว่า

            “วางใจได้เลยค่ะเจ้าหญิง”

            ลิลิธไม่ได้พูดอะไรแล้วก็เดินจากของเธอไปไปยังที่ฝึกเฉพาะของเธอ มีเรียมองลิลลี่แล้วสังเกตเห็นดาบใหญ่พาดบ่า

            “ดาบนั่นเจ้าชายเออร์วินทรงซื้อให้เธอแล้วหรอ”

            ลิลลี่พยักหน้าพลางยืดอกยกดาบใหญ่ที่พาดบ่าลงมาปักกับพื้น

            “อื้ม เจ้าชายโรคจิตเป็นคนซื้อมาให้เป็นยังไงเจ๋งใช่มั้ยล่ะ”

            เรเชลทำหน้าประหลาดเพราะตั้งแต่ที่เธอรู้จักกับลิลลี่อีกฝ่ายก็เรียกเจ้าชายเออร์วินว่าเจ้าชายโรคจิตมาโดยตลอด แม้ว่าทุกคนจะพากันเรียกเออร์วินว่าเจ้าชายขยะก้ตามแต่นั่นก็เป็นเพียงการเรียกลับหลังเท่านั้น ไม่มีใครคิดจะเรียกแบบนี้ต่อหน้าคนที่มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าชายเด็ดขาด แต่ไม่ใช่กับลิลลี่เพราะเธอคนนี้ไม่เพียงเรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตให้ใครต่อใครได้ยินเท่านั้นแต่ยังเป็นคำที่ใช้เรียกขานเวลาคุยกับเจ้าตัวอีกต่างหาก อีกทั้งเจ้าชายเออร์วินก็ยังไม่มีท่าทีทักท้วงหรือโกรธเคืองเธอเลยแม้แต่น้อย

            “นี่เธอคิดจะเรียกเขาแบบนั้นไปจนถึงเมื่อไร?”

            มีเรียอดไม่ได้ที่จะถามออกมา ลิลลี่เอียงคอด้วยความสงสัย

            “เรียกเขาแบบนั้น?”

            “ก็เรียกเจ้าชายเออริ์วินแบบที่เธอเรียกไง”

            ลิลลี่เข้าใจทันทีจึงร้องอ้อออกมา

            “ทำไมล่ะไม่เห็นแปลกนี่ทีพวกเธอยังเรียกเขาว่าเจ้าชายขยะเลย”

            มีเรียมองหน้าลิลลี่แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา มีเรียที่เคยจิกกัดเขาเมื่อตอนออกลาดตระเวนกับเจ้าหญิงลิลิธคราวก่อนยังไม่กล้าเรียกเขาว่าเจ้าชายขยะตรงๆ เลย แต่เด็กผู้หญิงคนนี้กลับทำเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ลิลลี่พูดก็ถูกเพราะพวกเธอยังเรียกเขาว่าเจ้าชายขยะทั้งเอาไปนินทากันสนุกปากด้วยซ้ำ

            “ช่างเถอะถ้าเขาไม่ว่าอะไรเธอก็แล้วไป”

            สำหรับกับเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์คนนี้ถึงแม้ตอนแรกมีเรียจะรู้สักหวาดกลัวและหวาดระแวงอยู่บ้าน แต่เมื่อเธอได้ลองคุยดูตามที่เออร์วินบอกก็เริ่มสนิทกันอย่างรวดเร็วจนมีเรียเริ่มไม่สนใจในเผ่าพันธุ์ของอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ และที่สำคัญไม่เคยมีสักครั้งที่ลิลลี่จะพูดคำที่เธอไม่ชอบที่สุดก็คือว่า ‘...สมแล้วที่ลูกสาวของดยุคกาเลออน’

            “นี่เมื่อกี้เป็นเวทย์ของเธอเหรอเจ๋งไปเลยนะคล้ายกับที่พี่สาวอัศวินใช้ในวันนั้นเลย”

            ลิลลี่พูดพร้อมกับจ้องมองมีเรียด้วยตาที่เป็นประกายส่วนหางของเธอก็ส่ายไปมาไม่หยุด มีเรียรู้สึกเขินเล็กน้อยแต่เธอก็ส่ายหน้าพูดด้วยสีหน้าที่กลัดกลุ้มว่า

            “ไม่หรอกแค่นี้มันยังใช้ไม่ได้หรอกดูหุ่นฟางตัวนั้นสิมันยังอยู่ดีเลยเห็นไหม”

            ลิลลี่เห็นไปมองหุ่นฟางตามที่มีเรียพูดพบว่ามันยังอยู่ดีจริงแต่เธอก็พูดว่า

            “ไม่หรอกที่มันยังอยู่ดีก็เพราะลมพายุดที่เธอปล่อยออกมามันสลายไปก่อนที่จะเข้าปะทะกับหุ่นฟางนั่นต่างหาก ถ้าเธอสามารถทำให้พายุนั่นไม่สลายไปได้ก่อนถึงเป้าหมายโดยการไม่สลายไปก่อนได้ล่ะก็แค่นั้นก็ไม่มีปัญหานี่”

            มีเรียที่ได้ฟังถึงกับเบิกตาโพลงเพราะสิ่งที่ลิลลี่พูดนั้นเป็นปัญหาที่เธอแก้ไม่ตกมาโดยตลอด ตั้งแต่เด็กมีเรียก็ค้นพบว่าเธอมีความเข้ากันได้กับธาตุลมด้วยความที่เธอใฝ่ฝันอยากจะเป็นอัศวินดังในนิทานที่เธออ่านมีเรียจึงมุ่งมั่นฝึกฝนเรื่อยมา และด้วยความที่เธอเกลียดการถูกมองว่าที่เธอได้ทุกอย่างก็เพราะพ่อทำให้เธอปฏิเสธครูที่พ่อเธอหามาแล้วเลือกที่จะเล่าเรียนด้วยตนเองจากตำรา ซึ่งทุกอย่างก็ราบรื่นเป็นอย่างยิ่งบ่งบอกถึงพรสวรรค์อันน่าทึ่งของเธอจนในที่สุดเธอก็ได้รับการยอมรับให้เป็นอัศวินฝึกหัด ทว่าการฝึกของเธอก็มาถึงคอขวดเมื่อเธอฝึกเทคนิคที่ผู้ใช้เวทย์ลมส่วนใหญ่ใช้กัน นั่นคือการร่ายเวทย์ลมให้พายุหมุนรอบตัวดาบจากนั้นก็ตวัดดาบเพื่อให้ลมพายุพุ่งใส่ศัตรูที่อยู่ระยะไกล ทว่ามีเรียไม่ว่าจะฝึกทักษะนี้กี่ครั้งผลก็คือลมพายุก็ไม่อาจพุ่งเข้าใส่เป้าหมายได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อเธอยังคงฝึกต่อไปแล้วเมินเฉยข้อเสนอของพ่อที่จ้างครูมาให้เธอ จนในที่สุดความพยายามก็เริ่มเห็นผลเมื่อเธอสามารถทำให้ฟางบนตัวหุ่นนั้นขาดได้สองสามเส้น แต่มีเรียก็ยังไม่พอใจอยู่ดีเพราะเธอรู้สึกว่าเธอควรจะทำได้ดีกว่านี้

            ขณะที่มีเรียกำลังรู้สึกไม่พอใจในผลลัพธ์ที่เธอทำได้และไม่รู้ว่าต้องแก้ไขที่ตรงไหน เพราะที่ผ่านมาเธอก็อาศัยลูกฮึดฝึกอย่างไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น ลิลลี่ก็บอกปัญหาที่ต้องแก้ออกมาได้อย่าง่ายดาย ขณะที่มีเรียกำลังใช้ความคิดถึงสิ่งที่ลิลลี่พูดเสียงของไลลาก็ดังขึ้นจากไม่ไกลว่า

            “สมกับเผ่ามารหูสัตว์เลยนะประสาทสัมผัสเฉียบคมจริงๆ”

            มีเรียหับลิลลี่หันไปพบว่าเป็นไลลากำลังเดินมาหาพวกเธอก่อนจะหยุดมองทั้งสองแล้วก็ยิ้มให้ทั้งคู่

            “อรุณสวัสดิ์พี่สาวอัศวิน” ลิลลี่ทักทายอย่างร่าเริงโดยที่มือขวายังคงกุมด้ามดายบเอาไว้แล้วชูมือช้ายทักทายไลลา

            “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณไลลา” มีเรียทักทายอย่างสุภาพโดยการโค้งกายให้

            “มีเรียเธออย่ากดดันตัวเองเองเกินไปนักเพราะผลลัพธ์ที่เธอทำได้นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วสำหรับเด็กที่มีอายุระดับเธอ แล้วก็จดจำที่ลิลลี่พูดเมื่อกี้ด้วยล่ะเพราะนั่นคือสิ่งที่เธอจะต้องแก้”

            มีเรียนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้า

            “ค่ะคุณไลลา”

            ไลลาหันไปมองลิลลี่แล้วมองดาบใหญ่เล่มนั้น

            “ดาบนั่นเจ้าชายเออร์วินให้เธอมาสินะลิลลี่?”

            “ใช่แล้วเจ้าชายโรคจิตให้มา” ลิลลี่ตอบพลางพยักหน้าหงึกๆ

            ไลลายิ้มออกมาพลางพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าลืมคำสาบานที่เธอพูดในวันนั้นเชียวล่ะ”

            “ไม่ลืมหรอก” ลิลลี่พูดอย่างหนักแน่น ส่วนมีเรียที่ยืนฟังอยู่กลับรู้สึกสงสัยว่าคำสาบานที่ไลลากับลิลลี่พูดถึงคืออะไร ไลลาที่เห็นว่าลิลี่ตอบอย่างหนักแน่นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจจนลิลลี่พูดต่อว่า

            “เมื่อวานนี้ก็สัญญาว่าจะมีลูกกับเจ้าชายโรคจิตด้วย”

            พริบตานั้นทั้งไลลากับมีเรียพากันนิ่งค้างไปทันที


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน