เหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น

    ตอนที่ 39 ความรักที่เกิดจากความเห็นใจ



    ผมไม่รู้คุณธีร์มีท่าทียังไงแน่ แกรีบเดินตามอิ๊งไป ผมรู้สึกใจเต้นแต่ก็ไม่กล้าตามไป สุดท้ายได้แต่ขับรถกลับบ้าน
    วันต่อมาผมเข้าไปพบคุณวรเดช แกถามขึ้น
    “เป็นไงบ้างพล็อต คุณธีร์ว่าไงบ้าง”
    ผมมีปัญหากับคุณธีร์เล็กน้อยในเรื่องอิ๊ง ผมไม่กล้าบอกคุณวรเดช จึงตอบไป
    “เรื่องคุณธีร์เรียบร้อยดีครับ”
    คุณวรเดชยิ้ม แกลุกขึ้นออกจากโต๊ะทำงานเดินมาจับไหล่ผม
    “ขอบใจมากพล็อต”
    “เรื่องอะไรครับ”
    “ฉันใช้เวลาคิดแผนยึดธนาคารมาหลายปี มันไม่ง่ายที่จู่ๆ ทั่วโลกจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เปิดโอกาศให้ฉันมีโอกาสเทคโอเวอร์ธนาคาร ศึกครั้งนี้ฉันทุ่มสุดตัว ฉันเอาบริษัทไปค้ำไว้กู้เงินมาอีกหลายพันล้าน ถ้าผ่านโอกาสนี้ไป..ฉันคงไม่มีโอกาสอีก"
    คุณวรเดชมองหน้าผม
    “แต่เธอช่วยทำให้ฝันของฉันเป็นจริง”
    ผมยิ้มตอบ แต่ในใจผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย ได้ยินคุณวรเดชถาม
    “คุณธีร์จะช่วยรวมเสียงผู้ถือหุ้นให้ฉันได้อีกสักกี่เปอเซนต์?”
    “ไม่แน่ใจครับ คุณธีร์บอกขอเจรจาดูก่อน”
    “โอเค ด้านคุณธีร์เธอดูแลนะ ด้านคุณฟงฉันจัดการเอง ฉันรู้จักเขามาก่อน”
    ผมรับปากคุณวรเดช

    ผมกลับไปทำงานต่อเห็นข่าวคุณมนตรี อุตสาหะ ผู้บริหารธนาคารรักเมืองไทย แกเป็นชายอายุราวหกสิบ มีผมหงอกเป็นส่วนใหญ่ กำลังแถลงข่าวเรื่องจะมีคนเทคโอเวอร์ธนาคารรักเมืองไทย
    “เรื่องที่มีคนจะมาเทคโอเวอร์ LTB ไม่เป็นความจริง” คุณมนตรีแถลง
    “แล้วทำไมหุ้น LTB ขึ้นล่ะคะ?” นักข่าวถาม
    “เพราะว่ามีนักลงทุนสนใจธนาคารของเราจึงเข้าซื้อหุ้น ก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับที่หุ้นจะขึ้น”
    “แต่ธนาคารขาดทุนนะคะ ทำไมถึงมีคนสนใจซื้อเยอะ” นักข่าวถามอีก
    “การซื้อหุ้นมันต้องมองไปที่อนาคตนะคุณ ธนาคารรักเมืองไทยทำงานรับใช้ประชาชนมาหลายสิบปี ผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง เมื่อราคาหุ้นลงมาถูกก็ต้องมีสนใจช้อนซื้อเป็นธรรมดา”
    “แต่มีข่าวว่าตอนนี้มีการรวบรวมเสียงต่างๆ เพื่อเปลี่ยนตัวทีมผู้บริหารจริงไหมคะ?”
    “บอกว่าข่าวลือก็ข่าวลือสิ” คุณมนตรีพูดอย่างอารมณ์เสีย
    ผมเห็นสีหน้าคุณมนตรีในทีวีแกค่อนข้างหม่นหมองมาก แผนเพิ่มทุนเพื่อดัดหลังพวกเราถูกผมกับคุณวรเดชทำลาย ทำให้แกหมดเงินทองไปไม่น้อย
    ขณะทำงานผมส่งข้อความผ่านไลน์ไปหาคุณธีร์ แต่แกไม่อ่านและไม่ตอบกลับเลย
    สงสัยแกประชุมอยู่มั้ง
    แต่ผมรอข้อความตอบกลับจากคุณธีร์ประมาณหกโมงครึ่งมันก็ยังไม่ตอบกลับมา ผมจะทำไงดีนะ
    ผมตัดสินใจโทรไปหาคุณธีร์ แต่แกตัดสายผมทิ้ง!
    ผมใจหายวาบ อิ๊งไปบอกอะไรคุณธีร์กันแน่ ผมควรทำไงต่อดี? ไปหาคุณธีร์เพื่อเจรจาเหรอ?
    ผมตัดสินใจไลน์ไปถามคุณหญิงวิมลรัตน์
    ‘คุณหญิงสบายดีไหมครับ?’
    ‘สบายดีจ๊ะ เรื่องหุ้น LTB เป็นยังไงบ้าง’ คุณหญิงถาม
    ‘ดีครับ แผนยึดธนาคารเราใกล้จะสำเร็จ ถ้าสำเร็จคุณหญิงอาจเป็นหนึ่งในกรรมการธนาคารนะครับ’
    ‘จริงเหรอ ดีใจจุง ^^’
    แหม ทำมาใช้คำศัพท์วัยรุ่นนะ
    ‘ครับ แล้วอิ๊งเลิกไม่ชอบหน้าผมหรือยังครับ’
    ‘พี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องพล็อตต่อหน้าอิ๊งนะ พี่ว่าอิ๊งไม่ได้อะไรหรอก อย่าไปถือน้องเค้าเลย’
    ‘ครับ คุณหญิงอยู่บ้านไหมครับ?’
    ‘อยู่นะ’
    ‘แล้วอิ๊งล่ะครับ?’
    ‘อยู่จ๊ะ’
    ‘อิ๊งเป็นไงบ้างครับ?’
    ‘เห็นอิ๊งบอกว่าทะเลาะกับแฟน พี่ก็ไม่รู้เป็นยังไง’
    ผมคิดสักพักก็พิมพ์ต่อ ‘ผมไปหาคุณหญิงที่บ้านนะครับ เผื่อจะคุยเรื่องหุ้นกัน’
    ‘ได้จ๊ะ เจอกันข้างนอกไหมจะได้กินข้าวด้วย’
    ‘เจอที่บ้านดีกว่าครับ’
    ที่จริงผมไปที่บ้านคุณหญิงวิมลรัตน์เพื่อไปเจออิ๊ง ผมต้องให้อิ๊งเกลี้ยกล่อมคุณธีร์ให้ได้

    ผมขับรถไปถึงบ้านคุณหญิงวิมลรัตน์ เธอนั่งรออยู่ที่โซฟาห้องรับแขก ผมไปถึงก็ทักทายเธอตามปกติ
    “แล้วอิ๊งล่ะครับ”
    “อิ๊งอยู่บนห้องจ๊ะ”
    “ผมขอไปคุยกับอิ๊งได้ไหมครับ”
    “คุย? คุยอะไร?” คุณหญิงมีสีหน้าแปลกใจ
    “ก็คุยเรื่องความเข้าใจผิดผมกับอิ๊งครับ เมื่อวานผมไปพบคุณธีร์เพื่อคุยธุรกิจ แต่อิ๊งเข้ามาต่อว่าผม ทำให้ผมกับคุณธีร์เข้าใจผิดกัน ผมว่าต้องเคลียร์ ไม่งั้นเรื่องยึดธนาคารรักเมืองไทยของเราจะเสียหาย”
    คุณหญิงวิมลรัตน์พยักหน้า
    “ลองดูก็ได้ พี่จะไปเรียกอิ๊งมา”
    คุณหญิงโทรไปเรียกอิ๊งลงมาบอกผมจะคุยด้วยแต่อิ๊งก็ไม่ยอมลงมา
    ผมรู้สึกร้อนรุ่มใจเลยบอก
    “ผมขอขึ้นไปคุยกับอิ๊งเองครับ”
    คุณหญิงพยักหน้า
    “ห้องอิ๊งอยู่ติดกับห้องพี่ ถ้าอิ๊งอาละวาดอะไรใส่พล็อตต้องอดทนนะ”
    ผมรับคำเดินขึ้นบันไดบ้านคุณหญิงขึ้นไป ผมเคาะประตูห้องอิ๊งเรียกอิ๊งแต่อิ๊งก็ไม่ตอบ ผมตัดสินใจบิดลูกบิดประตู
    มันไม่ได้ล็อค
    ผมเปิดเข้าไปเห็นอิ๊งนอนอยู่ที่เตียง อิ๊งเห็นผมก็ถาม
    “นายมาทำไม?”
    “ผม...เมื่อวานอิ๊งเป็นไงบ้าง?”
    อิ๊งถามกลับ
    “พูดถึงอะไร?”
    “เรื่องคุณธีร์กับอิ๊งน่ะ เมื่อวานทะเลาะกัน ผมเป็นห่วง”
    อิ๊งบอก
    “เพราะนายนั่นแหละ ทำให้เกิดเรื่องขึ้น”
    อิ๊งไม่พูดเปล่าพร้อมน้ำตาไหล ผมใจหายวาบรีบปิดประตูห้อง เดินเข้าไปถามที่ข้างเตียง
    “เกิดอะไรขึ้นอิ๊ง?”
    อิ๊งร้องไห้ไม่หยุด ผมค่อยๆ นั่งลงที่ข้างเตียงเธอ ผมได้แต่พูด
    “เพราะผมคนเดียว ผมขอโทษ”
    ผมปล่อยให้อิ๊งร้องไห้สักพักอิ๊งก็บอก
    “ไม่เกี่ยวกับนาย”
    “อ้าว แล้วร้องไห้ทำไม?”
    อิ๊งไม่ตอบยังคงร้องไห้ไม่หยุด ผมได้แต่ดูเธอร้องไห้รอให้สงบอารมณ์ ผมอดบอกอีกทีไม่ได้ว่า
    “ผมขอโทษนะ”
    “นายเลิกขอโทษได้แล้ว มันไม่เกี่ยวกับนาย”
    “ทะเลาะกับคุณธีร์เหรอ?” ผมถาม
    อิ๊งร้องไห้โฮอีก ผมอดเอื้อมมือไปจับไหล่เธอไม่ได้ อิ๊งสะบัดไหล่ขัดขืน
    “พี่ธีร์เลิกกับอิ๊งแล้ว!” อิ๊งบอกพร้อมเสียงสะอื้น
    ผมใจหาบวาบ รีบถาม
    “ทะ..ทำไม?”
    อิ๊งร้องไห้โฮใหญ่ ผมไม่รู้จะทำไงใจมันสั่นไปหมด ผมถามเสียงสั่นเล็กน้อย
    “อิ๊งบอกเรื่องที่ผมทำกับอิ๊งไป?”
    อิ๊งส่ายหน้า ผมก็งง
    “แล้วทำไมเลิกกัน?”
    “พี่ธีร์บอกอิ๊งเอาแต่ใจ บอกอิ๊งพูดจาไม่ฟัง”
    อิ๊งร้องไห้สะอึกสะอื้น ผมอดรู้สึกสงสารเธอจับใจไม่ได้ ตอนแรกผมก็ไม่ได้ชอบเธอหรอก ตอนนี้ผมรู้สึกหวั่นไหวอย่างเลี่ยงไม่ได้
    ความสงสารทำให้ผมเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอ อิ๊งพยายามดิ้นขัดขืน แต่ผมโอบเธอไว้แน่น ไม่นานอิ๊งก็เลิกขัดขืนเอาหน้ามาซบหน้าอกผม การอกหักทำให้ใจเธอสลายและอ่อนแอ น้ำตาเธอหยาดพรมลงเสื้อผ้าผมไม่หยุด
    ผมปล่อยให้อิ๊งร้องไห้จนพอใจ ผมได้แต่ปลอบเธอ
    “ขอโทษอิ๊ง”
    “เลิกขอโทษได้แล้ว”
    “ผมจะชดเชยในสิ่งที่ทำลงไปเอง”
    อิ๊งเงยหน้าขึ้นบอกผม
    “ยังไง?”
    ใบหน้าที่งดงามของอิ๊งทำให้ผมหวั่นไหว ผมพูดขึ้น
    “ผมจะดูแลอิ๊งเอง”
    “นายอย่ามาพูดบ้าๆ” อิ๊งบอก
    “ผมจะชดเชยสิ่งที่ทำลงไป”
    ผมโอบกอดอิ๊งไว้ เธอซบที่อกผมร้องไห้เบาๆ ผมอดจุมพิตเบาๆ ลงที่หัวเธอไม่ได้ เธอก็ไมได้ขัดขืน

    ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ได้ยินเสียงก๊อกเคาะประตูดังขึ้น
    “ทำอะไรกันอยู่พล็อต”
    เสียงคุณหญิงวิมลรัตน์ดังขึ้น
    อิ๊งรีบผละจากอกผม
    “คุยกับอิ๊งอยู่ครับ” ผมตะโกนตอบ
    “อิ๊ง แม่เข้าไปได้ไหม?”
    อิ๊งคิดสักพักก็บอก
    “เปิดประตูสิแม่”
    คุณหญิงวิมลรัตน์เปิดประตูเข้ามา ผมรีบลุกขึ้นจากเตียง
    “มีอะไรกันหรือเปล่า?” คุณหญิงถาม
    “ไม่มีคะแม่” อิ๊งตอบ
    “ผมคุยกับอิ๊งรู้เรื่องแล้ว” ผมบอกคุณหญิง
    คุณหญิงวิมลรัตน์ยิ้มกว้าง
    “ดีแล้ว อายุใกล้เคียงกันเป็นเพื่อนกันดีกว่าจะมาทะเลาะกัน”
    ผมยิ้มรับ
    “งั้นผมกลับก่อนนะ”
    คุณหญิงถามสีหน้าแปลกใจ
    “จะรีบไปแล้วเหรอ? พี่ว่าจะชวนกินข้าวสักหน่อย”
    ผมหันไปมองอิ๊ง เธอทำตาขวางนิดๆ
    “ผมรีบไปดีกว่าครับ ดึกแล้ว”
    ผมรีบล่ำลาคุณหญิงวิมลรัตน์และหันไปมองหน้าอิ๊งอีกที เธอสบตากับผม ผมไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไง แต่อย่างน้อยสายตาที่ไม่เป็นมิตรของเธอก็หายไปแล้ว

    หลายวันผ่านไปคุณวรเดชบอกว่าตนเองรวบเสียงได้ 51% แล้ว จึงส่งจดหมายขอเปิดประชุมผู้ถือหุ้น คุณวรเดชสั่งให้ผมกำชับคุณธีร์ด้วย ผมก็ตกลงผมพยายามโทรไปหาคุณธีร์หลายครั้งแต่ก็ติดต่อไม่ได้ ผมไปขอพบคุณธีร์แกก็ให้เลขาแกปฏิเสธ ระหว่างที่รอเปิดประชุมใหญ่ธนาคารรักเมืองไทย ผมขอไลน์อิ๊งจากคุณหญิงวิมลรัตน์และติดต่อคุยกับเธอบ้าง เธอก็ตอบกลับเพียงแต่ไม่ได้คุยกันเยอะนัก

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันเปิดประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทยก็มาถึง มีคนมาประชุมทั้งรายใหญ่รายย่อยราวสามสี่ร้อยคน ข่าวการยึดอำนาจบริหารของคุณวรเดชไม่เป็นความลับอีกแล้ว ผู้ถือหุ้นจึงมาประชุมกันมากเป็นพิเศษ
    วันนี้ผมได้เห็นคุณมนตรี อุตสาหะประธานบริหารของธนาคารรักเมืองไทยตัวเป็นๆ แกเดินมากับญาติๆ ของแก มีทั้งหญิงชายทั้งหนุ่มแก่ รวมทั้งคนแก่อายุแปดสิบกว่าๆ ที่ต้องนั่งรถเข็นมา
    ผมไม่รู้ว่าคนแก่คนนี้คือใครจึงถามคุณวรเดช
    “คนแก่คนนี้คือไพศาล อุตสาหะ ผู้ก่อตั้งธนาคารรักเมืองไทยตัวจริง มนตรีเป็นลูกของเขา”
    ผมพยักหน้ารับ พวกเราเดินเข้าห้องประชุมใหญ่ ซึ่งมีที่นั่งเรียงเป็นแถวยาวหลายแถว แบ่งเป็นสองฝั่งซ้ายขวา มีโต๊ะยาวไว้เขียนเอกสารวางอยู่เบื้องหน้า ผมกับคุณธีร์ คุณฟง นั่งอยู่แถวหน้าสุดและเตรียมที่ไว้ให้คุณธีร์
    ไม่นานคุณธีร์ก็เดินเข้าห้องประชุมมา คุณวรเดชรีบเดินไปทักทายคุณธีร์ก็ทักทายตอบ ผมก็เดินไปทักทายคุณธีร์ด้วย แกเพียงแค่พยักหน้ารับ
    หลังทักทายเสร็จคุณวรเดชบอก“คุณธีร์มานั่งข้างๆ ผมสิ ผมเตรียมที่นั่งไว้ให้แล้ว”
    คุณธีร์ยิ้ม“ไม่เป็นไรครับ ผมมีที่แล้ว”
    ไม่นานคุณธีร์ก็เดินไปฝั่งที่นั่งของตระกูลอุตสาหะ!!
    จบตอน 39จะโดนคุณธีร์เล่นซะแล้ว เหตุการณ์จะเป็นไงต่อโปรดติดตาม ศึกชิงธนาคารที่เข้มข้นสุดๆ


    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น ที่คุณอ่าน