บทที่ 40 : ห้องลับเหมันต์ ทะลวงจุดสูงสุดแก่นแท้ทองคำ และผู้บุกรุกยามวิกาล!
ลึกลงไปใต้พื้นน้ำแข็งของยอดเขาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นสถานที่พำนักส่วนตัวของสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งดินแดนหมื่นเต๋า ปรากฏห้องศิลาลับที่ถูกสกัดดัดแปลงมาจากถ้ำน้ำแข็งบรรพกาล ผนังทุกด้านส่องประกายสีฟ้าครามอ่อนๆ แผ่กระจายไอเย็นที่สามารถแช่แข็งสายเลือดของปุถุชนให้กลายเป็นน้ำแข็งได้ในพริบตา ทว่าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สายหยินหรือธาตุน้ำ สถานที่แห่งนี้คือแดนสุขาวดีชั้นเลิศ
ซูหลงอวิ๋นเดินกอดอกสำรวจไปรอบๆ ห้องลับอย่างพึงพอใจ นัยน์ตาสีดำของเขากวาดมองลวดลายอักขระค่ายกลป้องกันระดับ 'สวรรค์ขั้นกลาง' ที่ถูกสลักซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ อย่างแนบเนียน
"ค่ายกลรวบรวมปราณเหมันต์ ค่ายกลสกัดกั้นจิตสัมผัส และค่ายกลปิดผนึกมิติ... นับว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋าทุ่มเททรัพยากรให้แก่เจ้าไม่น้อยเลย หลิงอวี้ซี ห้องลับนี้ปลอดภัยและแน่นหนาพอที่จะหลบซ่อนจากสายตาของบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ได้สบายๆ"
เด็กหนุ่มหันกลับมามองสตรีโฉมงามที่ยืนอยู่กลางห้อง หลิงอวี้ซีในยามนี้สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ปกปิดมิดชิดตั้งแต่ลำคอจรดปลายเท้า ใบหน้าของนางยังคงความเยือกเย็นและหยิ่งยโสประดุจเทพธิดาน้ำแข็ง ทว่าลึกๆ ในแววตาของนางกลับแฝงไปด้วยความซับซ้อนและหวาดระแวงยามที่ทอดมองบุรุษผู้นี้
"ไม่ต้องมาทำเป็นชื่นชมข้า ซูหลงอวิ๋น ข้อตกลงของเราเริ่มขึ้นแล้ว"
หลิงอวี้ซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว แหวนมิติสีเงินยวงวงหนึ่งก็ลอยละลิ่วไปตกอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม "ในนั้นมีหินปราณระดับสูงจำนวนสามแสนก้อน สมุนไพรวิญญาณธาตุหยินและธาตุหยางระดับหกอีกกว่าร้อยต้น และยาเม็ดรวบรวมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์แบบอีกสิบขวด... นี่คือทรัพยากรส่วนตัวทั้งหมดที่ข้ามีสิทธิ์เบิกจ่ายได้ในรอบหนึ่งปี หากเจ้าต้องการมากกว่านี้ ข้าจำต้องหาข้ออ้างไปเบิกจากคลังสมบัติของนิกาย ซึ่งอาจจะทำให้ผู้อาวุโสคุมกฎสงสัยได้"
ซูหลงอวิ๋นรับแหวนมิติมาถือไว้ ถ่ายทอดจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบเพียงครู่เดียว รอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
"สมกับเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งขุมอำนาจมหาทวีป ความมั่งคั่งเพียงหยิบมือของเจ้า ยังมากกว่าคลังสมบัติของตระกูลใหญ่ในเมืองรอบนอกเสียอีก"
เขากำแหวนมิติไว้แน่น ทรัพยากรเหล่านี้คือ 'สายฝน' ที่ตกลงมาหล่อเลี้ยงผืนดินอันแห้งแล้งของเขาอย่างแท้จริง การทะลวงระดับพลังในขอบเขตแก่นแท้ทองคำ จำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล ยิ่งเขาครอบครองรากฐานระดับเทวะ ปริมาณทรัพยากรที่ต้องใช้ก็ยิ่งมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปนับสิบเท่า
"ข้าทำตามสัญญาของข้าแล้ว... บัดนี้ ถึงตาเจ้า" หลิงอวี้ซีกัดริมฝีปากเบาๆ นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนริ้วรอยความขัดเขิน ก่อนจะค่อยๆ ปลดสายรัดเอว และร่นเสื้อคลุมส่วนบนลง เผยให้เห็นแผ่นหลังที่ขาวเนียนประดุจหยกสลัก ซึ่งบัดนี้มีเส้นเลือดสีม่วงทองของ 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' ปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว
ซูหลงอวิ๋นมิได้กล่าววาจาหยอกล้อให้มากความ เขารู้ดีว่าความเจ็บปวดจากการถูกเพลิงสวรรค์ตีกลับนั้นทรมานเพียงใด ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปซ้อนอยู่เบื้องหลังของสตรีโฉมงาม ยกฝ่ามือขวาขึ้น รวบรวมพลัง 'แก่นแท้ทองคำหยินหยาง' จนเกิดเป็นสัญลักษณ์ไท่เก๊กเรืองแสง
ปัง!
ฝ่ามืออันอบอุ่นและทรงพลังประทับลงบนแผ่นหลังของนางอย่างแนบแน่น!
"อ๊ะ..." หลิงอวี้ซีหลุดเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายของนางสั่นสะท้าน
พลังหยินและหยางที่สมดุลอย่างถึงที่สุด พุ่งทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรของนาง เข้าไปกดทับและโอบล้อมเพลิงอสนีบาตที่กำลังเกรี้ยวกราด เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกลดทอนความร้อนแรง ส่วนเพลิงสุริยันผลาญเอกภพก็เข้าควบคุมเจตจำนงของสายฟ้า ภายใต้อำนาจของจักรพรรดิเทพยุทธ์ เพลิงสวรรค์ดวงที่หกจำต้องหดตัวกลับเข้าไปสงบนิ่งอยู่ในจุดตันเถียนของนางอย่างว่าง่าย
ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินวิญญาณมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกเบาสบายและปลอดโปร่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย หลิงอวี้ซีหอบหายใจเข้าลึกๆ ความรู้สึกขอบคุณสายหนึ่งผุดขึ้นในใจ ทว่ามันก็ถูกกลบด้วยความหยิ่งยโสอย่างรวดเร็ว
"เสร็จเรียบร้อย" ซูหลงอวิ๋นถอนฝ่ามือออก "ปราณหยินหยางของข้า จะช่วยกดข่มเพลิงอสนีบาตให้สงบนิ่งไปได้อีกอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็ม ในระหว่างนี้ เจ้าสามารถใช้พลังของขอบเขตราชันย์ยุทธ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตีกลับ"
หลิงอวี้ซีรีบดึงเสื้อคลุมขึ้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว นางหันกลับมามองเขา นัยน์ตาดอกท้อฉายแววซับซ้อน "เจ้าจงปิดด่านบ่มเพาะอยู่ในห้องลับนี้เถิด ข้าจะสั่งห้ามนางกำนัลและศิษย์คนใดเข้าใกล้ยอดเขาเหมันต์เด็ดขาด... หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย อย่าได้ส่งเสียงรบกวนข้า"
กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องลับไป ทิ้งกลิ่นหอมเย็นของดอกบัวหิมะเอาไว้จางๆ
ซูหลงอวิ๋นมองตามแผ่นหลังของนางจนประตูลับปิดลง เขาส่ายหน้าเบาๆ "ปากแข็งเสียจริง ทว่าก็ถือว่าเป็นสหายร่วมผลประโยชน์ที่พึ่งพาได้"
เขาละทิ้งความสนใจจากเรื่องโลกีย์ หมุนตัวเดินไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหยกเหมันต์กลางห้องลับ สภาพแวดล้อมที่นี่เหมาะสมแก่การบ่มเพาะอย่างยิ่งยวด ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือขวา!
ตู้ม!
'เตาหลอมเก้ามังกรกลืนสวรรค์' สมบัติระดับเทวะ ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าของเขา ลวดลายมังกรทองทั้งเก้าแหวกว่ายอยู่บนผิวเตา แผ่กลิ่นอายบรรพกาลอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา
"เริ่มกันเลย"
ซูหลงอวิ๋นสะบัดข้อมือ หินปราณระดับสูงนับแสนก้อน สมุนไพรวิญญาณ และโอสถทั้งหมดที่ได้มาจากหลิงอวี้ซี พุ่งทะยานเข้าสู่ช่องรับไฟของเตาหลอมประดุจสายน้ำหลาก!
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก! เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ! จงเผาผลาญ!"
เปลวเพลิงสองขั้วถูกส่งเข้าไปในเตาหลอม ภายใต้อำนาจของกฎเกณฑ์แห่งมิติและกาลเวลาที่สลักอยู่ในสมบัติเทวะ ทรัพยากรมหาศาลเหล่านั้นถูกหลอมละลายและสกัดเอา 'แก่นแท้บริสุทธิ์' ออกมาในเวลาเพียงไม่กี่ก้านธูป!
สายธารพลังงานสีทองคำและสีมรกตที่อัดแน่นไปด้วยสัจธรรมแห่งฟ้าดิน พวยพุ่งออกจากฝาเตาหลอม ทะลักเข้าสู่ร่างของซูหลงอวิ๋นทางเจ็ดทวาร!
"เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล... โคจรเต็มกำลัง!"
ภายในจุดตันเถียน 'แก่นแท้ทองคำหยินหยางเทวะ' ที่มีขนาดเท่าผลอิงเถา (เชอร์รี่) เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันสูบกลืนพลังงานที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างตะกละตะกลาม แก่นแท้เริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทีละน้อย... ทีละน้อย...
เวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบในห้องลับเหมันต์
หนึ่งวัน... ห้าวัน... สิบวัน...
การดูดซับพลังงานมหาศาลเช่นนี้ หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป เส้นชีพจรคงปริแตกและจุดตันเถียนระเบิดไปนานแล้ว ทว่าซูหลงอวิ๋นมี 'กายามังกรเทวะ' ที่เกิดจากการหลอมรวมโลหิตมังกรบรรพกาล เส้นชีพจรของเขากว้างใหญ่ประดุจแม่น้ำ และมีความเหนียวแน่นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า มันสามารถรองรับแรงกระแทกของพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
ปัง!
เสียงทึบๆ ดังก้องจากภายในร่าง กลิ่นอายพลังของซูหลงอวิ๋นพุ่งทะยานขึ้นหนึ่งระดับ!
ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ ขั้นกลาง!
ทว่าพลังงานจากทรัพยากรของสตรีศักดิ์สิทธิ์ยังมีเหลืออยู่อีกมาก ซูหลงอวิ๋นมิได้หยุดพัก เขาบีบอัดพลังปราณให้ควบแน่นยิ่งขึ้นไปอีก สัญลักษณ์หยินหยางหมุนวนเร็วจนเกิดเป็นภาพติดตา
ปัง!
ผ่านไปอีกเจ็ดวัน คอขวดแห่งพลังก็ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย!
ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ ขั้นสูง! (ขอบเขตที่ 3)
"ยังไม่พอ... วิถีเทวะของข้า ต้องก้าวไปให้ถึงขีดสุดของขอบเขตนี้!"
ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด เร่งเร้าเคล็ดวิชากลืนนภาจนถึงขีดจำกัด เตาหลอมเก้ามังกรคำรามก้อง รีดเค้นแก่นแท้หยดสุดท้ายจากหินปราณก้อนสุดท้ายส่งเข้าสู่ร่างของเขา!
แก่นแท้ทองคำในจุดตันเถียนขยายใหญ่จนมีขนาดเท่าดวงตามังกร! ลวดลายอักขระสีทองและสีขาวเด่นชัดจนแทบจะกลายเป็นตัวอักษรที่จับต้องได้ ปราณยุทธ์ในร่างหนาแน่นจนแปรสภาพเป็นหยดน้ำวิญญาณไหลเวียนไปทั่วทุกอณูเนื้อ!
ตู้มมมมมม!!!!!
คลื่นพลังปราณอันมหาศาลระเบิดออกจากร่างของเด็กหนุ่ม กระแทกค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นกลางของห้องลับจนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! ไอเย็นในห้องถูกกวาดล้างจนเหือดแห้ง แทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความเป็นผู้ปกครองสัจธรรม!
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสาดประกายแสงสีทองคำที่เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์!
ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ ขั้นสูงสุด! (ขอบเขตที่ 3)
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" ซูหลงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นหัวเราะด้วยความพึงพอใจ เขากำหมัดสัมผัสถึงพละกำลังที่เอ่อล้น "ทรัพยากรระดับสูงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็สามารถผลักดันข้าให้ข้ามผ่านคอขวดมาถึงขั้นสูงสุดได้!"
เขาประเมินพลังของตนเองอย่างเยือกเย็น "ด้วยรากฐานแก่นแท้หยินหยางที่สมบูรณ์แบบ ผสานกับกายามังกรเทวะ... บัดนี้ หากข้าต้องต่อสู้ด้วยพลังปราณบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว ข้าสามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขต 'วิญญาณก่อกำเนิดขั้นสูงสุด' (ขอบเขต 4) ได้อย่างง่ายดายประดุจบี้มด!"
"และหากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขต 'ตัดวิญญาณ' (ขอบเขต 5) ซึ่งอยู่ห่างจากข้าเกือบสองขอบเขตใหญ่... ด้วยระดับพลังในปัจจุบัน หากข้าผสานการใช้อาคมจารึก และค่ายกลเข้าช่วยเหลือ ข้าก็มีความมั่นใจที่จะต่อกรและสยบพวกมันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหลบหนีอีกต่อไป!"
นี่คือความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด! การยกระดับพลังพื้นฐาน ย่อมส่งผลให้ไพ่ตายและวิชาต่างๆ ของเขามีอานุภาพทำลายล้างที่ทวีคูณขึ้นนับสิบเท่า!
ซูหลงอวิ๋นเก็บเตาหลอมเก้ามังกรกลับเข้าสู่จุดตันเถียน ลุกขึ้นยืนและสะบัดเสื้อคลุมสีขาวให้เข้าที่ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินออกจากห้องลับนั้นเอง...
ครืนนนน!
สัมผัสวิญญาณที่เฉียบคมของเขา พลันจับคลื่นความผันผวนของพลังปราณที่เกรี้ยวกราดและกักขฬะ แผ่ซ่านมาจากบริเวณด้านนอกของตำหนักยอดเขาเหมันต์!
"หืม? มีผู้ใดกล้ามาหาเรื่องถึงหน้าประตูเรือนของสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งเชียวรึ?" ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า เขาลบกลิ่นอายพลังของตนเองจนมิดชิด ก่อนจะใช้วิชาเคลื่อนย้ายมิติ เร้นกายออกไปดูสถานการณ์ภายนอกอย่างเงียบเชียบ
...
ณ ลานกว้างหน้าตำหนักยอดเขาเหมันต์
บรรยากาศที่เคยเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด หิมะที่ปกคลุมลานหินถูกพลังปราณอันดุดันปัดเป่าจนปลิวว่อน
นางกำนัลและศิษย์รับใช้หญิงนับสิบคนของยอดเขาเหมันต์ ต่างล้มกลิ้งคลุกคลานอยู่บนพื้น กระอักเลือดและมีสีหน้าหวาดผวา พวกนางถูกแรงกดดันที่มองไม่เห็นกระแทกจนได้รับบาดเจ็บสาหัส!
ผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่อย่างโอหังเบื้องหน้าพวกนาง คือชายหนุ่มในชุดคลุมสีม่วงเข้มปักลวดลายพยัคฆ์ติดปีก ใบหน้าของมันหล่อเหลาทว่าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและบ้ากาม นัยน์ตาของมันจ้องมองเข้าไปยังประตูตำหนักที่ปิดสนิทด้วยความหิวกระหาย
มันคือ 'ต้วนมู่เฟิง' บุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่สองแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า!
และกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน ก็อยู่ลึกเข้าไปในขอบเขต 'ตัดวิญญาณขั้นกลาง'ขอบเขตที่ 5 ขั้นกลาง)!
"หลิงอวี้ซี! ศิษย์น้องหญิง! เจ้าจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในตำหนักไปถึงเมื่อใด!"
ต้วนมู่เฟิงตะโกนก้อง เสียงของมันแฝงไปด้วย 'แนวคิดแห่งวายุ' ซึ่งเป็นสัจธรรมของขอบเขตตัดวิญญาณ ทำให้เสียงนั้นกลายเป็นคลื่นมีดสายลมที่กรีดเฉือนบานประตูตำหนักจนเกิดรอยร้าว!
"ผู้อาวุโสคุมกฎแจ้งว่า เจ้าปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมสภาผู้อาวุโสมานับเดือน ซ้ำยังปิดผนึกยอดเขาเหมันต์ไม่ต้อนรับผู้ใด! เจ้าคิดว่าตนเองเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแล้วจะทำตัวเย่อหยิ่งท้าทายกฎของนิกายได้งั้นรึ! วันนี้ ข้าในฐานะศิษย์พี่รอง จะมาตรวจค้นยอดเขาของเจ้า หากเจ้าซุกซ่อนสิ่งผิดกฎนิกายเอาไว้ ข้าจะจับตัวเจ้าไปลงทัณฑ์เสีย!"
คำกล่าวอ้างเรื่องกฎของนิกายนั้นเป็นเพียงข้ออ้างอันตื้นเขิน จุดประสงค์ที่แท้จริงของต้วนมู่เฟิงนั้น ทุกคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนล่วงรู้ มันหมายปองเรือนร่างและความงามของหลิงอวี้ซีมานานหลายปี ทว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์กลับไม่เคยเห็นมันอยู่ในสายตา ซ้ำยังมีระดับพลังที่สูงกว่ามัน (ราชันย์ยุทธ์) ทำให้มันไม่กล้าลงมือใช้กำลัง
ทว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่องที่หลิงอวี้ซีบาดเจ็บจากการถูก 'เพลิงสวรรค์ตีกลับ' ได้เล็ดลอดออกมา ทำให้ต้วนมู่เฟิงสบโอกาส มันคาดเดาว่ายามนี้นางคงอยู่ในสภาวะอ่อนแอที่สุด จึงจงใจบุกมาถึงถิ่นเพื่อใช้กำลังบังคับขืนใจและครอบครองนาง!
แอ๊ด...
บานประตูตำหนักหยกขาวถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ
หลิงอวี้ซีในชุดกระโปรงยาวสีขาว ก้าวเดินออกมาด้วยท่วงท่าสง่างามประดุจเทพธิดา ใบหน้าของนางเยียบเย็นประดุจน้ำแข็งหมื่นปี นัยน์ตาดอกท้อสาดประกายรังสีสังหารที่ไม่อาจปิดบัง
"ต้วนมู่เฟิง... เจ้ารนหาที่ตายรึ ถึงได้กล้ามาทำร้ายคนของข้าถึงยอดเขาเหมันต์!"
น้ำเสียงของนางดังกังวาน กลิ่นอายขอบเขตราชันย์ยุทธ์แผ่ซ่านออกมา ทว่า... ผู้ที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ย่อมสังเกตเห็นได้ว่า กลิ่นอายของนางนั้น 'กลวงเปล่า' และไม่มั่นคงนัก! เนื่องจากการรักษาของซูหลงอวิ๋นเพียงแค่ 'กดทับ' เพลิงสวรรค์ไว้ชั่วคราว นางยังคงต้องใช้พลังปราณส่วนใหญ่ไปกับการรักษาสมดุลภายใน ทำให้ไม่สามารถต่อสู้ด้วยพลังราชันย์ยุทธ์อย่างเต็มที่ได้
ต้วนมู่เฟิงหรี่ตาลง สัมผัสได้ถึงความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ มันแสยะยิ้มกว้างอย่างได้ใจ
"ศิษย์น้องหญิง ดูเหมือนข่าวลือจะเป็นจริงสินะ... เพลิงสวรรค์ในตัวเจ้ากำลังจะระเบิดแล้วกระมัง? พลังของเจ้าในยามนี้ อ่อนแอยิ่งกว่าข้าที่อยู่ขอบเขตตัดวิญญาณเสียอีก!"
มันก้าวเดินเข้าไปหานางอย่างคุกคาม "ยอมจำนนเสียเถิดอวี้ซี... มอบกายให้ข้า ให้ข้าได้เชยชมความงดงามของเจ้า ข้ามี 'โอสถวิญญาณหยิน' ที่อาจจะพอช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้เจ้าได้บ้าง หากเจ้าดื้อดึง ข้าจะใช้กำลังปราบเจ้า แล้วค่อยนำตัวเจ้าไปสอบสวนในข้อหากบฏต่อนิกาย!"
"สารเลว! แค่เจ้าก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว ข้าจะตัดหัวเจ้าไปโยนให้สุนัขกิน!" หลิงอวี้ซีเดือดดาล นางชักกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาเตรียมพร้อมปะทะ แม้จะรู้ตัวว่าหากใช้พลังมากเกินไป เพลิงในจุดตันเถียนจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่า ในขณะที่ต้วนมู่เฟิงกำลังจะพุ่งเข้าจู่โจมสตรีโฉมงามนั้นเอง...
"ส่งเสียงหนวกหูรบกวนการนอนของข้ายิ่งนัก... สุนัขของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า ล้วนไร้การอบรมสั่งสอนเยี่ยงนี้ทุกตัวเลยรึ?"
เสียงราบเรียบ เย็นชา และแฝงไปด้วยความโอหังที่เสียดฟ้า ดังก้องออกมากจากเบื้องหลังของหลิงอวี้ซี!
ทุกคน ณ ลานหินต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! แม้แต่หลิงอวี้ซีเองก็ยังชะงักงัน
จากเงามืดของตำหนัก ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างเนิบนาบ เขาสวมหน้ากากศิลาครึ่งซีกที่ปกปิดใบหน้าช่วงบนเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากที่ยกยิ้มเย้ยหยัน และนัยน์ตาสีดำที่สาดประกายความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง
กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ถูกบิดเบือนด้วย 'ค่ายกลพรางตาสวรรค์' ทำให้ดูพร่ามัว ทว่ากลับหนักหน่วงและแฝงไปด้วยสัจธรรมอันลึกล้ำ
"ผู้ใด! เจ้าเป็นใคร! เหตุใดถึงมีบุรุษมาซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนของสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้!" ต้วนมู่เฟิงชี้หน้าตวาดลั่น ความหึงหวงและความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนหน้าดำหน้าแดง
หลิงอวี้ซีหันไปมองซูหลงอวิ๋นด้วยสายตาตื่นตระหนก นางไม่คิดว่าเขาจะกล้าโผล่หน้าออกมาในสถานการณ์เช่นนี้! "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ออกมาทำไม! หากมันรู้ว่าเจ้าเป็นคนนอก เรื่องจะบานปลายใหญ่โต!" นางส่งกระแสจิตต่อว่าเขา
ซูหลงอวิ๋นเพียงแค่ปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าสตรีศักดิ์สิทธิ์ ประดุจผู้พิทักษ์ที่กางปีกปกป้องสมบัติของตน
"เจ้าถามว่าข้าเป็นใครรึ?"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ เขายกมือขึ้นไพล่หลัง "ข้าก็คือ 'เงาพิทักษ์' ส่วนตัวของสตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างไรเล่า... ส่วนเจ้า ไอ้ลูกสุนัขขี้เรื้อน หากไม่อยากตาย ก็จงไสหัวลงจากเขาเหมันต์ไปซะ"
"อวดดี! บังอาจหมิ่นเกียรติบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสอง! ข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!"
ต้วนมู่เฟิงเดือดดาลจนขาดสติ มันไม่สนใจแล้วว่าชายปริศนาผู้นี้จะเป็นใคร พลังปราณขอบเขต 'ตัดวิญญาณขั้นกลาง' ระเบิดออกอย่างเต็มพิกัด!
"แนวคิดแห่งวายุคลั่ง... ดาบสายลมไร้เงา!"
มันตวัดมือกลางอากาศ ปราณวายุที่ถูกบีบอัดจนแหลมคมยิ่งกว่าศาสตราเทพ ก่อตัวเป็นพายุดาบนับร้อยเล่ม พุ่งทะยานแหวกมิติเข้าสับสังหารซูหลงอวิ๋นจากทุกทิศทาง! การโจมตีของขอบเขตตัดวิญญาณนั้น มีเจตจำนงในการล็อคเป้าหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!
เผชิญหน้ากับการโจมตีของศัตรูที่อยู่ห่างจากตนเอง เกือบสองขอบเขตใหญ่ (แก่นแท้ทองคำขั้นสูงสุด ปะทะ ตัดวิญญาณขั้นกลาง) ซูหลงอวิ๋นมิได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
นี่คือบททดสอบแรก หลังจากที่เขาทะลวงเข้าสู่จุดสูงสุดของแก่นแท้ทองคำ!
"การปะทะด้วยพลังปราณเพียวๆ อาจจะกินแรงไปสักหน่อย... ทว่า หากยืมวิถีแห่งค่ายกลเข้าช่วย มันก็เป็นแค่เรื่องกล้วยๆ"
ซูหลงอวิ๋นมิได้หลบหลีก เขาสะบัดมือซ้าย ดีดหินปราณระดับสูงเก้าก้อนลงบนพื้นรอบตัวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"ค่ายกลเก้าตำหนักสะท้อนสัจธรรม... ลุกโชน!"
วิ้ง!
ม่านพลังค่ายกลโปร่งแสงรูปเก้าเหลี่ยมกางออกครอบคลุมร่างของซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีเอาไว้ พายุดาบวายุของต้วนมู่เฟิงที่พุ่งเข้ามาปะทะ กลับไม่เกิดการระเบิด! ค่ายกลของซูหลงอวิ๋นใช้วิถีหยินหยางในการ 'ดูดซับ' ความแข็งกร้าว และ 'หักเห' ทิศทางของดาบสายลม ให้แฉลบออกไปฟันก้อนหินและต้นไม้รอบลานจนขาดสะบั้นแทน!
"ค่ายกลระดับบรรพชน! เจ้าเป็นจ้าวค่ายกลรึ!" ต้วนมู่เฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"มัวแต่มองอะไรอยู่เล่า... ตาของเจ้าอยู่ที่นี่ต่างหาก"
เสียงกระซิบมัจจุราชดังกังวานขึ้นที่ข้างหูของต้วนมู่เฟิง!
ร่างของซูหลงอวิ๋นที่เคยยืนอยู่หลังค่ายกล พลันเลือนหายไปกลายเป็นเพียงภาพติดตา! 'ย่างก้าวเงามายา' ของเขารวดเร็วจนแม้แต่ขอบเขตตัดวิญญาณก็ยังมองตามไม่ทัน!
เขาพุ่งทะลวงเข้าประชิดตัวของบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองในเสี้ยววินาที! พละกำลังทางกายภาพอันมหาศาลของ 'กายามังกรเทวะ' ถูกรีดเร้นไปที่หมัดขวา!
"ต่อหน้าข้า... ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์วางมาดเย่อหยิ่ง!"
ปังงงงงงง!!!!!
ซูหลงอวิ๋นชกหมัดขวาที่เคลือบด้วยพลัง 'แก่นแท้ทองคำหยินหยาง' อัดเข้าที่กลางหน้าอกของต้วนมู่เฟิงอย่างจัง!
ไม่มีการใช้กระบี่ ไม่มีการใช้ระเบิดโอสถ! นี่คือการผสานระหว่าง พละกำลังของสายเลือดมังกร, ความเสถียรของค่ายกล, และพลังปราณหยินหยางที่เข้มข้นที่สุด!
"อ๊ากกกก!"
ต้วนมู่เฟิงเบิกตากว้างจนหลุดเบ้า ปราณคุ้มกันขอบเขตตัดวิญญาณของมันแตกกระจายประดุจกระจกบาง! กระดูกซี่โครงหักสะบั้นไปหลายซี่ เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกจากปาก ร่างที่เคยยืนอย่างโอหัง ถูกแรงกระแทกอันมหาศาลซัดจนลอยละลิ่วปลิวข้ามลานหิน ไปกระแทกกับก้อนหินใหญ่ที่เชิงเขาจนหินแตกเป็นเสี่ยงๆ!
เงียบ... ทั่วทั้งลานหินตกอยู่ในความเงียบงันระดับป่าช้า!
นางกำนัลที่หมอบอยู่ต่างอ้าปากค้าง! หลิงอวี้ซีเองก็ยังเบิกตาดอกท้อด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา!
ต้วนมู่เฟิง บุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสอง ผู้มีพลังระดับตัดวิญญาณขั้นกลาง... กลับถูกบุรุษลึกลับผู้นี้ ซัดกระเด็นด้วยหมัดเดียว!
"อั้ก... เจ้า... เจ้าเป็นสัตว์ประหลาดอันใดกัน!" ต้วนมู่เฟิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยสภาพสะบักสะบอม ความหวาดกลัวเข้าเกาะกินจิตวิญญาณ มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่แผ่ออกมาจากบุรุษสวมหน้ากากผู้นั้น
"หากเจ้ายังไม่ไสหัวไป... หมัดต่อไป ข้าจะชกให้วิญญาณของเจ้าแตกซ่านคาอก" ซูหลงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลัง น้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก
ต้วนมู่เฟิงไม่กล้าอยู่รั้งรอความตาย มันรู้ตัวว่าไม่อาจต่อกรกับตัวตนลึกลับผู้นี้ได้ มันรีบกลืนโอสถรักษา แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานหลบหนีลงจากยอดเขาเหมันต์ไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งความหยิ่งยโสไว้เบื้องหลังจนหมดสิ้น!
ซูหลงอวิ๋นลดมือลง ค่อยๆ ปลดหน้ากากศิลาออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
เขาสามารถสยบศัตรูที่อยู่เหนือกว่าเกือบสองขอบเขตใหญ่ได้ ด้วยการใช้สมอง ค่ายกล และความแข็งแกร่งของร่างกาย โดยไม่ต้องเปิดเผยไพ่ตายทั้งหมด นับเป็นการต่อสู้ที่สมดุลและงดงามยิ่งนัก
หลิงอวี้ซีเดินเข้ามาหาเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อนอย่างถึงที่สุด
"ซูหลงอวิ๋น... ระดับพลังของเจ้า ทะลวงถึงขั้นสูงสุดแก่นแท้ทองคำแล้วรึ? ซ้ำยังสามารถต่อกรกับขอบเขตตัดวิญญาณได้... เจ้ามันตัวประหลาดชัดๆ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าข้าคือผู้ปกครองวิถีเทวะ" ซูหลงอวิ๋นหันมายิ้มให้นาง รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความโอหังทว่ากลับมีเสน่ห์จนทำให้นางต้องลอบใจเต้นแรง
"เอาล่ะ สตรีศักดิ์สิทธิ์... ในเมื่อข้าช่วยจัดการไล่แมลงวันให้เจ้าแล้ว ถึงเวลาที่เราจะมาคุยเรื่อง 'แผนการขโมยเพลิงสวรรค์' กันอย่างจริงจังเสียที"
มหาสงครามจากภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า กำลังจะถูกจุดชนวนขึ้นด้วยเงื้อมมือของสองหนุ่มสาวที่มีสายใยวิญญาณผูกพันกัน!
(จบบทที่ 40)