ทว่าวันนี้กลับต่างออกไป บิดาบุญธรรมไม่อยู่ ออกไปที่ไหนสักแห่งกับท่านกั๋วกง นางไม่ต้องไปนั่งพูดคุยกับฮูหยินใหญ่หรือบรรดาอนุภรรยา ไม่มีซ่งหยี่ที่มักแอบโดดเรียนจากสำนักศึกษามาวอแว เหอซือซือจึงนั่งอ่านตำราใต้ร่มไผ่ด้านนอก หันหน้าเข้าหาสวนดอกไม้ หูได้ยินเสียงน้ำไหลจากน้ำตกจำลองเล็ก ๆ
เป็ความสุขสงบเช่นที่เคยอยู่บนยอดเขา ยามว่างจากการฝึกตน นางก็หาร่มเงานอนเหยียดเช่นนี้...
“ไม่รู้ว่าท่านแม่หายโกรธหรือยัง” เสียงวิตกของคนผู้หนึ่งทำลายความเงียบสงบ
“ข้าไม่รู้” อีกเสียงตอบกลับ ช่างทุ้มต่ำเข้มแข็ง
น้ำเสียงคุ้นหูอยู่นะ...
เหอซือซือลดตำราในมือลง มองหาต้นเสียง ปะทะสายตากับคนคู่หนึ่งที่เพิ่งก้าวผ่านประตูเรียบง่ายไม่สะดุดตาหลังกลุ่มไผ่
นางเคยนึกสงสัย เอ่ยถามสาวใช้ว่ามันเชื่อมกับที่ใด
คำตอบคือ เชื่อมกับจวนแม่ทัพซึ่งก็คือคุณชายใหญ่ของจวนกั๋วกง เรือนเหม่ยเจียงเป็เรือนสำหรับสะใภ้ใหญ่ เพียงแต่คุณชายใหญ่ยังไม่แต่งฮูหยิน เรือนแห่งนี้จึงยังว่างอยู่
เรือนเหม่ยเจียงจึงดูจะเป็ได้ทั้งเรือนในจวนกั๋วกงและจวนแม่ทัพ ด้วยมีสวนและไผ่ล้อม เดินออกประตูหน้าเป็อาณาเขตจวนกั๋วกง เปิดประตูเชื่อมด้านหลังไปเป็จวนแม่ทัพ ออกแบบได้ดีอยู่เหมือนกัน
เพียงแต่ตลอดเวลาที่นางมาพักอาศัย ประตูเชื่อมตรงนั้นไม่เคยถูกเปิดเลยสักครั้งเดียว
หนึ่งสตรี สองบุรุษ ชะงักเมื่อหันมาพบกัน
เหอซือซือเคยพบแม่ทัพซ่งแล้ว เช่นนั้นอีกคนคงเป็คุณชายรองกระมัง
สามพี่น้องจวนนี้ ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันนัก ท่านแม่ทัพคมเข้มดุดัน ร่างสูงใหญ่โตดูองอาจ คุณชายรองรูปร่างเล็กและบอบบางกว่ามาก ส่วนคุณชายสามมีรอยยิ้มสดใส ร่าเริงและเข้ากับคนง่าย
อืม...ใบหน้าคล้าย แต่บรรยากาศรอบกายกลับไม่คล้าย
สองบุรุษออกอาการใยิ่งกว่าสตรีที่กึ่งนั่งกึ่งนอนมองมายังพวกตนเสียอีก
“ผู้ใดกันเนี่ย พี่ใหญ่แต่งพี่สะใภ้แล้วหรือ เหตุใดข้าจึงไม่รู้เื่” ซ่งจงซวี่ผู้เป็กุนซือข้างกายพี่ชายอุทานตาโต
ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่ของเขาหลงงมงายในสตรีสกุลไป๋อยู่หรอกหรือ
...โอ้ สตรีนางนี้เป็ปีศาจจิ้งจอกแปลงกายมาหรืออย่างไร มีใบหน้าเช่นนี้ก็พอเข้าใจได้ถ้าพี่ใหญ่จะเปลี่ยนใจ แต่รูปลักษณ์ของสตรีสองนาง ไม่ต่างกันเกินไปหรือ
ผู้หนึ่ง งดงามหมดจดน่าทะนุถนอมดั่งดอกบัวขาวที่เพียงต้องลมก็คล้ายจะบอบช้ำแล้ว
อีกผู้หนึ่ง งดงามบาดจิต ทั่วร่างอาบเสน่ห์เย้ายวน ดวงตาเฉี่ยวแต่มีแววเฉยชา ทำให้ไม่อาจละสายตาจากไป
ซ่งเทียนเหิงส่งเสียงคำรามในลำคอ “จะเป็ไปได้อย่างไร”
เหอซือซือเป็ผู้อาศัย เมื่อเจอเ้าบ้านไม่อาจเมินเฉยทำเป็มองไม่เห็นได้ นางจึงวางตำราไว้ข้างตัวหย่อนขาลงจากตั่งตัวยาว ลุกขึ้นทักทายคนทั้งสอง
“คารวะท่านแม่ทัพและคุณชายรอง”
ซ่งจงซวี่หรี่ตาอย่างสนใจ “แม่นางรู้จักพวกเราด้วยรึ”
เหอซือซือตอบเสียงเรียบ “เคยพบท่านแม่ทัพยามเดินทางติดตามเข้าเมืองหลวงพร้อมบิดาบุญธรรม ส่วนคุณชายรองได้ยินว่าจวนกั๋วกงมีคุณชายสามคน คุณชายสามเคยพบแล้ว ผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงท่านกั๋วกงและเดินเคียงข้างท่านแม่ทัพทั้งยังเอ่ยเรียกพี่ใหญ่ คงเป็ผู้ใดไปไม่ได้นอกจากคุณชายรองซ่งจงซวี่”
กุนซือหนุ่มมองสำรวจหญิงสาวให้เต็มตา ใบหน้างามแต่เรียบเฉย ห่างเหิน แม้มีรอยยิ้มเล็ก ๆ ประดับมุมปาก วาจากลับไม่อ่อนน้อมเกินไป แต่ก็ไม่แข็งกระด้าง
“หรือนี่จะเป็บุตรีบุญธรรมท่านลุงหลิว”
“เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
“อ้อ” ซ่งจงซวี่เข้าใจสถานการณ์โดยรวมทันที “เช่นนั้นก็คนกันเองไม่ต้องมากพิธี แม่นางเหอซือซือ ใช่หรือไม่”
“ข้าแซ่เหอ นามซือซือเ้าค่ะ”
“อืม ๆ เดี๋ยวสิพี่ใหญ่ รีบไปไหน ไม่ทักทายแม่นางเหอสักหน่อยเล่า”
ซ่งจงซวี่ร้องเรียกพี่ใหญ่ที่เดินฉับ ๆ ออกจากเรือนเหม่ยเจียงไป แล้วหันมากล่าวลากับนาง
“ขออภัยด้วย พวกเราไม่รู้ว่าเ้าเข้ามาอยู่ในเรือนเหม่ยเจียง ต่อไปจะไม่เปิดประตูเชื่อมเข้ามาโดยพลการอีก ข้าไปก่อนนะ ไว้พบกันใหม่”
“เ้าค่ะ”
เหอซือซือมองตามแผ่นหลังเล็กเมื่อเทียบกับผู้เป็พี่ชายของคุณชายรองผู้นั้นแล้ว บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร นางเพิ่งเจอเขาที่เป็บุรุษคนแรกเลยที่ไม่จับจ้องและหวั่นไหวกับใบหน้าที่ไร้การปกปิดของตนจนเกินไป
นอกจากอาการตะลึงงันคราแรก จากนั้นก็พูดคุยกับนางปกติมาก
จวนกั๋วกงได้รับเทียบเชิญร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของเสนาบดีไป๋
ไป๋เซียอายุครบสี่สิบห้าปีแล้ว เป็ชายวัยกลางคนที่แข็งแรง เป็ไม้เบื่อไม้เมากับจวนสกุลซ่งมาช้านาน ไป๋เซียผู้นี้อายุน้อยกว่าซ่งเหว่ยหนานหลายปีแต่กลับเป็ผู้ที่ซ่งเหว่ยหนานไม่กล้าประมาท
อย่างไรขุนนางฝ่ายบู๊กับฝ่ายบุ๋นก็ไม่ค่อยลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร คลื่นใต้น้ำใต้จวนของสองตระกูลไป๋และซ่งกลับเชี่ยวกรากยิ่งกว่า แต่ไม่รู้เป็เวรกรรมหรือชะตาแบบใด แม่ทัพหนุ่มตระกูลซ่ง กลับรักปักใจสตรีจากสกุลไป๋เสียได้
แถมคนผู้นั้นยังเป็ไป๋เยว่ซื่อ คุณหนูรองผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถ เป็ที่หวงแหนของจวนเสนาบดีไป๋นัก
เหอซือซือคร้านจะใส่ใจหากไม่ใช่เทียบเชิญที่ว่านั่น จะเผื่อแผ่มายังบิดาบุญธรรมของนางด้วย ทว่าผู้าุโหลิวไม่ชอบงานเช่นนั้น สุดท้ายจึงโยนเทียบเชิญมาทางนาง เหอซือซือจะแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ก็ไม่ได้
ฮูหยินใหญ่รู้เื่เข้าก็จัดเตรียมชุดและเครื่องประดับไว้ให้ ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปล่อยให้สาวใช้ท่าทางคล่องแคล่วจัดแต่งทรงผมและแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า
อย่างไรก็ต้องใส่ผ้าปิดครึ่งหน้า ไม่เห็นต้องแต่งแต้มอันใดเลย
“คุณหนูงดงามราวนาง์เลยเ้าค่ะ พอเติมสีแดงตรงหางตาแล้ว ทรงอำนาจจนสะกดผู้คนได้เลย” สาวใช้ที่รับหน้าที่แต่งเติมใบหน้างามราวหยกสลักกล่าวชื่นชมอย่างเคลิบเคลิ้ม “ข้าน้อยจะวาดลายบุปผากลางหว่างคิ้วให้นะเ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก ใบหน้าก็พอได้แล้ว ข้าไม่ชอบสีสันฉูดฉาด”
สาวใช้แสนเสียดาย อุตส่าห์คิดจะทุ่มฝีมือทั้งหมดทำให้ใบหน้า์สร้างงดงามกว่าเดิม เอาให้สตรีนางใดก็สู้ไม่ได้ แต่นางก็ยังคงกล่าวเยินยอ
“คุณหนูรองสกุลจิงที่ลือกันว่างามเป็หนึ่งในแคว้น ยังเทียบกับคุณหนูไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเลยเ้าค่ะ”
“อย่าพูดจาเหลวไหล” ครานี้เหอซือซือตำหนิสาวใช้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขออภัยเ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสามนางถอยห่างออกไป “แต่งกายเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ เชิญคุณหนูเหอขึ้นรถม้าที่รออยู่ตรงทางออกไปประตูใหญ่ ฮูหยินใหญ่และคุณชายทั้งสามรออยู่แล้วเ้าค่ะ”
“อืม”
เหอซือซือไม่รอช้า เร่งออกไปทันที
อาณาบริเวณของจวนซ่งกั๋วกงกว้างขวางมาก หากรีบเช่นนี้ก็ควรต้องใช้รถม้าคันเล็กสำหรับใช้ในจวนโดยเฉพาะ
เมื่อมาถึงประตูหน้าของจวน ก็พบรถม้าคันใหญ่ที่ตกแต่งหรูหราจอดอยู่แล้วสองคัน เหยียนกุ้ยอิงเลิกม่านตรงหน้าต่างบานเล็กออกมาเอ่ยเรียก
“เสี่ยวซือ มานั่งกับอาทางนี้”
“เ้าค่ะ” เหอซือซือก้าวขึ้นไปนั่งกับฮูหยินใหญ่จวนกั๋วกงเรียบร้อย รถม้าทั้งสองคันก็เริ่มเคลื่อนตัว
“ไม่ต้องตื่นเต้น เป็เพียงงานเลี้ยงทั่วไป มอบของขวัญและร่วมอวยพรสักสองสามคำก็กลับได้แล้ว” เหยียนกุ้ยอิงเอ่ยปลอบประโลมเสียงนุ่มหวาน
เหอซือซือสงบนิ่งไร้ท่าทีลุกลน เพียงกล่าวรับ “เ้าค่ะ”
ระหว่างเดินทาง เหยียนกุ้ยอิงบอกกล่าวเื่ที่ควรรู้และควรระวังแก่หญิงสาว
“เสี่ยวซือไม่ต้องใส่ใจกับผู้อื่นนักก็ได้ หากไม่สบายใจก็ตามติดอาหญิงไว้ ในงานจะแบ่งแยกชายหญิงออกจากกัน เมื่อเริ่มกินเลี้ยงจึงจะพบปะ ผู้มาร่วมงานมีผู้สูงศักดิ์อยู่มาก ต้องระมัดระวังเอาไว้ตลอด แต่ได้ยินว่าสนมไป๋ไม่ได้มาร่วมงาน เพียงส่งของขวัญมาให้บิดาเท่านั้น พิธีรีตองคงไม่มาก ฝั่งสตรีจะมีฉากกั้น หากหิวจะกินอาหารก็ได้แต่ระวังอย่าเปิดผ้าต่อหน้าผู้อื่น...”
เหยียนกุ้ยอิงค่อนข้างเป็กังวล เหอซือซือผู้นี้มีใบหน้างดงามเกินไปจริง ๆ
“อาหญิงไม่ต้องกังวล ซือซือจะระมัดระวังให้ดี” เหอซือซือสร้างความมั่นใจอีกฝ่าย ก่อนจะถามว่า “อาหญิงเ้าคะ ท่านกั๋วกงไม่ไปร่วมงานด้วยหรือ บิดาบุญธรรมเองก็ทำหน้าเหม็นเบื่อยามพูดถึงเทียบเชิญ”
“ไม่ไปน่ะดีแล้ว จากที่จะเป็งานรื่นเริงคงกลายเป็สมรภูมิอารมณ์ ผู้อื่นได้หมดสนุกกันพอดี” ผู้เป็ภรรยากล่าวไม่ไว้หน้าสามีแม้แต่น้อย “ว่าแต่นะเสี่ยวซือ อยู่กันตามลำพังคนกันเอง ไม่ต้องพูดจาห่างเหินนัก ท่านกั๋วกงอันใด ท่านพี่มาได้ยินเข้าเป็ได้น้อยใจหลานสาวแน่”
พี่น้องต่างสายเืคู่นั้นมีสิ่งที่เหมือนกันคือขี้น้อยใจนั่นเอง
“อาหญิงเ้าคะ อยู่ด้านนอก ข้าเกรงจะเผอเรอ ยามอยู่ต่อหน้าย่อมไม่เรียกเช่นนี้ ท่านอาทั้งสองเมตตาซือซือมากจริง ๆ”
“เ้าเป็บุตรีพี่ใหญ่หลิว ย่อมเป็หลานของพวกเรา นอกจากนั้นเ้าก็รู้ความนัก อาหญิงจะไม่เอ็นดูได้อย่างไร”
เหอซือซือรู้สึกซาบซึ้งใจจริง ๆ เพียงแต่นางมองได้กระจ่างเกินไป คนทั้งคู่อาทรต่อตนเพราะวาสนาที่อาภัพและเห็นแก่บิดาบุญธรรมเท่านั้น เื่นี้ไม่อาจตบตานางได้
ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่อาจลืมตน ไม่เจียมตัว