กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 35 ดันเจี้ยน(3)

         ณ ตระกูลสการ์เชีย บรรยากาศภายในตระกูลยังคงดำเนินไปด้วยความสับสนวุ่นวายเช่นตลอดหลายวันที่ผ่านมา  ทหารยามและคนรับใช้ของตระกูลดูบางตาลงไปมากจากยามปกติ  ส่วนหนึ่งก็เพราะหลายคนถูกส่งให้ไปตามหาแอเรียส  แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะถูกส่งให้ไปตรวจตารอบอาณาเขตของเมืองเบอเนียร์ตามคำสั่งของดยุคโคเว่น 

     

         เมื่อสองวันก่อนมีเหตุการณ์ที่ฝูงก็อบลินออกมาสร้างความวุ่นวายในหลายพื้นที่จึงทำให้สถานการณ์ในเมืองเบอเนียร์ไม่ค่อยสงบนัก  มันช่างคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อประมาณสองเดือนก่อนที่คนของตระกูลฮอบสันถูกโจมตีโดยฝูงของก็อบลิน  แต่คงแตกต่างกันที่ในครั้งนี้มีหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไปด้วย  แม้แต่เหมืองแร่และไร่สวนที่เป็นกิจการสำคัญของตระกูลสกาเชียร์ก็ได้รับผลกระทบจากพวกก็อบลินด้วยเช่นกัน

     

         ณ ห้องแห่งหนึ่งภายในตระกูลสการ์เชีย

     

         “ เจ้าควรจะกินอะไรบ้างนะมาเรีย “

     

         อัลเบิร์ตมองไปยังอาหารที่วางอยู่เบื้องหน้าของมาเรียแทบจะไม่ถูกสัมผัสโดนเลยแม้แต่น้อย ทุกๆวันนางจะนั่งทำสีหน้าเศร้าสร้อยราวกับผู้ที่ไร้ซึ่งวิญญาณ  นางเป็นห่วงแอเรียสจนแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอน  หลายวันมานี้นางดูซูบผอมลงไปมาก  ใบหน้าของนางมีแต่คราบน้ำตาที่ถูกทิ้งเอาไว้

     

        “ ข้าอิ่มแล้ว “

     

         มาเรียตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอิดโรย  สายตามองเหม่อไปนอกหน้าต่างด้วยความเศร้า

     

         “ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงแอเรียส  ข้าเองก็เป็นห่วงลูกไม่ต่างจากเจ้า  แต่เจ้าเองก็ควรดูแลตัวเองด้วย  หากเจ้าเป็นอะไรไปอีกคนแล้วข้าจะทำอย่างไร “

     

         อัลเบิร์ตได้ถอนหายใจออกมา  ความจริงแล้วอัลเบิร์ตเองก็เป็นห่วงแอเรียสไม่ต่างจากมาเรีย แต่ด้วยความที่เป็นผู้ชายเขาจึงต้องข่มความโศกเศร้าเอาไว้ในจิตใจไม่ให้มันแสดงออกมา  อย่างน้อยหากสูญเสียแอเรียสไปจริงๆเขาก็ต้องเป็นที่พึ่งพิงให้กับมาเรียในยามที่นางเศร้าโศกได้ 

     

         “ แต่ท่านพี่..ข้าเป็นห่วงลูก  ข้าไม่รู้ป่านนี้เขาจะเป็นเช่นไรบ้าง “

     

         มาเรียพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือภายในใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่เกาะกุมหัวใจเอาไว้ หยาดน้ำตาค่อยๆเอ่อล้นอยู่ที่ดวงตาของนางอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็อดที่จะเป็นห่วงแอเรียสไม่ได้ บุตรชายของนางพึ่งจะอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้นการที่จะเอาตัวรอดตัวรอดจากป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย

     

         อัลเบิร์ตมองดูภรรยาด้วยความสงสารเขา  อิสตรีย่อมมีจิตใจอันอ่อนไหวมากกว่าบุรุษ  โดยเฉพาะความรักที่มารดามีให้บุตรนั้นเป็นสิ่งที่มีเหนือสิ่งอื่นใด  เขาเคยมองเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนแล้วในยามที่แอเรียสจมน้ำจนสิ้นสติไปหลายวัน ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าหากแอเรียสไม่ฟื้นขึ้นมามาเรียจะเป็นเช่นไรบ้าง  และเหตุการณ์ในครานี้ก็เช่นกัน  โชคดีที่นางยังไม่รู้เรื่องการตายของไคออนหากนางรู้เรื่องนี้เข้าความเศร้าโศกเสียใจของนางคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ 

     

         “ข้าเชื่อว่าถึงอย่างไรลูกชายของเราก็ต้องปลอดภัย  เจ้าอย่าลืมสิว่าเขาไม่ใช่แอเรียสคนเดิมอีกแล้ว“

     

         อัลเบิร์ตปาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอาบแก้มของมาเรียด้วยความห่วงใย  สายตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง แม้จะกังวลแต่อัลเบิร์ตก็เชื่อว่าแอเรียสต้องกลับมาได้อย่างปลอดภัย

     

        

     

         ภายในดันเจี้ยน  หลังจากจัดการเจ้าก็อบลินทั้งสามตัวได้แล้วแอเรียสก็ไล่ล่ากำจัดก็อบลินในดันเจี้ยนชั้นที่สามเกือบทั้งหมด  แม้เหล่าก็อบลินในชั้นนี้จะมีจำนวนไม่มากนักแต่ก็ค่อนข้างสร้างปัญหาให้กับแอเรียสได้ไม่น้อย พวกมันค่อนข้างฉลาดกว่าสัตว์อสูรระดับกลางทั่วไปอยู่เล็กน้อย และรูปแบบการโจมตีของพวกมันยังต่างออกไปจากสัตว์อสูรตัวอื่น   

     

        ภายในชั้นสามแอเรียสค้นพบกองสมบัติกองหนึ่งมันมีทั้งเหรียญคริสตัลจำนวนมากที่กองรวมกันไว้จำนวนน่าจะไม่ต่ำกว่าสองแสนเหรียญคริสตัล  เครื่องประดับ อาวุธที่แตกหัก  รวมถึงโลหะอีกหลายอย่าง  และแอเรียสยังพบแหวนมิติอีกหนึ่งวง ก็อบลินมีนิสัยที่ชอบสะสมสมบัติรวมถึงสิ่งของที่ดูแวววาวเป็นอย่างมาก  หนำซ้ำพวกมันยังขึ้นชื่อว่าเป็นหัวขโมยตัวยงอีกด้วย ที่รังของพวกมันจึงมักจะมีสมบัติเช่นนี้ซ่อนอยู่

     

        ระหว่างที่แอเรียสกำลังสำรวจกองสมบัติเบื้องหน้าอยู่นั้น หางตาของแอเรียสเหลือบไปมองเห็นเงาร่างขนาดเล็กที่กำลังมุ่งตรงมาทางด้านหลังของเขาด้ายความเงียบเชียบ

     

         “ ข้าอุตส่าห์คิดว่าจะไม่กำจัดจนหมดแท้ๆ  แต่ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายข้าก็จะสนองให้“

     

          ร่างของแอเรียสหายไปจากจุดที่เขาเคยอยู่ด้วยความรวดเร็ว มันเป็นความเร็วที่ไม่เหมือนกับระดับนักเวทฝึกหัดเลยแม้แต่น้อย  เพียงเสี้ยวพริบตาร่างก็ของแอเรียสก็เคลื่อนที่มาไกลกว่าสิบเมตร  เจ้าของร่างเงามองไปเบื้องหน้าด้วยความงุนงงก่อนที่มันจะรู้สึกถึงความร้อนจากสายฟ้าที่ศีรษะ  ประกายสายฟ้าสว่างวาบไปทั่วบริเวณ

     

        “ แค๊กกก“

     

         ก็อบลินที่โชคร้ายกรีดร้องออกมาด้วยเสียงเล็กแหลม  ก่อนที่ร่างของมันจะล้มลงไป  มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ใดๆการซุ่มโจมตีของมันในครั้งนี้ดูเหมือนจะพบกับความล้มเหลวโดยไม่มีโอกาสแก้ตัวใดๆอีกต่อไป

     

        “ ไหนมาดูสิว่าแหวนนี่มีอะไรอยู่บ้าง“

     

         หลังจากสังหารก็อบลินลงแล้วแอเรียสก็เลือกที่จะให้ความสนใจกับแหวนมิติวงนั้น  เขาค่อนข้างคาดหวังเอาไว้ไม่น้อยว่าภายในแหวนมิติจะมีสิ่งของที่น่าสนใจเก็บเอาไว้อยู่บ้าง แต่แล้วสีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง ภายในแหวนมิติมีเพียงชุดเกราะกับอาวุธเวทที่ถูกใช้งานมาจนเสื่อมสภาพเพียงเท่านั้น 

     

         “ เฮ้อออข้าคงหวังมากไปกับของที่พวกก็อบลินขโมยมา “

     

         แอเรียสถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวังก่อนที่จะกวาดกองสมบัติทั้งหมดลงไปในแหวนมิติทั้งหมด ความจริงแล้วนี่นับว่าเป็นทรัพย์สมบัติจำนวนมากสำหรับผู้คนทั่วไปด้วยซ้ำแต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่สำหรับแอเรียส    

     

        นอกจากสมบัติที่ได้มาจากรังก็อบลินแล้วแอเรียสยังได้แก่นอสูรระดับกลางมากว่าสามสิบชิ้น หากนำไปขายให้กับโรงสร้างอาวุธสักแห่งคงได้ราคาดีอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับแอเรียสแล้วเขามีวิธีที่ดีกว่านั้นในการที่จะใช้มัน เงินทองสำหรับแอเรียสแล้วนับเป็นของนอกกายมันมีค่าน้อยกว่าความแข็งแกร่งของเขามากนัก 

     

         ในตอนนี้หากรวมกับแก่นอสูรที่แอเรียสได้มาจากดันเจี้ยนชั้นที่สองแอเรียสก็มีแก่นอสูรระดับต่ำทั้งหมดห้าสิบหกชิ้นและระดับกลางสามสิบสี่ชิ้น แก่นอสูรจำนวนนี้มันนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับผู้ที่เป็นระดับนักเวทฝึกหัด

     

         “ มาลองดูสิว่าพลังของข้าจะแข็งแกร่งไปได้สักแค่ไหน“

     

          สิ่งที่แอเรียสโหยหาในยามนี้คือพลังเวทอันแข็งแกร่งเขายังคงรู้สึกเจ็บใจทุกครั้งยามที่นึกถึงเมื่อคราวที่เขาต้องหลบหนีไคออนราวกับเขาเมื่อยามที่ไร้ซึ่งพลังเวท  หากเขาแข็งแกร่งมากพอเรื่องเช่นนั้นคงไม่อาจจะเกิดขึ้น  เพียงแค่เขาแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

     

        แอเรียสเลือกที่จะดูดซับแก่นอสูรระดับต่ำก่อน ก้อนผลึกขนาดเล็กจำนวนมากถูกวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าของแอเรียส พลังงานสีดำจากแก่นอสูรค่อยๆถูกดูดซับเข้าไปในร่างของเขาทีละน้อย ตอนนี้เขาเริ่มที่จะชำนาญในการดูดซับพลังจากแก่นอสูรเสียแล้ว  เขาสามารถที่จะควบคุมไม่ให้ดูดซับมันเข้ามาในร่างจนมากเกินไปได้เบื้องหน้าของแอเรียสคล้ายกับกองไฟสีดำที่มีผลึกขนาดเล็กจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิง เปลวไฟที่ถูกจุดขึ้นมาจากแก่นอสูรมันยังคงลุกโชนต่อเนื่องไปอีกหลายนาทีก่อนที่จะมอดดับลง

     

        แอเรียสลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับระดับพลังที่เพิ่มขึ้น  ตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หกแล้ว ประกายเส้นสายฟ้าเคลื่อนไหวอยู่รอบร่างของแอเรียสราวกับเหล่าอสรพิษขนาดเล็ก 

     

         “ พลังแค่นี้มันยังไม่พอหรอก!! ข้าต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้“

     

         ภายในใจของแอเรียสเต็มไปด้วยความกระหายในพลัง แอเรียสนำแก่นอสูรระดับกลางที่มีอยู่ออกมาทั้งหมด ขนาดของมันใหญ่กว่าแก่นอสูรระดับต่ำอยู่เล็กน้อย  และพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในแก่นอสูรยังมีมากกว่าแก่นอสูรระดับต่ำหลายเท่า   

     

        แอเรียสค่อยๆดูดซับพลังของแก่นอสูรระดับกลางเข้าไปอย่างช้าๆ แม้จะทำเช่นนั้นแต่ดูเหมือนพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในแก่นอสูรระดับกลางจะสร้างความเจ็บปวดให้กับแอเรียสไม่ใช่น้อย  แม้จะมีจำนวนที่น้อยกว่าแก่นอสูรระดับต่ำเกือบเท่าตัว แต่พลังของมันกลับแข็งแกร่งกว่าแก่นอสูรระดับต่ำหลายเท่า 

     

        หยาดเหงื่อไหลรินอยู่ทั่วร่างของแอเรียส เส้นเลือดของเขากลายเป็นสีดำโป่งพองขึ้นจนดูหวาดกลัวว่าจะจะแตกออกมา  แอเรียสกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด  การดูดซับแก่นอสูรแม้จะได้มาซึ่งพลังที่แข็งแกร่งแต่ก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสนเช่นกัน ใบหน้าของแอเรียสบางคราก็คล้ายกับผ่อนคลายบางคราก็คล้ายกับผู้ที่กล้ำกลืนยาพิษลงไป   

     

        การดูดซับแก่นอสูรระดับกลางใช้เวลานานกว่าหลายนาที มันยาวนานกว่าการดูดซับแก่นอสูรระดับต่ำกว่าเท่าตัว สายฟ้าภายในร่างของแอเรียสยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีเหมือนเคย  มันราวกับอสูรกายที่หิวกระหาย มันดูดกลืนพลังที่ดูดซับมาจากแก่นอสูรอย่างไม่มีเหลือแม้เศษเสี้ยว  ในที่สุดแก่นอสูรทุกก้อนก็ดับประกายแสงลงพลังเวทภายในร่างของแอเรียสแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด  รอยยิ้มด้วยความยินดีประดับอยู่ทั่วใบหน้าของแอเรียส

     

         “ ดันเจี้ยนแห่งนี้มันคือขุมทรัพย์ของข้าชัดๆ เพียงไม่นานระดับของข้าก็เลื่อนสู่นักเวทฝึกหัดขั้นที่แปด  บางทีหากข้าพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้พลังของข้าอาจจะแข็งแกร่งมากพอจนสามารถรับมือกับเมอร์สันได้โดยตรง“

     

         หลังจากดูดซับแก่นอสูรระดับกลางเข้าไปพลังของแอเรียสก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  ระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้นมาถึงสองขั้น  ในหัวของเขากำลังคิดจินตนาการไปถึงยามที่เขาพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้ หากเขาสามารถรวบรวมแก่นอสูรทั้งหมดในดันเจี้ยนได้พลังของเขาคงเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล ดูเหมือนความคิดของแอเรียสจะชักนำเงาแห่งความหายนะมาสู่เหล่าก็อบลินที่ยังคงหลบซ่อนตัวในชั้นนี้ 

     

         “ ยังไงซะพวกมันก็ต้องเกิดขึ้นมาใหม่อยู่ดี งั้นวันนี้ข้าจะล้างบางพวกมันให้หมดเลยก็แล้วกัน “

     

         หลังจากนั้นการไล่ล่าสังหารในดันเจี้ยนชั้นที่สามก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้ดูเหมือนเป้าหมายจะเป็นการกวาดล้างอย่างแท้จริง  แม้แต่เหล่ากระต่ายอสูรก็ไม่เป็นข้อยกเว้น

     

     

         ที่หน้าถ้ำที่เป็นทางเข้าดันเจี้ยน ดูเหมือนพวกหมาป่าเท้าอัคคีจะสิ้นความอดทนไปกันจนหมดแล้ว  การรอคอยเหยื่อที่อ่อนแอเพียงคนเดียวดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร  พวกมันได้จากไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน

     

         ผืนป่าไม่ห่างออกไปจากบริเวณปากทางเข้าถ้ำมากนัก  มีเงาร่างของมนุษย์สามคนที่กำลังย่างกายเข้ามาสำรวจบริเวณใกล้กับจุดที่เคยเป็นที่อยู่ของหมาป่าเท้าอัคคี  สองคนกำลังแยกกันก้มหน้าก้มตาลงสำรวจร่องรอยของบางสิ่งบางอย่าง  ส่วนอีกหนึ่งคนยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับมองดูแผนที่บนมือ สายตาสอดส่องพร้อมกับสำรวจไปยังทิวทัศรอบๆคล้ายกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่

     

         “ น่าจะเป็นพวกหมาป่าเท้าอัคคีนะหัวหน้า  บางทีนี่อาจจะเป็นรังของพวกมัน “

     

          เสียงของชายรูปร่างผอมใบหน้าเรียวแหลมราวกับหมาจิ้งจอกที่กำลังก้มหน้าก้มตาสำรวจร่องรอยของเหล่าหมาป่าเท้าอัคคีอยู่ด้วยความขะมักเขม้น

     

         “  แล้วทำไมข้าไม่เห็นเงาของพวกมันเลยล่ะ “

     

         ชายรูปร่างกำยำที่กำลังมองดูแผนที่ในมือเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

     

         “บางทีพวกมันอาจจะออกไปหาอาหาร ทางที่ดีข้าว่าพวกเราควรรีบหาเป้าหมายของพวกเราให้เจอจะดีกว่า  ถ้าพวกมันกลับมาเจอเราเข้างานนี้คงไม่สนุกแน่ “

     

        “ เจ้ามั่นนะว่าแผนที่นี่ไม่ใช่ของปลอม “

     

         “ อะ..เอ่อ  เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจ “

     

         เสียงของชายหน้าเรียวแหลมตอบกลับมาอย่างไม่แน่ใจนัก เขาก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับชายผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นหัวหน้า 

     

         “ เจ้าว่ายังไงนะ!! “

     

         ทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น  ใบหน้าของชายผู้ที่เป็นหัวหน้าก็เปลี่ยนเป็นขึงขัง  มันตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจทันที แต่ก่อนที่ไฟแห่งความโกรธจะลุกโชนออกมาจากดวงตาของมันก็มีเสียงหนึ่งที่ตะโกนออกมาจากบริเวณใกล้ๆเรียกความสนใจของมันไปทันที

     

         “ เพเตอร์  หัวหน้า !! ข้าเจอทางเข้าดันเจี้ยนแล้ว !! “

      

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน