ณ ตระกูลสการ์เชีย บรรยากาศภายในตระกูลยังคงดำเนินไปด้วยความสับสนวุ่นวายเช่นตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทหารยามและคนรับใช้ของตระกูลดูบางตาลงไปมากจากยามปกติ ส่วนหนึ่งก็เพราะหลายคนถูกส่งให้ไปตามหาแอเรียส แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะถูกส่งให้ไปตรวจตารอบอาณาเขตของเมืองเบอเนียร์ตามคำสั่งของดยุคโคเว่น
เมื่อสองวันก่อนมีเหตุการณ์ที่ฝูงก็อบลินออกมาสร้างความวุ่นวายในหลายพื้นที่จึงทำให้สถานการณ์ในเมืองเบอเนียร์ไม่ค่อยสงบนัก มันช่างคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อประมาณสองเดือนก่อนที่คนของตระกูลฮอบสันถูกโจมตีโดยฝูงของก็อบลิน แต่คงแตกต่างกันที่ในครั้งนี้มีหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไปด้วย แม้แต่เหมืองแร่และไร่สวนที่เป็นกิจการสำคัญของตระกูลสกาเชียร์ก็ได้รับผลกระทบจากพวกก็อบลินด้วยเช่นกัน
ณ ห้องแห่งหนึ่งภายในตระกูลสการ์เชีย
“ เจ้าควรจะกินอะไรบ้างนะมาเรีย “
อัลเบิร์ตมองไปยังอาหารที่วางอยู่เบื้องหน้าของมาเรียแทบจะไม่ถูกสัมผัสโดนเลยแม้แต่น้อย ทุกๆวันนางจะนั่งทำสีหน้าเศร้าสร้อยราวกับผู้ที่ไร้ซึ่งวิญญาณ นางเป็นห่วงแอเรียสจนแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอน หลายวันมานี้นางดูซูบผอมลงไปมาก ใบหน้าของนางมีแต่คราบน้ำตาที่ถูกทิ้งเอาไว้
“ ข้าอิ่มแล้ว “
มาเรียตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอิดโรย สายตามองเหม่อไปนอกหน้าต่างด้วยความเศร้า
“ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงแอเรียส ข้าเองก็เป็นห่วงลูกไม่ต่างจากเจ้า แต่เจ้าเองก็ควรดูแลตัวเองด้วย หากเจ้าเป็นอะไรไปอีกคนแล้วข้าจะทำอย่างไร “
อัลเบิร์ตได้ถอนหายใจออกมา ความจริงแล้วอัลเบิร์ตเองก็เป็นห่วงแอเรียสไม่ต่างจากมาเรีย แต่ด้วยความที่เป็นผู้ชายเขาจึงต้องข่มความโศกเศร้าเอาไว้ในจิตใจไม่ให้มันแสดงออกมา อย่างน้อยหากสูญเสียแอเรียสไปจริงๆเขาก็ต้องเป็นที่พึ่งพิงให้กับมาเรียในยามที่นางเศร้าโศกได้
“ แต่ท่านพี่..ข้าเป็นห่วงลูก ข้าไม่รู้ป่านนี้เขาจะเป็นเช่นไรบ้าง “
มาเรียพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือภายในใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่เกาะกุมหัวใจเอาไว้ หยาดน้ำตาค่อยๆเอ่อล้นอยู่ที่ดวงตาของนางอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็อดที่จะเป็นห่วงแอเรียสไม่ได้ บุตรชายของนางพึ่งจะอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้นการที่จะเอาตัวรอดตัวรอดจากป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย
อัลเบิร์ตมองดูภรรยาด้วยความสงสารเขา อิสตรีย่อมมีจิตใจอันอ่อนไหวมากกว่าบุรุษ โดยเฉพาะความรักที่มารดามีให้บุตรนั้นเป็นสิ่งที่มีเหนือสิ่งอื่นใด เขาเคยมองเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนแล้วในยามที่แอเรียสจมน้ำจนสิ้นสติไปหลายวัน ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าหากแอเรียสไม่ฟื้นขึ้นมามาเรียจะเป็นเช่นไรบ้าง และเหตุการณ์ในครานี้ก็เช่นกัน โชคดีที่นางยังไม่รู้เรื่องการตายของไคออนหากนางรู้เรื่องนี้เข้าความเศร้าโศกเสียใจของนางคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
“ข้าเชื่อว่าถึงอย่างไรลูกชายของเราก็ต้องปลอดภัย เจ้าอย่าลืมสิว่าเขาไม่ใช่แอเรียสคนเดิมอีกแล้ว“
อัลเบิร์ตปาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอาบแก้มของมาเรียด้วยความห่วงใย สายตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง แม้จะกังวลแต่อัลเบิร์ตก็เชื่อว่าแอเรียสต้องกลับมาได้อย่างปลอดภัย
ภายในดันเจี้ยน หลังจากจัดการเจ้าก็อบลินทั้งสามตัวได้แล้วแอเรียสก็ไล่ล่ากำจัดก็อบลินในดันเจี้ยนชั้นที่สามเกือบทั้งหมด แม้เหล่าก็อบลินในชั้นนี้จะมีจำนวนไม่มากนักแต่ก็ค่อนข้างสร้างปัญหาให้กับแอเรียสได้ไม่น้อย พวกมันค่อนข้างฉลาดกว่าสัตว์อสูรระดับกลางทั่วไปอยู่เล็กน้อย และรูปแบบการโจมตีของพวกมันยังต่างออกไปจากสัตว์อสูรตัวอื่น
ภายในชั้นสามแอเรียสค้นพบกองสมบัติกองหนึ่งมันมีทั้งเหรียญคริสตัลจำนวนมากที่กองรวมกันไว้จำนวนน่าจะไม่ต่ำกว่าสองแสนเหรียญคริสตัล เครื่องประดับ อาวุธที่แตกหัก รวมถึงโลหะอีกหลายอย่าง และแอเรียสยังพบแหวนมิติอีกหนึ่งวง ก็อบลินมีนิสัยที่ชอบสะสมสมบัติรวมถึงสิ่งของที่ดูแวววาวเป็นอย่างมาก หนำซ้ำพวกมันยังขึ้นชื่อว่าเป็นหัวขโมยตัวยงอีกด้วย ที่รังของพวกมันจึงมักจะมีสมบัติเช่นนี้ซ่อนอยู่
ระหว่างที่แอเรียสกำลังสำรวจกองสมบัติเบื้องหน้าอยู่นั้น หางตาของแอเรียสเหลือบไปมองเห็นเงาร่างขนาดเล็กที่กำลังมุ่งตรงมาทางด้านหลังของเขาด้ายความเงียบเชียบ
“ ข้าอุตส่าห์คิดว่าจะไม่กำจัดจนหมดแท้ๆ แต่ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายข้าก็จะสนองให้“
ร่างของแอเรียสหายไปจากจุดที่เขาเคยอยู่ด้วยความรวดเร็ว มันเป็นความเร็วที่ไม่เหมือนกับระดับนักเวทฝึกหัดเลยแม้แต่น้อย เพียงเสี้ยวพริบตาร่างก็ของแอเรียสก็เคลื่อนที่มาไกลกว่าสิบเมตร เจ้าของร่างเงามองไปเบื้องหน้าด้วยความงุนงงก่อนที่มันจะรู้สึกถึงความร้อนจากสายฟ้าที่ศีรษะ ประกายสายฟ้าสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
“ แค๊กกก“
ก็อบลินที่โชคร้ายกรีดร้องออกมาด้วยเสียงเล็กแหลม ก่อนที่ร่างของมันจะล้มลงไป มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ใดๆการซุ่มโจมตีของมันในครั้งนี้ดูเหมือนจะพบกับความล้มเหลวโดยไม่มีโอกาสแก้ตัวใดๆอีกต่อไป
“ ไหนมาดูสิว่าแหวนนี่มีอะไรอยู่บ้าง“
หลังจากสังหารก็อบลินลงแล้วแอเรียสก็เลือกที่จะให้ความสนใจกับแหวนมิติวงนั้น เขาค่อนข้างคาดหวังเอาไว้ไม่น้อยว่าภายในแหวนมิติจะมีสิ่งของที่น่าสนใจเก็บเอาไว้อยู่บ้าง แต่แล้วสีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง ภายในแหวนมิติมีเพียงชุดเกราะกับอาวุธเวทที่ถูกใช้งานมาจนเสื่อมสภาพเพียงเท่านั้น
“ เฮ้อออข้าคงหวังมากไปกับของที่พวกก็อบลินขโมยมา “
แอเรียสถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวังก่อนที่จะกวาดกองสมบัติทั้งหมดลงไปในแหวนมิติทั้งหมด ความจริงแล้วนี่นับว่าเป็นทรัพย์สมบัติจำนวนมากสำหรับผู้คนทั่วไปด้วยซ้ำแต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่สำหรับแอเรียส
นอกจากสมบัติที่ได้มาจากรังก็อบลินแล้วแอเรียสยังได้แก่นอสูรระดับกลางมากว่าสามสิบชิ้น หากนำไปขายให้กับโรงสร้างอาวุธสักแห่งคงได้ราคาดีอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับแอเรียสแล้วเขามีวิธีที่ดีกว่านั้นในการที่จะใช้มัน เงินทองสำหรับแอเรียสแล้วนับเป็นของนอกกายมันมีค่าน้อยกว่าความแข็งแกร่งของเขามากนัก
ในตอนนี้หากรวมกับแก่นอสูรที่แอเรียสได้มาจากดันเจี้ยนชั้นที่สองแอเรียสก็มีแก่นอสูรระดับต่ำทั้งหมดห้าสิบหกชิ้นและระดับกลางสามสิบสี่ชิ้น แก่นอสูรจำนวนนี้มันนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับผู้ที่เป็นระดับนักเวทฝึกหัด
“ มาลองดูสิว่าพลังของข้าจะแข็งแกร่งไปได้สักแค่ไหน“
สิ่งที่แอเรียสโหยหาในยามนี้คือพลังเวทอันแข็งแกร่งเขายังคงรู้สึกเจ็บใจทุกครั้งยามที่นึกถึงเมื่อคราวที่เขาต้องหลบหนีไคออนราวกับเขาเมื่อยามที่ไร้ซึ่งพลังเวท หากเขาแข็งแกร่งมากพอเรื่องเช่นนั้นคงไม่อาจจะเกิดขึ้น เพียงแค่เขาแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แอเรียสเลือกที่จะดูดซับแก่นอสูรระดับต่ำก่อน ก้อนผลึกขนาดเล็กจำนวนมากถูกวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าของแอเรียส พลังงานสีดำจากแก่นอสูรค่อยๆถูกดูดซับเข้าไปในร่างของเขาทีละน้อย ตอนนี้เขาเริ่มที่จะชำนาญในการดูดซับพลังจากแก่นอสูรเสียแล้ว เขาสามารถที่จะควบคุมไม่ให้ดูดซับมันเข้ามาในร่างจนมากเกินไปได้เบื้องหน้าของแอเรียสคล้ายกับกองไฟสีดำที่มีผลึกขนาดเล็กจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิง เปลวไฟที่ถูกจุดขึ้นมาจากแก่นอสูรมันยังคงลุกโชนต่อเนื่องไปอีกหลายนาทีก่อนที่จะมอดดับลง
แอเรียสลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับระดับพลังที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หกแล้ว ประกายเส้นสายฟ้าเคลื่อนไหวอยู่รอบร่างของแอเรียสราวกับเหล่าอสรพิษขนาดเล็ก
“ พลังแค่นี้มันยังไม่พอหรอก!! ข้าต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้“
ภายในใจของแอเรียสเต็มไปด้วยความกระหายในพลัง แอเรียสนำแก่นอสูรระดับกลางที่มีอยู่ออกมาทั้งหมด ขนาดของมันใหญ่กว่าแก่นอสูรระดับต่ำอยู่เล็กน้อย และพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในแก่นอสูรยังมีมากกว่าแก่นอสูรระดับต่ำหลายเท่า
แอเรียสค่อยๆดูดซับพลังของแก่นอสูรระดับกลางเข้าไปอย่างช้าๆ แม้จะทำเช่นนั้นแต่ดูเหมือนพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในแก่นอสูรระดับกลางจะสร้างความเจ็บปวดให้กับแอเรียสไม่ใช่น้อย แม้จะมีจำนวนที่น้อยกว่าแก่นอสูรระดับต่ำเกือบเท่าตัว แต่พลังของมันกลับแข็งแกร่งกว่าแก่นอสูรระดับต่ำหลายเท่า
หยาดเหงื่อไหลรินอยู่ทั่วร่างของแอเรียส เส้นเลือดของเขากลายเป็นสีดำโป่งพองขึ้นจนดูหวาดกลัวว่าจะจะแตกออกมา แอเรียสกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด การดูดซับแก่นอสูรแม้จะได้มาซึ่งพลังที่แข็งแกร่งแต่ก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสนเช่นกัน ใบหน้าของแอเรียสบางคราก็คล้ายกับผ่อนคลายบางคราก็คล้ายกับผู้ที่กล้ำกลืนยาพิษลงไป
การดูดซับแก่นอสูรระดับกลางใช้เวลานานกว่าหลายนาที มันยาวนานกว่าการดูดซับแก่นอสูรระดับต่ำกว่าเท่าตัว สายฟ้าภายในร่างของแอเรียสยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีเหมือนเคย มันราวกับอสูรกายที่หิวกระหาย มันดูดกลืนพลังที่ดูดซับมาจากแก่นอสูรอย่างไม่มีเหลือแม้เศษเสี้ยว ในที่สุดแก่นอสูรทุกก้อนก็ดับประกายแสงลงพลังเวทภายในร่างของแอเรียสแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด รอยยิ้มด้วยความยินดีประดับอยู่ทั่วใบหน้าของแอเรียส
“ ดันเจี้ยนแห่งนี้มันคือขุมทรัพย์ของข้าชัดๆ เพียงไม่นานระดับของข้าก็เลื่อนสู่นักเวทฝึกหัดขั้นที่แปด บางทีหากข้าพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้พลังของข้าอาจจะแข็งแกร่งมากพอจนสามารถรับมือกับเมอร์สันได้โดยตรง“
หลังจากดูดซับแก่นอสูรระดับกลางเข้าไปพลังของแอเรียสก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้นมาถึงสองขั้น ในหัวของเขากำลังคิดจินตนาการไปถึงยามที่เขาพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้ หากเขาสามารถรวบรวมแก่นอสูรทั้งหมดในดันเจี้ยนได้พลังของเขาคงเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล ดูเหมือนความคิดของแอเรียสจะชักนำเงาแห่งความหายนะมาสู่เหล่าก็อบลินที่ยังคงหลบซ่อนตัวในชั้นนี้
“ ยังไงซะพวกมันก็ต้องเกิดขึ้นมาใหม่อยู่ดี งั้นวันนี้ข้าจะล้างบางพวกมันให้หมดเลยก็แล้วกัน “
หลังจากนั้นการไล่ล่าสังหารในดันเจี้ยนชั้นที่สามก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนเป้าหมายจะเป็นการกวาดล้างอย่างแท้จริง แม้แต่เหล่ากระต่ายอสูรก็ไม่เป็นข้อยกเว้น
ที่หน้าถ้ำที่เป็นทางเข้าดันเจี้ยน ดูเหมือนพวกหมาป่าเท้าอัคคีจะสิ้นความอดทนไปกันจนหมดแล้ว การรอคอยเหยื่อที่อ่อนแอเพียงคนเดียวดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร พวกมันได้จากไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน
ผืนป่าไม่ห่างออกไปจากบริเวณปากทางเข้าถ้ำมากนัก มีเงาร่างของมนุษย์สามคนที่กำลังย่างกายเข้ามาสำรวจบริเวณใกล้กับจุดที่เคยเป็นที่อยู่ของหมาป่าเท้าอัคคี สองคนกำลังแยกกันก้มหน้าก้มตาลงสำรวจร่องรอยของบางสิ่งบางอย่าง ส่วนอีกหนึ่งคนยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับมองดูแผนที่บนมือ สายตาสอดส่องพร้อมกับสำรวจไปยังทิวทัศรอบๆคล้ายกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่
“ น่าจะเป็นพวกหมาป่าเท้าอัคคีนะหัวหน้า บางทีนี่อาจจะเป็นรังของพวกมัน “
เสียงของชายรูปร่างผอมใบหน้าเรียวแหลมราวกับหมาจิ้งจอกที่กำลังก้มหน้าก้มตาสำรวจร่องรอยของเหล่าหมาป่าเท้าอัคคีอยู่ด้วยความขะมักเขม้น
“ แล้วทำไมข้าไม่เห็นเงาของพวกมันเลยล่ะ “
ชายรูปร่างกำยำที่กำลังมองดูแผนที่ในมือเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“บางทีพวกมันอาจจะออกไปหาอาหาร ทางที่ดีข้าว่าพวกเราควรรีบหาเป้าหมายของพวกเราให้เจอจะดีกว่า ถ้าพวกมันกลับมาเจอเราเข้างานนี้คงไม่สนุกแน่ “
“ เจ้ามั่นนะว่าแผนที่นี่ไม่ใช่ของปลอม “
“ อะ..เอ่อ เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจ “
เสียงของชายหน้าเรียวแหลมตอบกลับมาอย่างไม่แน่ใจนัก เขาก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับชายผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นหัวหน้า
“ เจ้าว่ายังไงนะ!! “
ทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ใบหน้าของชายผู้ที่เป็นหัวหน้าก็เปลี่ยนเป็นขึงขัง มันตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจทันที แต่ก่อนที่ไฟแห่งความโกรธจะลุกโชนออกมาจากดวงตาของมันก็มีเสียงหนึ่งที่ตะโกนออกมาจากบริเวณใกล้ๆเรียกความสนใจของมันไปทันที
“ เพเตอร์ หัวหน้า !! ข้าเจอทางเข้าดันเจี้ยนแล้ว !! “