จารึกที่ 32 : ผนึกเงาปีศาจกล่องมรณะ : การเจรจาที่ไม่มีส่วนลด
บรรยากาศภายในห้องโถงลับดูวังเวงขึ้นถนัดตา แม้ว่าแสงจากไข่มุกราตรีจะสว่างไสว แต่ความหนาวเหน็บกลับกัดกินลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ เสียงกระซิบที่เรียกร้อง "ิญญาครึ่งดวง" ยังคงดังก้องอยู่ในหูของอาเจียราวกับเสียงแมลงวันที่ปัดไล่ไม่ไป
"ิญญาครึ่งดวง?" อาเจียทวนคำ คิ้วขมวดเป็ปม "แพงไป! ท่านผีสางเทวดา... เศรษฐกิจยุคนี้มันฝืดเคือง ลดหน่อยได้ไหม? สัก... เสี้ยวหนึ่งของขนหน้าแข้งิญญาเป็ไง?"
เสียงกระซิบนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลัง ไตร่ตรอง คำต่อรองที่ไร้สาระที่สุดในรอบพันปี ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม
"ไม่... มี... ส่วน... ลด..."
ทันใดนั้น ลมหมุนสีดำทมิฬก็พวยพุ่งออกมาจากกล่องไม้ ปัดป่ายฝากล่องให้เปิด ผัวะ!
ฟู่ววว!
กลุ่มควันสีดำไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับรวมตัวกันเป็รูปร่างของ "เงาปีศาจไร้หน้า" ร่างสูงใหญ่ที่ลอยคว้างอยู่เหนือแท่นบูชา มันไม่มีดวงตา แต่กลับแผ่จิตสังหารที่รุนแรงจนหลินชิงเสวี่ยเข่าทรุด
"ระวัง! มันคือ 'ภูตเงากลืนิญญา' (噬魂影魔 - ซื่อหุนอิ่งหมัว)!" หลินชิงเสวี่ยะโเตือน นางฝืนลุกขึ้นตวัดกระบี่ฟันใส่เงาเต็มแรง
วูบ!
คมกระบี่พุ่งผ่านร่างเงาไปราวกับฟันถูกอากาศธาตุ เงาปีศาจเพียงแค่สะบัดแขนที่ทำจากควันเบาๆ ร่างของหลินชิงเสวี่ยก็กระเด็นไปกระแทกผนังห้องราวกับว่าวสายป่านขาด
"อัก!" นางกระอักเืออกมา "กายภาพ... ทำอะไรมันไม่ได้!"
[อาเจีย! ถอยออกมา!] มู่เฉินะโก้องในจิต [เ้านี่มันกินิญญาเป็อาหาร! ถ้าโดนมันแตะตัว เ้าจะกลายเป็คนวิปลาสไปตลอดกาล!]
"วิปลาสก็หาเงินไม่ได้น่ะสิ!" อาเจียหน้าซีดเผือด รีบก้าวถอยหลังหนี
แต่เ้าเงาปีศาจกลับพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง ราวกับมันััได้ถึง "กลิ่นอายัทอง" ของมู่เฉินที่สถิตอยู่ในตัวอาเจีย มันอ้าปากกว้าง (ที่เป็เพียงหลุมดำ) หมายจะกลืนกินเด็กหนุ่มเข้าไปทั้งตัว
"อย่าเข้ามานะเว้ย! ข้าไม่อร่อยหรอก! ข้าอาบน้ำปีละหนเอง!"
อาเจียะโโวยวาย มือคว้าสะเปะสะปะไปหยิบ ไข่มุกราตรี เม็ดเท่ากำปั้นที่ฝังอยู่บนแท่นบูชาขึ้นมา
[ใช้แสง!] มู่เฉินแนะ [ภูตเงาแพ้แสงบริสุทธิ์! ใช้อักขระขยายผลของไข่มุกนี่ซะ!]
"จัดไป!"
อาเจียโยนไข่มุกราตรีขึ้นไปกลางอากาศ แล้วตวัด พู่กันนิรันดร์ วาดอักขระด้วยความเร็วปานสายฟ้า
เขาเขียน อักขระกวง (光 - แสง) สีขาวนวลตา แล้วรีบตวัดวาด วงล้อสูญตา(O) ครอบทับลงไป เพื่อบีบอัดและหักเหแสงให้รุนแรงขึ้น
เจตจำนงที่ใส่ลงไปมิใช่เพียงการบีบอัด... แต่คือการใช้กฎแห่งความว่างเปล่า "ลบล้างความมัวหมอง" ทั้งปวงออกไป เพื่อยกระดับแสงจากไข่มุกธรรมดา ให้กลายเป็ "แสงสว่างบริสุทธิ์สัมบูรณ์ ที่ไม่มีเงาใดสามารถดำรงอยู่ได้!
"วิชาลับ... แสงธรรมนำทาง!"
(อาเจียะโชื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์ แต่ในใจเขากำลังคิดถึงหลักการ 'ค่ายกลทวีคูณแสง' เพื่อเผาตามันให้บอด)
วาบ!
อักขระหลิง (零) ที่หมุนวนอยู่รอบไข่มุก ทำหน้าที่เป็ คันฉ่องแก้วค่ายกล ขยายพลังงาน เปลี่ยนแสงนวลตาของไข่มุกให้กลายเป็ ะเิดาราขาว สีขาวโพลนที่สว่างจ้าดุจดวงตะวันย่อส่วน!
กริ๊ซซซซ!
เงาปีศาจกรีดร้องเสียงแหลม ร่างควันของมันถูกแสงสว่างแผดเผาจนเกิดควันขาวพวยพุ่ง มันยกมือขึ้นบังหน้าและถอยร่นกลับไปที่กล่องไม้ด้วยความเ็ป
"ตอนนี้แหละ! ปิดกล่องมันซะ!" มู่เฉินสั่ง
อาเจียกัดฟันสู้แสง (ที่ตัวเองทำเองจนแสบตา) วิ่งฝ่าความสว่างเข้าไปะโถีบฝากล่องไม้ให้ปิดลงดัง ปัง!
จากนั้นเขารีบกัดนิ้วตัวเอง วาด ยันต์ผนึก ทับลงไปบนฝากล่อง
"วิชาลับ... ปิดตายกล่องสุ่มเกลือ!"
(ใจจริง: ผนึกห้ามเปิดถาวร)
อักขระเืซึมลงไปในเนื้อไม้ กล่องสั่นกึกกักอยู่ครู่หนึ่งพร้อมเสียงโหยหวน ก่อนจะนิ่งสงบไปในที่สุด
"เฮ้อ..." อาเจียทรุดตัวลงนั่งพิงแท่นบูชา หอบหายใจแฮกๆ "เกือบไปแล้ว... เกือบเสียิญญาครึ่งดวงให้ไอ้ผีหน้าเืนี่แล้ว"
"อาเจีย... เ้าเป็อะไรไหม?" หลินชิงเสวี่ยเดินโซเซเข้ามาหา ใบหน้าซีดเซียวแต่แววตายังคงห่วงใย
"ข้าไม่เป็ไร... แต่ดูนี่สิ" อาเจียชี้ไปที่พื้น ข้างๆ กล่องไม้
ในจังหวะที่เงาปีศาจพุ่งออกมา มีวัตถุสิ่งหนึ่งกระเด็นหลุดออกมาจากกล่องด้วย มันคือ "แหวนโลหะสีดำ" วงหนึ่ง ที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยลวดลายอักขระที่ซับซ้อนจนน่าเวียนหัว
อาเจียหยิบแหวนขึ้นมาส่องดู พบว่าด้านในวงแหวนมีตัวอักษรเล็กจิ๋วสลักไว้ว่า:
『หัตถ์เทวะรุ่นที่ 1 : กุญแจเบิกนภา』
[นี่มัน...] เสียงมู่เฉินสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น [อาเจีย! นี่ไม่ใช่แหวนธรรมดา! นี่คือ 'แหวนมิติบรรจุภัณฑ์' ของเ้าสำนักหัตถ์เทวะคนสุดท้าย! และมันยังเป็ 'ตราประทับราชัน' ที่ใช้ควบคุมค่ายกลทั้งหมดในสุสานนี้!]
"แหวนมิติ?" อาเจียตาโตเท่าไข่ห่าน "ที่เอาไว้เก็บของได้เยอะๆ โดยไม่ต้องแบกใช่ไหม? ราคาในตลาดวงละเป็พันตำลึงทอง!"
[นั่นแค่แหวนธรรมดา... แต่วงนี้เป็ระดับา! ข้างในอาจมีสมบัติของสำนักหัตถ์เทวะซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน!]
อาเจียรีบสวมแหวนเข้าที่นิ้วทันทีโดยไม่ต้องคิด (กลัวใครมาแย่ง) ทันทีที่สวมแหวน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นเข้าสู่สมอง ข้อมูลโครงสร้างของสุสานทั้งหมดไหลเข้ามาในหัวของเขาราวกับน้ำป่าไหลหลาก
เขาเห็นภาพแผนที่ของสุสาน... เห็นห้องลับ... เห็นคลังสมบัติ... และเห็น "ทางออก"
"สุดยอด..." อาเจียยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก "แม่นางหลิน... ข้าว่าเราเจอบ่อเงินบ่อทองเข้าแล้วล่ะ"
แต่ทว่า ความสุขมักอยู่ได้ไม่นาน...
ครืนนนน!
จู่ๆ พื้นห้องโถงก็เริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง เศษฝุ่นร่วงกราวลงมาจากเพดาน
"อาคมสลายปฐี... เริ่มทำงาน..."
เสียงเตือนภัย (แบบโบราณ) ดังก้องไปทั่วสุสาน
[เ้าบ้า!] มู่เฉินด่าลั่น [เ้าไปกระตุ้นค่ายกลทำลายตัวเองตอนสวมแหวนรึเปล่า!?]
"ข้าเปล่านะ! ข้าแค่ใส่เฉยๆ!" อาเจียหน้าตื่น "หรือว่า... เ้าสำนักคนเก่าจะตั้งเงื่อนไขไว้ว่า 'ใครขโมยแหวน ให้ถล่มสุสานทิ้ง'?"
"ช่างหัวเหตุผลเถอะ!" หลินชิงเสวี่ยะโ ดึงแขนอาเจียให้ลุกขึ้น "ทางออกอยู่ไหน!? บอกทางมาเร็ว!"
อาเจียหลับตาเรียกดูแผนที่ในหัว แล้วชี้ไปที่ผนังด้านทิศเหนือที่เริ่มมีรอยร้าว
"ทางนั้น! ช่องทางลับฉุกเฉิน! ...แต่เราต้องวิ่งผ่านดง 'องครักษ์พิทักษ์สุสาน' อีกประมาณร้อยตัวนะ!"
"ร้อยตัว!?" หลินชิงเสวี่ยแทบอยากจะเป็ลม "นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ!"
"เอาน่า! มี ตราประทับราชัน อยู่ เดี๋ยวข้าจะลอง 'แทรกแซงจิติญญาค่ายกล' สั่งให้พวกมันหลับดู!" อาเจียพูดปลอบใจ (ตัวเอง) แล้วออกวิ่งนำหน้าไปก่อน
"ไปเร็ว! ก่อนที่เราจะได้เป็ผีเฝ้าสุสานถาวร!"