เรื่องเล่าเก่า
เมื่อได้ผลแพ้ชนะเป็นที่เรียบร้อยแล้วชายชุดดำในตอนแรกก็โผล่เข้ามาประกาศผลอย่างเป็นทางการ แล้วจัดแจงว่าหากมีเรื่องอะไรอีกจะส่งคนมาบอกเองก่อนจากไปอย่างเงียบๆ
หลังจากรู้ผล เนนก็เข้าไปปลุกพวกที่ยังสลบไม่ได้สติส่วนเล็ทกับซีลได้เนียร์กับเอลช่วยพาไปนั่งพักตรงริมสนามแทนเมื่อทั้งคู่จับท้องเหมือนยังเจ็บอยู่
“พวกเราแพ้ราบคาบเลยสินะ” เล็ทพูดแต่ท่าทีของเขาไม่บ่งบอกว่าเสียใจนัก แต่ก็มีคนที่ผิดหวังเอามากอยู่เช่นกัน
“ว่าไงนะ! การแข่งจบไปแล้วเหรอ!?”
ทันทีที่ริสตื่นมาพบว่าทุกอย่างจบแล้ว ก็แทบจะกระชากคอเค้นถามเนนที่เป็นคนไปปลุก
“ไม่จริงใช่มั้ย ฉันยังสู้กับหมอนั่นไม่รู้ผลเลย”
“ฉันชนะเธอไม่ใช่รึไง” ฟิวส์เลิกคิ้วก็เขาเองไม่ใช่เหรอที่ทำให้ริสสลบไป แล้วนั่นไม่ถือเป็นผลชนะของเขาหรอกหรือ
ริสลุกขึ้นมาชี้หน้าคนหัวส้มอย่างหมดมารยาทคุณหนูไปแล้ว“นายมันขี้โกง แน่จริงก็อย่าแท็คคู่กับยัยผู้หญิงคนนั้นสิยะถ้ายัยนั่นไม่ช่วยนายไว้ ป่านนี้พวกฉันชนะไปแล้ว” ริสหันมองเนียร์อย่างคาดโทษ
เนียร์ได้ประสบการณ์จากการมีเพื่อนปากจัดอยู่อย่างคืออย่าได้ไปเถียงตอนอีกฝ่ายของขึ้นเป็นอันขาด ถ้าไม่อยากโดนตอบกลับอีกเป็นเท่าตัว
“เฮอะ! ถึงยัยนั่นไม่ช่วย ฉันก็ชนะเธอได้สบายๆ อยู่แล้ว”
แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ เธอคงเตือนฟิวส์ไม่ทันแล้วล่ะ
“อ้อเหรอ นายเก่งขนาดนั้นเชียวทั้งที่ต้องให้ผู้หญิงมาช่วยเนี่ยนะ” ริสยิ้มเยาะ “ดูยังไงๆนายก็ไม่น่าใช่คนเก่งอะไรขนาดนั้นเลยนะ ไอ้หัวผลส้มเน่า”
“สีส้มเฉยๆ เฟ้ย แล้วก็ไม่ได้เน่าด้วย”
“สีส้มหม่นๆ แบบนี้ ดูยังไงก็เน่าชัดๆ แถมยังเน่าในมีหนองหนอนชอนไชยั้วเยี้ยเต็มไปหมดอีกต่างหาก”
พรึ่บ!
ไฟลุกโชนขึ้นมาที่มือฟิวส์ทันที เขาพูดอย่างเหลืออด “ก็ได้ถ้าอยากสู้มากนัก ก็มาเลยมา”
มีไฟปรากฏรอบตัวริสเช่นเดียวกัน
“แน่นอนอยู่แล้ว”
เล็ทกุมขมับ บ่นเบาๆ พอให้คนรอบตัวได้ยิน “เฮ้อมีเพื่อนแบบนี้แล้วปวดหัว”
เอลกับซีลหัวเราะแต่เนียร์ที่เห็นใครบางคนเรียกสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาแล้วตั้งท่าจะเดินออกไปจากตรงนี้จึงตะโกนถาม
“จะกลับแล้วเหรอ วาล”
เสียงเนียร์ดึงความสนใจคนทั้งหมดให้หันไปมอง
วาลไม่สนใจสายตาที่มองมา โดยเฉพาะยิ่งที่มาจากสาวแว่นเธอตั้งใจพูดกับเนียร์แค่คนเดียว
“ใช่ ในเมื่อไม่มีอะไรต้องทำที่นี่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ ไว้ค่อยเจอกันใหม่ละกัน”น้ำเสียงวาลบ่งบอกว่าเจอกันใหม่คราวหน้านั้นหมายถึงตอนที่ทางฝ่ายชายชุดดำเรียกตัวมาเท่านั้น
เนียร์ที่ไม่รู้ว่าจะพูดต่อว่าอะไร จึงได้แต่ยกมือลา
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ จนกระทั่งเมื่อเด็กสาวที่รัดผมต่ำเดินพ้นจากสายตาไปแล้วคำนินทาก็หลุดออกมาจากปากสาวปอยผมสีม่วงทันที
“เพื่อนนายนี่พิลึกชะมัด” ริสว่า ไฟรอบตัวหายไปหมดแล้ว
“ก็ว่างั้นแหละ” ฟิวส์เอ่ยอย่างนานๆ ทีจะเห็นด้วยกับผู้หญิง
เนนยังคงมองทางที่วาลเดินจากไปด้วยแววตาหมองเศร้าจนไม่ทันสังเกตว่ามีใครอีกคนมองเธออยู่ จนคนนั้นเอ่ยเรียกชื่อเธอ จึงได้รู้สึกตัว
“เธอ เนนใช่มั้ย” เอลพูดอย่างไม่แน่ใจแม้จะแนะนำตัวกันไปแล้ว ก็ยังกลัวว่าจะจำผิด
เนนรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ยิ้มตอบ “ใช่ค่ะมีอะไรรึเปล่าคะ”
“เธอรู้จักกับวาลมาก่อนเหรอ” เอลถามตรงประเด็นจนคนเกือบทั้งหมดมีสีหน้าตกใจ
เนนยังคงยิ้มอย่างสงบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ รอจนเอลพูดอีกครั้ง
“เอ่อ นี่อาจไม่ใช่เรื่องของฉันก็จริงอยู่แต่พอจะบอกได้มั้ยว่าพวกเธอมีปัญหาอะไรกัน” เอลถามกึ่งเกรงใจกึ่งอยากรู้แม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้มาก่อนแต่เอลก็มีความรู้สึกว่าอยากจะช่วย
เนนมองหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงใจของเอลก่อนหันมองทุกคนรอบตัวที่ตอนนี้พากันมองเธอราวกับรอฟังอยู่เช่นกันเนนก้มหน้ามองพื้นอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังทำใจ ก่อนค่อยๆ เอ่ยขึ้นมา
“ก็ไม่เชิงว่าเป็นปัญหาหรอกค่ะเพียงแต่...ฉันกับวาลรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะค่ะเรียนที่เดียวกันมาตลอดตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงม.ต้น”เนนตัดสินใจเล่าตั้งแต่แรกของเรื่องราว
“เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ฉันค่อนข้างอ่อนแอ ก็เลยถูกเพื่อนในห้องแกล้งอยู่บ่อยๆก็เลยไม่มีใครคนไหนอยากเข้ามายุ่งกับฉันนัก เพราะกลัวโดนไปด้วยก็เลย...ไม่มีทั้งเพื่อน ไม่มีทั้งคนที่กล้ามาช่วยเลยสักคน พวกคนที่แกล้งเลยได้ใจก็เริ่มแกล้งหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งฉันก็ทนแทบไม่ไหวเหมือนกัน”
“แล้วพวกครูไม่ห้ามเลยเหรอ” เนียร์สงสัย แต่เนนส่ายหน้า
“โรงเรียนที่ฉันอยู่ตอนนั้นเป็นเหมือนสถานที่ที่เอาเด็กไม่มีที่จะไปมาทิ้งไว้มากกว่าน่ะค่ะเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ เด็กที่พ่อแม่ไม่มีเวลาว่างจะมาใส่ใจเด็ก...ที่พ่อแม่จำใจเลี้ยงให้อยู่ต่อ นอกจากสอนวิชาตามมาตรฐานแล้ว ก็จะไม่สนใจกันเท่าไหร่น่ะค่ะคุณเนียร์”
คนที่ตลอดชีวิตนี้ไม่เคยได้รับการเรียกอย่างสุภาพจากคนวัยเดียวกันมาก่อนถึงกับขนลุกเกรียวขึ้นมาทันใด ก่อนส่งยิ้มแหยกลับไปให้
“ตอนนั้นฉันจำเป็นต้องเรียนที่นั่นด้วยสาเหตุทางบ้านนิดหน่อยก็เลยต้องมาเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านแบบนี้”
“เป็นโรงเรียนที่เหมือนรวบรวมพวกเด็กเกทั้งหลายเลยสินะ”เล็ทว่า นึกไม่ออกว่าสาวแว่นคนนี้ผ่านโรงเรียนแบบนั้นมาได้อย่างไรโดยไม่สูญเสียความสุภาพเรียบร้อยนี้ไป
“ค่ะ” เนนยอมรับ “ฉันเรียนอยู่ห้องเดียวกับวาลแต่ว่าเราไม่เคยคุยกันมาก่อน วาลเองก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งด้วยเหมือนกันแต่ว่า...มีอยู่วันนึงที่วาลเข้ามาช่วยฉัน ช่วยตอบแทนคนที่มารังแกฉันอย่างสาสมกับที่พวกมันทำไว้”เนนหยุดเล่าไปพักหนึ่งเพื่อหัวเราะเบาๆหลับตาเหมือนกำลังนึกถึงภาพอันแสนสวยงามในอดีตโดยหารู้ไม่ว่าคนอื่นที่เหลือพากันกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเลยทีเดียว
เดาสภาพพวกที่วาลจัดการลงโทษให้อย่างที่คิดได้ว่าคงไม่เหลือดีแน่นอน
“ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากคนที่เย็นชาอย่างวาลนับแต่นั้นมาก็ปักใจเชื่อมาตลอดว่าวาลต้องเป็นคนดีแน่ๆ แปลกดีนะคะทั้งที่ถูกช่วยไว้แค่ครั้งเดียวเอง แต่ฉันกลับตั้งมั่นว่าจะเป็นเพื่อนกับวาลให้ได้จะคอยอยู่เคียงข้างวาลเสมอไม่ว่าจะตอนไหนก็ตาม แต่...” แววตาหลังเลนส์แว่นหมองลง
“พอขึ้นม.ต้น ฉันกับวาลก็ย้ายไปโรงเรียนนิรารักษ์ด้วยกัน”
“ยัยนั่นเคยอยู่โรงเรียนเดียวกับเราด้วยเหรอ” ริสแปลกใจเธอเคยได้ยินชื่อเนนก็จริงเพราะขึ้นรับรางวัลบ่อย แต่ชื่อวาลนี่เธอไม่คุ้นหูเลยสักนิด
“วาลชอบอยู่เงียบๆ น่ะค่ะ ก็เลยไม่ค่อยมีใครรู้จักแม้กระทั่งในห้องเดียวกันเองแต่พวกคุณครูน่าจะรู้จักกันนะคะ เพราะช่วงนั้นเธอมีปัญหานิดหน่อย”
เอลตั้งใจรอฟังถึงปัญหาที่พูดถึงนั่นว่าจะเป็นอย่างไรแต่เนนกลับข้ามไปพูดเรื่องอื่นแทน
“เพราะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนใกล้ชิดกับวาลมากที่สุดก็เลยสำคัญตัวผิดคิดว่าได้เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ แต่...ฉันคงเข้าใจผิดไปขนาดตอนวาลย้ายโรงเรียนยังไม่บอกฉันเลย ไม่เคยติดต่อกลับมา...ไม่สิ”เนนทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง “วาลไม่เคยโทรหาฉันเลยสักครั้งนี่นามีแต่ฉันที่เป็นฝ่ายโทรไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันคิดเองเออเองทั้งหมดทั้งที่จริงแล้วไม่เคยมีเลยสักครั้งที่วาลจะเห็นฉันเป็นเพื่อน”
น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมา ซีลเห็นแล้วรีบดึงเนนมากอดไว้แต่นั่นยิ่งทำให้เนนร้องหนักกว่าเดิม
“ฉันเป็นอย่างที่วาลบอกจริงๆ ฉัน...สำคัญตัวเองผิด”เนนสะอื้น ถอดแว่นออกเพื่อปาดน้ำตาทิ้ง แต่เปล่าประโยชน์เมื่อหยาดน้ำยังคงไหลรินไม่ขาดสาย
ซีลก้มมองเพื่อนในอ้อมแขนด้วยสีหน้าเป็นทุกข์แล้วเงยหน้ามองเอลอย่างคาดหวังให้เธอทำอะไรสักอย่าง
ถึงจะรู้ แต่เอลกลับอยากให้เนนร้องออกมามากกว่าเพื่อให้ความเจ็บปวดในใจได้คลายลงบ้าง จนเมื่อเด็กสาวเริ่มสงบลง เธอจึงเริ่มพูด
“บางเรื่องอาจเข้าใจได้ด้วยการพูดกันก็จริงอยู่นะแต่ก็มีบางเรื่องเหมือนกัน ที่ไม่จำเป็นต้องพูด”
เนนเหลือบตามองเอล กระตุ้นให้เธอพูดต่อ
“การเป็นเพื่อนกับใครสักคนน่ะ ไม่มีใครเขามาพูดกันหรอกว่าฉันขอเป็นเพื่อนเธอหรือเธอต้องมาเป็นเพื่อนฉัน เพราะมันไม่ใช่แค่พูดแล้วจะเป็นเพื่อนกันได้ทันทีแต่เป็นเพราะจากเวลา จากความทรงจำ จากทุกการกระทำที่มีร่วมกันต่างหากที่ทำให้เป็นเพื่อนกับใครสักคนได้โดยไม่จำเป็นต้องพูดสักคำว่าเราเป็นเพื่อนกัน”
“ไม่แน่หรอก ไม่แน่หรอก” เล็ทขัด พลางปัดมือไปมาอย่างไม่เห็นด้วยก่อนจะให้เหตุผล “เพราะมีบางคนเหมือนกันที่ถ้าไม่บอกก็ไม่ยอมรู้ตัวว่าเป็นเพื่อนกันอยู่...ลำบากใจคนที่อยู่ด้วยกันชะมัด”
แม้ไม่เอ่ยชื่อแต่คนโดนกระทบทั่งก็รีบตวาดใส่ทันทีด้วยใบหน้าที่ติดจะแดงๆ อยู่เล็กน้อย
“เงียบไปเลยนะยะ ไอ้เตี้ยเกรียนเล็ท!”
คนถูกด่าว่าเกรียนหันไปผิวปากทันทีเหมือนตัวเองไม่ได้เป็นคนพูด ในขณะที่คนอื่นพากันหัวเราะ ไม่เว้นแม้กระทั่งเนน
เอลเห็นเนนหัวเราะออกก็รู้สึกได้ว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
“ถ้าเนนยังอยากเป็นเพื่อนกับวาลละก็ พยายามต่อไปเถอะ ไม่มีความพยายามไหนจะไร้ค่าหรอกฉันเชื่อว่าสักวันนึงวาลเองก็จะต้องเห็นเธอเป็นเพื่อนด้วยเหมือนกันแน่ถ้าเธอไม่ท้อซะก่อนนะ” เธอเสริม
ได้ยินแล้ว เนนก็เริ่มฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้งเธอใส่แว่นกลับเข้าไปแล้วตอบอย่างมุ่งมั่น
“แน่นอนค่ะ ฉันจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อีกแน่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณเอล”เนนพูดอย่างซาบซึ้ง
ขณะเดียวกัน คำพูดของเอลก็กระทบใจใครอีกคนด้วย
“ไม่มีความพยายามไหนที่ไม่สูญเปล่างั้นเหรอ”เล็ททวนคำพูดเอลเบาๆ
“เล็ท” ริสทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เขากลับขัดเสียก่อน
“ฉันไม่ได้คิดมากแล้วน่า ก็แค่...ตามที่เอลพูดนั่นล่ะ ถึงปีนี้จะไม่สำเร็จแต่ก็มีหลายคนที่สนุกไปกับเราด้วยไม่ใช่เหรอ ไม่แน่ปีหน้าพวกเราอาจมีแนวร่วมเพิ่มเยอะขึ้นก็ได้นะบางที...” เล็ทคลี่ยิ้มบาง ราวกับกำลังตระหนักได้ถึงบางอย่าง “ความพยายามนั้นน่ะอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่เราคิด กว่าความสำเร็จจะเกิดผลล่ะนะ” เล็ทหันมายิ้มให้ริสด้วยประกายมุ่งมั่น“ฉันก็จะไม่ยอมแพ้อยู่แค่นี้หรอก”
“งั้นปีหน้า พวกเราก็มาพยายามด้วยกันใหม่อีกครั้งนะ”ซีลที่ไม่รู้ว่าผละออกจากเนนตั้งแต่เมื่อไร จู่ๆ ก็เข้ามากอดคอเล็ทจากทางด้านหลังทำเอาใครบางคนหางคิ้วกระตุก
“จะพูดแต่ละที ต้องเข้าไปใกล้ขนาดนั้นเลยรึไงกันยะยัยฮาล์ฟอมนุษย์”
“นี่ถือว่าปกติสำหรับฉันแล้วนะ ถ้าใกล้จริงละก็...”สาวตาสีเขียวยื่นริมฝีปากไปที่แถวหูเล็ท กระซิบแผ่วหากยังได้ยิน“มันต้องที่ข้างหูนี่”
“กรี๊ด! พวกเธอแยกกันเดี๋ยวนี้เลยนะยะ” ริสตะโกนด้วยใบหน้าแดงแจ๋เข้าไปจะคว้าใครสักคนออกมา แต่ซีลก็ยังยึดตัวเล็ทแน่น พร้อมกับหัวเราะไปด้วย
ส่วนเล็ทก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังอยู่ในแผนการแกล้งใครบางคนอยู่แถมยังถูกริสกับซีลฉุดยื้อไปมาจนร้องเสียงหลง “นี่พวกเธอทำอะไรกันเนี่ย!”
“ทำอะไรกันล่ะนั่น” เนียร์มองสามคนนั้นอย่างสงสัยไม่เข้าใจการกระทำของสองสาวนั่นเหมือนกัน แต่นอกจากเธอแล้วเอลกับเนนดูจะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วพากันอมยิ้มไปตามๆ กัน
“แล้วนี่พวกเราจะกลับกันได้รึยัง” ฟิวส์ถามเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
“ถ้านายอยากกลับก็ไปสิ อยู่รอทำไม” เนียร์พูดตรงๆแบบไม่เข้าใจว่าเขาจะรอจนถึงตอนนี้ทำไม ทั้งที่ฟิวส์น่าจะเป็นคนแรกด้วยซ้ำที่ขอตัวกลับไปก่อน
“ฉันเอามอเตอร์ไซค์มา” ฟิวส์บอก เอามือกอดอกมองเด็กสาว
“แล้ว?” เนียร์งงว่าจะมาบอกทำไมเอารถมาก็ขี่กลับกับเพื่อนตัวเองไปสิ
“...ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านเอง” คนหัวส้มแทบกัดฟันพูดอุตส่าห์พูดเลี่ยงๆ ก็ยังไม่เข้าใจอีก ยัยบ้าเอ๊ย!
เนียร์งงหนักกว่าเดิม “ไปส่ง? ไม่ต้องหรอกฉันกลับเองได้รถเมล์ยังมี”
“คิดซะว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน” ฟิวส์ตัดบทเอาดื้อๆ
“อะไรอีกล่ะ ตอนสู้เมื่อกี้ก็เหมือนกันคิดจะมาแย่งฉันสู้เฉยเลย”
“ก็แค่จะช่วย มันผิดรึไง”
เอลกุมขมับเมื่อเห็นคนของตัวเองเถียงกันบ้างจะว่าเห็นใจฟิวส์ก็เห็นใจอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรเข้าไปยุ่งด้วยเสียด้วยสิ
“ไม่ต้องห่วงสองคนนั้นหรอกครับเอล วันนี้คุณช่วยคนพอแล้วนะพักบ้างเถอะครับ”
เอลถึงกับผงะถอยเมื่อหันไปเจอกับใบหน้าของผู้พูดโน้มตัวลงมาใกล้จนหน้าแทบจะชนกันอยู่แล้ว
เนียร์หันมาเห็นฉากนี้เข้าพอดี รีบเข้ามาขวางทันใด
“นายคิดจะทำอะไรน่ะ” เนียร์มองโชลอย่างไม่ไว้วางใจเมื่อเห็นเขาพยายามเข้าใกล้เอลมากเกินความจำเป็น
“ก็แค่พูดด้วยเฉยๆ เองครับ” โชลพูดพลางยิ้มไปด้วย
“เมื่อกี้นายคิดจะแต๊ะอั๋งเอลใช่มั้ย”
“ใครจะอยากไปแต๊ะอั๋งผู้หญิงอย่างพวกเธอกันหา”ฟิวส์ขัดอย่างอารมณ์เสีย ก่อนที่บทเถียงจะเริ่มขึ้นอีกครั้งโดยมีเอลเป็นฝ่ายห้ามปราม
เด็กสาวผู้ถักเปียและสวมแว่นอันโตหันมองทางซ้ายเห็นเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกันกำลังยื้อแย่งเด็กหนุ่มหัวเกรียนกันอยู่พอหันมองทางขวา เหล่าคนที่เป็นเจ้าบ้านก็กำลังเถียงกันไม่หยุดแล้วเธอก็กลับมายิ้มกับตัวเองและพูดกับชายร่างสูงใหญ่ดูน่ากลัวที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเอง
“เป็นภาพที่ดีจังเลยนะคะ”
โลมส่งเสียงครางในลำคอกลับมา ก่อนจะเอามือตบบ่าเนนเบาๆ
“สักวัน...”เนนเสียงสั่นเล็กน้อยเมื่อได้รับคำปลอบโยนไร้เสียงจากโลม “สักวันฉันจะทำให้มีอีกคนนึงเข้ามาอยู่ในภาพนี้ให้ได้แน่ๆค่ะ”
-<><><>-
“ตกลงผู้หญิงใส่แว่นที่ชื่อว่าเนนนั่นรู้จักกับวาลมาก่อนสินะ” เพียวเอ่ยย้ำอีกครั้งหลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากเอลในมือถือหนังสือเรียนเปิดไว้เพื่อตรวจคำตอบที่ตัวเองตอบในข้อสอบว่าถูกหรือไม่
“ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ ว่ายัยนั่นจะมีเพื่อนกับเขาด้วย”เพียวพูด
“แกน่าจะไปอยู่กับพวกริสนะเพียว รับรองเข้ากันได้แน่”เนียร์ว่า
“ริสนี่...ผู้หญิงที่ผมด้านหน้าเป็นสีม่วงใช่ปะ”โมถามเพื่อความแน่ใจ ถึงจะจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็จำเอกลักษณ์ของพวกเล็ทได้หมดทุกคน และเธอก็อินพุทข้อมูลไปเรียบร้อยแล้วว่าริสนิสัยคล้ายเพียวสุดๆ
เอลเป็นคนตอบให้ “ใช่แต่ว่า...เรื่องความสัมพันธ์ออกจะซับซ้อนนิดหน่อย วาลคิดไงไม่รู้แต่เนนอยากเป็นเพื่อนกับวาลแน่นอน”
“โห มีคนคิดอยากเป็นเพื่อนกับยัยนั่นด้วยเหรอเนี่ยเหลือเชื่อ”
“พูดจริงๆ นะ แกน่าจะไปเจอกับพวกริสรับรองว่าอาจจะเป็นพี่น้องที่พลัดพรากจากกันตอนเด็กก็ได้”
“เวอร์ไปละนังหมูอ้วน”เพียวผลักหัวเนียร์เป็นเชิงหยอกล้อเล่นๆ มากกว่าจะจริงจัง
“งั้น” โมพูดลอยๆ เรียกความสนใจให้อีกสามคนหันมามอง
“งั้นแปลว่าแข่งครั้งนี้ ไม่มีใครเป็นอะไรสินะดีนะที่พวกแกรู้จักกับพวกเล็ทอยู่แล้ว ไม่งั้นตอนนี้จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้”โมเว้นไปเพียงครู่ ก่อนจะพูดออกมาใหม่“พวกที่มีพลังคนอื่นนอกจากพวกแกจะเป็นไงบ้างไม่รู้เนอะ”
คำพูดของโมทำให้เนียร์กับเอลเพิ่งนึกขึ้นได้
“นั่นสินะ ถ้าสู้แค่รู้ผลแพ้ชนะแบบเราก็คงจะดีอยู่หรอก”เอลหวังให้เป็นแบบนั้น
แต่ดูท่าว่าความปรารถนาของเธอจะไม่สัมฤทธิ์ผลเมื่อย้อนกลับไปในวันที่พวกเธอแข่งกับพวกเล็ทก็มีเด็กอีกสองกลุ่มกำลังสู้กันอยู่อีกเช่นเดียวกันทว่า...ผลที่เกิดขึ้นต่างกันลิบลับ
-<><><>-
แหมะ!
หยดเลือดหยดลงมาจากต้นไม้ต้นหนึ่งในป่าหลังโรงเรียนเทพาพิทักษ์เลือดไหลจากร่างของใครบางคนที่ถูกก้านไม้เสียบทะลุอก เท่านั้นไม่พอ ยังมีรอยอะไรบางอย่างกรีดเข้ากลางท้องลึกจนทั้งเลือดทั้งของข้างในหล่นมากองพื้น...ตายสนิทอย่างไม่ต้องสงสัยส่วนอีกสี่ศพที่เหลือก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน บางคนถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม กลิ่นเนื้อไหม้และคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เด็กหนุ่มผมยาวปิดดวงตาข้างซ้ายผู้มีนามว่าอั๊คยืนมองร่างบนพื้นด้วยแววตาเฉยเมย
“...ก็ไม่เท่าไหร่นะ จริงมั้ย” เด็กหนุ่มอีกคนที่ใส่ต่างหูข้างเดียวพูดขึ้น
“ไม่เท่าไหร่จริงๆถ้านายไม่แย่งคนของฉันจนศพออกมาไม่สวยนะ” ผู้หญิงที่เจาะจมูกเป็นห่วงพูดอย่างหงุดหงิด
“ทำไม แค่ฉันไม่ให้เธอเอาไม้มาเสียบมันเป็นรูพรุนจนเสียเลือดตายเธอก็จะแค้นฉันไปชั่วชีวิตเลยรึไง” ดีมที่ใส่ต่างหูพูดล้อทำให้เด็กสาวเจาะจมูกทำท่าจะเถียงต่อ
“จะเถียงกันอีกนานมั้ย ดีม เอม” อั๊คถามขึ้นเบาๆ หากทั้งคู่ยอมเงียบสนิทแม้จะยังตั้งท่าฮื่อแฮ่ใส่กันอยู่ด้านหลังอั๊ค
“รู้สึกจะฆ่าเกินไปหนึ่งนะ” เด็กสาวมัดผมข้างที่ชื่อว่าเลียน เอ่ยเสียงเรียบ
“หมายถึงไอ้ผู้คุมนี่น่ะเหรอ” เด็กหนุ่มคนสุดท้ายโยนร่างหนึ่งทิ้งลงตรงกลางระหว่างทั้งสี่คน
“นายทำเหรอ ธุม”ดีมถามชายที่มีผ้าคาดหัวราวกับนักเลงหัวไม้
ธุมยิ้มมุมปากแทนการบอกว่า ใช่เรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ภายหลัง เด็กทั้งห้าคนกลับไม่มีใครแสดงท่าทีเดือดร้อน
ครือ...
เสียงของสัตว์ดังใกล้เข้ามาก่อนสัตว์ประหลาดสีส้มที่คาบหัวของตัวประหลาดอีกตัวจะโผล่พ้นออกมาจากพุ่มไม้
“ทางนั้นก็เรียบร้อยแล้วเหมือนกันแฮะ” ดีมว่า
“งั้นก็กลับกันเถอะ”อั๊คพูดอย่างไม่ใส่ใจกับภาพตรงหน้าอีก
-<><><>-
“กังวลมากไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ” เนียร์พูด เพราะเห็นแต่ละคนทำท่าเป็นห่วงมากเกินเหตุโดยเฉพาะเอล“ว่าแต่พวกแกเถอะ ทำข้อสอบเป็นไงบ้าง”
พอเปลี่ยนมาคุยเรื่องนี้ปุ๊ป สองสาวจอมกวนนั่นก็เหมือนจะหูอื้อขึ้นมาทันควันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วพากันจับมือเดินนำไปกันสองคน
“เดี๋ยวเถอะ ไอ้ตะเกียบ ยัยปากมาก กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เอลยืนมองเพื่อนตัวเองวิ่งไล่เป็นวงกลมล้อมรอบตัวเองแล้วส่ายหัวน้อยๆก่อนจะหยิบหนังสือเรียนจากกระเป๋าเพื่อตรวจคำตอบที่ตัวเองตอบไปด้วยโดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังโดนใครบางคนจับตามองอยู่
บนต้นไม้สูงใหญ่ของโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยที่อยู่ตรงหน้าตึกเรียนพอดีมีชายหญิงคู่หนึ่งที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกันยิ่งตาสีน้ำเงินเข้มยิ่งเหมือนกันราวกับเป็นดวงตาคู่เดียวกัน ทั้งสองยืนอยู่บนกิ่งไม้แข็งแรงใช้ใบสนอำพรางร่างเอาไว้
เด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเด็กสาว มีใบหน้าเรียบเฉยจนอาจเรียกได้ว่าเย็นชาเขากดใบสนลงให้พ้นจากสายตาเล็กน้อย พอให้เห็นนักเรียนหญิงสี่คนนั้นได้ถนัดชัด
“นั่นเป็นผู้ที่ได้รับพลังจากธรรมชาติอีกสองคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่สินะคะ”เด็กสาวที่รัดแกละต่ำสองข้างพูด สีหน้ายิ้มแย้มร่าเริงผิดกันกับพี่ชายฝาแฝดลิบลับ
“ใช่ หาตัวผู้มีพลังที่เหลืออยู่สิบห้าคนครบแล้วกลับไปหาท่านเดสิตกันเถอะ” เด็กหนุ่มว่า
“ค่ะ” เด็กสาวรับคำก่อนทั้งสองจะหายตัวไปจากบนกิ่งสนอย่างรวดเร็ว
จู่ๆ เนียร์ก็เลิกวิ่งไล่เพื่อนตัวเองแล้วเงยหน้ามองต้นสนหน้าตึกเรียน
“เป็นอะไรไปเหรอเนียร์” เอลจับอาการที่แปลกไปของเพื่อนได้
เนียร์ยังมองจุดเดิมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาบอกเอลว่าไม่มีอะไรแอบแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่บนนั้นแต่เสียงใครบางคนเรียกพวกเธอดังขึ้นเสียก่อนทำเอาเนียร์สะดุ้งโหยงเข้าไปหลบอยู่ข้างหลังเอลทันที ลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปเกือบหมด
“ไง สาวๆ ทำข้อสอบกันได้มั้ย”จินที่เพิ่งออกจากห้องสอบตรงรี่เข้ามาหาพวกเนียร์ก่อนเป็นอันดับแรก
เพียวตั้งท่าเชิดขึ้นมาทันใด ตอบอย่างไว้ตัว “เหอะระดับนี้แล้ว”
จินยิ้มขำๆเป็นเชิงรู้ทันว่าระดับที่ว่าของเพียวมันระดับไหนก่อนจะสังเกตเห็นคนที่พยายามจะซ่อนตัว “แล้ว...เธอทำอะไรอยู่น่ะเนียร์”
คนถูกเห็นตัวออกมาหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “ปะ...เปล่านี่แล้วนายมีธุระอะไรล่ะ” เนียร์ตอบแบบเสียวๆ ว่าอีกฝ่ายจะต้องถือโอกาสมาจับไม้จับมือเธออีกแน่แต่จินกลับทำเรื่องผิดคาด เมื่อเขาหันไปทางเพียวแทน
“ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับเธอหน่อยน่ะ”
แม้แต่เพียวยังแปลกใจที่จินมาขอพูดกับเธอแทนที่จะเป็นเนียร์แต่ก็ยอมไปคุยด้วยดีๆ
“แปลกแฮะ” เนียร์พึมพำ รู้สึกระแวง“ปกติหมอนั่นเข้ามาหาทีไรเป็นต้องมาจับขงจับแขนฉันทุกทีนี่นา”
“อ้าว เนียร์หวงจินเหรอ” โมทำเสียงล้อ
“ไม่ใช่โว้ย ก็แค่สงสัยว่าคราวนี้จินมันมาแปลกเท่านั้นเอง”
“ไม่แน่น้าจินอาจจะปรึกษากับเพียวหาวิธีพิชิตใจแกอยู่ก็ได้นา”
ขนแขนเนียร์พากันลุกขึ้นมาร้องฮูเร่กันเลยทีเดียว “ไอ้โมแกอย่าพูดอะไรชวนสยองแบบนี้สิวะ” เนียร์ว่าพลางลูบแขนตัวเองเป็นการใหญ่
“ก็แหม่ อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้นี่นา” โมทำปากจู๋ได้อย่างน่าถีบมากในสายตาเนียร์ก่อนจะตามพวกเพียวไปที่คงไม่พ้นไปแอบฟังสองคนนั้นคุยกันแน่
เนียร์สาธุในใจสามรอบเลยว่าอย่าให้มันเป็นไปอย่างที่โมมันพูดเลยเพราะแค่เรื่องประจำวันก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้วเธอไม่ต้องการเพิ่มเรื่องจินเข้าไปอีกเรื่องหรอกนะไม่ได้มีงานอดิเรกเก็บเรื่องปวดหัวเป็นคอลเล็กชั่นโว้ย
แต่จินก็ทำเรื่องน่าแปลกใจอีกครั้งเพราะเมื่อคุยกันเสร็จแล้ว เพียวก็เดินกลับมาคนเดียวโดยไม่มีจินกลับมาด้วยเป็นเรื่องผิดคาดมากเพราะเธอนึกว่าจินจะเข้ามาตอแยอะไรเธออีก พอเนียร์คิดดูดีๆก็พบว่าตั้งแต่หลังงานกีฬาสี จินก็ห่างจากเธอไปเรื่อยๆที่รู้สึกกลัวก็เป็นแค่ปฏิกิริยาฝังใจ ทำตามสัญชาตญาณป้องกันตัวเท่านั้นเอง
“จินเรียกแกไปคุยอะไรวะเพียว” เนียร์ถาม
เพียวเหมือนจะมีอาการอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะทำสายตาเหยียดมาให้“หัดสอดเรื่องคนอื่นตั้งแต่เมื่อไรกันฮะ นังหมูอ้วน”
“หา?” เนียร์ทำหน้าเหวอด้วยความนึกไม่ถึงว่าจะได้คำตอบแบบนี้ แค่อยากรู้ว่าเพื่อนคุยอะไรกัน แค่นี้ถือว่าสอดรู้แล้วหรือ
เหมือนเพียวจะอ่านใจเธอได้ พูดต่อ“การที่คนหลีกไปคุยกันแค่สองคน ก็หมายความว่าไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องด้วยไงเล่าแกไม่ต้องมาสนให้มากนักหรอก ไม่เกี่ยวอะไรกับแกอยู่แล้ว”
เนียร์ไม่เชื่อเลยสักนิดก็ถ้าไม่เกี่ยวจริงแล้วทำไมถึงพูดออกมาไม่ได้ คำพูดโมวกกลับมาชวนให้คิดจะถามเพียวก็ไม่ได้ เพราะมันคงไม่ยอมบอกแน่ ได้แต่พยายามเชื่อใจว่ามันคงไม่เกี่ยวอะไรกับเธอจริง
สักพักหนึ่งโมถึงค่อยกลับมา เพราะหากตามเพียวมาติดๆมีหรือที่เพียวจะไม่รู้ว่าโมแอบฟังพวกมันคุยกัน แต่สีหน้าโมเหมือนกำลังคิดหนักอยู่
“ตกลงพวกนั้นคุยอะไรกัน เกี่ยวกับฉันรึเปล่า”เนียร์ดึงโมเข้ามาถามใกล้ๆ
“หา? อ่า ฮ่ะๆๆ” โมฟังคำถามแล้วหัวเราะแห้งๆลูบหัวเหมือนไม่มั่นใจอยู่เหมือนกัน “อ่า ไม่รู้สิน้าคงไม่เกี่ยวกับแกหรอก...มั้งนะ คิดว่างั้น แกอยากรู้มั้ยล่ะ”
เนียร์ทำมือปัดไปมา “ไม่ๆ ถ้าไม่เกี่ยวกับฉันก็ดีแล้วเรื่องของหมอนี่ทำฉันซวยมาหลายรอบละ”
โมก้มหน้านิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างมุ่งมั่นถามเพื่อน “เอล มะรืนนี้แกว่างมั้ยอะ”
เอลละสายตาจากหนังสือเรียน แล้วต้องทำหน้าเสียใจ “ขอโทษนะโมวันนั้นวันเกิดอันพอดีน่ะ”
โมทำหน้าเสียดาย “ไม่เป็นไร ฉันไปกับเนียร์แค่สองคนก็ได้”
คนที่มั่นใจว่าเมื่อกี้ไม่ได้ถูกชวน หันมองขวับ“แกยังไม่ได้ถามฉันว่าไปได้หรือไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ”
“รู้หรอกน่าว่าแกต้องไปได้อยู่แล้วช่วงปิดเทอมยังไงแกก็ต้องว่างตลอดศกอยู่แล้วนี่นา แล้วอีกอย่างถึงจะติดอะไรยังไงแกก็คงว่างเพื่อเพื่อนได้อยู่แล้วล่ะเนอะ จริงปะ”
คนว่างตลอดศกยิ้มกระตุกรับคำที่ไม่รู้ว่าชมหรือหลอกด่ากันแน่แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธคำชวนอยู่ดี