คุยกันอยู่นานความสนิทสนมเพิ่มพูน ไปๆ มาๆ ศาโรก็ร้องไห้อีกครั้ง
“เจ้า...ฮือ...เจ้าต้องฟื้นฟูเมืองลงกานะ...ฮือ...นำพาจิตวิญญาณของเมืองกลับมา...ฮือ...”
ยักษ์ร่างใหญ่พูดคำร้องไห้คำฟังดูประดักประเดิด แต่ความหมายที่พูดชัดเจน วิฬาร์เองรู้ว่านี่ต้องเกี่ยวข้องกับส่วนถัดไปของเควสจึงไม่ขัด แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องยากและซับซ้อน แต่ลองถามดูก็ไม่เสียหาย
“ผมต้องทำยังไงครับ?”
ได้ยินคำตอบรับศาโรก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ บ้านเกิดเมืองนอนตัวเองป่นปี้ไปขนาดนี้ แม้ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดยักษ์หนุ่มตัวนี้ถึงได้รู้จักเพลงสวดโบราณที่ไม่น่ามีใครเคยได้ฟังแต่พลันรู้สึกเหมือนมีความหวังขึ้นมา ต่อให้เมืองที่ถูกฟื้นฟูกลับมาเป็นเพียงหมู่บ้านโง่ๆ สิบหลังคาเรือนตัวเองก็คงยังยินดีที่ได้เห็นเมืองลงกากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
มันเช็ดหูเช็ดหาจนแห้งสูดหายใจแล้วรีบอธิบายเสียงรัว
“เจ้าต้องเริ่มจากเกราะกำแพงเมือง”
สิ้นคำพูดเสียงของระบบก็ดังขึ้นบอกทันที
“ภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่1 ช่วงที่ 4 มีการอัปเดต ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับคะแนนภารกิจ 100 แต้ม”
ไม่ต้องเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูศาโรก็เล่ารายละเอียดให้เขาฟังจนครบ
เริ่มแรกวิฬาร์ต้องหาผลึกเวทมนตร์สายไหนก็ได้ ระดับ B ขึ้นไปมาให้ได้ก่อนจากนั้นต้องไปที่ซากส่วนนอกเมือง แล้วใช้ผลึกเวทมนตร์ในการนำทางมันจะพาเข้าไปหาจุดควบคุมหลักของเกราะกำแพงเมือง จากนั้นเขาต้องเปิดการทำงานมันขึ้นมาเพื่อเริ่มการฟื้นฟู
“มันจะยังอยู่เหรอ?”ไม่รู้ว่าสงครามตอนนั้นผ่านไปนานแค่ไหน อย่างน้อยก็หลักร้อยๆ ปีซากเมืองยังกองให้เห็นอยู่ทนโท่ จุดควบคุมอะไรนั่นจะยังอยู่อีกหรอ?
“มันต้องอยู่ระบบนั่นถูกออกแบบให้ใช้ได้เป็นพันปี ไม่มีทางพังง่ายๆ”
“ถ้าไม่พังแล้วเมืองลงกาแตกได้ยังไง?”วิฬาร์เริ่มซักไซ้
ศาโรที่ได้ยินคำถามนี้ก็จิตตกไปเลยปากอ้าพะงาบๆ เป็นปลาเกยตื้น สมองลัดวงจรจนลืมวิธีพูดไป
เห็นได้ชัดว่านายกองตัวเล็กๆอย่างเขาไม่ทันคิดเรื่องนี้ แต่วิฬาร์ก็ไม่ไปเซ้าซี้มันอาจจะมีเหตุผลที่มันยังอยู่ก็ได้ เป็นต้นว่าระบบสำรอง หรืออะไรเทือกๆนั้นที่คนตำแหน่งต่ำอย่างศาโรไม่ทราบ แต่สุดท้ายแล้ว วิฬาร์คงต้องไปดูด้วยตัวเอง
....................
หลังจากบินออกมาจากร้านเหล้าวิฬาร์ก็กลับเข้ามาที่ซากเมืองลงกา เขาวกมาหามอเตอร์ไซค์ก่อนเพราะว่าผลึกเวทมนตร์ในเครื่องร่อนจะหมดพลังแล้วถ้าสุดท้ายต้องเดินเท้าคงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก
พอเจอมอเตอร์ไซค์เขาก็ขี่มันออกจากเมืองลงกาเพื่อหาจุดควบคุมบริเวณชายเมืองด้วยการใช้ผลึกเวทมนตร์ระดับBนำทาง
เมื่อหยิบผลึกเวทมนตร์ออกมามันก็เรืองแสงอ่อนๆ แตกต่างไปจากปกติ วิฬาร์ขับมอเตอร์ไซค์วนไปวนมาช้าๆเพื่อใช้มันนำทาง
ไม่นานพอวิ่งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ มันก็เรืองแสงเข้มขึ้น เขาจึงลองเร่งความเร็วดู
เส้นทางผ่านซากเมืองบริเวณนี้สะดวกกว่าส่วนในของเมืองไม่น้อยซากเมืองเริ่มเว้นระยะห่างกันมากขึ้น เขาจึงไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยวไปมา สักราวๆสิบห้านาที วิฬาร์ก็เจอเป้าหมายที่ต้องการหา
ตรงหน้าเขาคือกองซากอาคารหลังใหญ่สูงเกือบยี่สิบเมตรดูท่าคงเคยเป็นป้อมหรือหอคอยอะไรสักอย่างมาก่อน สิ่งก่อสร้างแห่งนี้ครึ่งหนึ่งทรุดจมอยู่ในดินอีกครึ่งถูกแดดลมฝนลามเลียจนมอมแมม วัสดุก่อสร้างที่ดูคล้ายหินแกร่งผุกร่อนไปตามกาลเวลาตรงนี้เป็นจุดที่ผลึกเวทเรืองแสงสว่างที่สุด ไม่แน่ว่าไอ้จุดควบคุมอะไรนั่นอาจจะถูกฝังอยู่ข้างใน
วิฬาร์ลองขี่มอเตอร์ไซค์วนไปวนมาดูเผื่อว่าจะหาทางเข้าจากมุมอื่น แต่อาคารทั้งหลังมีขนาดใหญ่โตเศษหินเศษอิฐก็อุดตันไว้ทุกทาง ยิ่งอ้อมยิ่งไกลดูท่าทางคงต้องใช้เครื่องจักรหนักมารื้อถอน ไม่งั้นคงเข้าไปดูด้านในไม่ได้
เครื่องจักรหนักพวกนี้อนันตนาคราชมี แต่หลังจากงานก่อสร้างศูนย์วิจัยของมะปรางเสร็จสิ้นพวกเขาก็ย้ายมันลงไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นรถแบคโฮขนาดกลางเท่านั้นใช้ขุดดิน ยกของขนาดสี่ห้าตันยังพอไหว แต่ถ้าจะต้องรื้อถอนตึกทั้งหลังยังนับว่าเกินตัว
เขายืนพิงมอเตอร์ไซค์อยู่ครู่หนึ่งก็นึกวิธีอื่นออก
....................
เสียงโครมครามดังลั่นฝุ่นดินฟุ้งตลบอบอวล สิ่งก่อสร้างสูงร่วมยี่สิบเมตรที่หนาหนักถูกพลังโจมตีอันรุนแรงฉีกกระชากเป็นชิ้นๆเศษอิฐเศษหินปลิวว่อน วิฬาร์ถึงกับต้องผนึกเกราะเวทขึ้นเพื่อป้องกันตัว
เบื้องหน้าอสูรจักรกลหกตัวปีนป่ายอยู่บนป้อมปราการหินนั้นอย่างเชื่องช้าตัวที่อยู่สูงที่สุดย่อตัวลงแล้วดีดเปรี้ยงอาคารที่ที่แตกร้าวอยู่ใต้ตัวมันก็ลั่นครึ่กแล้วสั่นสะเทือนอย่างน่ากลัวรอยร้าวแผ่เป็นเส้นสาย แต่กลับยังไม่ถล่มลงมา
แรงถีบพาตัวมันกระโดดขึ้นไปในอากาศสิบห้าเมตรสองแขนที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนโลหะเงื้อขึ้นท่วมหัวกรงเล็บทั้งสี่ของมือสองข้างประสานกัน และเมื่อร่างร่วงลงมาตามแรงดึงดูดกำปั้นโคตรใหญ่นั้นก็ทุบลงตรงจุดที่ร้าวแตกของอาคารพลังโจมตีอันมหาศาลถล่มมันจนโครงสร้างหนึ่งในสามแตกกระจุย
วิฬาร์มองภาพนี้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาดไม่นึกว่าความคิดที่ใช้อสูรจักรกลมาทำงานรื้อถอนจะใช้ได้จริงๆ ในใจนึกประหวั่นว่าถ้าเกิดผู้สร้างหุ่นพวกนี้มาเห็นเขาใช้งานมันเยี่ยงกรรมกรจะรู้สึกยังไง
หุ่นรบทั้งหกทำตามคำสั่งรื้อถอนของเขาทว่า ถ้าเทียบกับภาพที่อยู่ตรงหน้า วิฬาร์คิดว่าการใช้คำว่าทำลายล้างดูน่าจะเข้าทีกว่า
และหลังจากผ่านไปสองชั่วโมงอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม ป้อมปราการทรุดโทรมทั้งหลังก็กลายเป็นกองอิฐผุพัง
วิฬาร์ไม่สนใจว่ามันจะเคยยิ่งใหญ่แค่ไหนเจ้าตัวหยิบผลึกเวทมนตร์ระดับ B ที่อันใหม่ที่เพิ่งเบิกจากคลังออกมาแล้วส่งให้เจ้ายักษ์ตัวหนึ่งถือ
ผลึกเวทอันเท่าฝรั่งลูกหนึ่งทว่าเมื่ออยู่ในมืออสูรจักรกลสีเงินที่สูงหกเมตร กลับให้ความรู้สึกเหมือนแค่มันถือก้อนกรวดเม็ดเล็กๆเจ้าตัวนั้นเดินเข้าไปด้านในอาคารตามคำสั่งวิฬาร์ ยิ่งสืบเท้าเข้าไปผลึกเวทก็เรืองแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ
เพราะถูกถล่มทำลายแบบขอไปทีผนังหนึ่งของอาคารจึงนอนขวางทางพวกเขาอยู่
อสูรเงินถือคำสั่งวิฬาร์เป็นความสำคัญแรกมันใช้มือซ้ายที่ว่างช้อนลงข้างใต้ผนังผืนนั้น แล้วงัดขึ้นด้วยแรงมหาศาล
ฟิ้ววว...
พริบตาผนังนั้นก็ปลิวหายไป
ช่างสะดวกสบายจริงๆ
กรุยทางไปสิบกว่าเมตรพลันถึงพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งที่มีเสาขนาดสามคนโอบตั้งอยู่
มันสูงแค่ห้าเมตรกลมเป็นทรงกระบอก แม้หน้าตาทรุดโทรมแต่สภาพยังสมบูรณ์ดีช่วงกึ่งกลางเสาเว้าเข้าไปด้านในลึกพอให้ใส่ผลึกเวทระดับ B ลงไปได้แบบอึดอัด เห็นได้ชัดว่ารองรับแหล่งพลังเกรดสูงระดับ B ขึ้นไปเท่านั้น
ดูเหมือนเขาจะเจอแท่นควบคุมอะไรนั่นแล้ว
“ใส่มันเข้าไป”อสูรจักรกลหมุนตัว วางผลึกเวทลงในช่องว่าง
เงียบงันกันไปครู่หนึ่งจากนั้น ผลึกเวทก็เรืองแสงสว่างยิ่งกว่าเก่า มันค่อยๆ หมุนรอบแกนตัวเองอย่างช้าๆ
บริเวณผิวนอกของเสาพลันปรากฏเส้นแสงสีแดงอ่อนไล่ลามลงไปที่พื้นส่วนล่างราวสายน้ำไหล แผ่กระจายไปอย่างแผ่วเบา
กองหินที่วิฬาร์เหยียบอยู่สั่นสะเทือนราวเกิดแผ่นดินไหวเสียงครึ่กครั่กดังอย่างต่อเนื่อง รู้สึกคล้ายกับมีสิ่งของขนาดใหญ่เคลื่อนตัวอยู่ใต้ดิน
“ยกข้าขึ้น”อสูรเงินตัวที่ใกล้ที่สุดย่อขาลง หงายมือให้วิฬาร์ขึ้นไป จากนั้นยกตัวเขาขึ้นสูง ลอดผ่านรอยแตกหนึ่งในบริเวณนั้นออกมาด้านนอกโชว์ทัศนียภาพของบริเวณนี้ให้เขาเห็นเต็มตา
นับจากที่ที่เขายืนอยู่เป็นศูนย์กลางพื้นดินบางส่วนยุบลงไปเป็นทางยาวจนสุดขอบสายตา ซากอาคารบางส่วนที่ล้มทับแนวทรุดตัวนั้นพังถล่มอย่างต่อเนื่องฝุ่นฟุ้งเป็นแนวยาวพร้อมกับเสียงโครมครามดังสนั่นเศษอิฐเศษปูนกลิ้งลงไปกองรวมกันในร่องดินขนาดกว้างเท่าถนนสี่เลนจนระเกะระกะ
จากนั้นราวสองสามนาทีใต้ร่องนั้นก็เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกดันขึ้นมา
แนวกำแพงที่แตกหักทรุดโทรมไม่สมประกอบถูกดันขึ้นมาจากเบื้องล่างกางกั้นพื้นที่เมืองออกจากพื้นที่ด้านนอก
แม้ว่าสภาพจะเรียกว่าดูไม่ได้แต่ความยิ่งใหญ่ของมันก็ตรึงความคิดวิฬาร์เอาไว้จนนิ่ง
กำแพงทั้งผืนลากยาวไปจนสุดสายตาเป็นวงโค้งน้อยๆคาดว่าหากมองจากมุมสูง น่าจะล้อมเมืองลงกาเป็นวงกลมสภาพอันอุจาดตาของกำแพงเมืองทำให้วิฬาร์อดรู้สึกหนาววาบขึ้นมาไม่ได้
แนวกำแพงหนาอย่างน้อยสิบเมตรแต่เกินแปดในสิบส่วน แตกป่นจนเว้าแหว่ง ส่วนที่เหลือก็มีสภาพดีกว่าไม่มาก ทุกจุดทุกตารางนิ้ว มีร่องรอยความเสียหายอย่างยับเยิน บางจุดที่ไม่เปื้อนเศษดินโคลนวิฬาร์ถึงกับมองเห็นรอยไหม้สีดำเป็นวงขนาดใหญ่
อะไรกันที่ทำลายการป้องกันของกำแพงยักษ์เส้นนี้ลงได้?วิฬาร์คิดอย่างหวาดกลัว
อาวุธชิ้นนั้น
เวทมนตร์บทนั้น
หรือใครคนนั้นที่ทำลายมันลง
จะต้องทรงพลังขนาดไหน
เหตุการณ์ล่มสลายของเมืองลงกาสิ้นสุดลงแบบไหนกันแน่!
แค่จินตนาการวิฬาร์ก็หนาววาบไปทั้งตัว
“ภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่1 ช่วงที่ 4 มีการอัปเดต ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับคะแนนภารกิจ 100 แต้ม”
ยังไม่ทันเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูแสงกะพริบสีแดงที่โคนเสาควบคุมก็สว่างวาบพร้อมกับเสียงเตือน เขาจึงสั่งให้อสูรจักรกลวางตัวเองลงแล้วเข้าไปสำรวจ
“ระบบป้องกันเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนักโปรดตรวจสอบ”
โคนเสาที่ระดับสายตาวิฬาร์มีตัวหนังสือปรากฏขึ้นเขาลองเอามือลูบๆ ดูก็พบว่ามันตอบสนอง คล้ายว่านี่คือหน้าต่างสั่งการของระบบ
กดอยู่สามสี่ปุ่มก็เจอรายงานความเสียหายยาวเป็นหางว่าว ทุกจุดที่พัง ไม่มีจุดไหนเสียหายน้อยกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เลย
ยิ่งกดดูเขาก็ยิ่งหนักใจเพราะคำสั่งของภารกิจขั้นที่ 1 ช่วงที่ 4 คือฟื้นฟูกำแพงเมืองลงกาความเสียหายระดับนี้ เขาตัวคนเดียวทำต่อไม่ได้แล้วเรื่องนี้ต้องให้ทั้งกิลด์ช่วยกันเท่านั้น
ในหน้าต่างควบคุมมีแบบแปลนและชนิดวัสดุสำหรับซ่อมแซมแสดงให้เห็น ทำให้วิฬาร์เบาใจเรื่องแนวทางการซ่อมกำแพงเมือง
พอเปิดดูหน้าต่างระบบความคืบหน้าภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์สูงขึ้นจนแตะ 6.10% แล้ว คะแนนภารกิจเขาก็เพิ่มมาอีก 1,200แต้มจากการค้นพบเกาะลงกาและเปิดเกราะกำแพงเมือง คาดว่าส่วนที่เหลือคือการซ่อมแซมแต่มีแจ้งเตือนเพิ่มเติมว่าเกราะกำแพงเมืองยังเปิดไม่ครบ ต้องการพลังงานเพิ่มอีกเจ็ดชิ้น
“เกราะกำแพงเมืองอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ต้องการพลังงานเพิ่มเติม 7/8 ชิ้น” พออ่านดูเขาก็ย้อนนึกถึงของรางวัลจากระบบที่แจกให้หลังจากผ่านภารกิจขั้นที่ 1 ช่วงที่ 2
ทั้งเขาและฑิฆัมพรได้ผลึกเวทมนตร์ระดับBมาคนละอัน และมีความเป็นไปได้ว่าผู้เล่นคนอื่นที่ทำภารกิจก่อนหน้าเขาก็น่าจะได้รางวัลแบบเดียวกันแสดงว่าไอเทมทั้งหมดจะต้องเอามาใช้งานในขั้นตอนนี้ ทีแรกวิฬาร์นึกว่าแค่ผลึกเวทมนตร์ระดับB ชิ้นเดียวก็เปิดการใช้งานเกราะได้ทั้งเมืองแต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดตื้นไปหน่อย มันต้องใช้อีกเจ็ด ชิ้นเพื่อเปิดการทำงานให้ครบ
ผลึกเวทมนตร์หรือของที่เทียบเท่ากันเจ็ดชิ้นหากตีเป็นเงินจริง เกรงว่าราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ
วิฬาร์เลื่อนดูคำสั่งในหน้าต่างควบคุมเพิ่มเติมแล้วพบว่าแบบแปลนรวมถึงแนวทางการซ่อมกำแพงเมืองสามารถโอนถ่ายข้อมูลได้จึงดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดลงหน้าต่างระบบสำหรับเอาไปคุยกับมะปรางจากนั้นพาตัวเองออกมาจากในซากอาคาร มุ่งหน้ากลับศูนย์วิจัยโดยมีหุ่นรบอสูรหกตัวที่ม้วนตัวเป็นก้อนกลมกลิ้งเป็นรถบดถนนตามมา
เขาขับเลียบกำแพงเมืองไปเรื่อยๆเพื่อหาทางออกไปด้านนอก แต่ยังไม่ถึงนาที ก็มีเสียงเรียกเข้าจากหน้าต่างระบบว่ามีสายเข้า
วิฬาร์จอดรถอย่างประหลาดใจพอเปิดดูก็เห็นว่าเป็นฑิฆัมพรโทรมา
เรื่องภารกิจนี้แน่
เขายังไม่รับสายแต่ปิดเสียงลงเพื่อตั้งสมาธิในหัวคิดถึงผลได้ผลเสียของการบอกหรือไม่บอกเรื่องนี้กับเธอ
ตอนนี้เขาทั้งสองคนเป็นผู้เล่นสองอันดับแรกสุดของภารกิจแม้ตอนนี้จะมีผู้ครองกุญแจสามคน แต่การจะเปิดเควสช่วงถัดไปหลังจากซ่อมกำแพงเมืองเสร็จจะต้องใช้เสียงสองในสาม วิฬาร์จึงมีตัวเลือกแค่จับมือกับเธอ หรือควานหาเข็มในมหาสมุทรหาเขาหรือเธออันดับสามนั่นให้เจอ
ใช้แค่หัวแม่เท้าคิดวิฬาร์ก็รู้ดีว่าต้องเลือกทางไหน
แต่การจับมือกับเธอก็ยังมีทางเลือกย่อยลงไปตอนนี้เสาเกราะยังเหลืออีกเจ็ดเสาให้เปิดใช้ งานก่อสร้างบานตะไทก็รออยู่วิฬาร์มั่นใจว่ากิลด์เขากิลด์เดียวแบกเรื่องนี้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดไหวสุดท้ายแล้วถ้าเขาจะเหมาทำภารกิจทั้งหมดจนครบเงื่อนไขส่วนที่สองนั้นก็ไม่เป็นปัญหาแต่นั่นแปลว่าคะแนนของเขาจะนำโด่งจนคนอื่นตามไม่ทัน และนั่นก็คือการผิดใจกับเธอ และผลลัพธ์ของการผิดใจก็อาจทำให้เธอไม่ยอมช่วยเขาเปิดภารกิจต่อไปยังไงในเมื่อเธอไม่มีโอกาสจะขึ้นนำในการทำภารกิจต่อแล้วไม่สู้ปล่อยมันพังไปทั้งอย่างนั้น เธอไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้ไปเลยไม่ดีกว่ารึไง
และจากสายตาของวิฬาร์ฑิฆัมพรดูคล้ายกับว่าได้รับการฝึกมาจากโรซาเลียเพราะรูปแบบวิธีการต่อสู้ของเธอมีระเบียบระดับหนึ่งไม่เหมือนผู้เล่นอิสระที่เลือกเล่นตามใจตัวเองเขาจึงค่อนข้างมั่นใจว่าเธอมีสังกัดแล้ว และนั่นอาจทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้นอีกเพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องภารกิจนี้ กิลด์ต้นสังกัดของเธอรู้เรื่องด้วยหรือเปล่า
ถ้ารู้ก็แปลว่าการผิดใจกับเธอเป็นเรื่องงี่เง่าที่เขาไม่ควรทำจริงๆ
สรุปแล้วไม่ว่าเธอจะมีแบคหรือไม่มียังไงก็ต้องประนีประนอมกันเอาไว้ก่อน
พอตัดสินใจได้วิฬาร์ก็กดรับสาย
“สวัสดี”