THe Superman

    รวมตอนที่ 59+60+61

    ตอนที่ 59 พบเจอคนคุ้นเคย


    “ นี่ครับ กำหนดการ ” ป่ายเฉียนยื่นใบกำหนดการการแข่งขันให้กับหยางหลิว ซึ่งใบนี้เป็นใบที่แสดงให้เห็นว่าจะจัดการแข่งอย่างไร และเมื่อไหร่
    หลังจากหยางหลิวลองอ่านดูเขาก็พบว่าการแข่งขันนี้ มีคนที่ลงแข่งทั้งหมด 64คน และจัดการแข่งขันโดยมีทั้งหมด 3รอบใหญ่ คือ

    (วันที่ 23 มิถุนายน 2007) แข่งรอบแรก โดยแบ่งคนทั้งหมด 64คน ให้เป็นกลุ่มละ 4คน จะได้ทั้งหมด 16กลุ่ม นอกจากนี้จะรวม 4กลุ่ม ให้เป็น 1 บล็อก ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มี 4บล็อก คือ A B C และ D(วันที่ 30 มิถุนายน 2007) แข่งรอบสอง โดยแบ่งคนจาก 16คน ที่ชนะจากรอบแรก ให้เป็นกลุ่มละ 4คน จะได้ทั้งหมด 4กลุ่ม(วันที่ 7 กรกฎาคม 2007) แข่งรอบสุดท้าย โดยนำผู้ชนะทั้ง 4คน ใบรอบที่สอง มาแข่งกันเพื่อหาผู้ชนะ

    “ เอ๊ะ! ชื่อของผมอยู่ตรงไหนครับ ผมหาชื่อไม่เจอ ” หลังจากหยางหลิวตรวจสอบรายชื่อที่เขียนติดไว้ในใบกำหนดการการแข่งขัน เขาพบว่าไม่มีชื่อของเขาอยู่บนนั้น หยางหลิวจึงถามป่ายเฉียน ผู้จัดงานการแข่งขันครั้งนี้

    “ โอ้ ! ผมต้องขออภัยด้วยที่ยังไม่ได้บอกคุณหยางหลิวไป คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ… ” ป่ายเฉียนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่จริงแล้วการแข่งขันครั้งนี้ได้กำหนดมาเกือบสามเดือนแล้ว และผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็ลงทะเบียนครบทั้ง 64คน ตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนเช่นกัน ทว่าได้เกิดปัญหาขึ้น เนื่องจากมีผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งได้เกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ได้ และในช่วงสัปดาห์ก่อนป่ายเฉียนบังเอิญไปกินข้าวที่ภัตตาคารโจวซือ ในเวลาเดียวกับที่มีอันธพาลมาก่อเรื่องที่ภัตตาคารโจวซืออย่างพอดิบพอดี ดังนั้นพอเขาได้เห็นฝีมือของหยางหลิวจึงรู้สึกประทับใจ และคิดที่จะเชิญหยางหลิวมาเข้าร่วมการแข่งขัน

    จากนั้น ป่ายเฉียนก็ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้หยางหลิวฟัง ซึ่งหยางหลิวก็ไม่ได้ติดใจอะไรในเรื่องที่เขาเป็นตัวแทนคนอื่นมาแข่งขัน เพราะถ้าไม่มีเรื่องอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับผู้เข้าแข่งขันคนนั้น หยางหลิวก็คงไม่มีใครเชิญมาเข้าร่วมในการแข่งครั้งนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้หยางหลิวก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าร่วมอย่างจริงจัง เพราะเขาต้องการที่จะมาทดสอบทักษะด้านการต่อสู้ของเขาเท่านั้น

    “ นี่ครับ ตำแหน่งของคุณหยางหลิว B19 ครับ ” ป่ายเฉียนชี้ไปยังหมายเลข 19 ซึ่งอยู่บนบล็อก B และอยู่ในกลุ่มที่หนึ่งของบล็อก B

    “ เข้าใจแล้วครับ งั้นเจอกันวันเสาร์หน้าครับ ” เมื่อหยางหลิวรู้ตำแหน่งการแข่งขันของตัวเอง หยางหลิวจึงไม่สงสัยอะไรอีก และเตรียมกลับไปที่ภัตตาคารโจวซือ

    “ ขอบคุณนะครับที่เข้าร่วมการแข่งขันของเรา หวังว่าคุณหยางหลิวจะโชคดีครับ ” หลังจากป่ายเฉียนพูดจบ หยางหลิวก็เดินออกจากร้านเทียนเหมินในทันที
    ...

    เนื่องจากร้านเทียนเหมินตั้งอยู่ในซอยที่ค่อนข้างลึก และไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา ทำให้หยางหลิวลำบากมากในการหารถแท็กซี่สักคัน ทำให้หยางหลิวจำใจต้องเดินออกจากที่นี่ไปเอง

    หยางหลิวเดินลัดเลาะไปมา ยังดีที่ว่าหยางหลิวมีแผนที่ อีกทั้งหยางหลิวยังมีความสามารถในการจดจำข้อมูลอีกด้วย ทำให้เวลาที่หยางหลิวมองแผนที่ หรือหนังสือใด ๆ ก็ตาม เขาก็จะสามารถจดจำได้ขึ้นใจ ดังนั้นหยางหลิวจึงไม่หลงทาง และยังรู้เส้นทางที่จะออกไป

    ทว่าหลังจากหยางหลิวเดินหาทางออกอยู่หลายนาที เขาก็พบว่ากำลังมีคนกำลังตามหลังเขามา ซึ่งก็ไม่รู้แน่ชัดว่าคนที่ตามหยางหลิวมาเป็นใคร และมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

    เนื่องจากคนที่ตามมานี้ ไม่ใช่พวกเดียวกับคนที่อยู่ร้านเทียนเหมินอย่างแน่นอน เพราะจากลักษณะการแต่งตัวของพวกเขา ไม่เหมือนกัน และค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร อีกทั้งหยางหลิวรู้สึกได้ว่าคนกลุ่มนี้ต้องไม่เป็นมิตรอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหยางหลิวเหลือบไปเห็นสิ่งของบางอย่าง

    หยางหลิวเห็นดังนั้นจึงคิดที่จะหนี และสลัดคนเหล่านี้ให้หลุด พอชำเลืองมองก็พบว่าข้างหน้ามีทางสี่แยกอยู่ ดังนั้นหยางหลิวจึงเริ่มวิ่งไปข้างหน้า และเตรียมที่จะเลี้ยวไปทางซ้าย

    ฉับพลันที่หยางหลิวมองไปทางซ้ายเขาก็พบว่า มีกลุ่มคนลักษณะคล้ายกับคนที่อยู่ด้านหลังกำลังเดินมาทางหยางหลิว และขณะเดียวกันเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนอีกกลุ่มกำลังเดินมาหาเขาจากทางขวา

    ‘ แย่แล้ว ! ’ หยางหลิวคิดในใจอย่างตื่นตระหนก

    เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก หยางหลิวจึงจำใจต้องวิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง เพราะยังไงเขาก็มีความสามารถด้านการวิ่งอยู่ ทักษะย่อยการวิ่งของเขาอยู่ในระดับเริ่มต้น ดังนั้นเมื่อเทียบกับคนทั่วไปมีแต่จะเร็วกว่าไม่มีทางช้ากว่าแน่นอน

    และในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มคนที่กำลังตามหยางหลิวมาก็เริ่มวิ่งเช่นกัน แต่ทว่าหยางหลิววิ่งได้เร็วเกินไป ไม่มีใครแม้แต่คนจะวิ่งใกล้หยางหลิวได้

    หลังจากหยางหลิววิ่งไปได้สักพัก ก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้น

    “ ปัง ! ” เสียงปืนดังขึ้นมา ทำให้หยางหลิวต้องหันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก

    หยางหลิวเห็นชายคนหนึ่ง ถือปืนและเล็งมาทางหยางหลิว ชายคนนั้นส่งเสียงร้องให้หยางหลิวหยุด และห้ามขยับไปไหน

    ในตอนนั้นเอง หยางหลิวได้เห็นใบหน้าของชายคนนั้น หยางหลิวก็จดจำได้ทันที ผู้ชายคนนี้คือชายชุดสูทดำซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ลอบทำร้ายหยางหลิวในคืนนั้น

    พอถึงตอนนี้เขาก็เข้าใจได้ว่า กลุ่มคนพวกนี้ต้องเป็นลูกน้องของจิ่นลี่แน่

    แต่ที่หยางหลิวคาดไม่ถึงคือ ตระกูลหวังของจิ่นลี่ ไม่น่าจะมีอิทธิพลในเมืองปักกิ่งมากนัก ทว่าจิ่นลี่กลับมีลูกน้องจำนวนหนึ่งติดตามมาที่ปักกิ่งด้วย และในเวลานี้มีปืนกระบอกหนึ่งได้เล็งมาทางหยางหลิว ทำให้เขาถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นออกมา

    เมื่อคิดได้ดังนั้น หยางหลิวไม่สนใจคำขู่ให้หยุดของชายคนนี้อีกต่อไป เขาจึงก้าวขาเพื่อที่จะวิ่งหนีไปข้างหน้า ทว่าขาที่ก้าวไปยังไม่ถึงพื้น เสียงปืนก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง กระสุนที่ถูกยิงออกมา ตกกระทบเข้ากับพื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เท้าของหยางหลิวกำลังจะก้าวลงไป

    หยางหลิวถึงกับหน้าซีดเซียว เขาต้องการที่จะหนี แต่ถ้าเขาขยับอีกครั้ง เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะหลบลูกกระสุนที่ยิงมาได้หรือไม่ ถึงต่อให้เขามีความสามารถพิเศษจากระบบที่ได้รับมาก็ตาม หยางหลิวก็ไม่กล้าที่จะเสี่ยง ดังนั้นหยางหลิวจึงทำได้แต่ยอมจำนนแต่โดยดี

    ชายชุดสูทสีดำเห็นหยางหลิวไม่ขยับอีกเพราะกลัวปืนที่อยู่ในมือตนเอง ทำให้ชายคนนั้นแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ครั้งนี้ไม่รู้ว่านายน้อยหวังจิ่นลี่ของพวกเขาไปโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงมาจากไป พอสอบเสร็จวันแรกก็เตรียมการสั่งให้เขาระดมคนจำนวนหนึ่งให้จัดการกับหยางหลิว สั่งสอนมันให้เข็ดหลาบ ตอนแรกชายคนนี้นึกว่านายน้อยของเขาจะรู้ว่างานครั้งที่แล้วเขาทำผิดพลาด และเตรียมจะลงโทษเขา แต่โชคดีที่ว่านายน้อยของเขาไม่ได้รู้เรื่องนั้น ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าครั้งนี้ต้องจัดการกับหยางหลิวให้ได้ จนหยางหลิวไม่กล้าไปสร้างความไม่พอใจให้นายน้อยของเขาอีก !

    ชายชุดดำและพวกค่อย ๆ เดินเข้าไปหาหยางหลิว หยางหลิวซึ่งยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนรู้สึกหวั่นใจไม่น้อย ไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้จะจัดการเขาอย่างไร

    พอคิดไปคิดมา เขาลองสำรวจกลุ่มคนที่เดินเข้ามาใกล้ พบว่ามีเพียงชายชุดดำที่เขาเคยเจอเท่านั้นที่พกปืน ส่วนคนอื่น ๆ ไม่มีปืน อย่างมากก็ถือแค่ไม้ หรือท่อนเหล็กเท่านั้น

    หยางหลิวจึงคิดวิธีหนึ่งที่จะเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้ขึ้นมาได้ เขาจะรอจนกระทั่งชายชุดดำคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ และจะพยายามแย่งปืนกระบอกนั้นพร้อมกับวิ่งหนีไปอีกทาง เพราะถึงแม้ว่ากลุ่มคนที่พวกนี้จะมีถึงยี่สิบคน แต่ว่าสำหรับในเรื่องความสามารถด้านการวิ่ง ไม่มีใครเหนือไปกว่าหยางหลิวเป็นแน่ จากนั้นจิตใจของหยางหลิวก็เริ่มที่จะสงบขึ้น พร้อมกับรอจังหวะเหมาะ ๆ ที่จะแย่งปืน และวิ่งหนีไป

    ชายชุดดำเห็นหยางหลิวนิ่งสงบเกินไป ทั้ง ๆ ที่คนปกติ หากถูกปืนเล็งอยู่ตรงหน้าต้องออกอาการกระวนกระวายมากกว่านี้ ไม่ใช่นิ่งสงบแบบนี้ แต่ถึงเขาคิดแบบนั้น เขาก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก อีกทั้งเขายังนึกไปว่า หยางหลิวคงยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี และไม่คิดจะขัดขืนอีก เพราะกลัวปืนที่อยู่ในมือเขา นั่นทำให้ชายคนนั้นรู้สึกวางใจ และไม่ได้ระแวงว่าหยางหลิวจะขัดขืนแม้แต่น้อย

    แต่ใครจะคาดคิดกัน หยางหลิวที่ดูสงบนิ่งดั่งหินผา จู่ ๆ ก็ขยับเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลม หยางหลิวพุ่งตรงเข้ามาหาชายชุดดำ ชายคนนี้ไม่ทันแม้แต่จะคิดลั่นไกปืน และถึงแม้เขาจะคิด ปืนที่อยู่ในมือเขาก็ถูกกระแทกหลุดออกไปอยู่ดี

    หยางหลิวพอทำให้ปืนหลุดออกจากมือของชายชุดดำคนนั้นแล้ว เขารู้สึกดีใจที่ทำตามแผนที่คิดไว้ได้อย่างประสบความสำเร็จ แต่ว่าขณะที่เขาดีใจอยู่ได้ไม่กี่เสี้ยววินาที ปืนกระบอกนั้นก็เด้งไปทางฝูงชนที่กำลังเดินมาหาหยางหลิว

    แผนของหยางหลิวคลาดเคลื่อน !

    หยางหลิวไม่สามารถแย่งปืนออกมาได้ ซ้ำร้ายปืนที่เขาทำให้หลุดออกจากมือของชายชุดดำ ยังไปอยู่ใกล้กับคนที่มาด้วยกันกับชายชุดดำอีก

    เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หยางหลิวทำได้แต่พุ่งเข้าไปหาปืน และต่อสู้กับคนที่เข้ามาขวาง

    ปืนกระบอกนี้อยู่บนพื้นเป็นเวลานาน ไม่มีใครสามารถเก็บมันขึ้นมาได้ เพราะขณะที่หยางหลิวเข้าใกล้ก็มีคนเข้ามาต่อสู้ ไม่ก็รุมแย่งปืนจากหยางหลิว

    สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่า หยางหลิวต้องต่อสู้กับคนเกือบยี่สิบคนด้วยตัวคนเดียว ทั้งท่อนไม้ ทั้งท่อนเหล็ก ฟาดกระหน่ำมายังหยางหลิว โชคดีว่าทักษะย่อยด้านการต่อสู้แม้จะอยู่ในระดับ 0 แต่ก็ยังอยู่ที่จุดสูงสุด ซึ่งมีค่าประสบการณ์ 100.00% ทำให้หยางหลิวพอที่จะเอาตัวรอดกับสถานการณ์นี้ได้ และยังพอตอบโต้ได้เช่นกัน

    ในตอนนั้นเองหยางหลิว แย่งท่อนเหล็กมาได้จากคนที่อยู่ข้าง ๆ เขาดีใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีอาวุธเช่นนี้ การโจมตีก็จะรุนแรงมากขึ้น แต่ก็พบว่าขณะเดียวกันนั้น มีคนเก็บปืนที่อยู่บนพื้นได้แล้ว

    “ แย่แล้ว ! ” หยางหลิวตื่นตระหนกกับสถานการณ์ตรงหน้า ครั้งนี้เขาจะไม่สามารถเล่นลูกไม้ และเข้าไปแย่งปืนได้ง่ายดายเหมือนครั้งแรกอีกแน่นอน

    ทันใดนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของหยางหลิว !

    “ หยุดเดี๋ยวนี้ ! ” ชายคนหนึ่งตะโกนบอกให้ทุกคนหยุดการต่อสู้ และในเวลาที่ทุกคนหันไปมองชายคนนั้น และพบเข้ากับความตะลึงงัน

    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = 


    ตอนที่ 60 ความคิดของป่ายเฉียน


    “ หยุดเดี๋ยวนี้ ! ”

    หยางหลิวหันไปมองยังเจ้าของเสียง เขาคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นป่ายเฉียนนั่นเอง

    ทว่าถ้าเป็นแค่ป่ายเฉียนคนเดียว คนที่ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่คงไม่ตกตะลึงขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะว่านอกจากจะมีป่ายเฉียนแล้ว ยังมีพรรคพวกอยู่รอบ ๆ เขาอีกจำนวนมาก

    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จุดกึ่งกลางกลางสี่แยกซึ่งมีคนนับยี่สิบคน กลับถูกรายล้อมทั้งสี่ทิศทาง และแต่ละทางมีจำนวนคนนับสิบ นอกจากนี้แต่ละคนยังแผ่รังสีฆ่าฟันออกมา ประหนึ่งว่าพวกเขาพร้อมที่จะฆ่ากลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าแล้ว

    หยางหลิวพอเห็นป่ายเฉียนก็รู้สึกโล่งอกดีใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยเขากับป่ายเฉียนก็ถือว่าพอรู้จักกันในระดับหนึ่ง นั่นทำให้หยางหลิววางใจได้ แม้ว่าหยางหลิวจะไม่ได้รู้จักตื้นลึกหนาบางของร้านเทียนเหมินเลยก็ตาม

    “ หม่าซู ! ” ป่ายเฉียนตวาดเสียงดัง หยางหลิวรู้สึกถึงความคุกคามอย่างบอกไม่ถูกจากการตวาดของป่ายเฉียน ทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบเลยทีเดียว ถึงแม้ป่ายเฉียนจะไม่ได้พูดกับเขาก็ตาม

    “ ทะ…ท่านป่ายเฉียน ” สายตาป่ายเฉียนจ้องมองมายังชายชุดสูทดำ ชายคนนั้นถึงกับพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก เหมือนกับว่าเขารู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุด ความกดดันจากการจ้องมองของป่ายเฉียน และเพียงเสียงตวาดครั้งเดียวทำเอาผู้ชายอกสามศอกอย่างชายชุดสูทดำถึงกับสั่นสะท้าน

    แม้กระทั่งหยางหลิวเองยังต้องตกใจ ป่ายเฉียนที่เขาพูดคุยด้วยก่อนหน้านี้มักจะมีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่นึกไม่ฝันว่าป่ายเฉียนคนนั้นจะมีด้านนี้ซ่อนอยู่ ทำให้หยางหลิวถึงกับต้องคิดหนักเลยว่า การที่เขามาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็เป็นได้

    “ หม่าซู ! แกทำแบบนี้กับแขกคนสำคัญของฉันได้ยังไง !? แกไม่เห็นหรือยังไงว่าคุณหยางหลิวเข้ามาที่ร้านเทียนเหมิน ? ” น้ำเสียง บุคลิก ท่าทางของป่ายเฉียนเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่รู้เหมือนกันว่าด้านที่ดูนิสัยใจดี กับด้านที่ดูโหดร้าย เกรี้ยวกราดนี้ ด้านใดเป็นนิสัยที่แท้จริงกันแน่ หรืออาจจะไม่มีด้านใดเป็นนิสัยที่แท้จริงเลยก็เป็นได้

    “ ระ…ร้านเทียนเหมิน !? ” หม่าซูถึงกับตื่นตระหนกยิ่งกว่าเมื่อครู่เมื่อได้ยินคำนี้ ความจริงเขาก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า หยางหลิวมาที่นี่เพื่อไปร้านเทียนเหมินหรือไม่ แต่เขาก็คิดเข้าข้างตัวเองไปว่า นั่นมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะร้านเทียนเหมินมันไม่น่าเป็นไปได้ที่เด็กบ้านนอกอย่างหยางหลิวจะรู้จัก แต่จากคำพูดของป่ายเฉียน นั่นทำให้เขารู้ตัวว่า เขาคิดผิด !

    “ ใช่ ! และการที่แกมาทำอย่างนี้มันหมายความว่ายังไง ? ” ป่ายเฉียนตะคอกด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงมากขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเพราะน้ำเสียง หรือว่าคำพูดที่ป่ายเฉียนถาม ทำเอาหม่าซูถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกระแทกกับพื้นอย่างเต็มแรง

    “ ไม่ทราบ…ผมไม่ทราบจริง ๆ ท่านป่ายเฉียนโปรดยกโทษให้ผมเถอะ ผมจะไม่ทำ…ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ! ” ชายชุดสูทหม่าซูคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนป่ายเฉียน ในตอนนี้ลักษณะของหม่าซูไม่ได้น่าเกรงกลัวอีกต่อไป เขากลายเป็นชายซึ่งกำลังเกรงกลัวต่อความตายตรงหน้า และประหนึ่งว่ากำลังขอร้องขอชีวิตจากยมทูต

    “ เหอะ ! แกคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่แบบไหนกัน !? จับตัวพวกมันเดี๋ยวนี้ ! ” ป่ายเฉียนไม่ได้แสดงความเมตตาออกมาแม้แต่น้อย พอเขาสั่งคำเดียวลูกน้องเกือบ 40คน ก็พุ่งเข้าไปจับคนเกือบ 20คนที่อยู่ตรงกลางสี่แยก พวกเขาไม่กล้าที่จะขัดขืนแม้แต่น้อย หรือต่อให้พวกเขาขัดขืน คาดว่าคงไม่สามารถหนีรอดได้อยู่ดี เพราะหลังจากสิ้นเสียงของป่ายเฉียน ลูกน้องแต่ละคนของป่ายเฉียนก็เข้าประชิดถึงคนที่อยู่ตรงกลางสี่แยกหมดแล้ว จะมีก็แต่หยางหลิวคนเดียวที่รอดพ้นจากการเข้าจับกุมครั้งนี้

    ขณะนี้หยางหลิวได้แต่ยืนมองสถานการณ์เบื้องหน้า แต่เขาไม่รู้สึกเห็นใจหม่าซูแม้แต่น้อย ถ้าเขาไม่ได้ป่ายเฉียนมาช่วยเอาไว้ ไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะเอาตัวรอดได้เหมือนครั้งที่แล้วหรือไม่ และถ้าเกิดว่าเขาถูกจับไปจริง ๆ ไม่รู้เขาจะโดนทรมานอย่างไรบ้าง หรือแม้กระทั่งพิการหรือเสียชีวิตก็ยังเป็นไปได้ ! พอหยางหลิวคิดถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็จ้องมองไปทางหม่าซูอย่างชิงชัง แต่ทว่าหม่าซูกลับไม่ได้สนใจหยางหลิวแม้แต่น้อย หม่าซูก็ยังคงใช้สายตาอ้อนวอนป่ายเฉียนเช่นเดิม

    หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายจบลง หยางหลิวก็เดินตรงไปขอบคุณป่ายเฉียน ครั้งนี้หยางหลิวแสดงท่าทีเคารพยำเกรงป่ายเฉียนมากยิ่งขึ้น และป่ายเฉียนเองก็เปลี่ยนท่าทีกลับเป็นคนที่ดูใจดีมีเมตตาดังเดิม ทำเอาหยางหลิวรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก และเขาก็ได้สาบานในใจว่าจะไม่ทำให้คนแบบนี้ไม่พอใจเด็ดขาด

    “ ทางเราต้องขออภัยจริง ๆ ครับที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เป็นความผิดของผมเองที่ไม่รอบคอบ โชคดีที่มีคนของเราแจ้งมาว่าคุณหยางหลิวกำลังถูกลอบทำร้าย ผมก็เลยระดมคนจำนวนหนึ่งมาช่วยคุณอย่างที่คุณเห็นนั่นแหละครับ ” ป่ายเฉียนกล่าวขอโทษหยางหลิว และทำทีเป็นรู้สึกผิด พร้อมกับอธิบายสาเหตุที่เขามาช่วยในตอนนี้

    หยางหลิวเห็นดังนั้น จึงกล่าวปฏิเสธว่าไม่ใช่ความผิดของป่ายเฉียน แต่เป็นเพราะเขากับหวังจิ่นลี่ที่เป็นเจ้านายของหม่าซูมีเรื่องบาดหมางกัน ทำให้หม่าซูมาลอบทำร้ายหยางหลิวตามคำสั่งของหวังจิ่นลี่

    “ อืม ! เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมให้ลูกน้องของผมขับรถไปส่งคุณเอง เผื่อว่าจะมีคนจากตระกูลหวังมาลอบทำร้ายคุณอีก ” จู่ ๆ ป่ายเฉียนก็เสนอขึ้นมา ในทีแรกหยางหลิวคิดจะปฏิเสธ แต่ทว่าเขารู้สึกว่ามันอาจจะเป็นการหักหน้าป่ายเฉียนหรือไม่ ถึงแม้ป่ายเฉียนจะไม่ได้คิด แต่ถ้าเกิดป่ายเฉียนคิด...

    หยางหลิวถึงกับสั่นสะท้านครั้งหนึ่ง จากนั้นเขาจึงรับข้อเสนอของป่ายเฉียนอย่างช่วยไม่ได้

    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ด้านข้างของหยางหลิวมีรถคันหนึ่งมาจอดรอหยางหลิวไว้เรียบร้อย และในตอนนี้ป่ายเฉียนก็เดินมาส่งหยางหลิวที่รถ พร้อมกับกล่าวคำอำลา

    ...

    “ ลูกพี่ ! ไอ้พวกนั้นจะทำยังไงกับมันดีครับ ? ” ชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นลูกน้องของป่ายเฉียนพูดขึ้นมาหลังจากที่หยางหลิวจากไป

    “ กำจัดทิ้งให้หมด ” ป่ายเฉียนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ฟังดูเหมือนเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการสั่งการแบบนี้ และนั่นหมายความว่า นี่คงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ป่ายเฉียนสั่งฆ่าคน

    “ แต่ลูกพี่ครับ หัวหน้าของพวกมัน หม่าซู เป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทของตระกูลหวังนะครับ ” ลูกน้องคนดังกล่าว ไม่ได้คัดค้านที่จะกำจัด 19คนที่เหลือ เพียงแต่เขากังวลเรื่องสถานะของคนตระกูลหวัง และเกรงว่ามันอาจจะส่งผลกระทบกับป่ายเฉียน

    ป่ายเฉียนชำเลืองมองมาทางลูกน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทำเอาลูกน้องคนนี้สั่นสะท้านไปหนึ่งครั้ง จากนั้นป่ายเฉียนจึงพูดขึ้นมาว่า“ กะอีแค่ตระกูลหวัง ไม่ต้องเสียเวลาไปใส่ใจ ” จากท่าทาง และคำพูดของป่ายเฉียน ทำให้รู้ว่าป่ายเฉียนไม่ได้แยแสตระกูลหวังแม้แต่น้อย ในสายตาของป่ายเฉียนเหมือนว่าตระกูลหวังเป็นแค่มด ปลวกตัวเล็ก ๆ ไม่มีค่าต่อการใส่ใจ

    “ แล้วเจ้าหนูนั่นมีค่าจนทำให้ลูกพี่ต้องใส่ใจถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ ? ” ชายคนเดิมแม้ว่าจะรู้สึกกลัวป่ายเฉียน แต่เขาก็ยังคงถามออกไป เขาไม่เข้าใจว่าทำไมป่ายเฉียนถึงต้องทุ่มเทช่วยเหลือหยางหลิวขนาดนี้ ในความเป็นจริงไม่มีทางบังเอิญอย่างแน่นอนที่ป่ายเฉียน และพรรคพวกจะมาอยู่ปิดล้อมสี่แยกนี้ นั่นหมายความว่านี่เป็นการ ‘ จงใจ ’ ที่จะมาช่วยเหลือหยางหลิวแต่แรกแล้ว

    แต่นั่นก็ยังทำให้เขายังคงสงสัยเช่นเดิม ทำไมถ้าจะช่วย แล้วไม่ช่วยตั้งแต่แรก จะรอจนให้เกิดการต่อสู้กันขึ้นมาทำไม

    ป่ายเฉียนมองมายังลูกน้องคนนี้อีกครั้งด้วยสายตาเอือมระอา แต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนเขากำลังโกรธลูกน้องคนนี้ ถึงจะเป็นอย่างนั้น เขาก็ยังคงด่าลูกน้องคนนี้ว่า “ เจ้าโง่ ! ”

    จากนั้นเขาจึงค่อยอธิบายให้กับลูกน้องฟัง โดยเขาพูดตั้งแต่แรกเริ่ม ในตอนที่เขาไปกินข้าวที่ภัตตาคารโจวซือสัปดาห์ก่อน และได้เห็นหยางหลิวแสดงทักษะการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้เขาอยากจะเชิญหยางหลิวเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ และไม่ใช่เพราะมีผู้เข้าร่วมขาดไปหนึ่งคนเท่านั้น แต่เป็นเพราะการแข่งขันในครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันธรรมดาทั่วไป การแข่งขันนี้เป็นการแข่งโดยมีบุคคลสำคัญทั่วปักกิ่งมาเข้าร่วมรับชม นอกจากนี้ยังมี ห้าสำนักใหญ่ในวงการการต่อสู้ได้ส่งลูกศิษย์มาหลายคนเพื่อเข้าประลองการแข่งขัน

    ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะถ้าเป็นแค่นั้นป่ายเฉียนคงไม่สนใจในความสามารถของหยางหลิว สาเหตุหลักจริง ๆ ก็คือว่า ในทุกระดับการแข่งขันจะมีการพนันเกิดขึ้น ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ก็เช่นกัน และไม่ใช่การพนันธรรมดาทั่วไป เงินเดิมพันขั้นต่ำคือหนึ่งพันหยวน แต่ส่วนใหญ่มักมีแต่เศรษฐีชื่อดังมาเข้าร่วมชมการประลอง และคนเหล่านี้มักจะเกทับกันในเรื่องการเดิมพัน สุดท้ายจำนวนเงินเดิมพันของแต่ละคนก็ไม่ค่อยได้จบที่หลักพัน หรือหลักหมื่น แต่มักจะสูงถึงหลักล้านหยวน !

    แล้วนั่นมันสำคัญอย่างไรต่อร้านเทียนเหมิน ?

    มันสำคัญเพราะว่า ร้านเทียนเหมินคือร้านรับพนันนั่นเอง ถ้าเกิดว่าการแข่งขันครั้งนี้ม้ามืดอย่างหยางหลิวชนะการแข่งขัน ใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ?

    แน่นอนว่าคือ ร้านเทียนเหมิน !

    พอได้ฟังดังนั้นลูกน้องคนดังกล่าวถึงกับร้อง “ อ๋อ ” ขึ้นมา

    เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหยางหลิวถึงสำคัญกับป่ายเฉียนนัก แต่ถึงอย่างนั้นป่ายเฉียนก็ยังคงให้ลูกน้องเขาไปทดสอบหยางหลิวอยู่ นั่นจึงทำให้เขาสงสัยมากขึ้นว่า ถ้าจะดูแลหยางหลิวให้ดีทำไมจึงจงใจให้ลูกน้องของเขา 3คน เข้าไปหาเรื่องหยางหลิว โดยแสร้งว่าไม่ต้อนรับหยางหลิว รวมไปถึงเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหลังจากนั้นยังปล่อยให้หยางหลิวต่อสู้กับกลุ่มคนของหม่าซูตั้งนาน เขาจึงถามป่ายเฉียนออกไปอีกครั้ง

    และในครั้งนี้ป่ายเฉียนก็ถึงกับถอนหายใจออกมา นั่นแสดงให้เห็นว่าป่ายเฉียนให้ความสำคัญกับลูกน้องคนนี้จึงไม่สั่งให้เขาหุบปาก ห้ามถามแต่อย่างใด ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกผิดหวังในตัวลูกน้องคนนี้ไม่น้อย สุดท้ายเขาก็ยังอธิบายเหตุผลให้ฟังอีกครั้ง

    อย่างที่เขาได้บอกไป เขาเคยเจอหยางหลิวเพียงครั้งเดียว และไม่รู้ถึงระดับฝีมือของหยางหลิวว่าเก่งขนาดไหน มีความสามารถที่จะต่อสู้จนชนะเลิศได้หรือไม่ นั่นจึงทำให้เขาต้องลองทดสอบในครั้งแรก แต่ในครั้งต่อมา เขาจงใจไม่ให้รถไปส่งหยางหลิวตั้งแต่แรก เนื่องจากเขาต้องการให้หยางหลิวรู้สึกถึงอันตรายจากการเผชิญหน้ากับหม่าซู และเพื่อทดสอบความสามารถด้านการต่อสู้ที่แท้จริงของหยางหลิว เพราะในตอนแรกจำนวนคนที่เข้าไปสู้กับหยางหลิวมีน้อยเกินไป และไม่ได้มีฝีมือมากนัก ทำให้หยางหลิวไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาจนหมด ดังนั้นเขาจึงยืมเป้าหมายของหม่าซูมาเป็นเครื่องมือเพื่อทดสอบความสามารถของหยางหลิว จากนั้นพอเขาได้เห็นทักษะด้านการต่อสู้ของหยางหลิวจนเพียงพอ บวกกับเห็นว่าสถานการณ์เริ่มอันตราย จึงค่อยปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือหยางหลิวกำจัดศัตรู และเป็นการซื้อใจของหยางหลิวไปในตัวอีกด้วย !



    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = 


    ตอนที่ 61 เชฟหงหูมาถึงแล้ว


    หยางหลิวพอกลับถึงภัตตาคารโจวซือ ก็ขอตัวกลับเข้าไปนอนที่ห้องทันที ลุงโจวซือเห็นว่าสีหน้าท่าทางของหยางหลิวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จึงไม่ได้รั้งให้หยางหลิวอยู่ต่อ แต่ก็ยังคงถามหยางหลิวด้วยความเป็นห่วง

    ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของลุงโจวซือที่รู้สึกว่า หยางหลิวมีเรื่องทุกข์ใจอย่างที่สุด เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหยางหลิวได้พบเจอเรื่องร้ายแรงอะไร ลุงโจวได้แต่คาดคิดไปมา รวมถึงคาดเดาไปว่า เป็นเพราะหยางหลิวเลิกกับลู่เอิน แฟนสาวสุดสวยที่หยางหลิวพามาในวันนั้น จึงทำให้หยางหลิวเป็นแบบนี้ ดังนั้นลุงโจวจึงตัดสินใจให้หยางหลิวพักผ่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็คิดไว้ว่าจะให้หยุดพรุ่งนี้เพิ่มอีกวัน

    ส่วนในด้านหยางหลิว พอกลับมาถึงห้องเขาก็เริ่มคิดหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของจิ่นลี่ และป่ายเฉียน ในเรื่องของจิ่นลี่นั้นเขาก็รู้สึกถึงภัยคุกคามระดับหนึ่ง รวมทั้งการสั่งให้หม่าซู และลูกน้องนับยี่สิบคน มาลอบทำร้ายหยางหลิวเพียงคนเดียวออกจะเกินไปหน่อย แต่ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากกระทำการหมาหมู่ลอบกัดแล้ว ยังใช้อาวุธที่รุนแรงเช่น ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก หรือแม้กระทั่งปืน !

    นั่นทำให้หยางหลิวคิดว่า เขาและจิ่นลี่คงไม่มีวันญาติดีกันเด็ดขาด และตั้งแต่วันนี้พวกเขาคือศัตรูคู่แค้นกันอย่างไม่ต้องสงสัย และสักวันเขาจะตอบโต้ความแค้นนี้อย่างสาสม

    แต่ทว่าเรื่องของจิ่นลี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เรื่องของชายที่ชื่อป่ายเฉียนนั่นน่ากลัวยิ่งกว่า หยางหลิวรู้ตัวแล้วว่าเขาค่อนข้างคิดผิดที่ไปเข้าร่วมการประลองที่ร้านเทียนเหมิน การที่เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของสิ่งที่ไปเกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้หยางหลิวพบกับจุดพลิกผันของชีวิตไปตลอดกาล และในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในจุดพลิกผันของชีวิตที่สำคัญ รองลงมาจากการเจอบุรุษไร้หน้าอย่างไม่ต้องสงสัย

    ตอนนี้หยางหลิวลองหวนไปนึกถึงเรื่องสัญญาที่เขาเซ็นไว้ โชคดีที่ในสัญญามีการระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน หยางหลิวเพียงเข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมในครั้งถัดไป ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก ทำให้หยางหลิวรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง ไม่อย่างนั้นคืนนี้หยางหลิวคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน

    หลังจากคลายกังวลเรื่องร้านเทียนเหมิน หยางหลิวจึงเริ่มคิดที่จะตัดสินใจซื้อทักษะย่อยด้านการต่อสู้ระดับเริ่มต้น เพราะหลังจากการทดลองต่อสู้ในครั้งนี้ แม้ว่าหยางหลิวจะไม่เสียเปรียบต่อคนหมู่มาก แต่ทว่าหยางหลิวก็ไม่สามารถผละออกจากการต่อสู้ได้โดยง่าย ซึ่งในที่นี้หมายถึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการจัดการกับศัตรูที่มีจำนวนมาก ดังนั้นถ้าเขาคิดจะเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้อีก หยางหลิวจำเป็นที่จะต้องมีทักษะย่อยด้านการต่อสู้เป็นระดับเริ่มต้นเป็นอย่างน้อย ถึงแม้ว่าการซื้อทักษะย่อยด้านการต่อสู้จะค่อนข้างใช้เงินเยอะถึง 50,000หยวน !

    ที่จริงเขาไม่คิดที่จะนำเงินก้อนนี้มาใช้ เป็นเพราะว่าเขาต้องการเก็บเงินที่หาได้เป็นค่าเล่าเรียน ค่าหอพักซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000หยวนพอดี รวมทั้งเงินเดือนในเดือนหน้าเขาตั้งใจที่จะส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวของเขา อีกอย่างคือเขาก็ต้องการที่จะทดลองต่อสู้โดยใช้แค่ทักษะย่อยระดับ 0 เท่านั้น ที่คาดไม่ถึงคือ ในวันนี้จิ่นลี่สั่งให้ลูกน้องของเขามาจัดการหยางหลิว และยังใช้ปืนอีกด้วย !

    นั่นจึงทำให้หยางหลิวต้องกลับมาคิดเกี่ยวกับเรื่องซื้อทักษะย่อยด้านการต่อสู้ระดับเริ่มต้นในวันนี้

    แต่พอลองคิดในด้านบวกดูบ้าง หยางหลิวก็พบว่าถึงแม้จะใช้เงินซื้อทักษะย่อยไป 50,000หยวน และเหลือเงินเพียง 20,000หยวน ทว่าถ้าหยางหลิวชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้ เขาจะได้รับเงินจำนวน 500,000หยวนจากการแข่งขัน !

    และนั่นหมายความว่า ถึงหยางหลิวจะเสียเงินค่าทักษะย่อยระดับเริ่มต้นไป 50,000หยวน แต่ถ้าเขาชนะ เขาก็จะได้เงินคืนมา 500,000หยวน หรือก็คือได้กำไร 450,000หยวน

    พอหยางหลิวคิดได้ดังนั้นเขาจึงผ่อนคลายมากขึ้น และรู้สึกได้ถึงแรงแปลกประหลาดบางอย่าง มันกำลังดึงดูดเขาไปที่บริเวณเตียง และจากนั้นเขาก็เจอเตียงดูดหลับไปโดยไม่ได้อาบน้ำอีกครั้ง ...

    หลายวันต่อมา นอกจากความปกติภายในร้าน ก็ได้มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือเชฟหลักคนเก่าได้มาถึงที่ภัตตาคารโจวซือแล้ว ทั้งลุงโจว ผู้จัดการหยานไห่ เชฟเจียงหนาน เชฟลิ่วอู หยางหลิว รวมทั้งพนักงานคนอื่น ๆ ก็ได้ออกมาต้อนรับเชฟหลักกันอย่างอบอุ่น ลุงโจวซือก็ได้แนะนำหยางหลิวให้รู้จักกับเชฟหลัก และเชฟหลักก็ได้แนะนำตนเองเช่นกัน

    “ สวัสดีครับ ผมเว่ยหยางหลิว ยินดีที่รู้จักครับ ” หยางหลิวแนะนำตัวเอง และพูดด้วยความสุภาพ

    “ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ฉันหงหู ” เชฟหงหูยื่นมือมาจับทักทายหยางหลิว เขาค่อนข้างประหลาดใจกับเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ถึงแม้เถ้าแก่โจวซือจะได้บอกกับเขาแล้วว่าหยางหลิวเป็นหลานของเขาเอง แต่ฝีมือดีมาก แม้แต่นักชิมฟ่งยู่ยังยอมรับ และยกย่องให้เป็นที่หนึ่ง ดังนั้นเชฟหงหูจึงไม่ได้เกลียดที่หยางหลิวมีอายุน้อย แต่กลับชื่นชมเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่มีความสามารถเพียงพอให้นักชิมฟ่งยู่ยอมรับ นั่นหมายความว่าระดับฝีมือของหยางหลิวเป็นเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย

    หลังจากพูดคุยไปสักพัก เชฟเจียงหนาน กับเชฟลิ่วอูเหมือนนัดแนะกันมา ทั้งสองคนต่างทำอาหารที่ได้จากสูตรหยางหลิว มาให้เชฟหงหูลองชิม เชฟหงหูนึกว่าเชฟทั้งสองอยากจะให้เขาช่วยฝึกให้เหมือนแต่ก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่ปฏิเสธ และลองชิมอาหารของทั้งสอง

    ทว่าพอเขาได้ลิ้มรสชาติของมัน นั่นก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างถึงที่สุด เชฟเจียงหนาน กับเชฟลิ่วอูเคยอยู่กับเขามาตั้งกี่ปี ฝีมือด้านการทำอาหารก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่นึกไม่ถึงหลังจากเขาหายไปหลายเดือน ในเวลานี้เชฟสองคนที่อยู่ตรงหน้าแทบจะมีฝีมือก้าวล้ำเขาไปไกลแล้ว

    นั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลือเชื่ออย่างที่สุด ฝีมือการทำอาหารไม่ใช่หัดกันไม่กี่เดือนก็เก่งแบบก้าวกระโดดได้เช่นนี้ นี่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เขาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน

    จากนั้นเขาก็เริ่มหวนนึกถึงคำพูดที่เถ้าแก่โจวซือบอกกับเขาไว้ เชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูต่างก็ได้รับสูตร และการฝึกฝนจากหยางหลิว ทำให้เชฟทั้งคู่เก่งขึ้นมาก และเก่งกว่าเขา แต่เขาในตอนนั้นยังไม่เชื่อ และคิดว่าเถ้าแก่โจวซือพูดล้อเล่นกับเขาเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าคำพูดพวกนั้นจะเป็นจริง นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว !

    ในเวลานี้เอง เชฟหงหูก็ได้ชำเลืองไปทางหยางหลิว เขารู้สึกอยากให้ที่นี่ไม่มีใครอยู่เลยนอกจาก เขาและหยางหลิว เขาอยากจะมีอายุสัก 15ปี จะได้ขอกราบหยางหลิวเป็นอาจารย์อย่างไม่ต้องสนใจคนรอบข้าง แต่ว่าเขาก็ยังคงมีศักดิ์ศรีของเขาอยู่ เชฟหงหูจึงไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอร้องให้สอนเขา

    แต่เหมือนกับว่าหยางหลิว อ่านใจเชฟหงหูออก หยางหลิวเข้ามาพูดคุยลับ ๆ ล่อ ๆ กับเชฟหงหูอยู่สักพัก หลังจากนั้นคนทั้งคู่ก็ขอตัวไปที่ห้องครัว

    หยางหลิวสอนเชฟหงหูในหลายเรื่อง ความสำคัญของสี กลิ่น รสชาติ และการตกแต่ง หยางหลิวค่อย ๆ อธิบายอย่างละเอียดสอนให้เชฟหงหูค่อย ๆ ซึมซาบเข้าไปช้า ๆ และสอนเทคนิคการทำอาหาร รวมทั้งสูตรที่ใช้ภายในร้าน

    หลังจากผ่านไปหลายวัน หยางหลิวก็สอนเชฟหงหูครบทุกอย่าง ซึ่งเชฟหงหูเป็นคนที่สุดยอดมาก หยางหลิวสอนไม่กี่วันเขาก็เข้าใจวิธีการทำอาหารแบบฉบับหยางหลิวอย่างถ่องแท้ แม้กระทั่งอาหารที่หยางหลิวทำ เขาก็ทำได้ใกล้เคียงมาก จนแทบแยกไม่ออก คงจะมีเพียงนักชิมฟ่งยู่เท่านั้นที่น่าจะจำแนกแยกแยะข้อแตกต่างจากอาหารของคนทั้งสองได้ นั่นทำให้หยางหลิวรู้สึกทึ่งในความสามารถของเชฟหงหู ไม่แปลกใจเลยทำไมเชฟหงหูถึงได้เป็นแกนหลักของภัตตาคารโจวซือ เชฟหงหูใช้เวลาน้อยกว่าเชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูมาก ๆ ในการเรียนรู้

    นอกจากหยางหลิวทึ่งในความสามารถของเชฟหงหู เชฟหงหูเองก็ทึ่งในความสามารถของหยางหลิวทุก ๆ อย่างที่หยางหลิวสอนล้วนมีหลักการ และกระบวนการที่แน่นอน รวมทั้งสูตรการทำอาหาร และเทคนิคที่หยางหลิวใช้ออกมา มันทำให้เขารู้ซึ้งถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน

    สุดท้ายหยางหลิวสอนเชฟหงหูจนเสร็จสิ้น เขาจึงขออนุญาตลุงโจวว่าในวันพรุ่งนี้ เขาของดครึ่งวัน ซึ่งวันพรุ่งนี้ที่ว่าก็คือวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน

    ส่วนสาเหตุที่เขาขอลาพักไม่ใช่ว่าเขาเหนื่อยแต่อย่างใด เป็นเพราะในวันนั้นเขาต้องไปทำการประลองต่อสู้ที่ร้านเทียนเหมินนั่นเอง ! …

    วันต่อมาหยางหลิวตื่นขึ้นมาแต่เช้า เข้าครัวทำอาหารไว้ล่วงหน้าตามปกติ แต่ช่วงนี้ดีขึ้นมาหน่อย มีทั้งเขา เชฟหงหู เชฟเจียงหนาน เชฟลิ่วอู คนทั้งสี่ต่างช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น ทำให้ช่วงนี้หยางหลิว และคนอื่น ๆ ค่อนข้างสบายกว่าในช่วงเดือนแรก นอกจากนี้ที่หยางหลิวได้เสนอให้ลุงโจวซือจ้างพนักงานส่งสินค้า ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดสรรเวลาให้ลงตัวมากขึ้น และลูกค้าหลายคนก็สะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่ค่อยมีคนมาต่อแถวเข้าคิวซื้ออาหารแล้ว จะมีก็แต่โทรสั่งอาหารซะเป็นส่วนใหญ่ ดีที่ว่าลุงโจวซือและผู้จัดการหยานไห่ได้ลองคุยกันและจ้างพนักงานส่งสินค้าสิบกว่าคน นั่นทำให้การบริการของร้านโจวซือดีขึ้นอย่างมาก อีกทั้งลูกค้านั่งโต๊ะก็ยังพึงพอใจกับการบริการที่รวดเร็วมากขึ้น

    และนั่นทำให้แม้หยางหลิวจะไม่ได้อยู่ที่ร้าน ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว เพราะในตอนนี้เขามอบเทคนิค และสูตรอาหารไปแก่เชฟทั้งสามเรียบร้อย รวมทั้งการนำระบบการส่งสินค้าให้อีกด้วย

    ในเวลาบ่ายสามโมง หยางหลิวจึงบอกเรื่องที่จะลาไปทำธุระข้างนอกอีกครั้ง ลุงโจวซือก็ไม่ได้ห้าม แถมยังให้เงินหยางหลิวมาอีกนิดหน่อยด้วย แต่ว่าหยางหลิวไม่ได้ออกไปเที่ยว ดังนั้นหยางหลิวจึงกล่าวขอบคุณและปฏิเสธเงินเหล่านั้น

    และในเวลานี้ หยางหลิวก็ได้ออกเดินทาง

    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =