ตอนที่ 123
“กลิ่นนี่มัน?!”
สองพ่อค้าผู้ที่มากไปด้วยประสบการณ์และความมั่งคั่งสัมผัสได้ถึงความไม่สามัญจากไหสุราที่ เหยาซาน เหลือทิ้งไว้... ปากไหสุรายังคงปิดสนิทด้วยผ้าสีดำแต่กลิ่นยังเล็ดลอดออกมา สะท้านสะเทือนไปทั้งจิตใจของทั้งสองอย่างน่าประหลาด
ภายใต้ธุรกิจที่ทั้งคู่ดำเนินร่วมกัน ย่อมลิ้มรสสุรามาทั่วสารทิศหากไม่ถึงหลักพัน ก็นับว่าหลายร้อยชนิด เสาะแสวงหาสุรารสเลิศจากต่างแดน... ถึงกระนั้นทั้งสองกลับไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนกลิ่นของสุรา ราวกับเป็นมือที่มองไม่เห็นฉุดรั้งทั้งสองคนให้ลิ้มลองมัน...
ตันเหมิน ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ สาวใช้คนหนึ่งก็เดินตรงไปยังไหสุรานั้น...
“เปิดมันออก และตรวจสอบว่ามีพิษหรือผลร้ายใด ๆ หรือไม่...”
นางพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ ทว่าเพียงแค่เปิดผ้าสีดำที่ปากไห กลิ่นสุรากลับยิ่งล้นทะลักจนตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงแม้แต่องครักษ์ข้างกายของ หยวนจินเป่า ที่หลบตาปิดสนิทมาตลอดยังต้องลืมตาโพรงขึ้นหันมองไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ...
น้ำสุราด้านในมิได้มีเต็มทั้งไห แต่มีเพียงแค่ 1 ใน 3 ส่วนเท่านั้นเทียบได้กับสุราหนึ่งกา หรือไม่ก็ราว ๆ 10 จอกใหญ่... ตันเหมิน และ หยวนจินเป่าประสานสายตากันในบัดดล คล้ายว่าทั้งสองจะเริ่มจดจำกลิ่นสุรานี้ได้จากความทรงจำอันเลือนรางทว่าแววตากลับบ่งบอกถึงความไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน...
“กลิ่นนี้... เหตุใดจึงคล้ายกับกลิ่นของ ราชันย์แห่งสุราจากทวีปมังกรฟ้า?!”
“นั่นสิ... ข้าก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก กระทั่งพวกเราสองคนยังนับจำนวนครั้งได้ด้วยมือข้างเดียวถึงจำนวนจอกราชันย์แห่งสุราที่เคยลิ้มรส จะเป็นไปได้ยังไงที่เจ้าเด็ก เหมาซานผู้นั้นจะมียอดสุราระดับนั้นในครอบครอง...”
ทั้งสองคนต่างเผยสีหน้าครุ่นคิด ราวกับมีความรู้สึกและเหตุผลตบตีกันอยู่ในหัว...ระหว่างนั้น สาวใช้ก็พลันใช้เข็มเงินตรวจหาพิษจากสุรา ทว่าก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
ตันเหมิน และ หยวนจินเป่า เผยแววตาสลับซับซ่อน กลืนน้ำลายลงคอพร้อมๆ กัน...
“อย่างไรเสีย เหยาซาน ก็เป็นคนที่ ตันเหมา พามาเอง สายตาของบุตรชายข้าแม้จะยังไม่เทียบเคียงแต่ก็ได้ข้าไปกว่า 5 ส่วน เรียกได้ว่าเฉียบคมไม่น้อย ดังนั้นข้าจึงมั่นใจว่าเหยาซาน ผู้นี้คงไว้ใจได้... สุราที่มอบให้น่าจะปลอดภัยดี”
“ในเมื่อพี่ตันกล่าวเช่นนั้น... ข้าก็ขอทดลองมันด้วยเป็นอย่างไร?กลิ่นสุราที่หอมหวนเช่นนี้ ก็ยากที่จะหักห้ามความอยากสุราได้...”
แววตาของทั้งสองมีประกาย ก่อนที่สาวใช้จะรินสุราคนละจอกส่งมอบ... เพียงแค่การยกขึ้นดอมดมใกล้จมูกใบหน้าของทั้งคู่ยังเปี่ยมไปด้วยความเคลิบเคลิ้ม ราวกับจิตใจล่องลอยสู่หมู่เมฆนภาอากาศสุดท้ายก็มิอาจต่อต้านกลิ่นที่เย้ายวน กระดกคำเดียวหมดจอกไม่เหลือสักหยด...
“!!!!!!!!!!!” ดวงตาของทั้งสองคนเบิกโพรงขึ้น จอกสุราที่ว่างเปล่าหล่นร่วงจากมือจนแตกกระจายเต็มพื้นศิลาร่างกายของทั้งสองคนล้วนสั่นเทิ้มอย่างประหลาด จนสององครักษ์ด้านหลังเห็นท่าไม่ดีเร่งร้อนจะเข้ามาช่วยเหลือแต่พริบตานั้นเองที่ ตันเหมิน และ หยวนจินเป่า แผดคำรามเสียงพร้อมกัน
“ไม่ต้องเข้ามา!!”
สององครักษ์ ถึงกับชะงักฝีเท้า จากน้ำเสียงที่แน่นหนักบ่งบอกว่าทั้งสองมิได้รับพิษอันตรายอะไรเพียงแค่ซาบซึ้งจากรสเลิศของสุรามากเกินไปเพียงเท่านั้น... ใบหน้าของ ตันเหมิน และหยวนจินเป่า ราวกับไม่เป็นตัวของตัวเอง จะว่าเมามายก็ไม่ผิดนักทั้งที่กระดกดื่มไปเพียงแค่จอกเดียว...
“ไม่ผิดแน่... ความรู้สึกเช่นนี้ ราชันย์แห่งสุรา เมรัยสะท้านไตรภพ!!”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าข้าจะได้ลิ้มรสยอดสุรานี้อีกครั้ง...”
ทันใดนั้นเอง แววตาของทั้งสองก็พลันแข็งกร้าวตวัดสายตามองไปยังสององครักษ์ที่เข้ามาใกล้ คำรามเสียงออกคำสั่งดุดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...
“เจ้าจงออกไปตาม เหยาซาน กลับมาที่นี่!!” หยวนจินเป่า เค้นเสียง
“ไปตาม ตันเหมา กลับมาพร้อมกันด้วย!!” ตันเหมินก็เช่นกัน
สององครักษ์ ถึงกับแสดงสีหน้าแปลกประหลาด ทว่าก็มิกล้าขัดคำสั่งพุ่งทะยานออกไปจากโถงเรือนในทันที
.................................................
“ศิษย์น้องเหยา!!” ตันเหมา วิ่งตามออกมาด้วยความเป็นกังวลการสั่งสอนของ ตันเหมิน แม้จะไม่มีเจตนาร้ายใด ๆ แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถรับได้หากเป็นคนที่คิดหยุมหยิมจนเกินไป อาจรู้สึกเสียหน้าจนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ทว่า หลังออกจากเรือนใหญ่ได้ไม่นาน เหยาซาน กลับยืนนิ่งสงบดุจนักพรตมือไพล่หลังหันมองไปยังสวนด้านนอก พร้อมรอยยิ้มประหลาด ยืนคล้ายกำลังเฝ้ารอบางสิ่ง...ทำเอา ตันเหมา ถึงกับอ้าปากค้าง งุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้...
“สะ...ศิษย์น้อง”
เหยาซาน หัวเราะเบา ๆ
“ศิษย์พี่ตัน... ข้ามิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว ย่อมสัมผัสได้ว่าบิดาท่านสอนสั่งด้วยความเอ็นดูและข้าก็ดีใจมาก คำพูดเหล่านั้นมันทำให้ข้าเล็งเห็นจุดอ่อนจุดด้อยมากขึ้น และรู้ตัวดีว่ายังไม่พร้อมจริงๆ ที่จะเป็นคู่ค้ากับตระกูลตัน...
แต่ทว่า... ในเมื่อข้ามิอาจเป็นคู่ค้าร่วมธุรกิจรายใหญ่ของตระกูลตันก็มิได้แปลว่าข้าจะหมดหนทางที่จะเป็นคู่ค้ารายย่อย เวลานี้ถึงข้าจะไม่พร้อมส่งสุรามากมายให้กับหอนางโลมนับร้อยแห่งแต่ข้าก็ยังสามารถส่งสุราให้กับบิดาท่าน หรือ หยวนจินเป่า เป็นการส่วนตัวได้...
สุราดี ย่อมไม่กลัวตรอกลึก... ต่อให้ข้าไม่มีจำนวนต่อกรแต่ข้ายังมีคุณภาพคับไห ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีอย่างไม่หักโหม รอให้ข้ามีต้นทุนและกำลังผลิตมากไปกว่านี้ค่อยเปลี่ยนจากคู่ค้ารายย่อย เป็นคู่ค้ารายใหญ่ ก็ยังไม่สาย...”
เหยาซาน กล่าวพึมพำพร้อมหัวเราะเสียงเย็น... แน่นอนว่ามันย่อมสร้างความงุนงงถึงขีดสุดให้กับตันเหมา เป็นอย่างมาก ไม่เข้าใจความหมายที่แฝงเร้นในคำพูดเหล่านั้น จวบจนกระทั่ง...มีสองเงาร่างพุ่งทะยานตรงเข้ามาหาสองผู้เยาว์ดุจสายลม
เป็นองครักษ์ข้างกายของ ตันเหมิน และ หยวนจินเป่า!!
ทั้งสองประสานมือขึ้นให้กับผู้เยาว์ทั้งสอง...
“นายน้อยตัน... นายน้อยเหยา...นายท่านทั้งสองอยากเชิญพวกท่านกลับไปเข้าร่วมสนทนาอีกสักครั้งถือว่าเป็นการให้เกียรติพวกเราด้วยเถอะ...” สององครักษ์ กล่าวขึ้นแทบจะพร้อมเพรียง
ตันเหมา ใบหน้าบิดเบี้ยวทันที ทั้งที่ เหยาซานเพิ่งถูกบิดาตนผายมือเชิญออกมาจากเรือนอย่างน่าขายหน้า ทว่าการส่งคนออกมาเชิญกลับเข้าไปในทันทีเช่นนี้ไม่ดูเป็นการขายหน้ากว่างั้นหรือ? สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
เหยาซาน กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะแสดงสีหน้าเศร้ากำสรดออกมา...
“เฮ้อ... ข้านั้นยังประสบการณ์อ่อนด้อยเกินกว่าจะเข้าร่วมสนทนาอีกแล้วข้านั้นตระหนักดีว่าสองผู้อาวุโสเพียงแค่ไม่อยากให้ข้าอับอาย จึงส่งพวกท่านมาเรียกข้ากลับไปอีกครั้งจิตใจของข้ายังสั่นสะท้านกับคำพูดเมื่อครู่อยู่เลย คงมิกล้ากลับไปแล้ว ฝากขออภัยและขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองด้วย...”
สององครักษ์ ใบหน้าบิดงอในทันที รู้สึกถึงเส้นสนกลในบางอย่างแต่ก็มิกล้าเอ่ยปาก…
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย นายน้อยเหยา... ทั้งท่านตันเหมินและท่านหยวนจินเป่า ต่างก็คงไม่คิดเช่นนั้น ถึงนายน้อยเหมาจะอายุยังน้อย แต่มีความกว้างขวางแผ่ไพศาลสามารถมีราชันย์แห่งสุรา เมรัยสะท้านไตรภพ ไว้ในครอบครองได้เช่นนี้ ใครกันจะกล้าดูหมิ่นดูแคลนท่าน”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น ถึงสีหน้าจะยังแฝงความเศร้าสลด แต่ภายในใจกลับเต้นระส่ำคาดคิดไว้ไม่ผิดว่าตัวตนระดับ ตันเหมิน และ หยวนจินเป่า จะต้องรู้จักราชันย์สุราเมรัยสะท้านไตรภพ แห่งทวีปมังกรฟ้า อันเป็นสุราที่เรียกได้ว่าหายากเหนือสิ่งอื่นใด
ก่อนหน้าที่จะจากมานี้ เหยาซาน ยอมกัดฟันทิ้งสุราระดับนั้นไว้เพื่อสร้างโอกาสให้กับตนเอง... ก่อนจะมาเรือนตระกูลตัน ก็ตระเตรียมสิ่งนี้ไว้สำหรับเป็นไม้ตายสุดท้ายไม่คิดว่าจะได้นำออกมาใช้จริง ๆ
ตัวของ เหยาซาน เคยคัดลอกบันทึกตำราจำนวนมาก มาจากห้องทำงานของ ฉีเฟยเทียนเจ้าเมืองบุปผาแดง(ตอนที่ 55) ในจำนวนบันทึกตำรามากมายนั้นได้มีปรากฏตำนานแห่งวิถีสุราที่เก่าแก่ถูกเขียนเอาไว้ด้วย ตัวของเด็กหนุ่มที่ใช้ วิถีแห่งเซียนเมรัยจึงอดไม่ได้ที่จะศึกษามันอย่างละเอียดทำให้ทราบเรื่องราวอันน่าตกใจมากมายทั้งการไล่เรียงสุรามีชื่อขนานต่าง ๆ หรือแม้แต่ผู้เป็นปรมาจารย์สุราทั้งอดีตและปัจจุบัน...
วิถีแห่งเซียนเมรัย นั้นถึงจะมีการสืบทอดอย่างลับ ๆภายในพรรคเซียนประทาน ทว่าเมื่อผู้สืบทอดวิถีนี้แข็งแกร่งขึ้นก้าวสู่ชั้นแนวหน้าของยุทธภพก็ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงชื่อเสียงที่กระฉ่อนก้องดังออกไป แม้แต่นามของ เซียนเมรัยเหยาหมิง ยังมีปรากฏอยู่ภายในบันทึกดังกล่าว ทว่าก็มีกำกับว่า หายสาบสูญไปจากยุทธภพเมื่อ 30 ปีก่อน ถือเป็นการสิ้นสุดตำนานของ วิถีแห่งเซียนเมรัย...
แต่ทว่า... ผู้ที่ได้ถูกสลักชื่อในฐานะของปรมาจารย์สุรานั้นหาได้มีเพียงแค่ วิถีแห่งเซียนเมรัย จากพรรคเซียนประทาน!! แต่ยังมีปรมาจารย์สุรา ในวิถีอีกสายหนึ่งที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับ วิถีแห่งเซียนเมรัยอยู่ในยุทธภพจากทั้ง 4 ทวีป
และนั่นก็คือ...วิถีแห่งสุราฟ้าดิน
ในอดีตเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีก่อน จี้เยี่ยซา แห่งพรรคเซียนประทาน ปรมาจารย์รุ่นแรกผู้ก่อตั้งวิถีแห่งเซียนเมรัยและ ฟู่ต้วนจื่อ ผู้อำนวยการสถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ ปรมาจารย์รุ่นแรกผู้ก่อตั้งวิถีแห่งสุราฟ้าดินเป็นสหายร่ำสุราร่วมกัน...
ทั้งสองคนหลังวางมือจากยุทธภพ ก็เดินหน้าเข้าสู่วิถีแห่งการหมักบ่มสุราอย่างเต็มตัว...และมักจะนำสุราที่ต่างฝ่ายต่างคิดค้นมาเปรียบวัดกันอยู่เป็นประจำ เพื่อเสาะหาสุราที่ดีที่สุดของยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงแห่งวิถีสุราอันไร้สิ้นสุด ก่อเกิดเป็นเส้นทางสายเมามายที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานบนหน้าประวัติศาสตร์...
นับหมื่นปีมานี้ วิถีแห่งเซียนเมรัย และ วิถีแห่งสุราฟ้าดินล้วนถูกนำมาเปรียบวัดอยู่เสมอ... เหล่าผู้สืบทอดในแต่ละรุ่นยังมิอาจทิ้งอุดมการณ์ของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งทั้งสองได้ทำให้ผู้สืบทอดจากทั้งสองวิถีสุรา มีการเปรียบวัดทักษะการหมักบ่มสุราด้วยการเผชิญหน้ากันในลักษณะของคู่แข่งในแต่ละยุค
ทว่า... เมื่อ 30 ปีก่อน ในการหายตัวไปของ เหยาหมิง จึงทำให้ วิถีแห่งเซียนเมรัยหายสาบสูญไปพร้อมกันด้วย... แต่ด้านผู้สืบของ วิถีแห่งสุราฟ้าดินกลับยิ่งมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วทั้ง 4 ทวีปในฐานะปรมาจารย์สุราเพียงหนึ่งเดียวในยุคสมัย...
ในส่วนของ ราชันย์สุรา เมรัยสะท้านไตรภพ นั้นเป็นสุราลมปราณโบราณ ที่โด่งดังที่สุดในยุทธภพนับแต่อดีตเลยก็ว่าชื่อเสียงเหนือล้ำยิ่งกว่า สุราแสงจันทร์ แห่งทวีปเต่าทมิฬ(ตอนที่ 35)หลายต่อหลายเท่า ในปัจจุบันมีเพียงแค่ผู้สืบทอดวิถีแห่งเซียนเมรัยและผู้สืบทอดวิถีแห่งสุราฟ้าดิน เท่านั้น ที่จะสามารถหมักบ่มราชันย์สุรานี้ขึ้นมาได้
อีกผู้สืบทอดวิถีแห่งสุราฟ้าดินคนปัจจุบันนั้น ยังมีนิสัยแปลกประหลาด...ไม่ยอมขายราชันย์สุรา เมรัยสะท้านไตรภพ ให้กับผู้ใด ทว่าหากตนถูกใจใครกลับส่งมอบราชันย์สุรานี้ให้โดยไม่คิดแม้แต่เหรียญเดียว!! ด้วยความที่ผู้สืบทอดผู้นี้ เป็นถึงยอดฝีมือระดับ 1 ใน 3 เทพปรมาจารย์ของทวีปมังกรฟ้าจึงไม่อาจมีใครในยุทธภพ สามารถกดดันยอดฝีมือผู้นี้ได้...
ผนวกกับการหายตัวไปของ เหยาหมิง ผู้สืบทอดวิถีแห่งเซียนเมรัย...จึงทำให้ราชันย์สุรา เมรัยสะท้านไตรภพ กลายเป็นของที่หายากยิ่งกว่า ขนหงสาเขากิเลน... ต่อให้เป็นชนชั้นสูงร่ำรวยล้นฟ้า ก็อาจเคยลิ้มรสราชันย์สุรานี้เพียงแค่ไม่กี่จอกในช่วงชีวิต...
เหยาซาน ได้ศึกษาบันทึกตำนานสุราที่ถูกเขียนขึ้น ย่อมเข้าใจดีว่าราชันย์สุราเมรัยสะท้านไตรภพ นั้นล้ำค่าเพียงใด... จริงอยู่ที่ราชันย์สุรานี้มิได้ช่วยในการบ่มเพาะลมปราณเป็นทบทวีเฉกเช่นสุราที่เหยาซาน กระดกดื่มทุกวี่วัน
แต่ เมรัยสะท้านไตรภพ เป็นสุรารสเลิศ แค่กลิ่นหอมหวนของมันยังทำให้นักเลงสุราต้องเคลิบเคลิ้ม...เพียงคำเดียวยังทำให้ชีพจรทั่วร่างเต้นระส่ำแทบระเบิดออก ราวกับอายุขัยที่ผ่านกาลเวลาได้รับการฟื้นฟูชั่วครู่หนึ่งเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาที่ถูกปลุก จึงเป็นความเหนือล้ำที่ไม่มีสุราใดในใต้หล้าสามารถเทียบเคียง...
เหยาซาน ถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาต่อหน้า องครักษ์ทั้งสอง...
“ตกลง... เช่นนั้นข้าจะยอมกลับไปตามที่ผู้อาวุโสทั้งสองขอร้องแม้จิตใจข้าจะยังปวดร้าวก็ตามที”
สององครักษ์ กระอักกระอ่วนเล็กน้อย นำพา เหยาซาน และ ตันเหมากลับไปยังเรือนใหญ่อีกครั้ง... ซึ่งสีหน้าของ ตันเหมา ในเวลานี้เต็มไปด้วยความอึ้งงันทว่าเมื่อได้ยินนามของ ราชันย์สุรา เมรัยสะท้านไตรภพ กลับขนลุกชูชันสูดลมหายใจพลางเหลียวมอง เหยาซาน อีกสองสามครั้ง ก่อนจะเดินตามไป...
................................................