ตอนที่ 19 เยี่ยมเยือน
ภายในกำไลมิติ...
หลังจากที่เพ่ยอิงส่งเ้าหมาป่าตัวนี้เข้ามาในกำไลมิติแล้วก็ทำให้มันใเป็อย่างมากเพราะอยู่ดีๆ ตัวมันได้มาโผล่ในอีกสถานที่หนึ่ง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นเพราะสถานที่แห่งนี้มีพลังิญญาหนาแน่นมากกว่าในเขตป่าอสูรถึงสิบเท่า จึงทำให้มันรีบฟื้นฟูอาการาเ็ทันทีเพราะสถานที่แห่งนี้มีพลังิญญาสูงจนทำให้สามารถฟื้นฟูอาการาเ็ได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้นมันก็ยังเห็นพืชสมุนไพรที่มีระดับสูงอีกมากมายจากในระยะสายตาแม้กระทั่งต้นหญ้าธรรมดายังมีพลังิญญา
หมาป่าตนนี้คิดเอาไว้แล้วว่าถ้าหากฟื้นฟูอาการาเ็จนสามารถเดินได้บ้างแล้วจะไปกินพวกสมุนไพรที่มีพลังิญญาสูงๆ เพื่อช่วยรักษาอาการาเ็ทั้งภายในและภายนอกด้วยอีกทีหนึ่ง
เพราะที่นี่แค่จากระยะสายตาที่มันนอนอยู่ก็มีสมุนไพรที่แม้แต่ในเขตป่าอสูรชั้นกลางที่มันอยู่ก็ไม่ใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ และยิ่งที่มีระดับสูงขึ้นไปกว่านั้นก็หาได้เพียงแค่เขตป่าอสูรชั้นในเท่านั้น แต่มันก็คิดอยู่ได้เพียงไม่นานเพ่ยอิงก็ดับฝันมันด้วยการเอามันออกไปนอกกำไลมิติ เพราะตอนนี้ทุกคนได้เดินกลับมาถึงบ้านกันเป็ที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
เ้าหมาป่าที่กำลังฟื้นฟูอาการาเ็ด้วยจิตใจที่เริงร่าก็ได้ใอีกครั้งเมื่อมันได้กลับออกมาในสถานที่ที่มีพลังิญญาเพียงน้อยนิดเช่นเดิม
เพ่ยอิงที่เอาหมาป่าออกมาด้านนอกแล้วก็ได้ทำการดึงเอาสมุนไพริญญาพวกที่มีสรรพคุณห้ามเื สรรพคุณสมานแผลออกมาด้วย จากนั้นก็นำไปบดให้ละเอียดแล้วเอามาใช้พอกแผลให้กับเ้าหมาป่าตัวนี้
เท่านั้นยังไม่พอเพ่ยอิงก็เอาสมุนไพรรักษาอาการาเ็ภายในระดับสีฟ้าขั้นต้นออกมาให้มันกินอีกด้วย
เ้าหมาป่ามันมองเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นมันก็กินสมุนไพรต้นนั้นเข้าไปโดยไม่มีท่าทีลังเล เห็นทีว่าสถานที่ที่มันได้ไปมาเมื่อสักครู่คงเกี่ยวกับเด็กสาวตรงหน้าเป็แน่
“พรุ่งนี้อาการของมันคงจะดีขึ้นแล้วล่ะ” เธอเอ่ยบอกกับทุกคน แล้วหลังจากนั้นก็ทำกรงเถาวัลย์ขึ้นมาเพื่อกันเ้าหมาป่าตัวนี้เอาไว้ ทุกคนจึงได้สบายใจขึ้นมา
เพ่ยอิงได้เอาน้ำใส่ถ้วยวางเอาไว้ด้านในด้วยเผื่อว่ามันฟื้นตัวขึ้นมาได้แล้วอยากจะกินน้ำขึ้นมา
หลังจากนั้นทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปทำธุระของแต่ละคนกันต่อ และยกการสำรวจพื้นที่และสร้างรั้วไปเป็พรุ่งนี้แทน เพราะตอนนี้ก็เป็เวลายามเซินแล้ว (15.00-16.59น.)
แต่ก็จะมีเพียงน้องเล็กกับเพ่ยอิงเท่านั้นที่ไม่ได้ไปไหน ทั้งคู่ยังคอยนั่งเฝ้าเ้าหมาป่าตนนี้อยู่ข้างๆ กรง
“พี่รองขอรับ เราเลี้ยงมันเอาไว้ได้หรือไม่ขอรับ” น้องเอ่ยถามพี่รองเพราะว่าตนนั้นชอบเ้าหมาป่าตัวนี้เป็อย่างมาก ถ้าหากได้เลี้ยงเอาไว้เป็เพื่อนเล่นคงจะดีเอามากๆ เลย
“เดี๋ยวพอมันหายก็ต้องคอยดูกันก่อนว่ามันอยากอยู่กับเราหรือไม่ เพราะสัตว์อสูรที่โตแล้วไม่ใช่ว่าจะยอมรับและอยู่กับมนุษย์ได้ง่ายๆ”
เมื่อเธอกล่าวจบน้องเล็กก็ทำหน้าหงอยออกมาทันทีเพราะจากที่พี่รองกล่าวออกมานั้นมีโอกาสเป็ไปได้น้อยมากที่มันจะตัดสินใจไม่กลับเข้าป่า
“เอาเถิด ถึงอย่างไรมันก็อยู่กับเราอีกหลายวัน หากหายดีแล้วถ้ามันอยากกลับเข้าไปในป่าก็ค่อยปล่อยมันกลับไป แต่ถ้าหากมันอยากอยู่กับพวกเรา เ้าก็ค่อยมาช่วยข้าสร้างบ้านให้มันคอยเฝ้าแปลงผักดีหรือไม่”
เมื่อฟังคำที่เพ่ยอิงกล่าวก็ทำให้น้องเล็กเลิกหงอยไปด้าง จากนั้นก็หันไปพูดกับเ้าหมาป่าว่า
“นี่เ้าหมาป่า ถ้าเ้าหายแล้วก็มาอยู่กับพวกข้าเถิด ถ้าเ้าอยู่ที่นี่เ้าก็จะได้กินอาหารที่มีพลังิญญาทุกวันเชียวนะ แล้วไหนจะพวกสมุนไพริญญาอีก พี่รองของข้ามีอยู่ในกำไลมิติอีกเยอะแยะเลย”
หลีตี้ที่เกลี้ยกล่อมเ้าหมาป่านั้นไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดของตนเองเป็เหตุให้หมาป่าตัวนี้ตัดสินใจที่จะไม่ไปไหน
เพราะมันได้รู้แล้วว่าสถานที่ที่มันได้เข้าไปเพียงเวลาไม่นานนั่นก็คือภายในกำไลมิติของเด็กสาวที่นั่งข้างๆ นั่นเอง
...
“ข้าจะลองพาทุกคนเข้ากำไลมิติแล้วนะเ้าคะ”
“เอาเลยขอรับพี่รอง”
“ว้าววว ที่นี่หรือขอรับที่เป็สถานที่ในกำไลมิติของพี่รอง สวยงามมากเลยขอรับ” น้องเล็กเอ่ยชื่นชมสถานที่ที่ตนเองเข้ามาทันทีเมื่อหันไปมองรอบๆ
แต่กับคนอื่นๆ นั้นพวกเขาไม่ได้ชื่นชมความสวยงามในยามค่ำคืนของสถานที่ภายในกำไลมิติออกมาเช่นเดียวกับหลีตี้
แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังยืนตาโต อ้าปากค้าง ตะลึงกับสถานที่ที่ตนเองเข้ามา เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่พืชพันธุ์และสมุนไพรที่มีพลังิญญาอยู่เต็มไปหมด
แม้แต่หญ้าที่ยืนเหยียบอยู่ก็มีพลังิญญาเช่นเดียวกัน ทุกคนจึงได้แต่ยืนตะลึงไม่กล้าขยับไปไหน
อีกทั้งระดับสมุนไพรที่เห็นจากในระยะสายตาก็มีระดับไม่ต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย จากที่เห็นก็มีระดับถึงสีเหลืองอยู่หลายต้น
นี่ถ้าเดินออกไปดูตรงอื่นคงไม่เจอแม้กระทั่งสมุนไพรระดับที่สูงกว่านี้หรอกหรือ ถึงแม้ว่าเพ่ยอิงจะเคยอธิบายถึงลักษณะภายในกำไลมิติให้ฟังบ้างแล้ว แต่ไหนเลยจะเหมือนกับได้เข้ามาเห็นด้วยตนเอง
ในกำไลมิติของเพ่ยอิงเวลาภายในจะไหลเวียนไปพร้อมกันกับเวลาด้านนอก ทำให้ในตอนนี้ที่ด้านนอกเป็เวลายามค่ำคืน ด้านในของกำไลมิติก็เป็เวลายามค่ำคืนเช่นเดียวกัน
หญ้าที่เปรียบเสมือนปูพรมอยู่บนพื้น ดอกไม้ที่ขึ้นเรียงรายกันเป็ระเบียบทอดยาวไปเป็ทางเดิน สมุนไพรหลากหลายชนิดที่เห็นได้ตามรายทาง ปกติตอนกลางวันก็เห็นแสงหลากสีสันที่เปล่งประกายออกมาตามระดับพลังิญญาได้ชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อตกยามค่ำคืนเหล่าพืชพันธุ์ที่มีพลังิญญาเ่าั้ยิ่งเปล่งประกายออกมาอวดโฉมกันออกมาอย่างงดงาม แล้วยิ่งสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าพืชพันธุ์ที่มีพลังิญญา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะมีแต่ประกายหลากหลายสีสันของเหล่าพืชพันธุ์และสมุนไพรนานาชนิด ทำให้ดูสวยสดงดงามราวกับอยู่บนสรวง์
ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ หรือแม้แต่พี่ใหญ่ก็ได้แต่ยืนตกตะลึงกันอยู่ครึ่งค่อนคืนไม่กล้าขยับไปไหน ซึ่งก็จะแตกต่างจากน้องเล็กยิ่งนักที่โลดแล่นไปตามพื้นหญ้าที่เปล่งประกายสีม่วงอ่อนๆ ไปจนถึงสีม่วงเข้ม
บ้างก็ลงไปนอนเกลือกกลิ้ง แต่เมื่อน้องเล็กลุกขึ้นไปยังที่อื่นแล้วเหล่าต้นหญ้าที่น้องเล็กเคยนอนอยู่้าหรือวิ่งผ่าน กลับไม่หักงอเลยแม้สักนิด แต่พวกมันกลับมาตั้งตรงอวดโฉมและเปล่งประกายกันอย่างกับไม่เคยมีใครมาเหยียบย่ำหรือมานอนทับบนพวกมันมาก่อนเลย
ส่วนท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ที่พอทำใจได้บ้างและหายตกตะลึงกับสถานที่ตรงหน้าแล้ว เมื่อเห็นว่าทุกที่ที่น้องเล็กเดิน หรือวิ่งผ่านไม่ได้ทำให้เหล่าต้นหญ้าที่มีพลังิญญาเสียหาย ทุกคนจึงเริ่มเดินสำรวจความงดงามกันบ้าง
“หลีเอ๋อร์ เ้าอย่าไปไกลนัก ประเดี๋ยวจะหลงเอาได้” ท่านแม่ะโบอกน้องเล็กที่เห็นว่าวิ่งเล่นอยู่ไกลๆ
“อิงเอ๋อร์พ่อไม่คิดว่าภายในกำไลมิติของเ้า จะเป็สถานที่ที่งดงามและล้ำค่าเช่นนี้”
“จริงเ้าค่ะท่านพี่ ฟังจากที่อิงเอ๋อร์เล่าให้ฟังข้าก็คิดว่ามันน่าทึ่งมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาเห็นกับตาตนเองเช่นนี้ มันเกินกว่าคำบรรยายไปมากแล้วจริงๆ”
“ที่แห่งนี้ยังมีสถานที่ให้พวกท่านได้ตกตะลึงกันอีกเยอะแยะเลยเ้าค่ะ” เพ่ยอิงกล่าวเสริม
“ยังมีที่น่าตกตะลึงกว่านี้อีกหรือน้องรอง” เป็พี่ใหญ่ที่โพล่งถามขึ้นมา
“เ้าค่ะ” เพ่ยอิงหันไปตอบแล้วยิ้มให้กับพี่ใหญ่ที่กำลังทำหน้าตาเหรอหราขึ้นมาหลังจากฟังคำกล่าวของเธอ
“ต่อไปนี้พวกท่านก็เข้ามาบ่มเพาะพลังิญญาในกำไลมิติแห่งนี้นะเ้าคะ เพราะภายในกำไลมิติแห่งนี้มีพลังิญญามากกว่าด้านนอกหลายเท่านัก”
เมื่อเธอกล่าวจบก็ได้ทำให้ทุกคนรู้สึกตัวขึ้นมาได้ในทันทีว่าพลังิญญาภายในนี้แตกต่างจากด้านนอกมากเลยทีเดียว
“จริงด้วย ข้าก็มัวแต่ตกตะลึงจนลืมสังเกตไปเลย” พี่ใหญ่เอ่ยออกมา
“สถานที่เช่นนี้เหมาะสำหรับบ่มเพาะพลังิญญายกระดับปราณยิ่งนัก” ท่านพ่อกล่าว
“ใช่เ้าค่ะ แต่ว่านี่ก็ยามจื่อ (23.00-00.59น.) แล้วนะเ้าคะ ข้าว่าพวกเรากลับไปนอนกันก่อนเถิด วันหลังก็ค่อยเข้ามาใหม่กันก็ได้เ้าค่ะ” เพ่ยอิงเอ่ยบอกกับทุกคน
“เอาอย่างนั้นก็ได้ เพราะนี้ก็ดึกมากแล้วอย่างที่เ้าว่า” ท่านพ่อกล่าวเห็นด้วย
“แล้วนี่หลีเอ๋อร์ไปไหนเสียแล้ว แม่ไม่ได้ยินเสียงมาสักพักแล้ว”
“คงจะไปแอบหลับที่ไหนสักที่แล้วล่ะเ้าค่ะ”
เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบทุกคนก็เดินไปตามทางที่ได้ยินเสียงน้องเล็กครั้งสุดท้ายทันที และเมื่อเดินกันมาได้สักพักก็ได้เจอกับน้องเล็กที่นอนหลับอุตุอยู่บนกองต้นหญ้า
“มาแอบหลับอยู่จริงๆ ด้วย คงเล่นสนุกจนเพลียแล้วหลับไปน่ะเ้าค่ะ”
เมื่อทุกคนเห็นเช่นนั้นท่านพ่อก็เข้าไปอุ้มน้องเล็กขึ้นมาแล้วกล่าวกับเพ่ยอิงว่า
“เราออกไปข้างนอกกันเถิด”
เมื่อเพ่ยอิงพาทุกคนออกมาด้านนอกแล้วท่านพ่อก็พาน้องเล็กเข้าไปนอนบนเตียงนุ่มๆ ในห้องของตนเอง จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน
...
เช้าวันรุ่งขึ้น...
วันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวและช่วยกันรดน้ำผักกันเสร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้วก็ตกลงกันว่าอยากจะไปสำรวจพื้นที่และสร้างกำแพงเถาวัลย์กันต่อ
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจะออกจากบ้านกันนั่นเอง คนจากทางฝั่งครอบครัวของท่านแม่ก็ได้ขี่ลาเทียมเกวียนผ่านประตูรั้วใหญ่ขนาดสามจั้ง เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
“เห็นหรือไม่ข้าบอกแล้วว่าบ้านของน้องเล็กต้องอยู่ในกำแพงเถาวัลย์นั่นแน่นอน” เป็เหอชิงเย่พี่ใหญ่ของเหอม่อหลันที่กล่าวออกมา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สะใภ้ทั้งสอง มากันได้อย่างไรเ้าคะ”
“ก็ขี่ลาเทียมเกวียนนี่กันมาอย่างไรเล่า” เหอชางไห่พี่รองเอ่ยตอบออกมา
“เชิญทุกคนมานั่งพักกันก่อนเถิดเ้าค่ะ มากันเหนื่อยๆ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้ดื่มกันเ้าค่ะ”
เมื่อกล่าวจบเหอม่อหลันก็ให้เพ่ยอิงกับหลีตี้เข้าบ้านไปช่วยยกน้ำออกมาทันที ส่วนทางฝั่งของครอบครัวเหอก็ได้เข้ามานั่งกันที่เก้าอี้รับแขกหน้าบ้านกัน ซึ่งก็มีกันให้พอนั่งครบทุกคน
เพราะเก้าอี้หน้าบ้านนั้นมีทำไว้เสียหลายตัว ส่วนนอกบ้านตามใต้ต้นไม้ก็มีอยู่พอสมควร รูปร่างแปลกตาและแตกต่างกันออกไป และพวกนั้นก็เป็ผลงานที่เพ่ยอิงกับพี่ใหญ่และท่านพ่อช่วยกันทำออกมา ไหนจะยังมีพวกไม้ประดับที่ทำออกมาให้เป็รูปร่างของสัตว์ต่างๆ ทั้งกระต่าย กวาง และอื่นๆ อีกหลายตัวที่ยืนอวดโฉมกันอยู่กลางสวนหย่อม
แล้วไหนจะดอกไม้แปลกๆ ที่นำมาจัดเป็สวนอีก ทำให้บ้านของครอบครัวนี้ดูสวยงามและหน้าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขาของเ้าหายดีแล้วหรือชุนเหอ” พ่อของเหอม่อหลันถาม
“ก็เพิ่งหายดีได้ไม่นานนี้เองรับ”
“โชคดีจริงๆ ที่หายได้ ไม่อย่างนั้นครอบครัวของเ้าคงลำบากกันไม่น้อยเลยทีเดียว”
แล้วหลังจากที่เหอม่อหลันกับลูกๆ เข้าไปในบ้านได้ไม่นานก็เดินออกมา เหอม่อหลันยกถาดที่ตั้งเหยือกที่ใส่น้ำเย็นเอาไว้เดินออกมาตั้งที่โต๊ะหน้าบ้าน
ส่วนเพ่ยอิงกับหลีตี้ก็ช่วยกันถือถาดแก้วที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ครบจำนวนคนเดินตามท่านแม่ของตนเองออกมาด้วยเช่นกัน
ในส่วนของเหยือกน้ำนั้นทำมาจากกระบอกไม้ไผ่ต้นใหญ่ ขัดจนเงาด้านหลังจะทำเป็หูจับเอาไว้ แล้วส่วนที่เอาไว้เทน้ำด้านหน้าก็บากให้เป็ช่องสำหรับน้ำไหล เพื่อกันไม่ให้น้ำหกเวลารินน้ำ ส่วนของแก้วน้ำนั้นก็ทำจากกระบอกไม้ไผ่ต้นเล็กที่สามารถจับได้พอดีมือ ทำรูปทรงให้สวยงามแล้วก็เอามาขัดจนเงาวับเช่นเดียวกันกับเหยือก
“ดื่มน้ำเย็นๆ ให้หายเหนื่อยกันก่อนเ้าค่ะ”
เมื่อเหอม่อหลันกล่าวจบจากนั้นก็รินน้ำใส่แก้วแล้วให้เด็กๆ ช่วยกันเอาไปแจกจ่ายให้กับทุกคน
ทำให้คนอื่นๆ ที่สนใจอยู่กับรอบๆ บ้านและสวนหย่อมหน้าบ้านหันมามองทันที แล้วก็ทำให้ทุกคนสนใจเหยือกใส่น้ำและแก้วน้ำที่เอาออกมากันทันที เพราะไม่เคยเห็นที่ไหนขายมาก่อน
“น้องรองเ้าซื้อแก้วกับกระบอกใส่น้ำนี่มาจากไหนหรือ” เหอชางพี่รองของเหอม่อหลันถามออกมา
เพราะตนนั้นจะเคยเห็นก็แต่แก้วดินเผากับกาน้ำดินเผา แต่ไม่เคยเห็นแก้วไม้และกระบอกใส่น้ำแบบนี้มาก่อน
“นี่เป็แก้วน้ำกับเหยือกใส่น้ำที่ทำมาจากกระบอกไม้ไผ่เ้าค่ะ ไม่ได้ซื้อมาจากที่ไหนหรอกเ้าค่ะ ท่านพี่กับลูกๆ ช่วยกันทำออกมา”
“เหยือกใส่น้ำหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” เหอิป๋อพ่อของเหอม่อหลันกล่าว
“เ้าเหยือกนี้เป็เพราะอิงเอ๋อร์คิดค้นขึ้นมา จึงให้มันชื่อว่าเหยือกใส่น้ำเ้าคะ”
“เพ่ยอิงลูกสาวเ้าน่ะหรือ เ้าช่างมีความคิดยิ่งนัก” ท่านตาเอ่ยกับท่านแม่ แล้วก็หันมาเอ่ยชมเพ่ยอิงต่อ
“ไหนมาหาตาหน่อยสิ ปกติที่ตามาเยี่ยมครอบครัวเ้าทีไร ก็เห็นเ้าก็ป่วยอยู่ตลอดไม่ได้ออกมาเจอกันเลยคงจำหน้าตาคนนี้ไม่ได้เสียแล้ว”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะท่านตา ถึงข้าจะไม่ค่อยได้เจอหน้าท่านตาแต่ข้าก็ยังจำท่านตาได้แม่นยำเ้าคะ”
“เ้าช่างพูดได้น่าฟังยิ่งนัก” ท่านตาเอ่ยชมเพ่ยอิงออกมาด้วยสายตาเอ็นดู
“หืม นี่เ้าเอาน้ำอะไรให้พวกเราดื่มกันหรือ เหตุใดถึงทำให้หายเหนื่อยและสดชื่นขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้” เหอชิงเย่พี่ใหญ่ของเหอม่อหลันถามขึ้น จึงทำให้คนอื่นๆ ยกน้ำขึ้นมาดื่มตามกันทันที
“จริงอย่างที่เ้าว่า” ท่านตาหันไปกล่าวกับท่านลุงชิงเย่