บทที่ 31 อาหารเย็นที่บ้านของโม่เป่ย
โม่เป่ยทำงานเสร็จสรรพ เขามองนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าเวลานี้เป็เวลาเลิกงานของเขาแล้ว
"ไปกันเถอะ" เขาปลุกผู้หญิงที่สวมแจ็กเกตสีดำที่นอนเพลินอยู่บนโซฟา พลางหยิบโทรศัพท์ กุญแจรถ และกระเป๋าสตางค์
"ในที่สุดก็ได้กลับบ้านแล้ว" สือชิงลุกขึ้นจัดผมตัวเองให้เรียบร้อยแล้วลุกขึ้นเตรียมตัวเดินออกไป
โม่เป่ยจับประตูไว้แน่น จ้องมองสือชิงที่เดินออกมา เธอไม่เข้าใจท่าทีของโม่เป่ย จึงถามไปอย่างสงสัย "คุณทำอะไรน่ะ? ปิดไฟแล้วก็ออกไปสิ"
"คุณลืมของ"
"นี่โม่เป่ย คุณจะให้ฉันถือเองจริง ๆ เหรอ?"
"แล้วจะให้ใครถือล่ะ? เร็ว ๆ หน่อย" โม่เป่ยพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
สือชิงเห็นว่าโม่เป่ยพูดด้วยท่าทางจริงจัง จึงได้แต่หมุนตัวกลับเข้าไปในสำนักงาน สะพายกระเป๋าหนังใบเล็กสวยงามไว้บนไหล่ แล้วอุ้มลังไข่กับผักป่าขึ้นมาอย่างยากลำบาก
หลังจากที่เธอออกมาจากห้องในที่สุด โม่เป่ยก็ปิดไฟสำนักงานเสียงดังพรึบ ตอนนี้ข้างนอกทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว โม่เป่ยรีบล็อคประตูสำนักงานชั้นสอง แล้วเดินลงบันไดไปชั้นล่าง
สือชิงที่อยู่ด้านหลังบ่นอย่างไม่พอใจ "ทำไมคุณถึงไม่มีมารยาทแบบนี้ จะปล่อยให้ผู้หญิงอย่างฉันแบกของหนัก ๆ ลงบันไดคนเดียวจริง ๆ เหรอ?"
โม่เป่ยชายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนพูดเสียงแข็ง "ใครใช้ให้คุณให้เด็กผู้หญิงคนนั้นแบกของขึ้นมาล่ะ? ถ้าไม่ได้แบกมาที่สำนักงาน ตอนนี้คุณก็ไม่ต้องแบกลงเองหรอก เด็กคนนั้นแบกขึ้นมาได้ แล้วทำไมคุณจะแบกลงไปไม่ได้ล่ะ?"
"คุณไม่กลัวเหรอว่าพอถึงชั้นล่าง พนักงานของคุณจะเห็นผู้ชายตัวโต ๆ อย่างคุณปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กอย่างฉันแบกของ?"
โม่เป่ยไม่อยากเสียเวลาเถียงกับเธอ จึงรีบพูดอย่างหงุดหงิด "ยังไงก็ตาม ของพวกนี้เป็ของคุณ ซื้อมาแล้วก็ต้องจัดการเอง"
สือชิงโมโหจนเผลอขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอวางของลงกับพื้นทันที "ถ้างั้นของพวกนี้ฉันไม่เอาแล้ว"
โม่เป่ยหยุดชะงักทันที จ้องตาสือชิงแล้วพูดช้า ๆ ทีละคำ "อย่าทิ้งข้าวของให้เสียเปล่า!"
หลี่ซิงเหอที่อยู่ชั้นล่างได้เห็นภาพนั้นพอดี โม่เป่ยเดินออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ส่วนลูกค้าสาวสวยคนเมื่อกี้กำลังแบกของด้วยความยากลำบาก พยายามรีบเดินตามหลังมา
ว้าว แรงเธอก็ไม่เบาเลยนะ หลี่ซิงเหออดชื่นชมจากใจจริงไม่ได้
สือชิงไม่อยากให้คนอื่นเห็นสภาพ 'น่าอาย' ของตัวเอง เธอจึงเร่งฝีเท้าเดินเร็วเท่าที่จะทำได้ รีบเดินแซงหน้าโม่เป่ยออกไปนอกประตูซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยความเร่งรีบ
"รถคุณจอดตรงไหน?"
"คุณไม่ได้ขับรถมาเหรอ?"
"ไม่ได้ขับมา เร็วเข้า รถคุณอยู่ไหน?" แขนของเธอเริ่มสั่น พูดกัดฟันออกมา ทันใดนั้นสือชิงก็เห็นรถคราวน์สีดำที่โดดเด่นจอดอยู่ไม่ไกล เธอวิ่งปรู๊ดไปที่รถคันนั้นแล้ววางของไว้บนตัวรถ
โม่เป่ยเปิดประตูรถแล้วเข้านั่งไปก่อน จากนั้นกดปุ่มเปิดท้ายรถ
สือชิงนวดแขนที่เมื่อยล้าของตัวเองก่อนจะยกของทั้งหมดใส่ท้ายรถ แล้วเปิดประตูนั่งที่เบาะข้างคนขับด้วยท่าทางไม่พอใจ
ไม่นานรถก็ออกตัวมุ่งหน้าไปบ้านพ่อแม่ของโม่เป่ย
กลิ่นน้ำหอมที่ตัวเธอค่อนข้างแรง ในรถที่ปิดแบบนี้ทำให้โม่เป่ยรู้สึกอึดอัดเพิ่มขึ้น เขากดเปิดหน้าต่างรถ มือหนึ่งกดขมับ อีกมือจับพวงมาลัย มองถนนเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ
บรรยากาศในรถเงียบครึ้ม สือชิงที่เพิ่งโกรธอยู่เมื่อครู่ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอีก
เห็นว่าใกล้จะถึงแล้ว สือชิงหยิบลิปสติกออกมาจากกระเป๋า หมุนกระจกมองหลังมาทางตัวเอง แต้มริมฝีปากอย่างระมัดระวัง หลังแต่งหน้าเสร็จก็หมุนกระจกกลับที่เดิมอย่างเบามือแล้วนั่งนิ่งต่อไป
รถมุ่งหน้าเข้าไปในชุมชนเฟิงเล่อ จอดตรงใต้ตึกมีที่จอดรถหลายคัน หลังโม่เป่ยจอดรถเสร็จก็เปิดประตูลงจากรถ เขาเปิดท้ายรถหยิบถุงผักสดหลายถุงส่งให้สือชิงถือ ส่วนตัวเองพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น อุ้มของที่เหลือเดินขึ้นบันไดด้านนอกด้วย ขาเรียวยาวรีบเริ่งความเร็วเพื่อก้าวเข้าบ้าน
ตอนนี้ระเบียงทางเดินยาวเต็มไปด้วยกลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเดินไปถึงหน้าประตู พ่อแม่ของโม่เป่ยก็ยืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว
สือชิงโบกมือพร้อมกับพูดอย่างหวาน ๆ "สวัสดีค่ะ คุณลุงคุณป้า ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ"
"จริงด้วย เข้ามาสิสือชิง อาหารเต็มโต๊ะเลย"
"คุณลุงคุณป้าคะ หนูซื้อไข่ไก่พื้นเมืองกับไข่เป็ดมาฝากด้วย แล้วก็มีผักป่าสด ๆ มาด้วยนะคะ ไม่รู้ว่าชอบกินไหมคะ"
แม่ของโม่เป่ยยื่นมือมารับ "แค่มากินข้าวก็พอแล้ว ไม่ต้องเอาอะไรติดไม้ติดมือมาด้วยหรอก" เธอก้มลงมองผักป่าในถุง "เอ๊ะ? นี่เป็ร้านของสาวน้อยคนนั้นขายใช่ไหม?"
"ใช่ค่ะคุณป้า คุณป้าก็รู้จักด้วยเหรอคะ?"
"ใช่จ้ะ เมื่อก่อนเขาเคยตั้งแผงขายที่ตลาดกลางคืนใต้ตึกนี่แหละ ป้าเคยไปซื้อสองครั้ง ไข่ไก่ร้านเขาอร่อยมาก มีกลิ่นหอมเข้มข้นเป็พิเศษ"
สือชิงเปลี่ยนรองเท้าแตะเรียบร้อยแล้ว แม่ของโม่เป่ยจึงจูงมือเธอเดินไปที่ห้องนั่งเล่น พลางเดินไปก็พูดต่อไปว่า "แล้วหลังจากนั้น โม่เป่ยก็พาเขาไปเปิดร้านที่ซูเปอร์มาร์เก็ต"
"สือชิงนั่งลงสิจ๊ะ ลองชิมผลไม้หน่อย"
"ขอบคุณป้าค่ะ" สือชิงกัดลูกพลัมที่หยิบขึ้นมาคำหนึ่ง "อร่อยจัง หวานมากเลย"
"รีบล้างมือมากินข้าวกันเถอะ จะได้คุยกันไปด้วย" พ่อของโม่เป่ยพูดพลางยกอาหารออกมาจากครัว
ทั้งสี่คนนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว สือชิงคีบไข่เจียวมะเขือเทศเข้าปาก "ฝีมือลุงยังอร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ"
พ่อของโม่เป่ยยิ้มกว้างอย่างดีใจที่ได้ยินคำชม "่นี้ลุงแทบไม่มีเวลาทำอาหารเลย ถ้าได้ทำบ่อย ๆ คงอร่อยขึ้นอีกเยอะ"
"ทำไมลุงถึงกลับมายุ่งอีกล่ะคะ?"
แม่ของโม่เป่ยตอบว่า "อืม ลุงถูกโรงงานเรียกตัวกลับไปทำงานเมื่อไม่กี่เดือนก่อน" พ่อของโม่เป่ยเป็วิศวกรในโรงงานของรัฐ หลังเกษียณก็อยู่บ้านศึกษาวิชาทำอาหารอยู่นาน แต่ตอนนี้ถูกโรงงานเรียกตัวกลับไปทำงานอีกครั้ง
"ค่ะ คนที่มีความสามารถทางเทคนิคอย่างคุณลุงหายากนะคะ ตอนนี้ลุงก็จะได้กลับไปแสดงความสามารถในตำแหน่งด้านเทคนิคอีกครั้ง"
พ่อของโม่เป่ยยิ้มพลางพยักหน้า "ลุงไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมายหรอก แค่ช่วยแก้ปัญหายาก ๆ เป็ครั้งคราว ที่สำคัญคือการสอนพวกคนรุ่นใหม่ อนาคตต้องพึ่งพวกคนรุ่นใหม่อย่างพวกคุณแล้ว"
"ลุงเก่งจังเลยค่ะ ถ้าฉันฉลาดเหมือนลุงก็คงจะดี"
"ฮ่า ๆ เธอก็ฉลาดนะ เรียนจบจากต่างประเทศมา ตอนนี้คนเรียนนอกกลับมาไม่ค่อยมีแล้วนะ" พ่อของโม่เป่ยเริ่มยกยอกับสือชิงอย่างเป็ทางการ
แม่ของโม่เป่ยรับ่ต่อถามว่า "สือชิง เธอกลับมาที่อวิ๋นถิงั้แ่เมื่อไหร่ ไม่ได้เจอกันนานมากเลยนะ"
"เพิ่งกลับมาได้ไม่นานค่ะ"
"คราวนี้ไปเที่ยวที่ไหนมาล่ะ"
"่หลายเดือนนี้ไปเที่ยวแถวเส้นทางวงใหญ่ทางเหนือของซินเจียง ที่นั่นทิวทัศน์สวยมากจริง ๆ เลยนะคะ"
"แล้วคราวนี้จะอยู่ที่เมืองอวิ๋นถิงนานแค่ไหน ยังจะออกไปเที่ยวอีกไหม"
"เอ่อ หนูก็อยากจะเที่ยวต่อค่ะ แต่พ่อไม่อนุญาตแล้ว บอกให้หนูหางานทำ คราวนี้คุณพ่อจริงจังมาก หนูคิดว่าถ้าปฏิเสธอีก อาจจะถึงขั้นตัดความสัมพันธ์พ่อลูกกันเลย"
แม่ของโม่เป่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ จริง ๆ แล้วเธอก็คิดมาตลอดว่าสือชิงไม่ควรปล่อยชีวิตเทียวไปเทียวมาแบบนี้ เธออายุเท่ากับโม่เป่ย หลังจากเรียนจบก็เอาแต่ไปเที่ยว ไม่เคยทำงานเป็ชิ้นเป็อัน ตอนนี้อายุยี่สิบแปดแล้ว คงต้องพักเที่ยวแล้วรีบหางานทำดี ๆ ตั้งใจหาคู่ครองแต่งงานมีลูก ถ้าอยากเที่ยวจริง ๆ ก็รอให้มีลูกก่อน แล้วฝากลูกไว้ให้ผู้ใหญ่เลี้ยง ค่อยออกไปเที่ยว ยังไงครอบครัวเธอก็ไม่ได้้าให้เธอหาเงินอยู่แล้ว พ่อของสือชิงลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ถ้าทำงานข้างนอกไม่ไหวจริง ๆ รอสืบทอดกิจการต่อครอบครัวก็ได้
แต่เธอไม่สามารถพูดเื่นี้ออกมาได้ เพราะในใจของสือชิงมีแต่โม่เป่ย ั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอตามโม่เป่ยไปเรียนต่อต่างประเทศ จนถึงตอนนี้สือชิงก็ยังไม่มีใคร รอโม่เป่ยอยู่ จนเธอกลายเป็สาวแก่ไปแล้ว
แม่ของโม่เป่ยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้าปากแนะนำให้สือชิงไปหาคู่ครอง เหมือนกับว่าเธอกำลังช่วยลูกชายผลักไสคนอื่นออกไป ราวกับรังเกียจว่าอีกฝ่ายอายุมากแล้ว ส่วนทางด้านลูกชายของเธอเอง ก็ปฏิเสธอย่างชัดเจนมาตลอดหลายปี เธอจึงทำอะไรไม่ถูก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
สือชิงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี จึงเริ่มเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวตามูเาและแหล่งน้ำให้ลุงและป้าฟัง