ฟิ้วๆ วู้ๆ ....
อยู่ๆ ลมก็พัดเข้ามาในห้องทำให้ตูนหยุดเล่า แต่ทำเอาทุกคนเลิ่กลั่ก หัวใจเต้นสั่น เพราะหน้าต่างบานเดิมขยับแกว่งไปมา คล้ายกับมีคนใช้มือผลักเล่น
“น่ากลัวฉิบหาย ทำไมมันเงียบขนาดนี้วะ!…”
ฟ้าส่งเสียงสั่น ยึดต้นแขนแกร่งของเปา เป็ที่แนบพวงแก้มนุ่มนิ่มเป็ฐานที่มั่นด้วยความกลัว แต่ยิ่งเธอขยับกายแนบชิด ชายหนุ่มเ้าของลำแขนก็ยิ่งตื่นเต้นชวนสยิว
เพราะว่าเนื้อกายนุ่มเนียน เนินเนื้ออวบคู่กลมเต่งตึงที่เผลอไผลถูไถลำแขนของเขา เล่นเอาความเป็ชายตื่นตัวใต้เป้ากางเกง
จังหวะนั้นตูนก็ได้เล่าต่อ ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น บดขยี้อารมณ์นำพาทุกคนเข้าสู่ห่วงความตื่นเต้นต่อ อย่างที่เขาและทีมงานตั้งใจ
“โดยเฉพาะเมื่อมีนักศึกษาอยู่ในห้องตอนดึกๆ เธอก็มักจะปรากฏตัวพร้อมเสียงสะอื้นแ่เบา คล้ายกับยังคงวนเวียนอยู่ในห่วงความทุกข์ ที่เธอไม่ได้รับการปลดปล่อย”
ปั๊ง! กรีด!!!
เสียงหน้าต่างบานเดิมที่แกร่งไปมา ตอนนี้กลับปิดเข้ามาด้วยความแรงจนเกิดเสียงดัง ทำให้ทุกคนที่นั่งฟังอยู่หวีดร้อง แม้ชายหนุ่มก็ยังสะดุ้ง รีบโอบกอดสาวๆ เพื่อปลอบประโลม ไม่เว้นแม้คู่ชายกับชายอย่างวีเจกับนายน์
“ขะ..ขอโทษนะ”
วีเจใจนรีบซุกใบหน้าเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของนายน์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าโอบกอดตัววีเจเอาไว้ั้แ่ตอนไหน รู้เพียงเขาเต็มใจและอยากกอดเอาไว้แบบนี้
ในจังหวะแห่งความตื่นกลัว ทุกคนต่างก็ขยับตัวเข้าแนบชิดคนที่นั่งข้างๆ ราวกับกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ เสียมากกว่า กิจกรรมค่ำคืนหลอน
ตูนผู้รับหน้าที่สรรค์สร้างความหวีดสยอง ในคืนนี้รีบส่งเสียงเยือกเย็นโทนทุ้มต่ำลากยาวเล่าต่อ
“จนเมื่อหลายปีต่อมา มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งนึกสนุก หลังจากได้รู้เื่ราวของรุ่นพี่เมย์ พวกเขานัดกันมาเล่นผีถ้วยแก้ว..ที่นี่”
แหว้งๆๆ ฮู้กๆๆ ...
เสียงลมพัดหน้าต่างเบาๆ พร้อมเสียงนกฮูก กับนกแสก ส่งเสียงร้องอยู่ไกลๆ ทำให้ตูนทิ้งจังหวะการเล่าไปครู่หนึ่ง นึกขอบคุณสองนกสุดหลอนที่มาได้ตรงจังหวะ ราวกับนัดเอาไว้ ในขณะที่ทุกคนขนลุกซู่ชำเลืองมองหน้าต่างอย่างหวาดหวั่น
“โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า..กำลังเรียกดวงิญญาของเธอ ให้มาปรากฏตัว พวกเขารู้สึกได้ถึงความเย็นผิดปกติ ในจังหวะที่ถ้วยเดินไปตามคำถาม..เพียงเสี้ยวนาที เสียงสะอื้นเบาๆ และค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จากมุมห้อง ริมหน้าต่างที่มืดสนิท”
กรี๊ดดดดดดด..
ฟ้าแผดเสียงดัง ทำให้ตูนหยุดเล่า ก่อนจะพาสายตาทุกคน มองไปที่หน้าต่างบานสุดท้ายหลังห้อง แต่ก็ไม่พบเจอสิ่งประหลาดแต่อย่างใด
ขณะที่คนส่งเสียงร้องยกใบหน้าขึ้น จากอ้อมอกของเปา แล้วคลี่ยิ้มบางพลางส่ายหน้า เพื่อบอกเล่าว่าที่เธอร้องนั้น เพียงเพราะความตึงเครียดจากความกลัว จึงกรีดร้องออกมาเพื่อระบาย
“เฮ้อ!...”
ตูนถอดถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมๆ กับคนที่เหลือในห้อง แล้วเล่าต่อ ด้วยน้ำเสียงสั่น เพื่อสร้างบรรยากาศ
“เมย์ปรากฏตัวด้วยร่างกายที่ซีดเซียว ดวงตาไร้ั์ตาแต่ดูเศร้า เธอไม่ได้มาเพื่อหลอกหลอนหรือทำร้ายใคร”
“แต่เธอกำลังตามหาอะไรบางอย่าง ที่เป็การปลดปล่อยิญญาของเธอ จากความเ็ป เห็นเธอเป็เพียงผลประโยชน์ ความโดดเดี่ยว ที่ยังคงพันธนาการิญญาของเธอไว้ในห้องสมุดนี้”
“ฮื้อๆ ..ฮื้อๆ”
อยู่ๆ ก็มีเสียงสะอื้นของผู้หญิงก็ดังแว่วมาเบาๆ จากทางหน้าต่าง ทำให้ตูนหยุดเล่า และหันไปยังหน้าต่างบานเดิมอีกครั้ง ในขณะที่ทุกๆ คนก็หันมองตาม ด้วยความหวาดหวั่นต่างคาดหวังถึงความน่ากลัว แต่แล้วทุกคนก็ต้องหวีดร้องลั่นห้อง
กรี๊ดดดด...
ตุ๊บ!เสียงบางอย่างหล่นลงพื้น ท่ามกลางความเงียบสงัดในห้องมืดสลัว จนทุกคนที่นั่งติดกัน กระโจนเข้าสวมกอดกันกลมเป็คู่ๆ
“แฮ่ๆ โทษที..โทรศัพท์เราร่วง”
นายน์ส่งเสียงเบา คลี่ยิ้มอ่อนอย่างเคาะเขิน ทำให้ทุกคนหายใจโลง แต่แอบก่นด่า “เชี่ย!จังหวะนรกฉิบหาย” ในใจ
ในขณะที่เวลานั้นวีเจยังโอบกอดตัวนายน์เอาไว้แน่น เหตุจากความใ ส่งผลให้ตูนกับบีรีบมองหน้ากันและกัน แล้วส่งยิ้มอย่างมีนัย บางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับภาพที่เห็นเพื่อนรัก กำลังกอดตัวนายน์แแ่นั้น
“อื้ม!” ตูนกระแอมเสียง กลืนกินน้ำลายเหนียวลงคอ แล้วส่งเสียงเยือกเย็นเล่าต่อ
“หลังจากคืนนั้นกลุ่มนักศึกษา เหมือนจะเข้าใจ พวกเขาพยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเธอ เพื่อให้ิญญาของเธอได้ไปสู่สุคติ”
“แต่ทว่า..ในทุกๆ คืนพระจันทร์เต็มดวง ิญญาของเธอก็ยังคงส่งเสียงสะอื้น...”
“หรือที่จริงแล้วเธออาจ้ามากกว่านั้น ความยุติธรรมที่เธอไม่เคยได้รับในชีวิต ความรัก ความเข้าใจ หรืออะไร..ที่จะปลดปล่อยเธอ..ให้หลุดพ้นจากห้องสมุดนี้”
“หรือว่า...เธออาจกำลังรอใครสักคน...” ตูนคลี่ยิ้มเ้าเล่ห์
“ยังมีคนบอกว่า ต้นดอกลำดวนที่ปลูกไว้ข้างตึก เพื่อนๆ ของเธอปลูกไว้เป็ที่ระลึกวันที่เผาร่างเธอ..”
“และยังมีคนเห็น..เธอนั่งอยู่ใต้ต้นลำดวนตอนกลางคืน โดยเฉพาะในคืนที่มีแสงจันทร์เต็มดวง..เหมือนคืนนี้…”
“เชี่ย!วันนี้วันพระจันทร์เต็มดวงซะด้วย...”
บีส่งเสียงตอบรับเื่เล่าของตูนอย่างมีความจริง ขณะที่บรรยากาศในห้องตอนนี้ เต็มไปด้วยความเงียบสงบจนดูน่ากลัว
ทุกคนพยายามปิดปากเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไร แม้ลมหายใจยังแ่เบาต่อให้หัวใจจะเต้นแรง หลังจากที่ตูนเล่าเื่จบ
ความเงียบงันเริ่มกลืนกินความกล้า ทุกคนต่างมองไปที่หน้าต่าง จังหวะที่สูดลมหายใจเข้าไป ก็มีกลิ่นดอกลำดวนบางๆ อบอวลอยู่รอบๆ ตัวแต่ละคนอย่างคิดจิตนาการคล้อยตาม สายตาของพวกเขาจับจ้อง เหมือนกำลังรอให้บางอย่างเกิดขึ้น
“หึ!..ยังไม่จบง่ายๆ หรอกนะ..คืนนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่..จะได้เห็น…”
ตูนส่งเสียงเ็าพลางขำขัน ก่อนที่เสียงหัวเราะจะแ่เบาลง จนเหลือเพียงความเงียบ จนทำให้ทุกคนรู้สึกััได้ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความน่าหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ
แป๊งๆ ..
ท่ามกลางความเงียบอย่างเป็ใจ ราวกับอยู่ในป่าช้า เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ใจกลางมหาวิทยาลัย ตีบอกเวลา เที่ยงคืน เสียงทุ้มก้องกังวานไปทั่วพื้นที่
แม้เสียงนี้จะได้ยินอยู่ทุกวัน แต่วันนี้กลับทำให้ทุกคนชะงัก แทบหยุดลมหายใจ รีบต้องหันมองหน้ากัน ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น และหวาดหวั่น ก่อนที่ทุกคนรู้สึกขนลุกซู่
“มีใครที่ได้ยินเสียงเคาะประตูไหม?”
ฟ้าส่งเสียงสั่น เธอแสดงความหวาดกลัวอย่างไม่อดทน เพราะสิ่งที่ตูนเล่าคืนนี้มันช่างน่ากลัว จนเธอตัวสั่นหายใจไม่เป็จังหวะ อดคิดไม่ได้เลยว่ามันคือเื่จริง
จังหวะที่ทุกคนกำลังพยายามเอียงหูฟังเสียง ตามที่ฟ้าบอกอยู่นั้น เสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง จนกระจกสั่นเล็กน้อย ก็ทำให้ทุกคนรีบหันมองไปที่หน้าต่างที่เริ่มเคลื่อนไหวตามแรงลมพัด
วู้ๆ .. เสียงลมพัดเป็เหมือนเสียงกระซิบแ่เบาในอากาศ ความเงียบปกคลุมไปทั่ว นายน์ขยับมืออุ่นจับกุมมือของวีเจที่เริ่มตึงเครียด
ชึ่งก่อนหน้าเขาแอบมองไปยังมือของวีเจ ที่ขยับบีบขาตัวเอง คาดเดาว่าเขากำลังเกร็ง ด้วยความกลัว
ลมเย็นเยือกเวลาเที่ยงคืน ในห้องที่เคยมีเื่เล่าน่าสะพรึง มันช่างบีบเคล้นหัวใจทุกคน จนตูนส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ เพื่อคลายความตึงเครียด
เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น กลับยิ่งดูหลอกหลอนไปกันใหญ่ จนกระทั่ง...
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
แต่ชัดเจน จนทุกคนในห้องชะงัก แล้วหันมองไปที่ประตูทันที จังหวะนั้นตูนมองไปที่เพื่อนๆ พร้อมกับขยับตัวเข้าใกล้กานดา ที่อยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกหวั่นใจ เพราะจังหวะนี้เขาไม่ได้เตรียมกับทีมงาน ตูนจึงส่งเสียงสั่นเล็กน้อยเอ่ยถาม
“ใครเหรอ?”
.............................................