[จบ] เกิดใหม่เป็นภรรยาปากร้ายในยุค 70

    ตอนที่ 50 จู่ ๆ ก็อยากจะกอดเขา

    ตอนที่ 50 จู่ ๆ ก็อยากจะกอดเขา


    เซิ่งอันหนิงจ้องมองโจวสือซวิน “คุณเร็วหน่อยสิ เดี๋ยวมันจะบวมเอานะ”


    โจวสือซวินจึงทำได้เพียงแค่ยื่นมือออกไปจับข้อมือของเซิ่งอันหนิง และค่อย ๆ นวดมือของหญิงสาวเบา ๆ ชายหนุ่มลดตาลงและจดจ่อไปที่ข้อมือของเธอ


    การยืนอยู่ตรงข้ามกันแบบนี้ทำให้เซิ่งอันหนิงมองเห็นขนตาหนาและใบหูสีแดงของโจวสือซวินได้ชัดเจน เวลานี้ชายหนุ่มไร้เดียงสาได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ?


    หรือว่าจะมีเพียงแค่โจวสือซวินที่ไร้เดียงสาแบบนี้? เกรงว่าแม้แต่มือของหญิงสาวเขาก็ยังไม่เคยได้จับ


    โจวสือซวินไม่เคยได้สัมผัสมือผู้หญิงอย่างละเอียดอ่อนเช่นนี้ มันทั้งนุ่มและบอบบางราวกับว่าจะละลายในฝ่ามือ หากไม่ใช่เพราะผิวที่คล้ำของเขา เกรงว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาคงจะเห่อแดงขึ้นมาแล้ว


    เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าฝีมือของโจวสือซวินนั้นไม่เลวเลย ชายหนุ่มนวดอยู่สักพัก เธอก็ไม่รู้สึกเจ็บข้อมือแล้ว และชายหนุ่มก็ไม่อายแล้วเช่นกัน “เอาล่ะ ตอนนี้ก็ไม่เจ็บแล้ว คาดไม่ถึงเลยว่าฝีมือคุณนั้นดี ๆ จริง ” 


    โจวสือซวินลดมือลงและรู้สึกว่าฝ่ามือของเขายังคงร้อนอยู่ ชายหนุ่มจึงแอบเอามือไพล่ไว้ข้างหลัง และกลับบ้านไปพร้อมกับเซิ่งอันหนิง

    ในตอนที่ถึงบ้าน โจวฉางหลินกับโจวฉางอวิ้นก็กลับมาจากการทำนาพอดี ทั้งคู่นั่งสนทนากันในลานบ้าน หนิวชุนอิงกับเฉินเฉี่ยวหลานก็อยู่ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดต่างกำลังสนทนาในเรื่องการฆ่าตัวตายของหลัวไฉ่เสีย


    เป็นเรื่องยากที่โจวฉางอวิ้นจะไม่ค่อยพูดจาเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือตอนนี้เขารู้สึกกลัวมาก หลัวไฉ่เสียลงมือฆ่าตัวตายก็จริง แต่กลับถูกช่วยชีวิตไว้ได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าหลังจากนี้หล่อนจะแฉเรื่องของพวกเขาออกมาหรือ?


    หลังจากนั่งอยู่สักพัก เขาก็ดูหม่นหมองซึมกะทือราวกับแมวป่วย


    เมื่อเห็นว่าโจวสือซวินกับเซิ่งอันหนิงเข้ามาในลานบ้าน หนิวชุนอิงจึงเข้าไปทักทายทั้งคู่ก่อน “เป็นอย่างไรบ้าง ไฉ่เสียดีขึ้นแล้วหรือยัง? คงไม่ดีเท่าไหร่ที่พวกเราจะเข้าไปดู” 


    เซิ่งอันหนิงพยักหน้า “อืม ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ”


    หนิวชุนอิงถอนหายใจ “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็จริง ๆ เลย คิดอะไรไม่ออกก็กินยาฆ่าแมลง”


    เฉินเฉี่ยวหลานเอ่ยแทรกจากข้าง ๆ “คิดไม่ออกอะไรกัน? ดูสิ ทำตัวเองทั้งนั้น คนในหมู่บ้านต่างก็โดนหล่อนหลอก ขนาดพวกเรายังเชื่อเลยว่าไฉ่เสียกับพี่รองมีความสัมพันธ์กัน”

    โจวฉางอวิ้นตำหนิขึ้นพร้อมสีหน้าที่เคร่งเครียด “เธอหุบปากไปซะ ปากเก่งนักใช่ไหม?”


    เฉินเฉี่ยวหลานอาศัยจังหวะที่ทุกคนยังอยู่พูดขึ้นมา โจวฉางอวิ้นจึงไม่กล้าทำร้ายหล่อน “ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนะ ทำไมคุณถึงต้องปกป้องหล่อนด้วย?”


    โจวฉางอวิ้นลุกยืนขึ้น “ถ้าเธอยังพูดไร้สาระอีก ฉันจะตบเธอให้ตายเลย”


    โจวฉางหลินจึงรีบลุกยืนขึ้น “เจ้าสาม แกจะทำอะไรโง่ ๆ อีก”


    หนิวชุนอิงเห็นว่าหัวข้อนี้ไม่สามารถสนทนาได้อีกต่อไป จึงได้ตัดจบอย่างประนีประนอม “เอาล่ะ ๆ ฉันทำกับข้าวเสร็จแล้ว รีบไปกินกันเถอะ”


    เซิ่งอันหนิงเห็นโจวสือซวินล้างมืออย่างใจเย็น หญิงสาวจึงตามเข้าไปและเอ่ยถามเบา ๆ “พวกเราจะกินอาหารเย็นด้วยกันหรือคะ?”


    โจวสือซวินเอ่ยขึ้นอย่างอึดอัด “ทำไมจะไม่กินล่ะ? หลายปีมานี้ผมให้เงินกับที่บ้านเสมอ ให้พวกเรากินข้าวด้วยสองมื้อก็นับเป็นเรื่องสมควร”


    เซิ่งอันหนิงคิดดูแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ดูเหมือนชายหนุ่มแข็งทื่อคนนี้จะไม่ยอมเสียเปรียบแล้วล่ะ หญิงสาวจึงล้างมือด้วยความสบายใจ จากนั้นจึงตามโจวสือซวินไปที่ห้องอาหาร


    ช่วงนี้เป็นเวลาที่ขาดแคลนพอดี ขนาดที่บ้านยังไม่มีแม้แต่ข้าวขาวกิน


    หนิวชุนอิงขูดมันฝรั่งให้เป็นเส้น หลังจากล้างน้ำแล้วก็นำลงคลุกกับแป้งแล้วนึ่งให้สุก ในตอนท้ายก็ทุบกระเทียม และใส่น้ำส้มสายชูลงไปผสมเข้าไปกับผักดองหั่นฝอย


    นี่นับว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เซิ่งอันหนิงได้กินอาหารแบบนี้ แม้จะไม่มีน้ำมันเลย แต่รสชาติก็ไม่เลวจริง ๆ


    นอกจากโจวเอ้อร์นี ทุกคนต่างล้อมวงกินอาหารด้วยกัน มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบกับชามอาหารเท่านั้น ไม่มีใครพูดอะไรเลยแม้แต่น้อย


    เซิ่งอันหนิงนั่งบริเวณข้าง ๆ โจวสือซวิน และตรงข้ามของเธอคือหนิวชุนอิง


    เมื่อเห็นว่าบรรยากาศนั้นเงียบไป หนิวชุนอิงจึงคีบผักดองให้กับเซิ่งอันหนิง “ที่บ้านไม่มีเนื้อเลย พรุ่งนี้เลยจะให้พวกเจี้ยนหัวออกไปจับกระต่ายบนภูเขา ตอนนี้อากาศอบอุ่นแล้ว กระต่ายก็น่าจะออกมาแล้วเหมือนกัน”


    เซิ่งอันหนิงรู้สึกเกรงใจ “ไม่ต้องก็ได้ค่ะ แบบนี้ก็ดีแล้ว”

    หนิวชุนอิงส่ายหน้า “ดีที่ไหนกัน ฉันเองก็รู้ว่าคนในเมืองอย่างพวกเธอน่ะกินแป้งขาวกัน จะต้องไม่คุ้นเคยกับของพวกนี้แน่ ๆ”


    น่าเสียดายที่หล่อนไม่ใช่เจ้าของบ้าน ไม่เช่นนั้นคงจะซื้อแป้งขาวกลับมา


    จูกุ้ยฮวาที่ใช้ตะเกียบคีบอาหารอยู่ได้ยินคำพูดของหนิวชุนอิง นางจึงแค่นเสียงเย็นชา แต่กลับไม่เอ่ยอะไรออกมา


    โจวหม่านชางไม่ยอมแพ้ ชายชราจ้องจูกุ้ยฮวาเขม็ง จากนั้นก็ยิ้มแย้มเอ่ย “ใช่ พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอพูดถูก วันพรุ่งนี้ให้เจี้ยนหัวไปจับกระต่ายมา ถ้าจับไม่ได้ก็ค่อยไปซื้อเนื้อกลับมา จากนั้นค่อยแลกแป้งกลับมา ทำเกี๊ยวซักมื้อกินเป็นอย่างไรล่ะ”


    เด็กทั้งสองคนเมื่อได้ยินว่าจะได้กินเกี๊ยวก็รีบเอ่ยขึ้นมาทันที “จะกินเกี๊ยวกันหรือ จะกินเกี๊ยวหรือ”


    จูกุ้ยฮวาจ้องเด็กทั้งสองเขม็ง แต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา จึงได้ก้มหน้าก้มตาทานอาหารไป


    เซิ่งอันหนิงเห็นว่าโจวสือซวินกินอาหารด้วยสีหน้าที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย จึงรู้สึกชื่นชมภายในใจ ผู้ชายคนนี้รู้จักสู้กลับแล้วสินะ

    หลังกินอาหารเย็นเสร็จ ทุกคนจึงกลับห้องของตนเอง เหลือก็เพียงแต่หนิวชุนอิงที่ล้างชามอยู่ในครัวคนเดียว เซิ่งอันหนิงต้องการกลับห้องไปกับโจวสือซวิน  แต่สุดท้ายเธอก็อยู่ช่วยหนิวชุนอิงล้างจานเพราะรู้สึกว่าการอยู่ฟังหนิวชุนอิงพูดเรื่องชาวบ้านนั้นค่อนข้างน่าสนใจ!


    หนิวชุนอิงปฏิเสธความช่วยเหลืองของเซิ่งอันหนิง “ไม่ต้อง เรื่องนี้ฉันทำคนเดียวได้ เธอไปพักเถอะ ”


    เซิ่งอันหนิงช่วยเก็บจานชามและตะเกียบบนโต๊ะอาหาร “ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ฉันกำลังว่างน่ะ”


    หนิวชุนอิงจึงไม่เกรงใจแล้ว หล่อนสนทนากับเซิ่งอันหนิงอย่างร่าเริง จู่ ๆ หัวข้อการสนทนาก็เปลี่ยนไป “เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านบอกว่าเจ้ารองกับไฉ่เสียคบหากัน ฉันเองก็สงสัย ในตอนที่ฉันแต่งงานเข้ามา เจ้ารองพึ่งจะอายุได้สิบสี่ปีเอง มีนิสัยไม่ชอบพูดจา ไม่มีอะไรทำก็อ่านหนังสือ จนกระทั่งเข้าไปเป็นทหาร ก็ไม่ได้ใกล้ชิดกับหลัวไฉ่เสียขนาดนั้น”


    หล่อนพูดขึ้นเพื่อความสบายใจของเซิ่งอันหนิงเท่านั้น


    เซิ่งอันหนิงเกิดสงสัยขึ้นมาปีนั้นโจวสือซวินใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านตระกูลโจวอย่างไรบ้าง “พี่แต่งงานเร็วมากเลยนะคะ ถ้าอย่างนั้นตอนที่พี่มาอยู่บ้านนี้ โจวสือซวินเป็นอย่างไรบ้าง?”


    หนิวชุนอิงเป็นคนที่ตรงไปตรงมา และไม่ได้เป็นคนขี้ระแวง เมื่อรู้ว่ามีอะไรจะพูดก็พูดออกมาเลย “ตอนที่ฉันแต่งเข้ามา เจ้ารองก็ค่อนข้างสูงแล้วนะ แต่ว่าผอมเหมือนกับต้นกัญชงเลย ตอนนั้นเป็นปีที่ลำบาก คนทั้งประเทศต่างก็ทุกข์ทรมานจากความอดอยาก คนในหมู่บ้านอดตายไปไม่น้อยเลย แต่ว่าบ้านของพวกเรานั้นไม่เป็นอะไร เป็นเพราะเจ้ารองฉลาดหลักแหลม  เขามักจะขึ้นไปบนเขาเพื่อจับอะไรมากิน”


    “เธอคิดดูนะว่าตอนนั้นแม้แต่เปลือกไม้ก็ไม่มีให้กิน ไม่ว่าบนภูเขาหรือในน้ำ อะไรกินได้ก็ถูกคนจับเอามากินเสียหมด แต่เจ้ารองกลับหามาให้ที่บ้านได้เสมอ”


    หนิวชุนอิงรู้สึกขอบคุณโจวสือซวินเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะตอนนั้นหล่อนกำลังตั้งท้อง และโจวสือซวินที่กลับมาจากภูเขาก็จะแอบเอากระต่ายย่างให้หล่อนกิน


    เซิ่งอันหนิงเพียงแค่เคยอ่านเหตุการณ์นี้ในหนังสือประวัติศาสตร์เพียงเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าโจวสือซวินจะได้ประสบกับมันจริง ๆ 


    หนิวชุนอิงคิดถึงวันเวลาในปีนั้น หล่อนก็ยังคงมีความรู้สึกมากมาย “ยังจำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง คนในหมู่บ้านต่างเห็นว่าโจวสือซวินสามารถหาของกินกลับมาได้ จึงมีความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น มีพวกคนหนุ่มสามถึงสี่คนเข้ามาหยุดเจ้ารองไว้ระหว่างทาง และขอให้เขานำของทั้งหมดในกระเป๋าออกมา เธอไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าตอนนั้นเจ้ารองที่อายุสิบสี่ปี และมีร่างกายผอมเหมือนกับถั่วงอก กลับจัดการคนเหล่านั้นที่อายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ ได้อยู่หมัด”


    “หลังจากตอนนั้นมา ก็ไม่มีใครกล้ามายั่วโมโหเจ้ารองเลย แม้แต่เจ้าสามก็เคยโดนเจ้ารองจัดการมาแล้ว”


    เมื่อพูดเสร็จก็กลัวว่าโจวสือซวินนั้นจะดูหัวรุนแรงเกินไป หล่อนจึงเอ่ยเสริมขึ้น “แต่ว่าเจ้ารองมีจิตใจที่ดีมาก ๆ เลยนะ ในหมู่บ้านมีคนแก่บางคนที่ไม่สามารถออกไปหาอะไรกินได้ เจ้ารองจึงแบ่งอาหารบางส่วนให้พวกเขา”


    เลือดในกายของเซิ่งอันหนิงเดือดพล่าน ราวกับสามารถเห็นเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปียืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนราวกับหมาป่าเดียวดาย


    จู่ ๆ เธอก็อยากจะเข้าไปกอดชายหนุ่มขึ้นมาทันที

    …………………………………………………………………………………………………………………………


    สารจากผู้แปล


    กินปูนร้อนท้องแล้วล่ะสิแม่ลูกคู่นี้ โดนนังไฉ่แฉเมื่อไหร่ก็คือจบเห่

    พี่โจวตอนเด็กก็คือชีวิตทรหดเหมือนกันนะเนี่ย


    ไหหม่า(海馬)



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] เกิดใหม่เป็นภรรยาปากร้ายในยุค 70 ที่คุณอ่าน