คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 36: การหลอมโลหิตในแดนเถื่อน

    ม่านหมอกสีเทาอมเขียวปกคลุมทั่วหุบเขาอสูรราวกับผ้าห่อศพผืนมหึมา ความชื้นแฉะที่ลอยอวลในอากาศมิใช่เพียงหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ แต่มันเจือปนไปด้วยไอพิษจางๆ และกลิ่นคาวโลหิตที่ทับถมกันมานานนับร้อยปี จนทำให้ผู้รุกล้ำรู้สึกแสบพร่าในโพรงจมูกทุกครั้งที่สูดหายใจ


    ความมืดมิดแห่งรัตติกาลกลืนกินทุกสรรพสีสัน หลงเหลือเพียงเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่รูปร่างประหลาดที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับกรงเล็บปีศาจที่รอคอยเหยื่อ


    แกรก... แกรก...


    เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งและไม่มั่นคงดังฝ่าความเงียบสงัด


    เย่เฉินกัดฟันก้าวเดินทีละก้าว ร่างกายที่โชกเลือดโงนเงนราวกับตะเกียงที่น้ำมันใกล้หมด ทุกจังหวะที่ลงส้นเท้า ความเจ็บปวดแสนสาหัสจะแล่นปราดขึ้นมาจากเส้นเอ็นที่ฉีกขาดที่แขนขวาและซี่โครง ลามไปสู่ไขสันหลังจนร่างกระตุกเกร็ง


    บนบ่าซ้ายของเขาแบกรับดาบยักษ์ "ทัณฑ์ปฐพี" ที่บัดนี้จำศีลอยู่ในสภาพสนิมเขรอะ แม้มันจะดูไร้ค่าในสายตาผู้อื่น แต่มันคือกำแพงด่านสุดท้ายที่จะคุ้มครองชีวิตเขาในแดนเถื่อนแห่งนี้ น้ำหนักพันชั่งของมันกดทับลงบนไหล่ที่บอบช้ำ แต่เขากลับไม่ยอมวางมันลง เพราะเขารู้ดีว่า... วินาทีที่อาวุธห่างกาย คือวินาทีแห่งความตาย


    "กลิ่นนั้น... ชัดเจนขึ้นแล้ว"


    เย่เฉินสูดจมูกฟุดฟิด ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวจากการเสียเลือดพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดและม่านหมอก แต่ทว่าทัศนวิสัยเบื้องหน้ากลับเลือนราง เขาจึงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง และเปิดประสาทสัมผัสส่วนอื่นแทน


    กลิ่นหอมหวานเอือมระอาคล้ายกลิ่นสนิมเหล็กผสมน้ำผึ้งป่า ลอยแตะจมูกเขาอย่างจางๆ...


    มันคือกลิ่นของ "หญ้าโลหิตวิญญาณ"


    ตามตำราสมุนไพรที่เขาเคยอ่านผ่านตาในหอคัมภีร์ หญ้าชนิดนี้มักขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่มีไอวิญญาณหนาแน่นและซึมซับโลหิตของสัตว์อสูรเป็นอาหาร มีสรรพคุณเลิศล้ำในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดและสมานเส้นเอ็นที่เสียหาย แต่พิษธาตุเย็นของมันก็ร้ายกาจพอที่จะแช่แข็งอวัยวะภายในของคนธรรมดาได้ในพริบตา


    "อีกไม่ไกล..."


    เย่เฉินให้กำลังใจตนเอง ขยับเท้าก้าวต่อไป


    ทว่า... ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความผิดปกติบางอย่างก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในความรู้สึก


    ป่าแห่งนี้... เงียบเกินไป


    เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ควรจะระงมเซ็งแซ่ในยามวิกาลกลับเงียบหายไปอย่างผิดวิสัย แม้แต่เสียงนกกลางคืนก็ไม่มีให้ได้ยิน หลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของเขาเองที่ดังก้องกังวาน


    ความเงียบเช่นนี้ในพงไพร... มีความหมายเพียงอย่างเดียว


    อาณาเขตของผู้ล่า


    ขนอ่อนที่ต้นคอของเย่เฉินลุกชันขึ้นด้วยสัญชาตญาณระวังภัย กลิ่นหอมหวานของสมุนไพรเริ่มถูกเจือปนด้วยอีกกลิ่นหนึ่ง...


    กลิ่นสาบสางที่รุนแรงและ อำมหิต


    มันไม่ใช่กลิ่นของซากศพเก่าเก็บ แต่เป็นกลิ่นของนักล่าที่เพิ่งผ่านการฆ่าฟันมาไม่นาน... และตอนนี้ มันกำลังจับจ้องมาที่เขา


    เย่เฉินหยุดเดินทันที ร่างกายเกร็งเขม็ง มือซ้ายที่จับด้ามดาบกระชับแน่นขึ้น แม้จะไร้เรี่ยวแรง แต่จิตใจของเขากลับตื่นตัวถึงขีดสุด


    "ออกมา..."


    เขาเอ่ยเสียงต่ำแหบแห้ง ลมหายใจกลายเป็นไอขาวลอยคว้างในอากาศหนาวเหน็บ


    สิ้นเสียงคำรามท้าทายของเย่เฉิน ความเงียบงันก็ถูกทำลายลง


    ฟุ่บ!


    เงาดำสายหนึ่งพาดผ่านม่านหมอกด้านซ้ายไปด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์ยากจะจับทัน ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นของสายลมที่พัดเอากลิ่นสาบสางรุนแรงปะทะเข้าใบหน้า


    เย่เฉินมิได้หันขวับไปมองตามเงานั้น แต่เขากลับหมุนตัวช้าๆ เพื่อรักษาสมดุลและระวังหลัง สายตาจับจ้องไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา


    ทันใดนั้น... คู่ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความมืด


    มันลอยเด่นอยู่เหนือพื้นดินราวกับดวงไฟวิญญาณ จ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาของผู้ล่าที่กำลังพิจารณาอาหารอันโอชะ รูม่านตาเรียวรีหดเกร็งลงเมื่อจับจ้องไปที่บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายของเด็กหนุ่ม


    "เสือดาวเงาพราง..."


    เย่เฉินพึมพำชื่อของมันออกมาด้วยลำคอที่แห้งผาก


    สัตว์อสูรระดับต่ำ เทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมปราณระดับสาม... หากเป็นยามปกติ เย่เฉินคงสังหารมันได้ไม่ยากเย็นเพียงแค่กระดิกนิ้ว แต่ในยามที่แขนขวาใช้งานไม่ได้และลมปราณแห้งเหือดเช่นนี้ มันคือเพชฌฆาตที่น่ากลัวที่สุด


    เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้มีขนาดลำตัวใหญ่กว่าเสือทั่วไปเกือบสองเท่า ขนสีเทาหม่นของมันกลมกลืนไปกับสีของหมอกและเปลือกไม้ ทำให้ยากแก่การมองเห็น และที่ร้ายกาจที่สุดคือ... มันมีสติปัญญา


    มันไม่ได้ผลีผลามพุ่งเข้ามาโจมตีเหมือนสัตว์ป่าหิวโหยทั่วไป แต่มันฉลาดเฉลียวสมกับเป็นนักล่าแห่งพงไพร มันเดินวนเวียนรอบตัวเย่เฉินเป็นวงกลม รักษาระยะห่างในม่านหมอก อาศัยความได้เปรียบของภูมิประเทศเพื่อกดดันเหยื่อให้เสียขวัญ


    กรรร...


    เสียงคำรามต่ำๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของมัน ราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเหยื่อที่กำลังจนตรอก


    ฟี้ยว!


    จู่ๆ มันก็ตวัดกรงเล็บเตะก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่เย่เฉิน!


    เย่เฉินเบี่ยงศีรษะหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก้อนหินเฉี่ยวแก้มของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทิ้งรอยแผลเล็กๆ ที่มีเลือดซึมออกมา


    "อึก..."


    แม้จะหลบพ้น แต่การขยับตัวอย่างรวดเร็วทำให้แผลที่หน้าอกของเขาฉีกกว้างขึ้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนเขาเผลอกัดริมฝีปาก เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาจากบาดแผล กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นขึ้นยิ่งกระตุ้นต่อมรับกลิ่นของสัตว์ร้าย


    เสือดาวเงาพรางหยุดชะงัก มันแลบลิ้นยาวออกมาเลียริมฝีปาก แววตาฉายประกายพึงพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่เชื่องช้าและเจ็บปวดของเหยื่อ


    มันรู้แล้ว... ว่าเหยื่อรายนี้บาดเจ็บสาหัส


    มันรู้แล้ว... ว่าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเข้าแลก


    มันเพียงแค่รอ... รอให้เหยื่อเสียเลือดจนหมดแรง แล้วค่อยเดินเข้าไปขย้ำคอหอยอย่างง่ายดาย


    "เจ้าเดรัจฉาน... คิดจะเล่นสงครามประสาทกับข้าอย่างนั้นรึ?"


    เย่เฉินแสยะยิ้ม อำมหิต ทั้งที่เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลัง เขาตระหนักได้ทันทีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เขาจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบและตายอย่างแน่นอน เขาไม่มีทางวิ่งหนีทันฝีเท้าของอสูรธาตุลมตัวนี้ และไม่มีแรงพอที่จะแกว่งดาบยักษ์เพื่อไล่ตามมัน


    มีเพียงหนทางเดียว... คือต้องล่อให้มันเข้ามาในระยะสังหาร!


    เย่เฉินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด


    ตึง!


    เขาปลดดาบทัณฑ์ปฐพีลงจากบ่า แล้วปักปลายดาบลงบนพื้นดินเบื้องหน้าอย่างแรง สองมือที่สั่นเทากำด้ามดาบแน่น ใช้มันต่าง "โล่" และ "เสาหลัก" เพื่อค้ำยันร่างกายที่โงนเงน


    จากนั้น... เขาค่อยๆ หลับตาลง และเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอขาวซีดที่มีเส้นเลือดเต้นตุบๆ... จุดตายที่ล่อตาล่อใจที่สุดสำหรับนักล่า


    "เข้ามา..."


    เขาคำรามในลำคอแผ่วเบา ท้าทายมัจจุราชให้มาเอาชีวิต


    เสือดาวเงาพรางเห็นเหยื่อหยุดนิ่งและเผยจุดตายอย่างโจ่งแจ้ง ความอดทนของมันก็ขาดสะบั้น


    กรรร!


    มันคำรามก้อง เกร็งกล้ามเนื้อขาหลังจนแน่นขนัด แล้วดีดตัวพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกเข้ามาดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง! ความเร็วของมันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ กรงเล็บอันแหลมคมยาวกว่าหนึ่งคืบกางออก หมายจะตะปบเข้าที่ลำคอของเด็กหนุ่มให้ขาดสะบั้นในคราเดียว


    กลิ่นคาวเลือดและความตายพุ่งปะทะใบหน้าเย่เฉินในระยะเผาขน


    ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย เย่เฉินลืมตาโพลง! นัยน์ตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตสัตว์ป่า


    "ตายซะ!"


    เย่เฉินไม่ได้ยกดาบขึ้นฟัน เพราะแขนขวาของเขาไร้เรี่ยวแรง แต่เขาบิดเอวใช้หัวไหล่ซ้ายกระแทกเข้ากับใบดาบด้านข้างอย่างแรง เพื่อดันให้ "สันดาบ" หนาเตอะพุ่งสวนทางขึ้นไปรับแรงปะทะ!


    ตึง!


    เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับก้อนหินชนภูผา!


    ร่างของเสือดาวเงาพรางที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูง ปะทะเข้ากับสันดาบเหล็กยักษ์อย่างจัง! มันมิได้คาดคิดว่าเหยื่อที่ดูอ่อนแอจะใช้อาวุธหนักเป็น "กำแพง" ขวางกั้นเช่นนี้ เสียงกระดูกหน้าอกของมันลั่น กร๊อบ ด้วยแรงสะท้อน ความเร็วของมันหยุดชะงักลงชั่ววูบ ร่างกายเสียสมดุลลอยคว้างอยู่กลางอากาศ


    จังหวะนี้เอง... คือจังหวะที่เย่เฉินรอคอย!


    เขาปล่อยมือจากด้ามดาบ ทิ้งศาสตราคู่กายให้ล้มลงสู่พื้น แล้วกระโจนเข้ากอดรัดร่างของเสือดาวด้วยแขนซ้ายที่ยังพอมีแรง กดร่างของมันให้จมลงไปในโคลนตม!


    "แก... เสร็จข้า!"


    มือขวาที่บาดเจ็บจนสั่นระริก เกร็งนิ้วจนงุ้มลงคล้ายกรงเล็บอินทรี เย่เฉินไม่สนใจความเจ็บปวดที่เส้นเอ็นอีกต่อไป เขาจิกนิ้วทั้งห้าเข้าไปในดวงตาข้างซ้ายของสัตว์อสูรอย่าง อำมหิต!


    ฉึก!


    "โฮก!" เสือดาวร้องโหยหวน ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส กรงเล็บหลังของมันตะกุยเข้าที่หน้าท้องและต้นขาของเย่เฉินจนเลือดสาดกระจาย เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ


    แต่เย่เฉินไม่ถอย... ความเจ็บปวดกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนในสายเลือดให้ตื่นตัวถึงขีดสุด เขาอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวที่บัดนี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเขี้ยวอสูร แล้วฝังมันลงไปที่ลำคอของเสือดาวอย่างบ้าคลั่ง!


    กร๊อบ!


    รสชาติคาวคลุ้งและเค็มปร่าทะลักเข้ามาในปาก เย่เฉินกัดกระชากหลอดลมของสัตว์ร้ายด้วยแรงขากรรไกรทั้งหมดที่มี ราวกับเขาเองก็ได้กลายร่างเป็นอสูรไปแล้ว


    ทั้งคนและเสือล้มกลิ้งไปบนพื้นดินคลุกฝุ่น ต่างฝ่ายต่างแลกเลือดและเนื้อกันอย่างดิบเถื่อน ไร้ซึ่งท่วงท่าวิทยายุทธ์อันงดงาม ไร้ซึ่งความสง่างามของผู้ฝึกตน มีเพียงกฎแห่งป่าที่ตัดสินว่าผู้ใดจะอยู่รอด


    ครืด... ครืด...


    เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูป... การดิ้นรนของเสือดาวเงาพรางก็เริ่มอ่อนแรงลง ลมหายใจของมันขาดห้วงพร้อมกับหลอดลมที่ถูกฉีกกระชาก ดวงตาสีเหลืองอำพันที่เคยดุร้ายค่อยๆ หม่นแสงลง จนกระทั่งร่างของมันกระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้าย และแน่นิ่งไป


    เย่เฉินคายก้อนเนื้อที่กัดขาดทิ้งลงพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าและลำตัวของเขาอาบย้อมไปด้วยเลือดอสูรผสมกับเลือดตนเอง จนดูคล้ายปีศาจร้ายที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรก


    ใกล้ๆ กันนั้น... ดาบทัณฑ์ปฐพีที่ล้มอยู่บนพื้น มีหยาดโลหิตของเสือดาวกระเด็นไปตกกระทบ


    วูบ...


    ตัวดาบสั่นไหวเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนที่หยดเลือดสีแดงสดนั้นจะซึมหายเข้าไปในเนื้อเหล็กสนิมเขรอะอย่างเงียบงัน... ราวกับมันพึงพอใจในรสชาติของการสังหารที่ป่าเถื่อนเช่นนี้


    มันมิได้ต้องการปราณบริสุทธิ์ แต่ขุมพลังที่มันโหยหาคือ "โลหิตแห่งการต่อสู้" ต่างหาก


    เย่เฉินไม่มีเวลามาสนใจปฏิกิริยาของดาบ เขายันกายลุกขึ้นนั่งข้างซากศพ


    วูบ...


    ทันทีที่ลุกขึ้น โลกทั้งใบก็หมุนติ้วอย่างรุนแรง ความมืดมิดเข้าครอบงำการมองเห็นชั่วขณะ เย่เฉินเซถลาเกือบล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง อาการเสียเลือดอย่างหนักเริ่มส่งผลกระทบรุนแรง สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มขาดหายเป็นห้วงๆ


    ‘ไม่ได้... ข้าจะมาหมดสติรงนี้ไม่ได้...’


    เขากัดลิ้นตัวเองอย่างแรงจนได้รสเลือด เพื่อเรียกสติให้ตื่นตัว มือซ้ายคว้ามีดสั้นเล่มเล็กออกมาจากรองเท้าด้วยความยากลำบาก มือของเขาสั่นเทาจนเกือบจะทำมีดหล่น


    เขาต้องรีบ... ก่อนที่สติจะดับวูบไปจริงๆ


    เย่เฉินรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ลงมือผ่าอกของเสือดาวอย่างทุลักทุเล


    "แก่นอสูร..."


    เขาล้วงมือเข้าไปในโพรงอกที่ยังอุ่นระอุ ควานหาวัตถุแข็งก้อนหนึ่ง ก่อนจะกระชากมันออกมา ในมือของเขาปรากฏผลึกสีเขียวจางๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ มันเปล่งแสงเรืองรองท่ามกลางความมืดและหมอกควัน


    แต่เย่เฉินไม่ได้สนใจแก่นอสูรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังซากศพนี้...


    สายตาที่พร่ามัวของเขาเบนไปยังพุ่มไม้หนาทึบที่เสือดาวเคยใช้เป็นที่ซ่อนตัว... ที่นั่น ต้นหญ้าสีแดงสดดุจทับทิมสามต้น กำลังเปล่งประกายล้อแสงจันทร์อย่างเงียบเชียบ


    "หญ้าโลหิตวิญญาณ"


    เย่เฉินแสยะยิ้มที่มุมปาก ทั้งที่เลือดสดยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่หน้าท้อง


    แสงจันทร์สีเงินยวบยาบส่องลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบต้นหญ้าสีแดงสดในมือของเย่เฉิน มันช่างงดงามเย้ายวนตาราวกับอัญมณีล้ำค่า ทว่าภายใต้ความงามนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ด้วยอันตรายถึงชีวิต


    "หญ้าโลหิตวิญญาณ"


    ตามบันทึกในตำราโอสถพื้นฐาน สมุนไพรชนิดนี้เปี่ยมไปด้วยพลังปราณธาตุหยินอัน เยียบเย็น (Cold Yin) สรรพคุณของมันคือการสร้างเม็ดเลือดใหม่และเชื่อมต่อเส้นเอ็นที่ขาดสะบั้น แต่หากมนุษย์ปุถุชนบังอาจกลืนกินมันเข้าไปสดๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการสกัดพิษด้วยไฟธาตุ... ความเย็นจัดของมันจะแช่แข็งเลือดในกายให้จับตัวเป็นก้อน และระเบิดเส้นชีพจรลมปราณจนแหลกละเอียดในพริบตา


    "ไม่มีเตา... ไม่มีไฟ... และไม่มีเวลากลับไปที่สำนัก"


    เย่เฉินพึมพำเสียงเครียด เขาจ้องมองสมุนไพรในมือสลับกับบาดแผลเหวอะหวะที่หน้าท้องและแขนขวา เลือดของเขาไหลออกมากเกินไปแล้ว หากชักช้ากว่านี้ เขาคงได้ตายเพราะเสียเลือดก่อนจะได้กินยา


    ทางเลือกตามวิถีมนุษย์ถูกปิดตาย... เหลือเพียงหนทางเดียวคือ วิถีแห่งอสูร


    สัตว์อสูรในป่าเขาไม่เคยใช้เตาปรุงยา... พวกมันกัดกินสมุนไพรและเนื้อสดๆ เพื่อวิวัฒนาการ แล้วเหตุใดพวกมันจึงไม่ตายเพราะพิษยา?


    "เพราะเลือด..."


    ดวงตาของเย่เฉินเป็นประกายวาวโรจน์เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้


    "สัตว์อสูรมีสายเลือดที่แข็งแกร่งและร้อนแรงดุจไฟ... พวกมันใช้พลังชีวิตในเลือดของตนเองข่มพิษเย็นของสมุนไพร!"


    สายตาของเขาตวัดกลับไปมองซากศพของ "เสือดาวเงาพราง" ที่นอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้า เลือดสีแดงคล้ำยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่ลำคอ ส่งไอร้อนระอุออกมาปะทะกับอากาศเย็นยามค่ำคืน


    เสือดาวตัวนี้เป็นสัตว์อสูรธาตุลมที่เพิ่งผ่านการต่อสู้มาหมาดๆ เลือดของมันกำลังสูบฉีดด้วยความตื่นตัวและเต็มไปด้วยพลังงานธาตุหยาง (Yang) ที่รุนแรงที่สุด!


    "ใช้เลือดอสูรเป็นตัวทำละลาย... ใช้กระเพาะของข้าเป็นเตาหลอม!"


    ความคิดอันบ้าบิ่นผุดขึ้นในสมอง หากเป็นนักปรุงยาผู้ทรงภูมิธรรมมาเห็นเข้า คงตราหน้าว่าเขาวิปลาสและรนหาที่ตาย แต่สำหรับเย่เฉินในยามนี้ นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่เขาต้องคว้าไว้


    "เป็นไงเป็นกัน!"


    เย่เฉินไม่ลังเลอีกต่อไป เขาทรุดกายลงนั่งข้างซากศพเสือดาว ใช้มือประคองบาดแผลที่ลำคอของมัน แล้วก้มหน้าลงไปใช้ปากรองรับเลือดสดๆ ที่ยังอุ่นระอุ


    อึก... อึก...


    รสชาติคาวคลุ้งชวนอาเจียนไหลทะลักเข้าสู่ลำคอ ของเหลวข้นหนืดที่ร้อนดั่งไฟลวกไหลลงสู่กระเพาะอาหาร ก่อเกิดความร้อนวูบวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับเขากำลังกลืนถ่านแดงๆ ลงไป


    เมื่อดื่มเลือดอสูรจนรู้สึกว่าช่องท้องร้อนผ่าวถึงขีดสุด เย่เฉินก็ยัด "หญ้าโลหิตวิญญาณ" ทั้งสามต้นเข้าปาก เคี้ยวกลืนลงไปทันที!


    รสชาติขมฝาดและความเย็นยะเยือกแตกซ่านในปาก แต่เขาไม่รอช้า รีบกลืนมันลงไปสมทบกับเลือดอสูรในท้อง


    วินาทีต่อมา... นรกก็อุบัติขึ้นในกายของเขา!


    ตูม!


    ทันทีที่สมุนไพรธาตุเย็นสัมผัสกับเลือดอสูรธาตุร้อนในกระเพาะอาหาร ปฏิกิริยารุนแรงดุจน้ำปะทะไฟก็ระเบิดขึ้น!


    "อ๊ากกกกก!"


    เย่เฉินกรีดร้องลั่นด้วยน้ำเสียงที่ สั่นเครือ เขาลงไปนอนดิ้นพล่านกับพื้นดิน มือทั้งสองกุมท้องแน่น ร่างกายบิดเกร็งจนดู ผิดรูป


    ความรู้สึกเหมือนมีมีดนับพันเล่มกำลังกรีดแทงอวัยวะภายใน ความเย็นจัดจากหญ้าพยายามจะแช่แข็งกระเพาะ แต่ความร้อนแรงจากเลือดเสือก็พยายามจะเผาผลาญมัน ทั้งสองพลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดโดยใช้ร่างกายของเขาเป็นสมรภูมิ


    "หลอมรวม... ข้าต้องหลอมมันให้ได้!"


    เย่เฉินกัดฟันจนเลือดซิบ พยายามครองสติที่กำลังจะหลุดลอย เขาโคจร "ลมหายใจอสูรเทวะ" เพื่อชักนำพลังทั้งสองสายให้ผสานเข้าด้วยกัน แทนที่จะปล่อยให้มันทำลายร่างกาย


    เขาจินตนาการว่าร่างกายของตนคือ "เตาหลอมโอสถ" ที่สร้างจากเนื้อและกระดูก... จิตวิญญาณของเขาคือ "ไฟ" ที่ควบคุมความร้อนเย็น... และความเจ็บปวดคือ "เชื้อเพลิง" ที่จะกลั่นกรองยาเม็ดนี้ให้บริสุทธิ์!


    เหงื่อกาฬสีดำคล้ำไหลพรากออกมาจากรูขุมขนทั่วร่าง กลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งออกมา มันคือของเสียและพิษร้ายที่ถูกขับออกมาพร้อมกับการผลัดเปลี่ยนเซลล์อย่างรุนแรง


    ในความทรมานที่เหมือนตายทั้งเป็น... การเปลี่ยนแปลงบางอย่างกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ


    ราตรีอันยาวนานดำเนินไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ แหบแห้ง ของเย่เฉินที่ดังก้องอยู่ในถ้ำลึก


    ภายในร่างกายของเด็กหนุ่ม บัดนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างพลังสองขั้ว ความเย็นยะเยือกของหญ้าโลหิตวิญญาณพยายามจะแช่แข็งเลือดเนื้อให้ตายด้าน ในขณะที่ความร้อนแรงของโลหิตเสือดาวก็พยายามจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุณ


    ร่างกายของเย่เฉินกระตุกเกร็งเป็นจังหวะรุนแรง ผิวหนังทั่วร่างแดงก่ำราวกับกุ้งต้ม สลับกับซีดเผือดจนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาเต้นตุบๆ ราวกับงูตัวเล็กๆ ที่เลื้อยพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง


    "อึก... ทนไว้... ข้าต้องทนให้ได้!"


    เย่เฉินกัดฟันจนเลือดไหลซึมจากไรฟัน เขาใช้เจตจำนงอันแรงกล้าตรึงสติของตนไว้ไม่ไห้แตกซ่าน บังคับ "ลมหายใจอสูรเทวะ" ให้ชักนำพลังงานที่บ้าบิ่นเหล่านั้นไปสู่จุดที่บาดเจ็บสาหัสที่สุด


    นั่นคือ... เส้นเอ็นที่แขนขวาและหน้าอก


    เปรี้ยะ... เปรี้ยะ...


    เสียงลั่นเบาๆ ดังขึ้นจากภายในร่าง มันมิใช่เสียงกระดูกหัก แต่เป็นเสียงของเนื้อเยื่อและเส้นเอ็นที่กำลังถูก "รื้อสร้าง" ใหม่


    พลังโอสถที่ถูกกระตุ้นด้วยเลือดอสูร เข้าไปชำระล้างลิ่มเลือดเสียที่คั่งค้าง มันกัดกินเนื้อตายที่เน่าเปื่อย แล้วเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง เส้นใยกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดเริ่มถักทอเข้าหากันราวกับมีเข็มที่มองไม่เห็นกำลังเย็บสมาน


    ทว่ากระบวนการนี้หาใช่ความสุขสบาย... แต่มันคือการทรมานที่แสนสาหัสยิ่งกว่าการถูกมีดกรีด เพราะมันคือการฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติด้วยวิธีที่ป่าเถื่อนที่สุด


    ฟู่...


    ไอร้อนสีขาวลอยกรุ่นออกมาจากศีรษะและรูขุมขนของเย่เฉิน ตามมาด้วยของเหลวสีดำเหนียวหนืดที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง มันคือ "สิ่งปฏิกูล" ที่สะสมอยู่ในไขกระดูกและเส้นชีพจรมานานปี ซึ่งบัดนี้ถูกขับออกมาพร้อมกับพิษยา


    เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...


    จนกระทั่งแสงทองแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องทะลุม่านหมอกลงมายังพื้นป่า เสียงนกร้องยามเช้าเริ่มดังแว่วมาแทนที่ความเงียบงัน


    ร่างที่นอนคุดคู้จมกองเลือดและคราบสีดำค่อยๆ ขยับเขยื้อน


    เย่เฉินลืมตาขึ้น...


    นัยน์ตาของเขาในยามนี้กระจ่างใสและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ประกายสีแดงจางๆ วูบผ่านในดวงตาก่อนจะเลือนหายไป อาการเจ็บปวดเจียนตายที่เคยมี บัดนี้อันตรธานไปจน หมดสิ้น


    เขายันกายลุกขึ้นนั่ง รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายราวกับขนนก แต่ทว่าหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา


    เย่เฉินก้มลงมองแขนขวาของตน... รอยแผลฉกรรจ์ที่เคยเหวอะหวะ บัดนี้สมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ สีชมพู ผิวหนังที่เคยหยาบกร้านดูละเอียดขึ้น แต่ใต้ผิวหนังนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ด้วยมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพลังระเบิด


    เขาลองกำหมัด...


    กร๊อบ!


    เสียงข้อต่อนิ้วลั่นดังสนั่น เพียงแค่กำมือ อากาศในอุ้งมือก็ถูกบีบอัดจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว


    "หายแล้ว... ไม่สิ... แข็งแกร่งกว่าเดิม!"


    เย่เฉินสัมผัสได้ว่าระดับพลังกายาของเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปแล้ว เส้นเอ็นของเขาในยามนี้มิใช่เส้นเอ็นของมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป แต่มันมีความยืดหยุ่นและทนทานดุจเอ็นของสัตว์อสูร!


    หากต้องปะทะกับเสือดาวเงาพรางอีกครั้ง เขาอาจไม่ต้องใช้ดาบ... เพียงแค่หมัดเดียวก็อาจบดขยี้กะโหลกของมันได้


    เย่เฉินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปมอง ดาบทัณฑ์ปฐพี ที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างกาย


    สนิมเขรอะที่เคยเกาะแน่นหนา บัดนี้ หลุดร่อนออกไปบางส่วน เผยให้เห็นเนื้อเหล็กสีดำมันวาวที่ซ่อนอยู่ภายใน และลวดลายอักขระโบราณที่ดูชัดเจนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย


    เขาเอื้อมมือไปจับด้ามดาบแล้วยกขึ้นพาดบ่า คราวนี้... น้ำหนักพันชั่งของมันกลับให้ความรู้สึกที่ "พอดีมือ" ราวกับเป็นส่วนต่อขยายของร่างกาย


    จมูกของเขากระตุกวูบ... รับรู้กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในป่าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กลิ่นของสมุนไพร กลิ่นของสัตว์อสูร แม้กระทั่งกลิ่นของอันตราย สัญชาตญาณนักล่าของเขาตื่นตัวเต็มที่


    "จ้าวเฟิง..."


    เย่เฉินเอ่ยชื่อศัตรูออกมาเบาๆ มุมปากยกยิ้ม อำมหิต ที่ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่เพิ่งลิ้มรสเลือด


    "ข้าต้องขอบใจเจ้า... ที่บีบให้ข้าต้องเดินบนเส้นทางนี้"


    เขามองย้อนกลับไปทางทิศที่ตั้งของสำนักเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี เป้าหมายของเขาในตอนนี้มิใช่การกลับไปพักผ่อน แต่คือการเดินหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขาหมอกอสูร


    ร่างกายที่เพิ่งฟื้นฟูต้องการทรัพยากรมากกว่านี้... ดาบที่เพิ่งตื่นต้องการโลหิตมากกว่านี้


    "การล่า... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น"


    ร่างของเด็กหนุ่มแบกดาบยักษ์ค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอกยามเช้า ทิ้งไว้เพียงซากศพแห้งกรังของเสือดาวเงาพราง เป็นพยานแห่งการกำเนิดใหม่ของผู้ที่จะกลายเป็นตำนาน


    [จบตอนที่ 36]



    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน