ตอนที่ 175
เสียงกระบี่ที่แตกหักดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจผู้ชม ทุกสายตาเบิกกว้างจับจ้องไปยังเศษดาบที่ร่วงหล่น และหันไปมองเกราะสีดำด้านอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
"เป็นไปได้อย่างไร..." ตู่กู่หลินอุทานเสียงแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด ร่างกายของเขาลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งชั้นพิเศษโดยอัตโนมัติ ดวงตาเบิกโพลงราวกับเห็นภูตผี ผู้อาวุโสจางที่นั่งข้างๆ ก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
"นั่นมันกระบี่ระดับเซียนขั้นกลางเลยนะ" เสียงของผู้อาวุโสจางดังขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาและตู่กู่หลินสบตากันชั่วครู่ ก่อนที่จะตัดสินใจในทันที ทั้งสองร่างพุ่งตัวลงจากที่นั่งอย่างรวดเร็วราวกับลมพายุ มุ่งตรงไปยังแท่นประลองที่ชิงเทียนยืนอยู่
ตู่กู่หลินไม่สามารถยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ เขาเชื่อมั่นในฝีมือของนิกายตนเองมาโดยตลอด การที่เกราะที่ดูบอบบางเช่นนั้นสามารถทัดทานอาวุธระดับเซียนได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้
"เจ้าใช้กลโกงอะไร สารภาพมาซะ!" ตู่กู่หลินตวาดเสียงดัง ดวงตาเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธ ผู้อาวุโสจางเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ละสายตาจากเกราะสีดำนั้น พวกเขาเดินตรงไปยังชิงเทียนอย่างรวดเร็ว หวังจะค้นหาความจริงเบื้องหลังปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ชิงเทียนเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของตู่กู่หลินด้วยสีหน้าสงบ เขากวาดสายตามองไปยังผู้ที่กำลังเข้ามาใกล้ ก่อนจะตอบกรับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "ข้าไม่ได้ใช้กลโกงใดๆ เกราะนี้สร้างขึ้นด้วยฝีมือและความรู้ของข้าเอง"
คำตอบของชิงเทียนยิ่งทำให้ตู่กู่หลินและผู้อาวุโสจางขุ่นเคือง พวกเขาไม่เชื่อว่าช่างตีเหล็กหนุ่มที่ดูธรรมดาเช่นนี้ จะสามารถสร้างเกราะที่แข็งแกร่งเหนือจินตนาการได้
"เหลวไหล! เกราะที่เจ้าสร้างขึ้นไม่มีทางทนทานต่อกระบี่ระดับเซียนได้ เจ้าต้องซ่อนกลไกบางอย่างไว้แน่ๆ"
บรรยากาศในสนามประลองตึงเครียดขึ้นในทันที ผู้ชมจับจ้องไปยังสถานการณ์ด้วยความสนใจ ทุกคนต่างอยากรู้ว่าความจริงเบื้องหลังเกราะสีดำที่น่าทึ่งนี้คืออะไรกันแน่
ผู้อาวุโสจางลูบคลำพื้นผิวเกราะอย่างละเอียด นิ้วมือสัมผัสได้ถึงความสากด้าน ทว่าเมื่อลองกดลงไปกลับรู้สึกถึงความแน่นและแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความบางเบานั้น ราวกับสัมผัสโลหะกล้าชั้นดีที่ถูกขัดเกลามาอย่างพิถีพิถัน ความรู้สึกขัดแย้งนี้ยิ่งทำให้คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้น
"เจ้าสร้างเกราะชิ้นนี้ขึ้นมาด้วยวิธีใด" ผู้อาวุโสจางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสงสัย
ชิงเทียนมองไปยังผู้อาวุโสด้วยความมั่นใจ ก่อนจะอธิบายอย่างละเอียด "วัสดุที่ข้าใช้คือแร่เหล็กดำซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าโลหะชนิดอื่น จริงอยู่ว่าความทนทานตามธรรมชาติของมันค่อนข้างต่ำ แต่ในระหว่างขั้นตอนการหลอม ข้าได้ใช้รูปแบบเฉพาะที่ข้าคิดค้นขึ้นมา เพื่อเรียงโครงสร้างแร่ธาตุของมันขึ้นมาใหม่ ทำให้มันมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า"
“สิบเท่าอย่างนั้นรึ!” ผู้อาวุโสจางเผยสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเกราะตัวนี้ถึงสามารถสะท้อนการโจมตีจากยอดฝีมือขอบเขตเซียนขั้นสูงได้”
"หากท่านสังเกตุดูที่ผิวของเกราะ จะพบว่ามีช่องว่างเล็กๆ รูปร่างคล้ายรังผึ้ง นั่นคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกราะชิ้นนี้สามารถดูดซับแรงกระแทก ก่อนที่จะปลดปล่อยออกไปในรูปแบบพลังงาน "ชิงเทียนอธิบาย
"อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของแร่เหล็กดำคือมันมีคุณสมบัติต้านทานปราณธาตุที่ต่ำมาก ทำให้หากถูกโจมตีด้วยพลังปราณธาตุโดยตรง เกราะนี้จะถูกทำลายในทันที ซึ่งแม้แต่ข้าเองก็ยังไม่สามารถลบจุดอ่อนนี้ได้"
คำอธิบายของชิงเทียนสร้างความงุนงงให้กับผู้ที่ไม่เข้าใจศาสตร์แห่งการตีเหล็ก แต่สำหรับผู้ที่มีความรู้ลึกซึ้งแล้ว พวกเขากลับรู้สึกราวกับได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในตำราใดมาก่อน
แน่นอนว่าชิงเทียนไม่ได้คิดค้นทุกอย่างขึ้นมาเอง แต่เขาได้แรงบันดาลใจจากเกราะไป๋หู่ ที่ผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากโลกเบื้องล่าง จนเกิดเป็นผลงานชิ้นเอกนี้ ด้วยขนาดและน้ำหนักที่เบาบาง มันจึงสามารถสวมไว้ภายใต้อาภรณ์ได้อย่างมิดชิด
เหล่าผู้อาวุโสจากสำนักน้อยใหญ่ที่ได้ยินรายละเอียดต่างกรูเข้ามาเพื่อพิจารณาเกราะที่วางอยู่เบื้องหน้า ราวกับค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่า ในขณะเดียวกัน ตู่กู่หลินและซูจินเฉินกลับมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ชิงเทียนเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาของเขาจับจ้องไปยังตู่กู่หลินอย่างท้าทาย ราวกับรู้ทันทุกความคิดในใจของอีกฝ่าย "ในเมื่อผลลัพธ์ประจักษ์ชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว หวังว่าท่านผู้อาวุโสตู่กูคงจะตัดสินด้วยความยุติธรรมนะขอรับ"
ตู่กู่หลินพยายามควบคุมสติอารมณ์อย่างสุดความสามารถ สถานการณ์ในตอนนี้เกินกว่าที่เขาจะคาดการณ์ได้ ชื่อเสียงของนิกายค้อนทองคำที่สั่งสมมานับพันปี กำลังถูกศิษย์ใหม่ของสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์บดบังในชั่วพริบตา
"ในการแข่งขันรอบที่สอง ผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งคือ ชิงเทียน จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์" ตู่กู่หลินประกาศผลการแข่งขันด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มใจนัก ทั้งที่การแข่งขันในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของสามขั้วอำนาจหลัก แต่ผู้ที่แย่งชิงความสนใจทั้งหมดไปกลับเป็นศิษย์จากสำนักอื่น นี่มิแตกต่างจากการหักหน้ากันอย่างโจ่งแจ้งเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเฟิงเดินเข้ามาหาชิงเทียนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุขและแววตาที่ฉายประกายความภาคภูมิใจอย่างล้นเหลือ ความสามารถอันน่าทึ่งที่ชิงเทียนแสดงออกมาในการแข่งขันรอบที่สอง ราวกับเป็นแสงสว่างที่นำทางให้เขาเริ่มมองเห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์ของสำนักอีกครั้ง ภาพวันที่สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์จะกลับมายิ่งใหญ่ เกรียงไกร ดังก้องไปทั่วแผ่นดิน เริ่มชัดเจนขึ้นในความคิดของเขา
ในขณะที่จ้าวเฟิงกำลังปล่อยใจไปกับความหวังอันสวยงามนั้นเอง สิ่งที่ชิงเทียนเอ่ยออกมาก็ทำลายภวังค์แห่งความฝันของเขาจนหมดสิ้น
“ข้าจะไม่ลงแข่งรอบที่สาม”
คำพูดสั้นๆของชิงเทียน ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเฟิงพลันจางหายไป แววตาที่เคยเปล่งประกายกลับกลายเป็นความงุนงงและไม่เข้าใจ
“ทำไมกัน! ทั้งที่เรามาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถที่เหนือกว่าใคร เหตุใดเจ้าจึงคิดจะยอมแพ้กลางคันเช่นนี้เล่า” น้ำเสียงของจ้าวเฟิงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ชิงเทียนหันมาเผชิญหน้ากับจ้าวเฟิง ดวงตาของเขาสงบนิ่งไร้ซึ่งความลังเล “ท่านคงยังจำได้ดีถึงข้อตกลงของเราในตอนแรก ข้ามิได้รับปากว่าจะต้องคว้าชัยชนะในการแข่งขันทั้งหมด เป้าหมายที่ท่านตั้งไว้ คือการทำให้สำนักอื่นได้ประจักษ์ถึงศักยภาพของเรา ลบล้างคำสบประมาทที่พวกเขามีต่อสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ชัยชนะถึงสองครั้งก็นับว่าเพียงพอแล้วมิใช่หรือ”
จ้าวเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพบว่าตนเองไม่อาจโต้แย้งคำพฟูดของชิงเทียนได้ ชัยชนะถึงสองครั้งที่ชิงเทียนคว้ามาได้ ก็ถือว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงและเรียกคืนความภาคภูมิใจให้กับสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างมากทีเดียว
ภายในห้องอันโอ่อ่าของนิกายค้อนทองคำ ตู่กู่หลินนั่งลงบนเก้าอี้แกะสลักอย่างเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังซูจินเฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้า แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบใบหน้าของทั้งสอง เผยให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ปกคลุมบรรยากาศ เขาพยายามคิดหาทางแก้สถานการณ์
ศิษย์คนหนึ่งรีบร้อนเข้ามาในห้อง พร้อมกับรายงานข่าวที่ทำให้ตู่กู่หลินถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “เรียนท่านผู้อาวุโส ชิงเทียนจากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินใจสละสิทธิ์ ไม่เข้าร่วมการแข่งขันในรอบที่สามขอรับ”
ตู่กู่หลินคลายสีหน้าตึงเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด ความกังวลที่คอยกัดกินใจมาตลอดหลายวัน คล้ายถูกยกออกไปจากอก เขาลอบถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ
ซูจินเฉิน มองไปยังอาจารย์ของตนด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ การที่สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้รับความสนใจถึงเพียงนี้ในการแข่งขันสองรอบที่ผ่านมา จะไม่มีผลกระทบต่อสำนักของเราอย่างนั้นหรือขอรับ”
ตู่กู่หลินยกมือขึ้นปราม “ไม่ต้องกังวลไป จริงอยู่ว่าเจ้านั่นมีความสามารถ เกินกว่าที่ข้าเคยคาดคิดไว้เสียอีก แต่การที่จะปล่อยให้บุคคลเช่นนั้นเติบโตและอยู่กับสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ต่อไป มันจะกลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของเราในระยะยาว”
“แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี” ซูจินเฉินกล่าวด้วยสีหน้าที่ตรึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
“ข้าได้เตรียมแผนรับมือเอาไว้แล้ว แม้ว่ามันจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ข้าเชื่อมั่นว่ามันจะต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน” ตู่กู่หลินคลี่ยิ้มออกมา
“เจ้าจงไปเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันรอบต่อไปให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องของศิษย์ผู้นั้น ข้าจะเป็นคนจัดการเอง เจ้าไม่ต้องใส่ใจ” ว่าแล้วตู่กู่หลินก็หันหลังเดินออกจากห้องไปพร้อมกับศิษย์ที่นำข่าวมาส่ง ทิ้งให้ซูจินเฉินยืนอยู่ภายในห้องโถงอันเงียบสงัดเพียงลำพัง
ถึงแม้จะได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ไม่ต้องกังวล แต่ความรู้สึกกระวนกระวายในใจของซูจินเฉินกลับไม่จางหายไปง่ายๆ การที่นิกายค้อนทองคำของพวกเขาสามารถก้าวขึ้นมาจากสำนักเล็กๆ จนกลายเป็นนิกายอันยิ่งใหญ่ได้นั้น ล้วนมาจากการสั่งสมชื่อเสียงและอำนาจมานานนับพันปี ความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของนิกายที่ฝังรากลึกมานาน กลับต้องสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงเพราะคนเพียงคนเดียว
“ไม่คิดเลยนะว่าความพ่ายแพ้จะทำให้เจ้าเครียดถึงเพียงนี้”
ระหว่างที่ซูจินเฉินกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดอันหนักอึ้ง เสียงปริศนาก็ดังขึ้นจากเงามืดในมุมหนึ่งของห้อง ก่อนที่เขาจะได้ทันหันไปมองว่าใครเป็นผู้มาเยือน เงาร่างดำมืดก็พุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว มือปริศนาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งสัมผัสลงบนศีรษะของเขา
ชั่วพริบตาต่อมา ความทรงจำในห้วงลึกของซูจินเฉินก็ถูกเปิดออกราวกับหน้าหนังสือที่ถูกพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว ชิงเทียนกำลังสำรวจทุกภาพเหตุการณ์ที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของซูจินเฉิน นับตั้งแต่การแข่งขันรอบที่สองจบลง เขาก็ตัดสินใจมุ่งตรงมายังที่นี่ในทันที ทำให้เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างตู่กู่หลินและซูจินเฉินก่อนหน้านี้ได้อย่างชัดเจน
“ซากโบราณสถานกูเหยียนงั้นรึ...” ชิงเทียนพึมพำกับตัวเอง ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด ชื่อสถานที่แห่งนี้ไม่คุ้นหูเขาเลยแม้แต่น้อย ความสงสัยเพียงอย่างเดียวที่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของเขาคือ ทำไมเกราะที่เขาเคยสร้างขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ถึงได้มาปรากฏอยู่ที่ทวีปเทียนฉินแห่งนี้ได้
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ชิงเทียนก็รีบลบความทรงจำบางส่วนของซูจินเฉินเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเคลื่อนกายออกจากห้องโถงไปอย่างไร้ร่องลอย ทิ้งไว้เพียงร่างของซูจินเฉินที่ยังไม่ได้สติ