“เช่นนั้น ท่านอยากจะพูดคุยเรื่องใดกับข้างั้นหรือ ท่านอามู่?”
ภายในห้องเล็กขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตรจัดวางโซฟาสองตัวและเตียงหนึ่งหลังเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าเป็นห้องพักผ่อนสำหรับแขกที่ดื่มจนเมามาย โม่จ้านนั่งลงบนโซฟา ตามด้วยเลิกคิ้วไปทางภูตความมืดที่ไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว
“...หากเจ้าเป็นคนสนิทของท่านราชาปีศาจจริง เช่นนั้นควรจะแจ้งตำแหน่งทางการทหารก่อนถกเรื่องหัวข้อสนทนากระมัง”
น้ำเสียงของอามู่ค่อนข้างทุ้มต่ำ มิใช่เสียงใสไพเราะเป็นเอกลักษณ์ตามที่บุรุษเผ่าภูตพึงมีดังที่คาดเอาไว้
“เหตุใดพวกเจ้าจึงมีอาการเดียวกันเสียหมด ซีนั่วพูดจาวกวน ส่วนเจ้ายังคิดแต่จะหยั่งเชิงอันใดให้จงได้”
โม่จ้านหัวเราะพลางหยัดกายลุกขึ้น นิ้วทั้งสิบประสานเข้าด้วยกันดันออกไปด้านหน้าเพื่อยืดเส้นยืดสายที่ค่อนข้างเมื่อยล้า
“เพียงแต่อาจจะต้องทำให้เจ้าผิดหวังเสียแล้ว ข้ามิได้มีตำแหน่งทางการทหารอันใด”
หากข้ามีตำแหน่งทางการทหารจริง ผู้นำคนสำคัญอย่างซีนั่วยังจะไม่รู้จักข้าอีกงั้นหรือ? ไม่เชื่อก็เอ่ยออกมาตามตรงเถิด
ทันใดนั้นร่างของภูตความมืดพลันหายไปต่อหน้าของโม่จ้าน มิต่างกับเกิดระลอกคลื่นบนอากาศ สายลมเย็นหนึ่งกลุ่มพัดผ่านใบหน้าของโม่จ้าน โม่จ้านยกยิ้มบาง มือขวาชักกริชออกมาอย่างรวดเร็ว ตวัดไปยังเหนือด้านข้างไหล่ข้างซ้าย หนึ่งเสียง ‘เคร้ง’ ปัดป้องฉมวกสั้นที่อีกฝ่ายปาเข้ามา
อามู่ปรากฏกายท่ามกลางเงาขมุกขมัว สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่งก่อนจะตั้งท่าเตรียมต่อสู้
“วิชาอำพรางกายของเผ่าภูตความมืดช่างสมคำเล่าลือเสียจริง...เพียงแต่ผู้ที่ต่อสู้ระยะประชิดตัวต่อตัวอย่างข้าโม่เจ๋อเอ่อร์มิเคยเกรงกลัวผู้ใดมาก่อน”
ดังนั้นอ่านตำราที่มีสาระให้มากสักหน่อย ยามต้องใช้ความรู้จะได้ไม่กระวนกระวาย โม่เจ๋อเอ่อร์เผยหนึ่งรอยยิ้มยั่วยุ มุมปากหยักยกขึ้น
ตำราเรียนของการสอนเป็นระบบช่างเป็นของดียิ่งนัก ช่วงที่หลบซ่อนตัวอยู่ในหอพักของโรงเรียนจอมเวทฝั่งตะวันออก ตนได้แทะตำราที่ฉิวอินกับปาอินทิ้งไว้บนเตียงหลายสิบเล่มจนจำได้แปดถึงเก้าส่วน หนึ่งในนั้นเป็นตำราที่แนะนำลักษณะนิสัยของแต่ละเผ่าพันธุ์และความรู้เกี่ยวกับอาชีพทั่วไป ตนได้ข้อมูลเกี่ยวกับภูตความมืดมาจากที่นั่น
ภูตความมืดเกิดมาเป็นมือสังหารโดยธรรมชาติ เคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างมาก มีพรสวรรค์ในการซ่อนตัวในความมืดจนถึงขั้นสามารถทำให้แสงสว่างพร่ามัว กระทั่งนักรบผู้ปราดเปรียวยังยากที่จะป้องกันตัวรอบด้าน มีภูตความมืดไม่มากนักที่สามารถสัมผัสพลังธาตุได้ อัตราส่วนมิต่างอันใดกับมนุษย์ทั่วไปนัก ดังนั้นการกล่าวว่าภูตความมืดเกิดจากเผ่าปีศาจกับเผ่าภูต เหล่านักวิชาการยังคงมีข้อถกเถียงกันอยู่มิน้อย
เดิมทีตนระแวงการกระทำลับๆ ล่อๆ จำพวกมือสังหารที่ลอบใช้มีดทิ่มแทงกับฆาตกรมิน้อย เพียงแต่ยามนี้ตนมีฝ่ามือดัชนีทองคำแล้ว แน่นอนว่าทำอย่างไรแล้วดูหล่อเหลาก็ทำเช่นนั้น จึงจะสามารถกดข่มอีกฝ่ายเอาไว้ได้ --- ตนลดความเข้มข้นของพลังธาตุในหัตถ์สลัวลง จากนั้น ‘กำ’ รอบตนเองเอาไว้ ทันทีที่อีกฝ่ายลงมืออาวุธจะต้องแทรกผ่านธาตุรอบข้าง ตนก็จะรู้ตัวได้ในทันที
อาวุธของภูตความมืดคือฉมวกสามง่ามขนาดสั้นสองชิ้นที่หมุนวนขึ้นลงอยู่กลางฝ่ามือของอามู่ แต่ละกระบวนท่าพุ่งเข้าโจมตีจุดอ่อนของโม่จ้าน โม่จ้านเบี่ยงหลบไปทางซ้ายย้ายไปทางขวา ทุกคราที่ฉมวกคมกำลังจะทุ่มแทงเนื้อ โม่จ้านเพียงขยับแผ่วเบา ฉมวกพลันเฉียดผ่านปลายอาภรณ์ของตนพลาดเป้าออกไป ใบมีดคมกริบกรีดผ่านเกิดเป็นเสียงดังเสียดหู คนทั้งสองพุ่งเข้าต่อสู้พัวพันกันเป็นเวลาสิบกว่านาที
...ไม่ มิอาจกล่าวว่าเป็นการต่อสู้พัวพัน มีเพียงอามู่ที่ ‘พัวพัน’ โม่จ้านเท่านั้น
การลงมือของภูตความมืดรวดเร็วยิ่งนัก กระนั้นบุรุษตรงหน้ากลับคล่องแคล่วมิต่างกับปลาไหล สามารถหาช่องโหว่ของตาข่ายแล้วแทรกกายหลบหนีไปได้เสมอ หลังผ่านไปหลายร้อยกระบวนท่า ภูตความมืดกัดฟันหอบหายใจ กระนั้นกลับทำได้เพียงกรีดชายเสื้อของโม่จ้านจนขาดวิ่นเท่านั้น
“....”
อามู่สูดหายใจเข้าลึกและหยุดการเคลื่อนไหวบนมือลง สายตาฉายแววสับสนจดจ้องไปทางโม่จ้าน --- อีกฝ่ายเผยสีหน้ามั่นอกมั่นใจว่าจะต้องชนะพร้อมทั้งกระดิกนิ้วมือมาทางตน
ตนพยายามใช้ทุกกระบวนท่า ทว่ากลับทำได้เพียงสัมผัสกับความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงเพราะควงใบมีดพลาดเป้าเสียทั้งหมด —- การป้องกันของบุรุษตรงหน้ามิเพียงแต่ลึกลับไม่รั่วไหล กลับยังดีดนิ้วหลายครั้งอย่างช่ำชอง มือข้างซ้ายของอีกฝ่ายกำกริชไร้ด้ามพิสดาร ตวัดปัดป้องฉมวกสั้นของตนเป็นครั้งคราว แม้โดยส่วนมากมักเอาแต่กำไว้ในมือ หมุนควงรอบนิ้วหัวแม่มือสองรอบมิต่างกับพู่กัน ถึงขั้นไม่แม้แต่จะโจมตีสักครา
กองพลลำดับสี่ที่นำโดยตนเดิมทีนั้นมีหน้าที่ลอบสังหาร ซุ่มโจมตีและสืบสวน ตนอาศัยความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดที่โดดเด่นกว่าผู้อื่นจนได้รับความสำคัญจากท่านราชาปีศาจและกลายมาเป็นหัวหน้า แต่ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับโม่เจ๋อเอ่อร์บุรุษแปลกหน้าที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันในยามนี้ นึกมิถึงว่าตนจะเริ่มใจฝ่อเสียแล้ว
เรี่ยวแรงของตนสูญเสียไปเกินครึ่ง ทว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหอบหายใจ ระดับความอดทนที่แตกต่างกันเพียงเท่านี้ก็รู้ได้แล้ว ตนต้องพยายามใช้วิชาความรู้ทั้งหมดที่มี ทว่าอีกฝ่ายกลับผ่อนคลายมิต่างกับกำลังหยอกล้อเด็กน้อย ระดับศักยภาพที่แตกต่างไม่ต้องเอ่ยก็รู้ได้โดยนัย ความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่มีมาแต่ไหนแต่ไรของตน ยามนี้กลับถูกสั่นคลอนเข้าให้เสียแล้ว…
“เหอะ ฝีมือไม่เลว คงจะพอสูสีกับลาถีเท่อเมื่อสองเดือนก่อน”
โม่จ้านเป่าเหงื่อกลางฝ่ามือพลางยัดกริชกลับเข้าฝัก มิได้สนใจนัยน์ตาวูบไหวของภูตความมืดแต่อย่างใด
“ยามนี้กระทั่งอาจารย์เช่นข้ายังสู้เขามิได้เสียแล้ว ฮ่าๆๆๆ…”
“…เจ้าชนะแล้ว โม่เจ๋อเอ่อร์”
ฉมวกคู่ของภูตความมืดถูกนำกลับไปไว้ข้างเอว อีกฝ่ายก้มหน้าลงอย่างค่อนข้างเศร้าซึมอยู่บ้าง
“ซีนั่วกล่าวว่าเจ้าแข็งแกร่งอย่างมาก เพียงแต่ข้านึกมิถึงว่าต่อให้เจ้าไม่ใช้พลังเวทกลับยังเก่งกาจถึงเพียงนี้”
“ในฐานะที่เจ้าเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการกองพลของราชาปีศาจ คงมิใช่จะไม่รู้ธรรมเนียมของเผ่าปีศาจกระมัง?”
โม่จ้านเผยหนึ่งรอยยิ้มอันตราย เดินเข้าไปข้างกายอามู่ราวกับมีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ
“…ขอรับ ‘ท่านราชาปีศาจ’ อีกอย่าง ข้าเป็นภูตความมืด มิใช่เผ่าปีศาจเลือดบริสุทธิ์ ไม่รู้จักธรรมเนียมอันใดขอรับ”
อีกฝ่ายถอยออกห่างอย่างไม่เป็นธรรมชาตินักเสียแล้ว สีหน้าปกปิดอำพรางความจริง ในใจของโม่จ้านกลั้นขำ หากแต่บนใบหน้ากลับเผยสีหน้าหยิ่งยโส แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก เหลือบมองไปทางประตูอย่างจงใจ
“จิ๊ ข้ากับเจ้าราชาปีศาจนั่นมีศักดิ์เท่ากัน เรียกท่านมันจะเกินไปแล้วกระมัง”
จะเสแสร้ง (ตบตา) ก็ต้องแสร้งเป็นคนใหญ่โตเข้าไว้ ราชาปีศาจบีบบังคับเพื่อแลกวิญญาณกับตน หากยามนี้ไม่เอาเปรียบสักหน่อยจะให้รอไปถึงเมื่อใดกัน?
“…อันใดนะ?! เป็นไปมิได้!!!”
อามู่หลุดปากร้องคำรามทันใด กลับทำเอาโม่จ้านสะดุ้งโหยง ดวงตาทั้งสองของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างแรงพลางจดจ้องโม่จ้าน
“ในเมื่อเจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่ร่วมสู้รบกับองค์ราชาปีศาจ?!”
เพราะยามนั้น ‘ข้า’ ยังนอนอยู่ในโลงใต้วิหารไร้นามแห่งหนึ่งอย่างไรเล่า โม่จ้านหัวเราะเจื่อนในใจพร้อมทั้งแบมือทั้งสองข้างอย่างจนปัญญา
“ยามข้าฟื้นขึ้นมา พระคาร์ดินัลอาภรณ์แดงได้จัดพิธีบัพติศมาให้ประชาชนเสร็จแล้วเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ข้ามีความสามารถเทียบราชาปีศาจมิได้ ต่อให้ข้าอยู่ในสนามรบยามนั้น จะไปคาดเดาได้ว่าปู้ไหลเต๋อจะลงมือกับราชาปีศาจงั้นหรือ?”
ทุกคำกล่าวของโม่จ้านทิ่มแทงหัวใจ ไหล่ทั้งสองข้างของอามู่สั่นเทา เขาก้มหน้าลงอีกครั้งพลางกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บปวด
“…หากองค์ราชาปีศาจสามารถหลบหนีมายังตรอกขี้เถ้า คงยังจะพอมีความหวัง…”
“…หากเป็นเช่นนั้น สันตะสำนักกับจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ก็จะถล่มตรอกขี้เถ้าให้ราบโดยมิสนว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด”
สิ่งที่เจ้าเอ่ยออกมากับปากยังไม่มีกระทั่งความมั่นใจ เช่นนั้นจงอย่าโทษที่ผู้อื่นตอกกลับ โม่จ้านเบะปากพลาง ‘ทำการแทงใจดำ’ ต่อไป
“ไม่มีคำว่า ‘หาก’ อันใดทั้งสิ้น ราชาปีศาจใช้ชีวิตตนเองแลกมาซึ่งเวลาอันล้ำค่าเพื่อให้พวกเจ้าหลบหนี เป็นการกระทำอันคิดเผื่อคนทั้งเผ่า”
ภูตความมืดนิ่งเงียบมิเอ่ยสิ่งใด อีกฝ่ายพูดถูก หากไม่มีองค์ราชาปีศาจ ตนกับพวกซีนั่วคงไม่มีกระทั่งเวลาให้หายใจเสียแล้ว
“ในฐานะผู้เข้าร่วม ‘แผนการ’ ของพวกเจ้าอย่างกะทันหัน ข้าจำเป็นต้องรู้สภาพการณ์ทั้งหมดของแผนการในยามนี้อย่างละเอียด”
ภายในสายตาฉายแววสับสนระคนไม่ยินยอมของอามู่ปรายมองไปด้านข้าง เห็นได้ชัดว่ามิได้มอบความเชื่อใจให้โม่จ้านแม้แต่น้อย โม่จ้านถอนหายใจ ตามด้วยสาวเท้าเดินไปทางประตู
“เช่นนั้นขอให้พวกเจ้ารักษาตัวให้ดี หวังว่าไม่กี่วันหลังจากนี้ในโลกแห่งนี้จะเหลือเผ่าปีศาจอย่างข้าแต่เพียงผู้เดียว…”
“…เจ้า นึกมิถึงว่าจะทอดทิ้งสหายเผ่าเดียวกันอย่างใจดำอำมหิตเช่นนี้…”
น้ำเสียงของภูตความมืดค่อนข้างแผ่วเบา การป้องกันทางจิตใจได้เริ่มพังทลายลงอย่างเห็นได้ชัด โม่จ้านได้ฟังคำกล่าวของอามู่แล้วพลันโมโหเสียจนหายใจมิออก ครั้นหันมาหมายจะตำหนิอีกฝ่ายสักหลายประโยค กลับพบว่าเบ้าตาของอีกฝ่ายเปียกชื้นและไหล่ทั้งสองข้างสั่นเทา ทำเอาโมโหจนหัวเราะเสียแล้ว
“…ข้าว่านะ ท่านผู้บัญชาการกองพลผู้เป็นที่รัก ข้าพยายามช่วยพวกเจ้าคิดหาวิธีมาโดยตลอด กลับเป็นพวกเจ้าต่างหากที่เอาแต่หยั่งเชิงข้ามิใช่หรืออย่างไร? นอกเสียจากสองพี่น้องปีศาจแฝงฝันกับซีนั่วและเจี๋ยหลัว ภายในกองกำลังของราชาปีศาจข้าก็รู้จักเพียงแค่ราชาปีศาจ กล่าวว่าจะให้ข้าพาเหล่าเด็กๆ หนีออกไป ทว่ากระทั่งแผนที่ตรอกขี้เถ้าสักใบกลับยังไม่มอบให้ข้า เช่นนั้นจะให้ข้าให้ความร่วมมือได้อย่างไร?”
อันที่จริงตนได้แอบหยิบแผนที่มาจากซีนั่วอย่างเงียบๆ แล้ว เพียงแต่เพื่อจัดการกับภูตความมืดตนนี้ เมื่อถึงยามที่ควรขู่ขวัญตบตาย่อมมิอาจลดอำนาจลง
อามู่กัดริมฝีปาก ทุบลงบนต้นขาอย่างแรงก่อนจะถอนหายใจยาว
“...เจ้าอยากรู้สิ่งใดก็ถามมาเถิด”